ความก้าวหน้าของการป้องกันรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

ความก้าวหน้าของการป้องกันรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
นายแพทย์วรพจน์ ตันติศิริวัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infections - OIs) เป็นเสมือนเครื่องหมายบ่งถึงสภาวะของภูมิคุ้มกันบกพร่องที่พบได้ในการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี และเป็นข้อบ่งชี้ข้อหนึ่งของการวินิจฉัยโรคเอดส์ในช่วงทศวรรษที่แล้ว ในขณะที่ยังไม่มีการรักษาจำเพาะที่ดีต่อโรคเอดส์ การรักษาหลักในผู้ป่วยโรคเอดส์ก็คือการมุ่งเน้นไปถึงการให้การป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส และการให้การรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ วิธีการต่างๆ ในการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ถูกพัฒนาขึ้นมาทำให้ประสบความสำเร็จในการรักษาในหลายๆ โรค รวมทั้งในด้านของการป้องกันโรคทั้งทางปฐมภูมิและทุติยภูมิ การติดเชื้อฉวยโอกาสมีอุบัติการณ์ที่ลดลงในกลุ่ม
ผู้ที่ได้รับการป้องกัน แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันก็ไม่ได้ช่วยได้ตลอดไป เนื่องจากการป้องกันการติดเชื้อ
ฉวยโอกาสไม่สามารถที่จะทำได้ในทุกๆ โรค และในกรณีที่ภาวะภูมิคุ้มกันที่บกพร่องยังคงดำเนินต่อไป และมากจนไปถึงขั้นที่ผู้ป่วยสามารถที่จะเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสที่ไม่สามารถให้การป้องกันได้ ก็ทำให้เกิดโรคนั้นๆ และในบางครั้งโรคบางอย่างเหล่านั้นก็ไม่อาจจะสามารถให้การรักษาได้ด้วย จนกระทั่งในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา
เมื่อมีการพัฒนาการรักษาที่จำเพาะต่อการติดเชื้อเอชไอวีที่ดีขึ้น กล่าวคือ มีการค้นพบยาในกลุ่ม protease inhibitors ร่วมกับการตรวจไวรัสเอชไอวีได้ในกระแสโลหิตได้นำไปสู่การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีได้ในระดับที่สามารถควบคุมให้ไม่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสในกระแสโลหิตได้ ที่เรียกในปัจจุบันว่า Highly Active Antiretroviral Therapy (HAART) or potent antiretroviral therapy
HAART มีผลต่อการรักษาโดยที่มีการควบคุมไวรัสได้ในระดับหนึ่งซึ่งมีผลทำให้ภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการฟื้นคืนกลับมาป้องกันตัวเองได้อีก (Immune reconstitution) และมีผลอย่างยิ่งต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยเอดส์ มีข้อมูลที่ชัดเจนให้เห็นว่ามีการติดเชื้อฉวยโอกาสลดลงอย่างชัดเจนหลังจากการใช้ HAART โดยที่มีการผลกระทบต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสโดยรวม กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงในด้านระบาดวิทยา มีการลดอุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางคลินิกของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสบางกลุ่ม และมีการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินโรคของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสบางอย่าง

Immune Reconstitution with potent antiretroviral therapy
การที่จะเข้าใจถึงการให้การรักษาและป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสในผู้ป่วยเอดส์ในปัจจุบันได้ดีโดยเฉพาะในรายที่มีการรักษาด้วย HAART เราควรที่จะต้องมีความเข้าใจถึงผลของ Potent antiretroviral therapy ที่มีต่อภาวะภูมิต้านทานของร่างกาย และผลสืบเนื่องต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสเสียก่อน เป็นที่ทราบดีอย่างชัดเจนแล้วว่า HAART มีผลลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อฉวยโอกาส รวมทั้งยังลดอัตราการเจ็บป่วยและการตายของโรคเอดส์ HAART ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส เนื่องจากไม่มีผลต่อเชื้อโรคอื่นๆ นอกเหนือไปจากเชื้อไวรัสเอชไอวี ดังนั้น การลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อฉวยโอกาสน่าจะเป็นผลมาจากสภาพของภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น โดยเกี่ยวข้องกับการที่มีปริมาณของ CD4+ T lymphocytes ที่เพิ่มขึ้นที่สัมพันธ์กับการรักษาด้วย HAART สภาพของภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นนี้โดยทั่วไปไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มีลักษณะให้เห็นเป็น 2 ช่วง กล่าวคือ ช่วงแรก (มักจะเกิดในระยะ 2-3 เดือนหลังจากเริ่มรักษาด้วย HAART) จะมีการเพิ่มขึ้นของ CD4+ และ CD8+ T lymphocytes อย่าง
รวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของ memory cells ทั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่มีกระจายตัวกลับเข้ามา (redistribution) และขยายตัว (expansion) ของกลุ่ม T lymphocytes ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งน่าจะไม่ใช่การที่มีการฟื้นตัวของภาวะภูมิต้านทาน
ที่แท้จริง ช่วงที่สอง (มักจะเกิดขึ้นหลังจาก 2-3 เดือนหลังจากเริ่มรักษาด้วย HAART) เป็นช่วงที่มีการเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างช้าๆ ของ CD4+ T lymphocytes ซึ่งส่วนใหญ่เป็นในกลุ่มของ naive cells และน่าจะเป็นช่วงที่เริ่มมีการฟื้นตัวของภาวะภูมิต้านทานที่แท้จริง ภาวะนี้จะเกิดขึ้นสืบเนื่องต่อไปตราบเท่าที่การรักษายังคงมีประสิทธิผลอยู่ ยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนว่าภาวะการฟื้นตัวของภาวะภูมิต้านทานนี้จะมีอยู่หรือไม่ หรือถ้ายังมีอยู่ จะคงทนอยู่นานเท่าใดในกรณีที่การรักษาไม่สามารถที่จะควบคุมเชื้อไวรัสไว้ได้ และก็ยังไม่เป็นที่ทราบว่าการฟื้นตัวของภาวะภูมิต้านทานนี้จะดีกว่า
หรือไม่กับการที่จะให้การรักษาการติดเชื้อแต่แรกเริ่ม อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบชัดเจนจากข้อมูลการวิจัยใน
หลอดทดลองและข้อมูลทางคลินิกมากมายว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนของ CD4+ T lymphocytes และโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในกลุ่มของ naive cells นี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฟื้นตัวของภาวะภูมิต้านทาน


Immune restoration syndrome
ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีการเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสเกิดขึ้นมา ซึ่งมักจะเกิดอาการขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังจากที่มีการใช้ Potent antiretroviral therapy ลักษณะทางคลินิกของการติดเชื้อฉวยโอกาสดังกล่าวนี้ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ สืบเนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นซึ่งมีผลต่อการติดเชื้อนั้นๆ ซึ่งพบได้ดังเช่น Mycobacterium avium complex (MAC), lymphadenitis, paradoxical reaction ในวัณโรค และ Cytomegalovirus (CMV) vitritis เป็นต้น การรักษาด้วย HAART โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มี CD4 cell count ต่ำๆ (โดยเฉพาะ < 50) และไม่ได้รับยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสมาก่อน ทำให้ได้พบอุบัติการณ์ของการ
ติดเชื้อฉวยโอกาสขึ้นในลักษณะที่แปลกไปจากเดิม กล่าวคือ การเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสมักจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ (6-12 สัปดาห์) หลังจากที่มีการใช้ HAART โดยที่มีลักษณะทางคลินิกของการติดเชื้อฉวยโอกาสดังกล่าวนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะที่มักจะพบตามเดิมได้
เชื่อกันว่าการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางคลินิกดังกล่าวนี้ เกิดเนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นหลังจากมีการรักษาด้วย HAART ซึ่งมีผลต่อการติดเชื้อนั้นๆ ซึ่งอาจจะยังมีการตรวจไม่พบหรือซ่อนอยู่ในร่างกายอยู่แล้วส่งผลให้เกิดการอักเสบของจุดที่มีการติดเชื้อนั้นๆ ขึ้นมา โดยที่มีการเกิดการอักเสบจากการจัดการกับ
การติดเชื้อที่ซ่อนอยู่นี้ โดยภาวะภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นด้วยการรักษาด้วย HAART ส่งผลให้เกิดสภาวะทางคลินิก
ดังกล่าวเบื้องต้น มีการให้คำจำกัดความของกลุ่มอาการใหม่นี้ว่า Immune reconstitution syndrome หรือ Immune restoration syndrome นอกจากการติดเชื้อที่ซ่อนอยู่แล้วนั้น การที่มี Antigen ของเชื้อก่อโรคหลงเหลืออยู่ก็สามารถทำให้เกิดกลุ่มอาการนี้ได้เช่นกัน เชื่อกันว่าการที่มีการผิดปกติของการตอบสนองทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Immune Dysregulation) โดยการผลิต cytokines และ/หรือ immunogenetic factors บางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดกลุ่มอาการดังกล่าวนี้ เช่น การที่มี MHC gene haplotypes บางอย่างสำหรับ Herpes virus disease ร่วมกับ cytokine gene polymorphisms สำหรับ Herpes virus disease (IL 12) หรือ mycobacterial disease (TNF, IL6) เป็นต้น
การรักษาภาวะดังกล่าวนี้ มักจะต้องให้การรักษาเฉพาะต่อการติดเชื้อที่ซ่อนอยู่นั้น ถ้าการอักเสบมีลักษณะที่รุนแรง การให้ steroid ร่วมด้วยในระยะสั้นๆ ในช่วงต้นจะช่วยทำให้อาการดีขึ้น โดยมักจะให้ HAART ต่อเนื่องต่อไปได้ แต่ถ้าอาการรุนแรงมากก็ควรจะหยุด HAART ไปก่อนและให้การรักษาการติดเชื้อนั้นๆ ให้เรียบร้อยเสียก่อน




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2549    
Last Update : 19 มิถุนายน 2549 23:11:51 น.
Counter : 345 Pageviews.  

วิธีดูแลตัวเองเพื่อควบคุมเจ้าเอดส์ตัวร้าย


หลินปอเอามาจากที่เพื่อนของหลินปอเคยไปลงไว้ในเว็บ //pwa.narak.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลและเป็นแหล่งแบ่งปันความรู้ของผู้ติดเชื้อ HIV น่ะเจ้าค่ะ ขออนุญาติเจ้าของผลงานมาเรียบร้อยแล้วค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ

วิธีดูแลตัวเองเพื่อควบคุมเจ้าเอดส์ตัวร้าย

สิบแปดเป้าหมายที่จะทำให้เราบรรลุถึงการต่อสู้กับเจ้าเอดส์ตัวร้าย

1. ปรับปรุงสุขภาพโดยรวม โดยต้องเข้าใจว่าสุขภาพของเราเนี่ย มันไม่ได้ประกอบด้วยอย่างใดอย่างนึงเพียงอย่างเดียวนะ มันประกอบด้วยหลายๆอย่าง ทั้งการทานอาหารเสริม กิจวัตรประจำวัน การกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ต้องพยายามมองฮะ ว่าเรายังขาดตกบกพร่องส่วนไหนไปบ้าง เพราะว่าผู้ติดเชื้อหลายๆคนก็พบฮะ ว่ามีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป เช่นจากเคยออกกำลังกายก็ไม่ออกกำลัง อันแรกนี้เลยต้องกลับมามองตัวเองเองฮะ ว่าที่เราอยู่ทุกวันนี้เราขาดการทำอะไรเพื่อฟื้นฟูร่างกายเราไปบ้างรึป่าวน้ออ แล้วก็จัดการทำมันซะนะฮะ


2. ข้อสองเราจะมาเริ่มช่วยร่างกายของเรากันล่ะฮะ ด้วยการทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมเพื่อทำให้ร่างกายของเราสามารถที่จะต่อสู้กับบรรดาโรคต่างๆได้ อย่างน้อยก็ควรจะทานพวกวิตามินรวมซักวันละสามถึงหกเม็ดนะฮะ การทานวิตามินเนี่ย การแบ่งทานหลายครั้งต่อวันจะทำให้ยาดูดซึมได้ดีมากกว่าการทานหลายๆเม็ดในครั้งเดียวนะฮะ และวิตามินที่ทานนี่ก็ถามเภสัชกรหน่อย ว่ายี่ห้อที่เราซื้อไปเนี่ย มันเป็นวิตามินในรูปคีเลทฟอร์มหรือเปล่า เพราะว่าในรูปคีเลทฟอร์มมันจะดูดซึมได้ดีกว่าตัวอื่นๆน่ะฮะ ยังไงข้อสองนี้ใครอยากรู้เพิ่มเติมก็โทรหาพี่หนึ่งโลดฮะ


3. ข้อมะกี้เราเสริม แต่ก่อนจะเสริม เราก้อต้องมาเติมส่วนที่ขาดกันก่อนนะฮะ ผู้ติดเชื้อหลายๆรายนะฮะ พบว่าจะมีการขาดวิตามินและสารอาหารหลายอย่างฮะ โดยเฉพาะการขาดวิตามิน บี เป็นปัญหาที่พบมากในผู้ติดเชื้อฮะ อันนี้ก็แก้ไขได้โดยการทานวิตามินบีรวมเพิ่มฮะ


4. คราวนี้เราต้องมาจัดการเพิ่มความสามารถในการดูดซึมสารอาหารของร่างกายเรากันฮะ เพราะพบว่าผู้ติดเชื้อหลายๆรายมีความสามารถในการดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง เลยเป็นผลให้น้ำหนักตัวลดกันไงฮะ ซึ่งเค้าแนะนำมาว่าให้ทานพวกเอ็นไซม์รวมไปด้วย( จำพวก คอมบิซิมที่มีขายตามร้านยาน่ะฮะ) ให้ทานไปพร้อมอาหารมื้อละหนึ่งถึงสองเม็ดน่ะฮะ แล้วก็ถ้าใครงบเยอะก็ให้ทานพวกน้ำตาล FOS ไปด้วย ในไทยรู้สึกจะมีแต่ของยี่ห้อเมจิอ่ะฮะ กล่องเขียวๆ แพงเอาเรื่อง กล่องนึงประมาณหกร้อยมีอยู่สี่สิบซอง ซึ่งเค้าว่ามันจะช่วยทำให้กระเพาะและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นน่ะฮะ


5. ต่อมาเราก้อต้องมาจัดการกับกระเพาะของเรากันต่อฮะ คือว่าในผู้ติดเชื้อเนี่ย จะมีการหลังของกรดไฮโดรคลอริกที่กระเพาะลดลง ซึ่งก็จะทำให้ความสามารถในการย่อยอาหารมันลดลงตามไปด้วยน่ะฮะ เค้าแนะนำว่าถ้าจะทานวิตามินอะไรเนี่ยก็ควรจะทานในช่วง สามสิบนาทีก่อนอาหารหรือทานหลังอาหารไม่เกินชั่วโมงครึ่ง หรือทานพร้อมมื้ออาหารไปเลยก็จะดีที่สุดฮะ แม้กระทั่งวิตามินซีหรือว่า nac ที่มีความเป็นกระก็แนะนำให้ทานพร้อมมื้ออาหารนะฮะ ไม่ต้องมาทานก่อนอาหารเพื่อจะช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะนะฮะ แต่ในบางรายที่มีปัญหาเรื่องน้ำย่อยน้อยจริงๆเนี่ย หมอจะสั่งให้ทานกรดไฮโดรคลอริกเจือจางเพิ่มราวๆวันละสามถึงห้ากรัมฮะ อันนี้ห้ามทานเองนะฮะ ต้องให้หมอจ่ายให้ แล้วก็จะมีวิจามินและสารอาหารบางอย่างที่ช่วยเพิ่มการทำงานของกระเพาะและลำไส้ เช่น กลูตามีนกับN-acetyl-glucosamine และก้อสมุนไพรบางชนิดก็สามารถช่วยได้ฮะ แล้วก็นานๆครั้งก็ทานยาถ่ายพยาธิสักทีนะฮะ เผื่อมี

6. ข้อหกนี้ก็จะเป็นเรื่องการเสริมฮอร์โมนนะฮะ เพราะว่าในผู้ติดเชื้อจะมีการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนผิดปกติไป บางอย่างอาจจะสร้างมาก บางอย่างอาจจะสร้างน้อย แต่ที่พบบ่อยว่าว่ามักมีลดลงทั้งในชายและในหญิงก็คือเจ้าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนน่ะฮะ ส่วนการทานฮอร์โมนเพิ่มนี่เป้แนะนำว่าให้พบแพทย์เพื่อตรวจวัดก่อนนะฮะ ไม่แนะนำให้ทานเองเพราะว่ามันมีผลข้างเคียงเยอะน่ะฮะ ข้อนี้ไม่แปลขนาดยาให้นะฮะ แหะแหะ เด๋วไม่ยอมไปหาหมอกัน

7. เริ่มกันต่อที่ข้อเจ็ดนะฮะ ข้อนี้คือกล่าวถึงวิธีการลดความเสียหายจากภาวะออกซิเดชั่นที่เกิดในร่างกายเนื่องจากความเครียดและจากอนุมูลอิสระต่างๆที่เกิดในร่างกายน่ะฮะ ซึ่งในบทนี้เค้าแนะนำให้ทานวิตามินอีที่เราทราบกันดีว่ามีฤทธิ์เป็นสารต้นอนุมูลอิสระน่ะฮะ ซักวันละแปดร้อยถึง หนึ่งพันสองร้อย หน่วยสากล ( i.u.) และก้อทานเบตาแคโรทีนอีกวันละ 75000 i.u. ซึ่งตอนนี้ที่ดูดซึมดีๆดีๆนี่จะสกัดมาจากสาหร่ายน่ะฮะ แต่ว่าจะมีราคาแพงอยู่ซักหน่อย แล้วก้อทานวิตามินซีอีกวันละ 5 ถึง 12 กรัม ขนาดสูงมากเลยนะฮะเนี่ย ปกติเป้เองทานอยู่วันละหนึ่งกรัมเอง แต่เป้ก็เคยได้ยินมานะฮะ ว่าในผู้ติดเชื้อควรจะทานขนาดนี้ และอีกตัวนึงก็คือ โคเอ็นไซม์คิวเท็นแบบรับประทานนะฮะ อันนี้ก็มีขนาดอยู่ระหว่าง สามสิบถึงสองร้อยมิลลิกรัมต่อวันฮะ


8. ข้อแปดนี่เรามาเสริมโปรตีนกันฮะ เพราะเราพบว่าผู้ติดเชื้อส่วนมากจะมีระดับของกรดอมิโนที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบเช่นพวกกลูตาไทโอนลดลง ซึ่งการลดลงของกลูตาไทโอนนี่จะมีความสัมพันธ์กับระดับของภูมิต้านทานแล้วก็จำนวนเซลล์ที่เสื่อมสภาพด้วยอ่ะฮะ แล้วก็อย่าลืมทานกรดอะมิโนตัวอื่นๆเพื่อช่วยสร้างโปรตีนด้วยนะฮะ จะทานพวก NAC ก้อได้นะฮะ เพราะว่าจะช่วยลดการเกิดเสมหะได้ด้วย แต่ต้องระวังไม่ทานคู่กันไปกับพาราเซทตามอลที่เป็นยาแก้ปวดนะฮะ เพราะว่า NAC กะพราราเซตามอลนี่มันเป็น แอนตี้โดทกันน่ะฮะ คือฤทธิ์ของทั้งคู่จะลดลงเมื่อเราทานมันพร้อมกันน่ะฮะ เค้าพบว่าผู้ที่ทานอะมิโนเสริมนี่สามารถทำให้น้ำหนักตัวที่ลดลงไปเพิ่มขึ้นได้ด้วยนะฮะ


9. ข้อเก้า ก็คือ การลดการอักเสบในระยะเฉียบพลันที่เกิดจากภา;ะภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่ง วิธีแรกที่เค้าแนะนำในที่นี้ก็คือการทานกรดไขมันจำเป็นบางชนิดผสมกันน่ะฮะ ในที่นี้เค้าทานน้ำมันปลาชนิด โอเมกา3 พันมิลลิกรัม ผสมกับ โอเมกา6 จากดอกอีฟนิ่งพริมโรส พันมิลลิกรัมน่ะฮะ แล้วก็ทานยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์น่ะฮะ ในที่นี้เค้าทานแอสไพรินวันละ 300 ถึง 600 มิลลิกรัมต่อวันน่ะฮะ ก้อเท่ากับวันละ หนึ่ง ถึง สองเม็ด ซึ่งแอสไพรินนี่ต้องทานหลังอาหารทันทีแล้วก้อดื่มน้ำตามเยอะๆนะฮะ เพราะว่ามันกัดกระเพาะ
ขอเพิ่มเติมนิดนึงนะฮะ ในทางการแพทย์เนี่ย คำว่าการอักเสบหรือ inflamation เนี่ย ไม่ได้หมายถึงการติดเชื้อนะฮะ คนไทยเราใช้คำนี้ผิดเยอะฮะ อย่างยาฆ่าเชื้อเช่น bactrim หรือ amoxycillinเนี่ย คนเรียกกันเป็นยาแก้อักเสบเรื่อย ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่ยาแก้อักเสบนะฮะ มันเป็นยาฆ่าเชื้อฮะ


10. ลดการสร้างสารสื่อประสาทที่ทำลายภูมิคุ้มกันที่ผลิตออกมามากเกินไปในผู้ติดเชื้อ เช่นสาร interferon-alpha, TNF-alpha, interleukins ซึ่งสารพวกนี้นั้นในยามปกติจะทำหน้าที่ทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ผลิตมามากเกินไป ถ้าเราขาดสารพวกนี้เราก็จะกลายเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวคือมีเม็ดเลือดขาวมากเกินไป แต่ในผู้ติดเชื้อนั้นมีเม็ดเลือดขาวผลิตน้อยอยู่แล้ว เซลล์พวกนี้จึงกลายเป็นอันตรายกับผู้ติดเชื้อ ซึ่งในบทความอันนี้เค้าแนะนำวิธีลดเจ้าสารพวกนี้โดยวิธีการทาน L-carnitine ที่เป็นพวกวิตามินอย่างนึงน่ะฮะ เค้าแนะนำมาว่าให้ทานวันละ 2-3 กรัม โดยที่เค้าทานอยู่นี้เค้าทานแบบเม็ดละ 330 มิลลิกรัม ครั้งละสามเม็ดวันละสามครั้ง ซึ่งนอกจากเจ้า l-carnitine แล้ว สมุนไพรอื่นๆที่มีฤทธิ์ช่วยลดเจ้า interferon-alpha, TNF-alpha, interleukins ได้ก็คือพวก silymarin ตัวนี้เป้จำไม่ได้ว่าในไทยที่มันขายอยู่ยี่ห้ออะไร จำได้แต่ว่ามันทำจากเกสรดอกไม้แล้วปกติเค้าเอาไว้ บำรุงตับ แล้วจะค้นๆดูให้นะฮะ ส่วนอีกตัวที่ช่วยก็คือSt. John's wort extract, ที่เป็นสมุนไพรอ่ะฮะ ตัวนี้ก้อช่วยได้เช่นกัน

11. ข้อนี้เราจะมายังยั้งการเกิด apoptosis หรือการที่เซลล์เรามันตายก่อนกำหนดน่ะฮะ เนื่องจากว่าคนที่เป็น HIV เนี่ย เซลล์เค้าจะมีการปรับตัวเพื่อต่อต้านอาการต่างๆที่มันเกิดขึ้นโดยเฉพาะการอักเสบของเซลล์ ทำให้เซลล์ที่เกิดมาเร็วผิดปกติเนี่ย มันตายไป ซึ่งเราจะลดการตายของเซลล์ร่างกายนี้ได้โดยการทาน NAC ( n-acetyl cystein) วันละสองกรัมคู่ไปกับ acetylcarnitine วันละสองกรัม ซึ่งเจ้าNACเนี่ย ผ่านการพิสูจน์มาแล้วฮะ ว่าได้ผลดี สามารถลดการตายของเซลได้ดี ส่วนอีกตัวก็มีงานวิจัยบ่งชี้เยอะฮะว่าได้ผล

12. พยายามรักษาระดับของ CD4 ให้สูงไว้ฮะ พยายามอย่าให้ต่ำกว่า หนึ่งร้อย วิธีพื้นฐานก็คือพยายามทานสารอาหารหรือวิตามินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารพวก กลูตาไทโอน ( Glutathione)ให้ได้ปริมาณที่เพียงพอ เช่นพวก วิตามิน
A วิตามินC และวิตามิน E แต่ไม่จำเป็นต้องไปซื้ออาหารเสริมบางชนิดที่แพงเกินไปนะฮะ ลองศึกษาดูหลายๆยี่ห้อ และถ้าไม่แน่ใจ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรที่ท่านเชื่อใจนะฮะ เด๋วนี้พวกของขายตรงมีเยอะและค่าการตลาดแพงมากฮะ ต้องเลือกซื้อกันนิดนึง ส่วนวิธีเพิ่ม CD4อีกวิธีนึงก็คือแวะมาบอร์ดนี้บ่อยๆฮะ ที่นี่มีพนักงานกระตุ้น CD4 ด้วยอารมณ์ขันเยอะฮะ แล้วก็การนั่งสมาธิก็มีงานวิจัยบางงานพบว่าช่วยได้เหมือนกันนะฮะ

13. มาต่อกันฮะ คราวนี้เรามาว่ากันถึงการลดภาวะ oxidative stress ในร่างกาย ซึ่งเราได้พบเจอมาว่า การทานพวกวิตามินเข้าไปในร่างกายเนี่ย บางทีเราต้องทานในขนาดสูงกว่าคนปกติก็เพราะว่าในร่างกายของผู้ติดเชื้อนี่อ่ะฮะ มีสารชนิดนึงชื่อว่า protein—nuclear factor kappa B (NF-kB) ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งเจ้าสารเนี้ย ทำให้ระดับของวิตามินที่เรากินไปมันลดลงน่ะฮะ ซึงในที่นี้เค้าใช้วิธีทานสาร alpha lipoic (Thioctic) acid วันละ 300-600 mg เพื่อไปยับยั้งการทำงานของเจ้า NF-kB ทำให้ระดับวิตามินในร่างกายของเราสูงขึ้นฮะ นอกจากนี้ การทานพวก bioflavonoid quercetin ร่วมกับ เอ็นไซม์ bromelain จากสับปะรดก็สามารถช่วยเพิ่มระดับวิตามินในร่างกายได้เช่นกันฮะ

14. มาถึงข้อ 14 แล้วนะฮะข้อนี้เราจะมาพูดถึงการใช้สารเคมีจากพืช มาใช้ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสน่ะฮะ ซึ่งพวกพืชที่เค้าสนใจกันอยู่ตอนนี้ก็จะมีพวก ชะเอม ขมิ้น SPV-30 St. John's wort แล้วก็หญ้าหนวดแมวนะฮะ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีข้อมูลบอกว่า สารจำพวก ไบโอฟลาโวนอยด์หลายชนิดสามารถทำงานในการยับยั้งสารจำพวก NF-kB ที่กล่าวไว้ในข้อ 13. ได้ดี เช่นไบโอฟลาโวนอยด์ที่ชื่อ quercetin ( แต่ข้อเสียของไบโอฟลาโวนอยด์ตัวนี้คือดูดซึมได้ไม่ค่อยดีฮะ ต้องทานพร้อมพวกเอ็นไซม์ช่วยดูดซึมเช่นเอ็นไซม์ โบรมีลีนจากสับปะรด) นอกจากนี้ ยังมีสารที่ชื่อว่า SPV-30 ที่สกัดได้จากพืชก็พบว่ามีฤทธิ์ในการต้านไวรัสที่ดีจากการศึกษาพบว่าขนาดที่เหมาะสมที่สุดคือ 990 mg ต่อวัน



15. ข้อนี้เราจะมากล่าวถึงการป้องกันตัวจากพวกโรคติดชื้อฉวยโอกาสกันนะฮะ เวลาที่ร่างกายเรา CD4 ต่ำลงเนี่ย มันจะมีพวกโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นเยอะฮะ โดยเฉพาพวกโรคติดเชื้อต่างๆทำให้สุขภาพของเราแย่ลง ซึ่งวิธีดูแลตัวเองของหัวข้อนี้เค้าแนะนำให้ทานกระเทียมสกัดซึ่งกระเทียมนี้เป็นสารที่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อที่ดีและออกฤทธิ์ค่อนข้างกว้างซักวันละ 3.5 - 5 กรัมฮะ ถ้าใครอยากทานกระเทียมสดเป้กะแนะนำว่าต้องเคี้ยวกระเทียมนั้นให้ละเอียดก่อนจะกลืนนะฮะ ถ้าไม่เคี้ยวกระเทียมที่ทานไปอาจไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เพราะว่าสารสำคัญในกระเทียมนั้นจะออกมาตอนที่เราเคี้ยวน่ะฮะ แล้วนอกจากกระเทียมเค้าก้อแนะนำให้ทานสมุนไพร echinacea คู่ไปด้วยก็จะดีฮะ เพราะว่าเจ้า echinacea เนี่ย จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานแล้วก็ป้องกันหวัดได้ฮะ มีขายหลายยี่ห้อทั้งแบบน้ำแบบเม็ด เพื่อนๆก็เลือกดูกันนะฮะ ของแบล็คมอร์ก็มีนะฮะ เคยเห็นอยู่แว้บๆ


16. คราวนี้เราจะมาว่ากันต่อถึงการชดเชยสิ่งต่างๆคืนให้ร่างกายของเราที่เสียไปจากการรักษาแบบต่างๆน่ะฮะ
อันแรกก็มาชดเชยเชื้อจุลชีพที่มีประโยชน์ที่เสียไปจากการทานยาปฏิชีวนะกันก่อนนะฮะ พวกเราเนี่ย เป็นกลุ่มที่ต้องทานยาปฏิชีวนะ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่ายาฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบเช่น แบคทริมนั่นแหละฮะ พวกเราทานกันค่อนข้างบ่อย ซึ่งข้อเสียของยาพวกนี้ก็คือเวลามันฆ่าเชื้อโรคในร่างกายเราเนี่ย มันฆ่าเรียบฮะ ไม่สนใจว่าเป็นเชื้อจุลชีพประเภทไหน ซึ่งร่างกายเราปกติเนี่ย จะมีเชื้อจุลชีพที่จำเป็นต่อร่างกายที่ใช้ในการขับถ่ายอยู่ด้วย ซึ่งถ้าขาดเชื้อพวกนี้ไปเราจะท้องเสียและย่อยอาหารได้ไม่สมบูรณ์ฮะ อาจจะเคยสังเกตกันนะฮะ ว่าเวลาทานยาพวกนี้นานๆจะท้องเสีย ซึ่งวิธีชดเชยอันนี้ก้อง่ายๆฮะ ก็เราเสียเชื้อจุลชีพไปก้อต้องกินมันคืนมา ซึ่งเราจะหาเชื้อจุลชีพพวกนี้ได้จาก ยาคูลท์ฮะ อาจจะเคยได้ยินว่ายาคูลท์มีแลคโตบาซิลลัส นั่นแหละฮะ เชื้อจุลชีพที่ดีที่เราต้องการ นอกจากการทานยาปฏิชีวนะแล้ว พวกเราบางคนยังต้องทานยาต้านอย่าง AZT หรือ ganciclovir ซึ่งเจ้าพวกนี้นั้นมันจะกดการสร้างไขกระดูกน่ะฮะ ซึ่งเราจะชดเชยการด้วยการทานวิตามินE เพื่อลดผลข้างเคียงตรงนี้ฮะ นอกจากนีเก็ยังมีสมุนไพรอีกหลายตัวและสารอีกตัวที่เค้าอยากแนะนำให้เราทานก็คือ coenzyme Q10 ฮะ ซึ่งเจ้าโคคิวเท็นนี้ประโยชน์เยอนะฮะ นอกจากจะช่วยการเสียหายของเซลให้ลดลงแล้วยังช่วยให้พลังงานกับเซลอีกด้วยฮะ มีรายงานว่าสามารถช่วยบำรุงหัวใจด้ด้วย แล้วก็ทำให้ผิวหน้าผิวตัวใสเด้งได้อีกด้วยฮะ


17. ข้อนี้เค้ากล่าวถึงการบำรุงร่างกายให้แข็งแรงน่ะฮะ เค้าบอกว่าร่างกายของผู้ติดเชื้อเนี่ย ต้องเจอกับอาการข้างเคียงสารพัด ทั้งจากยาต้าน ทั้งจากยาที่ใช้ในการรักษาโรคแทรกซ้อน ทำให้ร่างกายข้างในเรามันแย่ฮะ สิ่งที่เค้าใช้รักษาสุขภาพให้ดีขึ้นนี้เค้าบอกไว้ว่า ยังมีการศึกษาเพียงแค่น้อยชิ้น คือพูดง่ายๆก็คือยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนมากพอน่ะฮะ แต่เค้าก็ทดลองนำเอามาใช้คือการรับประทานสารสกัดจากต่อมหมวกไตของวัวน่ะฮะ เค้าเชื่อว่ามันช่วยเสริมการทำงานของต่อมหมวกไตของคนได้ แล้วตัวเค้าเองเนี่ย รับประทานอยู่วันละสามครั้ง แต่เป้ก็แนะนำนะฮะ ว่าข้อนี้ผู้เขียนบทความเค้าก้อบอกชัดเจนอยู่ ว่ามันยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้มากพอ ใครจะลองทานก็พิจารณาเยอะๆหน่อยนะฮะ

18. เย้ๆๆๆๆ มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว ข้อนี้เค้าก็มาสรุปว่าการที่เราจะดูแลสุขภาพเราเนี่ย ต้องมองถึงสุขภาพองค์รวมด้วย ซึ่งเค้าก็เทียบให้เราอ่านว่า การแพทย์แผนจีนหรือแผนตะวันออกเนี่ย มองร่างกายเหมือนกับเป็นสวน การดูแลก็คือต้องคอยหมั่นเติมปุ๋ยหรือว่าสารอาหาร และก็รักษาสมดุลแร่ธาตุให้เหมาะสม ซึ่งเป็นการรักษาแบบองค์รวม คือมองทั้งร่างกาย แต่แพทย์แผนฝรั่งเนี่ย จะมองเหมือนร่างกายเป้นเครื่องจักร พยายามจะมองว่าเสียตรงไหนแก้ตรงนั้น และพยายามหาว่ามีสิ่งแปลกปลอมอะไรที่ต้องกำจัดไหม เค้าก้อบอกต่อว่า ตอนนี้น่ะ เค้าทานสมุนไพรอยู่หลายตัวซึ่งเป็นสมุนไพรที่ช่วยดูแลร่างกายแบบบูรณาการคือดูแลทั้งร่างกาย เช่นพวก astragalus ขนาดที่เค้าทานคือวันละสองกรัม แล้วก็มีตคัวอื่นๆอีกเช่น ขิง โสมไซบีเรีย และ พืชตระกูลโหระพาบางชนิด ซึ่งตรงนี้ก็ต้องศึกษาหาข้อมูลกันนิดนึงว่าพืชใดมีประโยชน์อะไรบ้าง แล้วก้อเลือกมาทานให้เหมาะสมน่ะครับ

เพิ่มเติมจากข้อสี่นิดนึงนะฮะ น้ำตาล FOS ที่ช่วยให้ร่างกายเพิ่มการดูดซึมอาหารได้เนี่ย มาดามก้อย ณ พัทยา บอกว่าเราสามารถทานพวกแก้วมังกรแทนได้นะฮะ เพราะว่าในแก้วมังกรจะมีน้ำตาล FOS อยู่ ตอนนี้ป้าก้อยทานวันละสองลูกฮะ




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2549    
Last Update : 19 มิถุนายน 2549 22:58:55 น.
Counter : 3455 Pageviews.  

 
 

Valentine's Month


 
^^หลินปอ^^
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add ^^หลินปอ^^'s blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com