BE BeaR --> tHe C I-I M i 5 t

บอกทำไมเนี่ย

เคยดูหนังรักวัยรุ่นไหมครับ

ที่พล็อตมันมักจะซ้ำไปซ้ำมา ว่าด้วยเรื่องของเพื่อนรักเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง และเพศเดียวกัน เค้าเอามาเขียนเป็นบทแสดงหนังได้หมดทุกแบบ

ผมเองก็ชอบดูหนังแนวนี้ครับ แต่ตอนหลังๆชักเบื่อเลยไม่ได้ดูบ่อย ด้วยคิดว่าเรื่องแบบนี้มันคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย(ชอบดูหนังบนความเป็นจริง)

ยังไม่จบ




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2552   
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 18:51:04 น.   
Counter : 228 Pageviews.  

โตแล้ว

ตอนเด็กผมมีเพื่อนเล่นไม่ค่อยเยอะ เพราะเด็กแถวบ้านมีน้อย
เราึจึงต้องจับกลุ่มเล่นกันแค่ไม่กี่คน ไม่น่าแปลกใจที่เด็กในวัยนั้นจะมีเรื่องทะเลาะกันบ่อยครั้ง
ตั้งแต่ด่าก้ัน ถึงขั้นลงไม่ลงมือ
เวลาใครจะโกรธกับใครนั้นก็มักัยุยงคนโ้น้นคนนี้ให้มาช่วยเกลียด

พอโตขึ้นก็ไม่คิดว่าะมีเหตุการณ์ที่จะต้องโกรธใครอีกแล้ว
ด้วยว่าเป็นผู้ชายเลยไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้
แต่มันก็มีเรื่องให้ผิดใจกันอีกจนได้

สุดท้ายพอเรียนจบ ป.ตรีกัน เรื่องราวที่เคยโกรธกันดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปตามเวลา
อย่างน้อยในที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องงี่เง่าในวัยเด็ก




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2552   
Last Update : 27 พฤษภาคม 2552 22:54:03 น.   
Counter : 165 Pageviews.  

ห้องแลปของเรา_1

บ่นเรื่อยเปื่อย

คนเราจะเห็นแก่ตัวได้สักแค่ไหน
เมื่อวานไปถ่ายรูปชุดครุยมา
หนักนะเนี่ย
รอนานมากกกกกก
เนื่องจากอิคนที่ไปถ่ายก่อนหน้ามาเลท ทำให้เกิดผลกระทบมาสู่เรา
ที่มาตรงเวลา แสดดดดดดดดดดด
แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังได้ถ่ายรูป กว่าจะกลับมาก็นะ ค่ำแล้ว เลยไม่ได้ไปช่วยอาจารย์ย้ายบ้าน
"ขอโทษนะครับ พี่"

วันรุ่งขึ้นเลยตื่นแต่เช้ากะว่าะไปแลป
อารมณืดี
ลั๊นลา มากมายกะว่าวันนี้เราจะลง reverst phase column chromatography
...
...
...
...
...
แต่ พอขึ้นไปถึงแลป อาการอารมณ์ดีมันก็มลายหายไปในทันที
มันไม่มี methanol ให้เรา อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก

สอบถามพี่ ๆ เลยได้รู้ว่า solvent หมด
ไม่มีใครกลั่น
เนื่องจากพี่ๆเค้าปิดแลปกันหมดแล้ว
ก็จะไม่มาดูแลตรงนี้ให้แล้ว

เหลือแต่ ป.ตรีที่ยังต้องทำแลปต่อ
พี่ๆเค้าจะไม่ดูแลในส่วนของ solvent แล้ว จะใช้ต้องกลั่นเอง
ทีนี้ ไอ่พวกที่มันอยู่ก็แมร่งไม่ใส่ใจ
ไม่ดูว่า solvent หมดหรือไม่
ขอแค่ที่กรูทำอยู่มันมีใช้ก็พอแล้ว

สรุปวันนี้
เีราต้องไปขน solvent ที่ gas house
แล้วยังต้องมา กลั่นเองอีกต่างหาก
ยังดีที่มีพี่ๆเค้าช่วยเราอยู่

แถมมันยังมีหน้ามาพูดอีกว่า เนี่ยเราหัดกลั่นเป็นแล้วแหละ
โถๆๆ แม่คุณทำไมไม่ทำให้เป็นสัก เดือนมีนาหล่ะ เอาหลังสอบจบไปเลยนะ
จะได้ทันใช้

แสรดดดดดดดดดดดด
สรุปเราต้องเลื่อนแลปไปหนึ่งวันเนื่องจากต้องมาทำงานตรงนี้
ทั้งๆที่แบ่งเวรกันแล้วทุกอย่าง
แต่ก็ไม่มีใครทำเวรสักคน
เห้อ
นี่แหละหนอสังคมคนที่เอาแต่เรียน แต่ไม่ใส่ใจคนอื่น
ขอให้กรูได้กรูมีไว้ก่อน

แมร่ง
เห็นแก่ตัว




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2551 2:36:26 น.   
Counter : 170 Pageviews.  

กลับมาแล้ว---มั้ง

หายไปนาน
มีเรื่องที่อยากเขียนมากมายแต่ไม่ได้เข้ามาเขียน
อาจเป็นเพราะเบื่อ หรืออะไรก็ตาม
เหนื่อย...
หรืออะไรก็ตามแต่ที่สุดแล้วก็กลับมา
เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นที่เดียวที่มีตัวตนของเราปรากฎอยู่



ในที่สุดแล้ว
เทอมที่ผ่านมา
"เกรด" ก็ทำให้ดีใจจนได้
ในฐานะที่ไม่เคยได้เกรดเยอะเท่านี้มาก่อน
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เกรดที่มากมายขนาดนี้เราถึงได้มาในวันที่สายไป
เพราะถ้าเราต้องการจะเป็น
"อันดับหนึ่ง"นั้นหมายความว่า
เทอมสุดท้าย
ต้องไ้ม่มากกว่าเกรดที่มากที่สุดไป 0.2จุด
(บ้าไปแล้ว)
สนุกดีนะ

ช่วงนี้เป็นช่วงของการหาที่เรียนต่อ
เราก็สมัครไปเรื่อยๆ
แต่อยากเรียนแถวนี้ัจังไม่อยากไปเืมืองกรุง
มันไม่คุ้นเลย
ไม่อยากอยู่ด้วย
แต่มันก็ไม่มีที่ไหนเปิดสาขานี้ให้เราเรียนแล้ว
แย่ัจัง
เอาเถอะ ยังไงก็ต้องสู้ต่อไป




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2551 0:00:00 น.   
Counter : 154 Pageviews.  

ความใฝ่ฝัน แปลผกผันกับวัย

ความใฝ่ฝัน แปลผกผันกับวัย

"ทำไมถึงเรียนวิทย์"
"ทำไม ไม่เรียนอย่างอื่น"

ตอนเด็กๆ เมื่อครูถามในชั้นเรียน หรือให้เขียนเรียงความ ว่าในอนาคตอยากเป็นอะไร
คำตอบที่ได้ก็มักเป็นจะ
คุณหมอ,คุณครู, พยาบาล, นักบิน, ทหาร, ตำรวจ

พอโตมาระดับประถมคำถามนี้ก็ยังอยู่
คำตอบก็คล้ายๆเดิม
ผมเองก็ไม่ต่างจากคนอื่น สมัยเด็กๆก็อยากเป็นนักการทูต
ประมาณว่า ได้ไปหลายๆประเทศคงสนุกดี(ชอบเที่ยว)
ความฝันจะเรียนรัฐศาสตร์จึงอยู่ในใจมาเนิ่นนาน
เรื่อยมาจนเข้าชั้นมัธยมต้น ในโรงเรียนประจำจังหวัด
ก็สอบได้เรียนในห้องคิง ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าเด็กเก่งนั้นมีมาก
ไอ้เราก็ไม่ค่อยขยันซักเท่าไร เรียนก็เรื่อยๆ เอาสนุก-สบายเข้าว่า
วิชาที่ไม่ชอบก็คือคณิตศาสตร์ ประมาณว่ารู้สึกเป็นทุกข์ตลอดเวลาที่เรียนเลข
และอาศัยว่า มีเพื่อนดี ตอนสอบก็ได้พึ่งพิงเอาตัวรอดมาได้ โดยไม่หลงเหลือความรู้ใดอยู่เลย
เหมือนเอาน้ำใส่ในอุ้งมือ ไม่ช้านานก็รั่วหายไปหมด
แต่วิชาที่เรียนได้ดีมากคือสังคม ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สู้หมด ภาษาไทยก็สามารถ

แต่ด้วยความที่เป็นค่านิยมคือ คนเก่งจะต้องเรียนสายวิทย์ ก็เอาว่ะ เรียนต่อ ม.ปลายสายวิทย์ละกันจะได้มีทางเลือกมาก
ผมก็ไปสมัครสอบโรงเรียนม.ปลายที่ได้ชื่อว่าดีที่สุด แถวๆ สยาม
และก็เป็นดังคาดครับ สอบไม่ติด (เสียดายเงิน)มากกว่าสอบไม่ได้เสียอีก
ก็ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรๆ กลับไปเรียนโรงเรียนเก่าก็ได้
กลับมาก็แน่นอนเรียนสายวิทย์ ในห้องที่รวมคนสอบไม่ติดจากที่ไหนแล้วกลับมาซบอกโรงเรียนเดิม

พอเรียน ม.ปลายก็เอาแล้ว
มีคนถามว่าจะเรียนอะไร
ตอนนั้นก็รู้ว่าถ้าเรียนวิทย์ ก็จะต้องเอ็นต์ แพทย์ วิศวะ อะไรทำนองนี้
แต่ด้วยความที่ไม่ชอบคำนวณเอาเสียเลย เอาว่ะงั้นเรียนแพทย์ (ลางร้ายเริ่มปรากฎ)
ด้วยความที่ชอบตั้งเป้าให้ตัวเองก็เลยมีความขึ้นใจเอาว่า เราจะเรียนหมอๆๆๆ
(สังเกตนะว่ามันเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ความฝัน)
อ่า...ทีนี้วิชาที่เรียนวิชาอื่นๆก็เรื่อยๆอาศัยว่าท่องๆเอา (ขนากเลขมันยังท่องเลย--สมัยนั้นยังเรียนไม่เป็น)
แต่เคมี ด้วยความที่ตอนม.ต้นเนี่ยขึ้นใจเอาว่ามันต้องท่อง ก็เริ่มขยาด
แต่ด้วยความที่แพ้ใครไม่ได้ -- เห็นเพื่อนที่เค้าไปเรียนกวดวิชากันมาล่วงหน้า ตอบครูกันได้ปาวๆ
เรามันไม่ชอบเรียนพิเศษเสียด้วย ก็เริ่มอ่านหนังสือเอาให้มันเข้าใจ และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
จำได้ว่าสอบได้คะแนนเต็ม และยังสอบติดโครงการ สอวน. สาขาเคมี ด้วย
และกลายเป็นความชอบ และหลงใหลในวิชาเคมี ซึ่งจะมีผลกับการตัดสินใจในอนาคตของเรา
ในขณะที่คนที่เค้าเก่งสอบไม่ติด ด้วยความที่ภูมิใจกับความสำเร็จเล็กๆตรงนั้น
ก็ทำให้มุมานะในการเรียนมาก เกรดก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ความฝันจะเรียนหมอก็ดูจะสดใสไปด้วยเช่นกัน
สุดท้ายตอน ม.6 ความจริงก็ปรากฏ
เราสอบข้อเขียนผ่านใน คณะแพทยศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก มหิดล
(อันดับดีด้วย) ซึ่งถ้าเราสอบสัมภาษณ์กับตรวจร่างกายผ่าน เราจะได้เป็นหมอเสียที
แต่...
มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้นนะสิ
เราตรวจร่างกายไม่ผ่าน เพราะเป็นตาบอดสี
วินาทีที่ทราบก็ช็อกนะ ใครจะไปเชื่อเพราะกิจกรรมที่เราทำมาล้วนเกี่ยวกับการวาดรูป
ทั้งการเขียนคัทเอาท์ตอนกีฬาสี ประกวดวาดภาพ
สรุปคือเรามองเห็นสี แต่น้อยกว่าคนปกติ
คนที่ช็อกว่าใครคงเป็นแม่แหละ เพราะเชื่อมาตลอดว่าเราต้องเป็นหมอได้

แต่เราก็ทำใจได้อย่างรวดเร็วและกลับไปมีชีวิตที่ดีเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว
เพราะยังไงถึงเราดึงดันจะเดินหน้าต่อไปก็คงไปไม่ได้ ในเมื่อข้างหน้าคือเหวที่เราไม่มีวันจะข้ามไปได้

เราตัดสินใจหันหลังกลับจากความฝันตรงนั้น
และคงพอดีกับการที่เราสมัครสอบโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้
เนื่องจากเรายังชอบเรียนเคมีอยู่ ก็ตัดสินใจว่าเรียนเคมี
และจะเป็นครู เป็นอาจารย์ อย่างน้อยการปลูกฝังและการให้คำแนะนำแก่น้องๆก็ยังเป็นสิ่งที่เราชอบ
และเค้าเรียนตัวไปสอบสัมภาษณ์ เราก็ไปและก็สอบผ่านในที่สุด
ก็เลยตัดสินใจทำสัญญา รับทุนในที่สุด
ซึ่งระบุไว้ว่าเราจะต้องเรียนจบปริญญาโทเป็นอย่างน้อย และถ้าเป็นไปได้ควรเรียนถึงระดับดร.
สุดท้ายเราก็เข้าเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเคมี
และเราอยากเป็นครู ครูโรงเรียนมัธยม หรือครูมหาวิทยาลัยก็ได้
ขอให้เป็นครูเถิด
เพราะเราเชื่อว่าการปลูกฝังความรู้ให้กับเด็กรุ่นใหม่นั้น
เป็นการพัฒนาชาติที่ยั่งยืนที่สุด

จากความฝันที่ในที่สุดกลายเป็นแค่ความหวัง
และฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
เมื่อเราเติบโตขึ้นจะเห็นว่าความฝันในวัยเด็กเป็นเรื่องสนุกสนาน
สุดท้ายแล้ว การอยู่กับสิ่งที่เราเป็นแล้วทำมันให้ดีที่สุดก็คงจะดีกว่า
เพราะเราไม่รู้หรอกว่าฝันของเราะทำให้ชีวิตมีความสุขแค่ไหน
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดฝันนะครับ

เพราะหากฝันนั้นเป็นจริงได้ก็คงจะดีกว่า จริงไหม




 

Create Date : 05 ตุลาคม 2551   
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 17:57:49 น.   
Counter : 232 Pageviews.  

1  2  

คนตราหมี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หมีตัวใหญ่
[Add คนตราหมี's blog to your web]