อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2563
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
16 พฤศจิกายน 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 15 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน



15



ถึงผู้ชายที่เป็นที่รักและคิดถึงเสมอ...ปรเมษฐ์

ลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านตัวฉันเสมอ คงเป็นคุณ ฉันดีใจที่ได้พบคุณอีกครั้ง แม้มันจะทำให้ฉันเจ็บปวดจนไม่อยากจะจำอะไรได้เลย

ด้วยรัก…ภูสิตา

หญิงสาวปิดท้ายสมุดบันทึกประจำวันของวันนี้แต่เพียงเท่านี้ ภูสิตารู้ตัวเองดีว่าเธอคิดอะไรอยู่ นึกย้อนกลับไป นับตั้งแต่วันที่รู้เรื่องของเขา สิ่งเดียวในชีวิตที่เธอไม่อยากทำเลยคือ ‘หายใจ’ วันนั้นเธออดทนอย่างที่สุดที่จะดำเนินชีวิตให้ได้ตามปกติ ไม่ให้คนในครอบครัวระแคะระคาย ถ้าพ่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเธอ ท่านจะต้องเสียใจอย่างที่สุดที่ไม่อาจช่วยอะไรเธอได้เลย ทางเดียวที่ทำได้คือไปวัด พระเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นกฎที่มนุษย์ไม่มีวันหนีพ้น แต่สำหรับภูสิตา ความสูญเสียไม่ใช่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจ หากแต่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้พูดว่ารู้สึกอย่างไรกับคนที่เธอรัก แม้วันนี้จะยังไม่รู้ว่าเขาจะจากไปเมื่อไร แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะมืดมิดไปหมด ปรมัตถ์บอกเองว่าเป็นไปได้ทุกเมื่อ แล้วจะให้เธอทำอย่างไร ?

สำหรับปรเมษฐ์เขาเป็นผู้ที่นำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้เธอ ทั้งรอยยิ้มที่อบอุ่น เสียงหัวเราะที่มีพลัง แต่วันนี้เขาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้และไม่มีโอกาสจะได้ยินทุกคำที่เธออยากบอกเขามาตลอด ภูสิตานั่งพนมมือต่อหน้าพระประธาน

“คุณพระคุณเจ้าเจ้าขาแม้ลูกจะต้องตายลงตรงนี้ หรือต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ขอให้คำอธิษฐานของลูกเป็นจริง ขอให้ลูกได้พบกับคนที่ลูกรักนายปรเมษฐ์ทุกชาติไป ขออย่าได้มีคำหรือถ้อยคำใดที่ออกจากปากลูกถอนคำอธิษฐานได้”

ภูสิตาสะอื้นเพียงลำพัง “และในทุกภพ ทุกชาติ ขอให้ลูกรักเขาเพียงคนเดียว และขอให้เขารักลูกเพียงคนเดียว” ภูสิตาก้มลงกราบน้ำตานอง นี่หรือที่เธอทำได้ในชาตินี้ ? เธอไม่มีโอกาสแล้วภูสิตาได้ยินหรือเปล่า ?

หญิงสาวปาดน้ำตาออกจากแก้มนวลเมื่อนึกถึงเรื่องเก่า ๆ วันนี้คำอธิษฐานของเธอเป็นจริง ปรเมษฐ์กลับมานั่งอยู่ตรงหน้า แม้จะเป็นเงาหรือวิญญาณหรือเพียงภาพในสมองของเธอเองภูสิตาก็ดีใจ ปาฏิหาริย์มีจริงขอเพียงมีศรัทธา ภูสิตากลืนน้ำลายลงคอ อะไรบางอย่างติดอยู่ที่คอ เธอวิ่งเข้าห้องน้ำพยายามล้วงคอให้อาเจียนแต่ก็ไม่เป็นผล ก้างปลาติดคองั้นหรือ ? ก็ดูดีแล้วนี่นา ทำไมเจ็บคอ ?



“เป็นไงคะ ไม่ดีขึ้นเหรอ ? ภูสิตาคนดี ยิ้มบ้างก็ดีนะ พี่หมอคิดถึงรอยยิ้มของเธอมาก ๆ ” หมอวิทวัสยังคงถามคำถามเดิม ๆ เมื่อภูสิตามาพบ คนพูดจาหวานหูยิ้มให้อย่างเมตตา ภูสิตาสบตาคนตรงหน้านิ่ง ความผูกพันทวีคูณ ความเข้าใจเปี่ยมล้นมีให้เห็นจากแววตาของคนตรงหน้า เมื่อ 5-6 เดือนก่อนโมรีเล่าให้หมอฟังว่าภูสิตามักจะเครียดไม่รู้ตัว โมรีได้รับคำแนะนำให้ชวนภูสิตาทดสอบอาการซึมเศร้าจากแบบทดสอบทางอินเตอร์เน็ต เมื่อผลออกมาเข้าข่ายมีความเศร้ามากโมรีจึงบังคับให้เธอมาพบแพทย์ วันนี้พบกันอีกครั้งตามตารางนัดหมาย “ยังนอนไม่หลับอีกไหมคะ ? ”

ภูสิตายิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพยักหน้า จนใจกับอาการของตัวเองเหมือนกัน มันคงไม่ใช่แค่โรคซึมเศร้าหรอก เมื่อเธอต้องร้องไห้ทุกคืนอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้จะรู้สาเหตุ แต่ภูสิตาก็ไม่รู้จะเยียวยาตัวเองได้ยังไง ยิ่งกับเรื่องเมื่อคืนเธออยากจะแน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้บ้า ภูสิตาเคยเล่าสาเหตุที่ทำให้เธอเป็นทุกข์ให้หมอฟังแล้ว เรื่องที่ปรเมษฐ์กำลังเจ็บและเธอก็ร้องไห้ทุกคืน หญิงสาวขอให้หมอเก็บเรื่องที่ปรเมษฐ์ป่วยเป็นความลับ และห้ามพูดถึงคน ๆ นี้เด็ดขาด ห้ามไม่ให้บอกแม้แต่โมรี ปล่อยให้โมรีคิดไปเองว่าเธอแค่เครียดก็พอ แต่ตอนนี้ก็ยังเล่าไม่หมด เธอไม่อยากให้หมอรู้ว่าเธอกำลังพบเจอเรื่องเหลือเชื่อ ถ้าหมอรู้หมอคงวินิจฉัยโรคได้อย่างเดียวคือ ภูสิตาเป็นบ้าและคนอื่น ๆ ก็คงเป็นบ้าไปด้วย เพราะเห็นร่างปรเมษฐ์กันทุกคน

หมอผู้รู้ปัญหาแต่ไม่หมดทุกเรื่องกำลังมองเธออย่างเมตตา

“เรื่องเขา....ไปหาเขาเลยดีไหมคะ ? เพราะอย่างน้อย ๆ ไม่ว่าเขาจะอยู่หรือตาย ก็ยังจะได้ทำและพูดสิ่งที่อยากพูด”

“ไม่มีวันค่ะพี่หมอ ถ้าจะจากกัน ก็ขอจำแต่ภาพที่เคยเห็น ถ้าไปหาเขาคนที่ต้องสูญเสียอีกคนคือ พ่อของตาลเอง”

“เขาไม่ดีขึ้นเหรอครับ ? ”

“น้องชายเขายังส่งจดหมายมาบอกข่าวเรื่อย ๆ ค่ะ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว ในเมื่อตาลมีเขาในหัวใจอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก” จำเป็นต้องมุสาถ้าหมอรู้ว่าสองพี่น้องกลับมาแล้วก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่

“ถ้าเป็นทางพระคนไข้ต้องปล่อยวาง ไปวัดดีไหม ? ส่วนยาที่ให้ก็ค่อย ๆ ลดลง”

“นาทีแรกที่รู้ว่าเขาไม่อยู่ ก็คือนาทีแรกที่เขาอยู่กับตาลค่ะ”

“ตาล ผมฟังคุณอย่างน้องสาวคนหนึ่งด้วย คุณไปวัดนะ ไม่ก็อ่านหนังสือ คุณจะได้สบายขึ้น เพราะเรื่องความเจ็บป่วยของคน เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ มันเกิดก็รักษา การทำใจเป็นหนทางหนึ่งที่จะเยียวยาเราได้”

เธอถอนใจยาว อยากจะเล่าให้ละเอียดยิบแต่ก็เกรงจะเป็นเรื่องใหญ่ คงทำได้เท่านี้กับคนที่ไม่รู้ความลับขั้นสูงสุดของเธอและจะไม่มีใครรู้ ไหน ๆ ก็เข้าข่ายเป็นคนไข้ก็ต้องสู้กับมันสักตั้ง ทางหมอก็ให้ยามาก็กินไป “ค่ะ ตาลจะทำตามที่แนะนำ”



เสียงแขกที่มาในงานคุยกันฟังไม่ได้ศัพท์ ญาติผู้ใหญ่ของปรมัตถ์เข้าแถวทยอยไปโกนผมนาค ชายหนุ่มมองไปที่พี่ชายที่นั่งสงบอยู่อีกมุมหนึ่งกับมารดา ท่านนั่งเช็ดน้ำตาด้วยความปีติ ความผูกพันของเขาและพี่ชายยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เมื่อคืนปรมัตถ์เข้าไปในห้องนอนของปรเมษฐ์ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่างอันเป็นที่ประจำของเขา ไม่นานนักชายหนุ่มก็นั่งลงที่พื้นคลานเข่าเข้าไปหาพี่ชายจากด้านหลัง “พี่บอล”

พอปรเมษฐ์หันมาก็เห็นน้องชายนั่งคุกเข่าอยู่ “ว่า ? ”

เขาพนมมือมองพี่ชายน้ำตาซึม “เบสทำเพื่อบอลนะ ขอให้ผลบุญที่เบสจะบวชให้ ช่วยให้จิตของพี่เข้มแข็งและอยู่กับเราให้นานที่สุด เบสจะทำให้พี่กลับบ้านด้วยร่างกายของตัวพี่เองให้ได้”

ปรเมษฐ์อมยิ้มพลางพยักหน้ารับ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ปรมัตถ์มองพี่ชายแน่วแน่ “ช่วงที่เบสไม่อยู่ขอให้พี่ใช้ชีวิตกับแม่และคนที่พี่รักให้มีความสุขที่สุด เบสจะช่วยอยู่ที่วัด มีอะไรขอให้บอก ถ้าเลือกได้เบสจะขอไปแทน” ชายหนุ่มก้มลงกราบที่เท้าของพี่ชายอย่างเคารพที่สุด ปรเมษฐ์เอื้อมมือไปลูบที่ศีรษะน้องชาย

“พี่รู้ ขอบใจมาก พี่อโหสิกรรมให้ทุกอย่าง ขอให้ผลบุญที่น้องทำ ทำให้น้องมีแต่ความสุข ความเจริญ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่ก็พร้อมจะยอมรับ ขอให้รู้ว่าพี่ขอบใจสำหรับทุกอย่าง นายทำดีที่สุดแล้วเบส อย่าได้โทษตัวเอง ถ้าหากมันไม่เป็นไปตามที่เราคิดและต้องการก็ขอให้ทำใจและอยู่กับมันให้ได้อย่างเข้มแข็ง” ปรมัตถ์มองหน้าพี่ชายสงบนิ่ง ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มรู้สึกอย่างไร

ปรเมษฐ์ในตอนนี้ก็นั่งดูน้องชายอยู่อย่างภูมิใจเช่นกัน เห็นคนที่เขารักทั้งสองคนอยู่ตรงหน้า ภูสิตากำลังเดินเข้าไปรับกรรไกรจากญาติของปรมัตถ์มา ก่อนจะยกมือไหว้และตัดผมของชายหนุ่มออกมา ปรมัตถ์พนมมือนิ่ง หากแต่พูดเบาให้ได้ยินกันเพียงเขาและภูสิตา “พี่ภูสิตาผมขอให้พี่ฟังผม ขอให้ยอมรับและบอกสิ่งที่พี่อยากพูดกับพี่บอลให้หมด อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลยนะครับ”

ภูสิตาน้ำตาคลอแต่ท่าทางของเธอยังคงสงบนิ่ง ริมฝีปากบางนั้นขยับช้า “อโหสิกรรมให้พี่ด้วย พี่จะทำอย่างที่น้องขอ พี่อโหสิกรรมให้นะเบสขอบใจมาก”

ปรมัตถ์เงยหน้าขึ้นมาสบตาพี่ชาย เหมือนจะถ่ายทอดสิ่งที่ได้ยินนั้นไปให้เขารับรู้ ปรเมษฐ์หลับตาลง เขาได้ยินชัด แม้จะนั่งอยู่ไกลจากคนทั้งสอง “ยิ้มอะไรลูก ? ”

“ดูสิพ่อนาคของแม่เก่งมาก ถ้าห่มจีวรเข้าไป ผมคงเข้าใกล้ไม่ได้”

“เหรอ ? เก่งตรงไหนกัน? คอยดูเถอะเวลาขานนาคไม่ได้ เราคงอายจนไม่อยากจะเงยหน้าเชียวลูก” ปรเมษฐ์หัวเราะอยู่ไม่นานนัก เขามองมารดาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างเห็นใจ แม่ดูมีความสุขอย่างที่สุดที่ได้เห็นน้องบวช หากเขาไม่รอดจริง ๆ เขาก็คงไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มที่เป็นสุขแบบนี้จากแม่อีก ชายหนุ่มเอื้อมไปจับมือมารดามาบีบแน่น อยากจะถ่ายทอดความรักอย่างที่สุดให้ คุณมาลิดาหันมามองหน้าลูกชายคนโตแล้วยิ้มให้ ปรเมษฐ์คิดในใจ อีกนานแค่ไหนก็สุดรู้ ที่จะมีแรงเดินอยู่ในภพที่ไม่ใช่ที่ของตัวเองอีกแล้ว



พอเสร็จจากพิธีบวชทั้งวัน ในตอนหัวค่ำปรเมษฐ์ก็ปลีกตัวออกมายืนรับลมแต่เพียงผู้เดียวอยู่ข้าง ๆ รั้วหน้าบ้าน คนทยอยกลับกันไปมาก นึกขันตัวเองอยู่ในใจ ใครจะรู้ว่าที่เดินไปมาอยู่นี่ มีแต่จิตดังปาฏิหาริย์ ร่างที่มีก็เข้าไม่ได้ ถ้าความแตกก็คงถูกเรียกว่า ‘ผี’ อย่างสมบูรณ์ทีเดียว ภูสิตาที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นอะไรก็ยังยอมเจอและพูดคุยกัน ไม่รู้จะสงสารตัวเองหรือภูสิตาดี ? มันคงเป็นเวรกรรมทั้งของเขาและเธอ

“คุณดูเหนื่อย” พอนึกถึงคนคนก็มา ชายหนุ่มยิ้มให้ภูสิตาอย่างอ่อนโยน หญิงสาวเวลาที่ไม่มีอะไรอยู่ในใจดูมีชีวิตชีวาเหมือนเด็กเล็ก ๆ เธอไม่ได้ฝืนยิ้ม แววตาที่ส่งมาห่วงหาอาทรไม่น้อยไปกว่ากัน “เก่ง คุณไม่กลัวผมเหรอ ? ”

ภูสิตายิ้ม “กลัวค่ะ กลัวมาก กลัวคุณไม่มาให้ฉันเห็นอีก ตอนพระสวดมนต์ฉันยังกลัวว่าคุณจะหายไป โมรียังแซวว่าฉันจ้องไม่กะพริบตา นี่ถ้าเขารู้คงช็อกตายไปเลย”

“ทำให้คุณตกใจหลายวันก่อนขอโทษนะ คุณไม่รู้หรอกว่าผมพยายามมาหาคุณมาตลอด แต่ไม่มีแรงมากพอ กว่าจะคุยกับเบสกับพ่อได้ ผมก็แทบแย่”

สีหน้าชายหนุ่มเศร้า แต่เขาก็เข้าใจสภาพของตัวเอง บิดาของเขาไปมาหาสู่กับพวกเขาตลอด และท่านพึ่งขอลาออกจากราชการไปอยู่กับพวกเขาและรอเพื่อที่จะรับทั้งสองกลับมาก่อนที่จะเกิดเรื่องนี่เอง ปรเมษฐ์เรียนจบก่อนปรมัตถ์ไม่นานก็มาประสบอุบัติเหตุก่อนที่จะได้กลับบ้าน เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป พ่อก็บอกแม่เพียงว่าต้องการอยู่ท่องเที่ยวสักระยะ ให้เขาและปรมัตถ์กลับมาเมื่อน้องเรียนจบ ณ เวลานี้ มีเพียงพ่อลูกและผู้หญิงคนนี้เท่านั้นที่รู้ความลับอันอัศจรรย์นี้

“บอกได้ไหมคะ ทำไมคุณถึงมาได้ ? ” ภูสิตาถาม ดวงตาคู่งามซ่อนเร้นอะไรบางอย่างที่ไม่ได้เอ่ยออกมา คงเพราะมีเหตุผลมากมายที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงสร้างขึ้นมาได้ หัวใจอ่านยากเหลือแสน แต่แววตาของภูสิตาในตอนนี้ก็มิอาจบดบังความคิดถึงที่มีต่อเขาได้ ปรเมษฐ์อมยิ้มกับตัวเองเมื่อรู้สึกถึงความพิเศษที่ตนได้รับจากแววตานั้น

“บอกไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนผมหลับอยู่และเจ็บมาก ตอนแรกก็แทบคลั่ง ตอนตื่นขึ้นมาเห็นร่างตัวเอง มีสายมีเครื่องมือแพทย์ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด แล้วก็เห็นเบสร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ ทั้งที่ตั้งแต่เกิดเป็นคนมา ผมก็เคยเห็นเขาร้องตอนที่ยังเด็กเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงพ่อนะ” เขาถอนใจยาวอย่างคนที่ผ่านเรื่องแย่ที่สุดในชีวิตมาแล้ว

“ท่านที่มาด้วยบอกว่า ให้ทำใจ เกิดแก่เจ็บตาย ยังไงก็หนีไม่พ้น ถ้าเข้าใจก็จะหายเจ็บ คุณก็รู้ว่าผมว่าง่ายจะตาย แล้วก็ไม่เจ็บอีกเลย ประหลาดที่สุดเลย วิเศษมากเลยนะอีกโลกเนี่ย” ชายหนุ่มหัวเราะ เขาเล่าเหมือนมันเป็นแค่เรื่องเล่าขำ ๆ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขา นี่แหละปรเมษฐ์ที่ภูสิตารู้จัก

“คุณต่างหากที่เก่ง ไม่ใช่ฉันค่ะ” ภูสิตาอมยิ้ม แววตาของหญิงสาวเศร้าสร้อยนัก

“ไม่ใช่หรอก ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ ผมก็คงไม่ตื่นขึ้นมาแบบนี้ แล้วก็คงไม่ได้มาหาคุณและครอบครัวผมอีก ผมได้ยินเสียงคุณเรียก เสียงร้องไห้ของคุณนานมาก ๆ และผมก็เต็มใจที่จะมา ผมต้องวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ ร่างตัวเองราว ๆ 10 วันได้ เรียกใครก็ไม่ได้ยิน แต่ได้ยินเสียงคุณร้องไห้”

“ฉันทำให้คุณลำบาก ฉันรู้”

“ไม่เป็นไร ผมยังไม่ได้ทำอะไรอีกตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่คุณคนเดียวที่พยายาม ทั้งพ่อทั้งน้องผมเขาก็ทำเหมือนคุณ พ่อนั่งสมาธิแล้วเราก็ได้คุยกัน เบสทำทุกอย่างเพื่อรักษาร่างของผมไว้ เขาเชื่อว่าผมต้องรอดเพราะร่างกายผมไม่ได้บุบสลายมากนัก พ่อบอกว่า ผมยังไม่ถึงที่ตาย แต่มันเป็นกรรม” เขายิ้มเจ่ื่อน

ภูสิตาฟังที่ปรเมษฐ์เล่าก็ออกจะแปลกใจไม่น้อย เธออ่านหนังสือเรื่องเกี่ยวกับเวรกรรมมาไม่มาก แต่ที่เห็นอยู่ก็พอจะเป็นหลักฐานได้ “คุณไม่เคยสูญเสีย คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่อยู่เขาต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน ดูสิจนตอนนี้คุณก็ยังยิ้มได้อยู่เลย” เธอสบตาเขา เหมือนจะถ่ายทอดสิ่งที่เธอได้ผ่านมาให้รับรู้

“ภูสิตาไม่มีใครอยากตายนะครับ” เขาอมยิ้ม

“คุยอะไรกันสองคนคะ ? ” เสียงคุ้นหูดังมาเมื่อเดินมาหยุดตรงหน้า “โทษทีนะมาขัดจังหวะคุณนักเขียน” สุนันทาจงใจพูดให้คนฟังรู้สึกอะไรบางอย่าง

“ไม่หรอกค่ะ ปรเมษฐ์เขาเล่าเรื่องที่โน่นให้ฟัง ไม่ได้ขัดจังหวะอะไรหรอกค่ะ”

“เหรอคะ ? คุณตาลไม่ได้เรียนนอกนี่เนอะ ฟังไว้ก็ดีค่ะ วันหลังหญิงจะเล่าให้ฟังด้วยคน แต่ตอนนี้คุณป้าให้มาตามบอลไปส่งพระที่วัดค่ะ” สุนันทาเดินเข้าไปควงแขนชายหนุ่มอย่างคุ้นเคย



หลังทำวัตรเย็น แม่ให้ไปรับพระปรมัตถ์กลับมาที่บ้านเพื่อมาเอาของอีกหลายอย่างที่แม่สรรหามาเพิ่มให้เพราะกลัวลูกลำบาก ที่จริงแล้วท่านคงอยากให้พระมานั่งให้ดูเฉย ๆ เพราะตั้งแต่โกนผมตั้งแต่เช้าจนเสร็จพิธี ท่านก็ไม่ค่อยได้คุยกับพระน้องชายนัก

ภูสิตามองภาพคนทั้งสองนิ่ง สุนันทาเกาะเขาแน่นจนแทบจะเอาหัวซุกแขนเขาด้วยซ้ำ ปรเมษฐ์รู้สึกอยากจะแกะมือของสุนันทาออก แต่คิดว่าคนตรงหน้าต้องเข้าใจ เขาจึงทำเฉยเสีย “มากับโมรีใช่ไหมครับ ? กลับไปแล้วมั้งไมได้ยินเสียงนานแล้ว เดี๋ยวคุณไปกับผม ส่งพระแล้วจะเลยไปส่งนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ กลับเองได้ค่ะ โมมีธุระด่วนเดี๋ยวให้คนที่บ้านมารับค่ะ”

“ความจริงผมกลัวผี ไปเป็นเพื่อนกันหน่อยนะ หลวงพ่ออนุญาตพระใหม่ให้อยู่จนมืดได้ก็จริง แต่กว่าเราจะไปถึงวัดพระท่านก็คงเข้ากุฏิกันหมดแล้ว เห็นพระใหม่บอกว่ากุฏิอยู่แถวเมรุด้วย ไปด้วยกันนะหญิง”

“จริงเหรอ ? แต่มันดึกแล้วนะ กว่าบอลจะไปส่งคุณภูสิตาอีก หญิงคงถึงบ้านดึก พรุ่งนี้ต้องมาที่นี่แต่เช้าด้วย ไม่เอาล่ะ ไปกันเถอะ ขอตัวนะคะ เร็ว ๆ หน่อยนะคะ คุณป้ารอ” พูดจบเจ้าตัวก็รีบวิ่งเข้าบ้านไปทันที

ภูสิตายิ้มอย่างรู้ทัน “ไปหลอกเขาทำไมกัน ? ”

“ไม่ลองก็ไม่รู้ ผมจะได้ระวังตัว เกิดไปทำซุ่มซ่ามให้เขาเห็น คุณหญิงนี่แหละจะทำความแตก เรื่องกลัวผีนี่ที่หนึ่ง” ทั้งสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน

แม้ภูสิตาจะรู้ว่าเขาต้องการอยู่กับเธอสองคนเท่านั้น แต่ก็ไม่อยากเข้าข้างตัวเองนัก คนยังเชื่อไม่ได้ แล้วตรงหน้านี่อะไร จะพูดอะไรออกไป มีแต่จะขายหน้า เงียบไว้ดูจะดีที่สุด ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะได้ยินแต่เสียงร้องไห้อย่างที่เขาบอกเถอะ

คำอธิษฐานที่เหลือ ถ้าได้ยินด้วย เธอก็คงดูแย่


Create Date : 16 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2563 21:08:34 น. 0 comments
Counter : 109 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณรัชต์สารินท์


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16


 
Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.