อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
กันยายน 2563
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
16 กันยายน 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 13 บัวหลวง โดย ภูปรดา (ฉบับตีพิมพ์)

๑๓



บุรุษหลายคนมีทีท่าสง่างาม ใส่เสื้อแขนยาวสีขาว นุ่งโจงกระเบนสีกรมท่าบ้าง  ผ้าลายบ้าง บางคนใส่เสื้อแขนสั้นผ้าบาง มีผ้าคาดที่เอว ผู้ชายที่ดูสูงอายุถือไม้เท้า บางคนไว้หนวดเครา พวกเขากำลังหัวเราะและพูดคุยอยู่กับเจ้าคุณพ่อ หญิงสาวเดินอย่างเรียบร้อยแล้วหยุดอยู่ตรงหน้ากลุ่มผู้ใหญ่ “นั่งลงกราบท่านเสียลูก ท่านเจ้าพระยาท่านเคยรับราชการอยู่ในกรมพระกลาโหมที่พ่อเจ้าเคยรับราชการอยู่” คุณหญิงหงส์สั่ง

ท่านหญิงซูนั่งพับเพียบลง ก้มลงกราบหนึ่งครั้งเหมือนที่ถูกสอนมา

“งามเหมือนแม่ ท่าทางเหมือนพ่อ คงจะใจเด็ดน่าดู” ท่านเจ้าพระยาผู้นั้นหัวเราะ ท่านดูจะใหญ่โตกว่าบิดาของเรามิใช่น้อย ด้วยทุกคนเฝ้าแหนราวกับยกให้ท่านเป็นที่หนึ่ง

“ก็พอสมควรขอรับ เลี้ยงดูมาก็ต้องปิดบังด้วยเกรงจะมีภัย มีเคราะห์กรรมติดตัว แต่ก็ไม่ได้ให้อยู่อย่างไร้ตัวตน ได้หัดอ่านเขียนหนังสือทั้งไทยแลจีนขอรับ” เจ้าคุณแผนเล่า ท่านเจ้าพระยาพยักหน้ารับ “ดี ๆ แม่บัวเจ้าสุขสบายดีแล้วหรือ ? ”

ท่านหญิงซูนั่งนิ่งไม่นานก็ตอบ “วันนี้ดีเจ้าค่ะ”

“ก็แปลว่ายังไม่ดีเท่าไหร่ อยู่แต่ในเรือนมานานได้ออกมาพบปะผู้คนเสียทีนะ วันนี้ก็เหมือนมารับขวัญเจ้า แม้ไม่ได้โกนจุกอย่างเขา เจ้าก็มิได้ผิดแผกจากเรา ๆ นี่เจ้าจงรับไปเสีย” ท่านยื่นถุงผ้าเล็ก ๆ ให้ห่อหนึ่ง ท่านหญิงซูยื่นมือไปรับแล้วไหว้

“เป็นลูกพระยา ก็ต้องแต่งกับลูกหลานชั้นพระยา อย่าได้ลดตัวให้มัวหมอง ข้าเป็นเจ้าพระยา ลูกเต้าก็มีแต่ลูกชายที่เป็นทหาร เห็นแม่บัวแล้วก็ให้ได้ชื่นใจอยู่บ้าง ด้วยรู้สึกราวกับว่ามีลูกสาว เจ้าคุณแผนพ่อของเจ้าก็เป็นสหายต่างวัยของข้า แต่ลูกสาวคนนี้ข้าเห็นจะเก็บไว้กับตัวมิได้นะคุณหญิง” ท่านหัวเราะ

“มีอะไรหรือเจ้าคะ ? ” คุณหญิงหงส์ถาม

“ว่าอย่างไรล่ะคุณหญิงแก้ว ? รู้อะไรบ้างหรือไม่ ? ”

สตรีผู้หนึ่งเดินน้อมตัวปรี่เข้ามายกมือไหว้ท่าน แล้วก้มหน้ายิ้มเจื่อน “หารู้ความใดไม่เจ้าค่ะ เจ้าคุณของอิฉันยิ่งไม่รู้ความใด ๆ เลย”

“คุณข้างในเขาให้มาบอกว่า อันหนึ่งเดียวในเรือนเจ้าคุณแผนนี้มีผู้จับจองเสียแล้วหนา อย่าได้วู่วามส่งตัวให้ผู้ใด”

คุณหญิงหงส์ถอยหลังราวกับคนจะเป็นลม ! นางรองรีบวิ่งเข้ามาพยุงตัวท่านไว้ ท่านหญิงซูหันมองคนนั้นทีคนนี้ที ด้วยไม่รู้จะทำอย่างไร

“แม่บัว...ในถุงนั้นเป็นของขวัญแก่เจ้า ผู้มิเคยได้โกนจุกอย่างลูกผู้ดีเขา ส่วนของหมั้นนั้น จะต้องมาเจรจาด้วยคุณหญิงหงส์อีกครา” ท่านยิ้มให้เธอ

ผู้คนบนเรือนกระซิบกระซาบ พูดคุยกันราวกับตกใจแทนเธอ

“คุณหญิง” เจ้าคุณแผนเรียกสติให้คุณหญิงหงส์

คุณหญิงหงส์รีบนั่งลงแล้วพนมมือก้มกราบ เงยหน้าขึ้นมาเพียงนิดราวกับเกรงกลัวอาญา “เป็นพระคุณเจ้าค่ะที่เมตตาลูกอิฉัน แต่เห็นว่ามิเหมาะนัก หากจะให้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้าม ด้วยลูกอิฉันมิใคร่แข็งแรง ใช้ชีวิตผิดแผกจากผู้คนมาช้านาน การจะเข้าไปอยู่ข้างใน เห็นทีจะเกินวาสนาเจ้าค่ะ”

“มิใช่อย่างที่คิด หากแต่คนข้างในเขามีบารมีมาก ลูกชายคุณหญิงแก้วรับใช้ใกล้ชิดเจ้านายอยู่หัวเมืองทางเหนือ แม้ยศศักดิ์ไม่ปรากฏ หากแต่บารมีของเขานั้นแผ่มาถึงสยาม เขาฉลาดนักที่เข้าหาคนข้างใน คุณข้าหลวงในคุ้มเมตตาลูกคุณหญิงนักนะ เป็นบุญของลูกแล้ว ทั้งสองคุณหญิงนั่นแหละ” ท่านหัวเราะ

คุณหญิงแก้วรีบนั่งลงแล้วกราบลงทันที ท่านเงยหน้าพูดทั้ง ๆ ที่ยังพนมมือวางอยู่ที่พื้น “ท่านเจ้าคะ อิฉันไม่ทราบว่าพ่อเตยทำอะไรเจ้าค่ะ ให้แม่มาดูเท่านั้น หาได้บอกกล่าวอะไรไม่ อิฉันไม่ทราบว่าท่านมาเป็นธุระให้เรา”

“ฉันเต็มใจนักคุณหญิงแก้ว อย่าได้วิตกไปเลย พ่อเตยคนนี้ฉลาดนัก ลูกหลายบ้านมิได้มางานครานี้ เพราะได้รับการบอกกล่าวเสียแล้วว่า ห้ามมาดูตัวแม่บัว นับว่ามีบารมีมากจริง ๆ ” ท่านหัวเราะ

“มันร้ายเจ้าค่ะ อิฉันไม่ทราบจริง ๆ ” คุณหญิงแก้วหันไปหาคุณหญิงหงส์ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งดี ๆ “แม่หงส์...ฉันเสียใจที่ลูกทำอะไรวู่วาม มิถามไถ่แม่หงส์ก่อน บัดนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้ว ฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” น้ำตาคุณหญิงแก้วเอ่อ

คุณหญิงหงส์ลูบที่แขนคุณหญิงแก้วไปมา “หากเขาเป็นคู่กัน เราก็ทำได้เพียงเฝ้าดูแลกันนะแม่แก้ว เขาเห็นกันมาก่อนแล้วข้อนี้ฉันรู้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะจริงจังถึงเพียงนี้ แต่ลูกฉันมีเพียงคนเดียว การจะให้ไปอยู่หัวเมืองนั้นเกรงจะเท่ากับฆ่ากันเสีย” คุณหญิงหงส์น้ำตาไหล ท่านหญิงซูนั่งฟังอยู่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝัน คนที่นี่เขาพูดจากันสุภาพเรียบร้อย หากแต่ก่อให้เกิดน้ำตาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้

“ไม่ร้ายแรงอย่างนั้นหรอกคุณหญิง ฉันรู้มาว่าเขาจะรับราชการในสยาม ไม่กลับเชียงใหม่เหมือนทุกครั้ง คงจะไม่พาไปไหนไกลแล้วหนา” เจ้าพระยาผู้นั้นปลอบมารดาของเธอ คุณหญิงหงส์เช็ดน้ำตาแล้วเชิดหน้าขึ้นทันที

“อิฉันพึ่งทราบว่าทางนั้นให้ท่านมาเจรจาสู่ขอ”

“มิผิดดังที่คิด ที่มาวันนี้จึงมีแต่แก่ ๆ และสาว ๆ ” ท่านหัวเราะ

“แม่แก้วกับอิฉันเห็นทีต้องเป็นดองกันด้วยความถึงในวังแล้ว หล่อนไม่เคยบอกว่าลูกเต้าจะใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้ เท่าที่อิฉันทราบก็มีเพียงพ่อหอมมหาดเล็กกับแม่ตอง อิฉันไม่ได้พบปะกับพ่อเตยตั้งแต่ไปอยู่นครเชียงใหม่ตั้งแต่เล็ก”

“ใครกันจะได้พบมัน เห็นตั้งแต่ตัวนิดเดียว กลับไปได้ดีถึงเมืองเหนือ มันกล้าหาญเพียงใด ให้คนอื่นมาสู่ขอแทนพ่อแม่ตัว” ท่านเจ้าพระยาหัวเราะ

“ข้อนี้แหละเจ้าค่ะ ที่อิฉันตกใจนัก” คุณหญิงแก้วเสริม “เรามิค่อยจะลงรอยกันนักเจ้าค่ะ พ่อเตยไม่ใคร่จะพูด หากแต่เอาแต่ใจตัวเองนัก นี่อาจหาญแจ้งเรื่องถึงในวัง ก่อนจะบอกพ่อแม่ มันน่าเจ็บใจนัก”

ท่านเจ้าพระยาหัวเราะ “อย่าไปดุด่ามันนา เขาไม่ได้มีคนถือหางเพียงฝั่งเจ้าคุณตา นี่ถึงกับพึ่งบารมีเจ้านายต่างบ้านต่างเมือง ไม่ธรรมดาจริง ๆ ”

“คงมิได้ไปทำถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ เจ้าคุณพ่อของอิฉันมีเชื้อแถวทางเหนือ คงส่งเสริมหลานในหลาย ๆ ทาง ถึงทำเรื่องได้ขนาดนี้”

“เอาเถอะคุณหญิงแก้ว ไหน ๆ ท่านก็แจ้งมาขนาดนี้แล้ว อย่าได้คิดมากอีกเลย หากไม่รังเกียจลูกฉันว่าไม่เหมือนคนอื่น ๆ เท่าใดนัก ก็ถือว่าดีแล้ว” เจ้าคุณแผนปลอบ ท่านหันหน้ามาหาลูกสาว “พ่อแม่แม้มิอาจขัด แต่เจ้าจะไม่มีวันลำบากนะลูก”

ท่านหญิงซูก้มหน้ากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยไม่รู้จะพูดอะไรออกมา

“อิฉันจะพูดกับลูกเองเจ้าค่ะ เชิญไปรับประทานอาหารกันเถิดเจ้าค่ะ”

คุณหญิงหงส์ลุกขึ้น แล้วประคองคุณหญิงแก้วขึ้นด้วย แขกเหรื่อที่ยืนมุงอยู่แยกกันไปรับประทานอาหาร แม่เทียนกับแม่พร้อมยืนอยู่หลังหอนั่ง

“สู่ขอไปเสียแล้ว” แม่พร้อมพูด

“แปลกดี โผล่มาไม่กี่วันมีผู้ชายมาสู่ขอ ท่านเจ้าพระยาถึงกับมีของขวัญ อยากรู้เสียจริงว่าเป็นอะไร” แม่เทียนชะเง้อคอหวังจะได้เห็นคุณใหญ่แกะถุงผ้าไหมนั่น



ท่านหญิงซูนั่งรับประทานอาหารในโตกร่วมกับคุณหญิงแก้ว คุณหญิงหงส์และแม่ตอง “เจ้ากินเผ็ดได้หรือไม่ ? ” แม่ตองถาม

“ได้เจ้าค่ะ”

หล่อนตักน้ำพริกปลาย่างใส่จานให้ท่านหญิงซู “วันหลังพี่จะมาหา หากเจ้าไม่รำคาญ พี่ไม่มีน้องสาว ดีใจนักที่เจ้าจะมาดองด้วย” ท่านหญิงซูได้แต่อมยิ้มเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไร “คุณหญิงเจ้าคะ แม่บัวคงยังออกไปข้างนอกมิได้ อิฉันจะขอมาหาน้องบ้างได้ไหมเจ้าคะ ? ”

“ได้แม่ตอง ขอเพียงบอกกล่าวกันล่วงหน้า เพราะว่าฉันก็มีอะไรจะใช้สอยลูกอยู่บ้าง อีกอย่างหล่อนไม่ค่อยจะช่างเจรจานัก เกรงว่าแม่ตองจะรำคาญน้องเอา แต่หากอยากมาหาก็จะดี จะได้พูดคุยกัน แม่ฝากด้วยนะ”

“เจ้าค่ะ จะว่าไปแม่บัวนี่คล้ายพ่อเตยมากนะเจ้าคะ รายนั้นไม่ชอบพูดแต่เวลาจะทำอะไรก็เด็ดเดี่ยวเจ้าค่ะ หากอิฉันจะมาอาจจะขอพาน้องมาด้วยเป็นบางครา จะมิให้คุณหญิงรำคาญใจด้วยความไม่งามใด ๆ เจ้าค่ะ”

“ได้แม่ตอง อ้อ ! แม่แก้ว พ่อเตยมีเมียมากหรือไม่ ? ” ท่านหันไปถามคุณหญิงแก้ว อีกคนสีหน้ายังไม่ค่อยจะดีนัก แต่ก็พยายามยิ้ม

“ก็มีที่หัวเมืองนะแม่หงส์ แต่ฉันไม่เคยเห็นเขารักใคร่ใยดีอะไรกับใครสักคน มีเพียงเลี้ยงดูกันไปตามสมควร จนฉันคิดว่าชาตินี้คงไม่ยกใครขึ้นแน่ ที่เรือนเราเองก็มีบ้าง แต่ว่าเป็นพวกบ่าว มิเคยขอให้ตบแต่งหรือยกย่องใด ๆ เบี้ยอัฐเขาก็ให้ของเขาเองเป็นหลัก ฉันเองก็ให้ตามสมควรกับทุกคน ฉันเป็นแม่ที่ลูกไม่ใคร่จะฟังความนัก ไม่รู้มันดื้อเหมือนใคร ว่าแต่เแม่บัวเจ้าเคยพบพี่เขาแล้วใช่หรือไม่ ? ”

“เคยเจ้าค่ะ”

“รังเกียจหรือไม่ที่เรามาสู่ขอ ? ”

“ไฮ้ ! แม่แก้วหล่อนจะไปถามลูกฉันอย่างนั้นทำไม เขาจะตอบอะไรได้ ในเมื่อผู้ใหญ่ตัดสินใจให้แล้ว ลูกฉันยังไงก็ต้องยอม”

“ฉันสงสารแม่บัว ลูกฉันมันใจเร็วด่วนได้ มันดื้อนัก แต่ฉันก็จนปัญญาจะห้ามปรามเขา มันคงรู้ว่าฉันไม่กล้ามาสู่ขอแน่ ถึงได้บอกคุณข้างในเจ้านายทางล้านนา”

คุณหญิงหงส์หัวเราะ “หล่อนต้องนับว่าลูกฉลาดนัก คนมันต้องมีบารมีถึงได้กล้า นัก ชนิดที่ขัดขวางไม่ให้ใครมาดูตัวลูกฉันได้เลย”

“หล่อนไม่ต้องมาปลอบฉันหรอก มีลูกสะใภ้เป็นลูกหล่อนฉันดีใจนัก แต่ฉันก็รู้ฤทธิ์เดชลูกฉัน ป่านนี้ไอ้คงไปรายงานนายมันแล้ว” คนพูดถอนใจ

“ไอ้คงทนายหน้าหอของพ่อเตยเจ้าค่ะ ตามกันไปทุกที่” แม่ตองบอก

พ่อเตยพยักหน้าช้าเมื่อไอ้คงมารายงาน “คุณแม่เลยร้องไห้ ที่ข้าขอเมียเองได้” เขาหัวเราะ “แล้วสีหน้าแม่บัวเป็นอย่างไรบ้าง ? ”

“เธอนั่งเฉย ๆ ขอรับ ดูไม่ได้รับรู้อะไรเลย”

“แปลก ทำไมข้ารู้สึกว่าห่วงหาหล่อนนัก ทั้ง ๆ ที่พบกันไม่นาน เหมือนคนหัวอกเดียวกัน เหมือนเราถูกกระทำเหมือนกัน”

“พ่อแม่ที่ไหนจะกระทำไม่ดีกับลูกขอรับ เธอเจ็บไข้ ซ้ำร้ายมีเคราะห์มาตั้งแต่เล็ก พระครูจึงมิให้บอกผู้คน” ไอ้คงปลอบนายตัวเอง

“ผมยาวเพราะไม่ได้โกนจุกเลยอย่างนั้น หากปล่อยลงมาคงเหมือนสตรีล้านนานะคง แต่ข้ามิอยากให้หล่อนห่างอกพ่อแม่ จึงต้องอยู่ที่นี่”

“คุณเตยคงชอบใจเธออยู่มาก ถึงได้เป็นห่วงขนาดนี้”

“เอ็งรอฟังพ่อแม่ด่าข้าเถอะ” เขายิ้มเจื่อน



ที่หอนั่งเรือนพระยาจิตรและคุณหญิงแก้ว ลูกทั้งสามคนนั่งพับเพียบเรียงกันอยู่ตรงหน้าพ่อแม่ คุณหญิงแก้วปาดน้ำตาพลางสะอื้น “ทำอะไรไม่นึกถึงหน้าพ่อแม่ ไปบีบคั้นเขาให้รับหมั้นง่าย ๆ เพียงเพราะตัวมีอำนาจ ใครสั่งใครสอนเจ้า ? ”

“ไม่มีขอรับ” พ่อเตยก้มมองพื้นกระดาน สีหน้าเรียบเฉย

“แล้วไปขอร้องใคร ? ” คุณหญิงแก้วสะอื้น

“คุณข้าหลวงในคุ้มเลี้ยงเตยมาตั้งแต่เล็ก บัดนี้อยู่ตำหนักเจ้าจอมมารดา ท่านเป็นเจ้านายทางเหนือขอรับ เตยเรียกท่านว่าเจ้าแม่”

“ก็เลยไปกันใหญ่ ! แล้วจะเอาอะไรเลี้ยงดูเขา ยศตำแหน่งก็ไม่มี กล้าดียังไงไปรบกวนเจ้านายท่าน ! ” เจ้าคุณจิตรหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด

“ก็ไม่ได้รบกวนอะไร เพียงเรียนท่านว่าเจอแม่บัว ถูกชะตา ส่วนเรื่องการงานท่านจะฝากฝังเข้ากระทรวงกลาโหมขอรับ”

“ทำไมต้องกระทรวงกลาโหม ? ” คุณหญิงแก้วถาม

“เคยได้รับใช้งานผู้ใหญ่ในนั้นยามท่านไปหัวเมืองขอรับ ลูกพอมีฝีมืออยู่บ้าง ท่านก็เลยเมตตา ท่านรู้จักเตย”

“แล้วคิดอ่านประการใด จึงเร่งรัดจะแต่งเมีย ? ” พ่อหอมพี่ชายถาม

“อยากออกเรือน อยากเป็นพระยา” เขาหันหน้าไปหาพี่ชาย พ่อเตยสบตาพี่ชายแล้วหันหน้าหนี “มักใหญ่ใฝ่สูง อวดดี ! ” คุณหญิงแก้วพูดพลางสะอื้น

แม่ตองส่ายหน้า “คุณแม่อย่าตำหนิน้องเลยเจ้าค่ะ ดีกว่าปล่อยให้ไม่เป็นโล้เป็นพายมีเมียเกลื่อนหัวเมือง แต่งกับธิดาคุณหญิงหงส์ดีที่สุดแล้วเจ้าค่ะ หาใช่คนอื่นไม่”

พ่อเตยนั่งนิ่ง นี่คือสิ่งที่เขารู้อยู่เต็มอกว่าไม่ทัดเทียมพี่น้อง แม้แต่แม่ตัวเองยังไม่เห็นค่าของเขา “ลูกขออภัยที่ไม่ได้เรียนคุณพ่อคุณแม่ก่อน” เขายอมก้มหน้าพูด เพราะไม่อยากให้ท่านร้องไห้อีก “ลูกผิดไปแล้ว ลูกขออภัยขอรับ” ชายหนุ่มก้มกราบพ่อแม่

ทุกคนมองหน้ากัน ความเงียบปกคลุมด้วยไม่มีทางแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสียแล้ว เจ้าตัวต้นเรื่องฉลาดยิ่งนัก ทำเรื่องใหญ่โตโดยที่ตัวเองไม่ต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน และไม่มีผู้ใดขวางทางเขาได้เลย



“หลับหรือยังเพคะ ? ” ซินกุ้ยกระซิบเบา หญิงสาวสนิทกับท่านหญิงราวกัับเป็นคนในครอบครัวมาช้านาน หล่อนไม่จำเป็นต้องใช้คำราชาศัพท์ตลอดเวลา

ท่านหญิงซูลุกขึ้นนั่ง “มีอะไรจะพูดกับข้า ? ”

ซินกุ้ยไขไส้ตะเกียงให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มแสงสว่าง หล่อนเหมือนคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก “ทรงคิดดีแล้วหรือเพคะ ? ต้องแต่งงานนะเพคะ” ร่างบางนั่งลงที่พื้น เกาะขอบเตียงไว้ มองอีกคนอย่างห่วงใย

“ฮูหยินถึงกับร้องไห้ ว่าที่แม่สามีข้าก็ร้องไห้ คุณข้างในที่ว่าคงมีอำนาจนัก ข้าคิดว่าเรายืนอยู่ในที่ที่หลีกเลี่ยงอะไรไม่ได้เลย ใช่ว่าเราไม่รู้มาก่อนว่าคำสั่งจากในวังยิ่งใหญ่แค่ไหน พี่จะถามข้าทำไม ? ”

“เราหาทางกลับต้าชิงกันนะเพคะ”

“ทุกข์อันใดทำให้พี่อยากกลับ ? ”

“หม่อมฉันกลัวว่า เมื่อท่านหญิงแต่งงานเราจะไม่มีใคร ท่านพ่อท่านแม่ทางนี้ของท่านจะปกป้องท่านหญิงไม่ได้อีก” ซินกุ้ยเริ่มร้องไห้

ท่านหญิงซูเงียบไปนาน ก่อนจะเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาตัวเองเช่นกัน “ข้ารู้...แต่เรายังกลับไม่ได้ กลับไม่ได้เข้าใจไหม ? ” หล่อนปาดน้ำตาแล้วหันหน้ามา “พี่อย่าร้องไห้อีกเลย ท่านพ่อท่านแม่ที่นี่จะไม่ปล่อยให้ข้าทุกข์เป็นแน่ เชื่อข้าเถิด อย่าร้องไห้อีกเลยนะ”

“เขาหน้าตาเป็นอย่างไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไรเพคะ ? เท่าที่หม่อมฉันเห็น ผู้ชายที่นี่มีเมียมากทุกคน แล้วเมียหนึ่งเมียสองที่มีมาแล้วจะเหมือนคุณเทียนไหมเพคะ ? ”

ท่านหญิงซูสบตาซินกุ้ย “ข้าก็คงต้องเป็นเหมือนท่านแม่ ไม่ใช่ท่านแม่ที่เป็นพระชายารอง หากแต่ข้าจะเป็นคุณหญิงของขุนนางสยามอย่างคุณหญิงหงส์ผู้เป็นท่านแม่ของข้าที่สยามนี้” หญิงสาวมั่นใจในความรักของพ่อแม่ที่มีให้นัก คำที่นักบวชรูปนั้นกล่าวดังก้องในหัว ข้ามิอาจกลับไปต้าชิงได้อีกแล้ว ! ข้าไม่มีทางเลือกแล้ว !



ท่านหญิงซูคลานเข้าไปหาคุณหญิงในห้องนอน

“คุณแม่ไม่สบายตรงไหนเจ้าคะ ? ”

“ไม่ได้เจ็บไข้ แต่อยากให้เจ้าเข้ามาหาในนี้ เอาของมาด้วยหรือไม่ ? ” คุณหญิงหงส์ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ท่านหญิงซูส่งถุงผ้าใบเล็กนั้นให้มารดา

คุณหญิงแกะห่อออกมาดูแล้วส่งคืนให้ลูก “ตุ้มหูแล้วก็แหวน แหวนนี้คงมาจากในวัง ตุ้มหูห้อยระย้าทำด้วยมุกถึงสามเส้น แม่มิเคยเห็น”

ท่านหญิงซูพึ่งจะได้แกะดูเช่นกัน “เขาให้มาเป็นของหมั้นหรือเจ้าคะ ? ”

“ก็ต้องอย่างนั้น เพียงถุงผ้าก็รู้แล้วว่ามาจากข้างใน”

“ซินกุ้ยร้องไห้ นางกลัวว่าจะไม่มีใครปกป้องเราได้ หากลูกแต่งงาน”

“วิตกมากเกินไปนางกุ้ย เราเป็นลูกหลานคนจีนอย่างไรก็ต้องแต่งออกไป เท่ากับเป็นสมบัติของฝั่งผัว แต่อย่าห่วงไปเลย ธรรมเนียมที่นี่ต้องแต่งเข้า ผู้ชายต้องมาอยู่เรือนผู้หญิง ลูกเขยต้องมาช่วยเป็นหลักให้ฝ่ายหญิง เจ้าจะมีพ่อมีแม่คุ้มครองเสมอ”

“เจ้าค่ะ”

“เจ้าค่ะแปลว่าไม่ขัดข้อง เจ้ารู้ใช่ไหมว่าอย่างไรเสียก็ต้องออกเรือน ? จงลืมเสียแม้อาจมีคู่หมายที่ฝั่งโน้น แม้หมั้นหมายก็มิอาจได้ครองคู่ คิดเสียว่าตายจากกันไปแล้ว”

“ลูกมิได้อาลัยอาวรณ์เรื่องคู่หมายที่ต้าชิง แต่กำลังกังวลว่าจะอยู่อย่างไร ในเมื่อเขาอยู่ใกล้ตัวเยี่ยงผัวเมีย ความลับของลูกคงปิดได้ไม่นานนัก”

“แม่จะให้เจ้าได้เรียนรู้หัวใจพ่อเตยก่อน โดยมิให้เสื่อมเสียก่อนเข้าหอ ทางนั้นจะส่งขันหมากมาอีกครั้งในเดือนหน้าเพราะฤกษ์ยามตอนนี้ไม่เหมาะ ท่านจึงให้ของหมั้นมาก่อน พ่อเตยไม่เหมือนชายชาวสยามทั่วไป เขาโตมาในนครเชียงใหม่อย่างชาวล้านนา แม่จะให้เจ้าได้รู้จักเขาก่อน” ท่านหญิงซูพยักหน้ารับ ธรรมเนียมการดูตัวหรือแต่งงานเป็นเรื่องที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เธอรู้ดี แต่ดูเหมือนคู่หมายของเธอจะไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา


Create Date : 16 กันยายน 2563
Last Update : 16 กันยายน 2563 9:34:47 น. 0 comments
Counter : 75 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.