E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2562
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 ตุลาคม 2562
 
All Blogs
 
ตอนที่ 19 บัวหลวง โดย ภูปรดา

19

พ่อเตยยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงและรู้สึกสนุกอย่างที่สุด เขาหันซ้ายหันขวาแล้วอมยิ้ม ชายหนุ่มชี้นิ้วลงดินแล้วพยักหน้า ซูอวี้ฮวารู้ว่าเขากำลังสั่งให้เธอลงมาจากต้นไม้ หญิงสาวกระโดดลงมาอย่างว่าง่าย ร่างหล่อนเหมือนคนกำลังเดินไต่บันไดลงมากลางอากาศ

เมื่อมาถึงพื้นดินหญิงสาวก็จับสไบให้เข้าที่ หล่อนไม่ยอมพูด แต่มองหน้าเขานิ่ง พ่อเตยอมยิ้มจนกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหวแล้วจึงหัวเราะออกมา “มีใครรู้บ้างว่าหล่อนเหาะได้?”

“ก็คุณแม่….ซินกุ้ยและก็พี่รอง”

ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาหล่อน ร่างสูงกำยำนั้นก้มลงต่ำจนหน้าเกือบจะชิดหน้าของซูอวี้ฮวา แววตาเป็นประกายนั้นขี้เล่นอย่างเห็นได้ชัด “ข้าด้วยอีกคน” พอหญิงสาวถอยห่างออกไป เขาก็กลับมายืนอย่างปกติ

“อย่างน้อยก็ไม่น่าห่วงว่าจะตกน้ำตกท่าตกม้าตายไปเสียเอง เพราะเจ้าเอาตัวรอดได้แน่ ขึ้นเรือนเถิดข้าจะไปส่ง” เขาเดินนำหน้าไปก่อน ไม่นานนักก็ถอยหลังกลับมาแล้วจูงมือซูอวี้ฮวาให้เดินตาม



ท่านหญิงซูอวี้ฮวาพลิกตัวไปมาด้วยนอนไม่หลับ แววตาของชายผู้นั้นเด่นชัดแม้กระทั่งเวลาหลับตา “ซินกุ้ย…..ชายคู่หมายข้า เขาไม่ตกใจที่ข้าเหาะได้”

ซินกุ้ยลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะหยิบตะเกียงมาวางไว้ใกล้ๆ เตียงนอนของนาย

“ไม่ดีหรือเพคะ อย่างน้อยก็ไว้ใจได้”

“ข้าว่าเขาน่ากลัว” คนพูดลุกขึ้นนั่งแล้วมองลงมาที่ซินกุ้ย

“ไม่เห็นจะน่ากลัวเลยเพคะ สง่างาม ฉลาดเฉลียว แถมยังมีบารมีมาก หม่อมฉันได้ยินพวกบ่าวคุยกันว่า คุณเตยเป็นคนกล้าหาญมากเพคะ พ่อแม่ก็ห้ามอะไรไม่ได้ แถมคนในวังยังตามใจมากกราวกับเป็นลูกแท้ๆ”

“ข้าพอจะรู้ หากไม่มีดีพ่อแม่ข้าคงไม่ยกให้ง่ายๆ”

“มีอีกเรื่องเพคะ วันที่ไปวัด แม่ทิพย์ก็ไปเพคะ”

“ใครบอกเจ้า?”

“ไอ้จุกเพคะ มันกระซิบตอนหม่อมฉันลงเรือ พอกลับมาพี่รองก็บอกว่าเห็นเช่นกัน นางกำลังเอาตัวออกไปให้ผู้คนดูเพคะ แล้วคนก็ถามว่านางเป็นใคร นางก็บอกว่าเป็นเมียแรกของคุณเตยเพคะ”

“พี่รองก็อยู่กับคุณแม่ จะรู้ได้อย่างไร คุณแม่ไม่เห็นบอกข้า”

“รู้สิเพคะ ทั้งคุณแม่และพี่รอง ท่านจึงให้ท่านหญิงพบปะกับพ่อเตยได้อย่างไรเล่า” คนเล่าสีหน้าจริงจัง ดูไม่พอใจอยู่มาก

“ก็ถึงว่าทำไมเขาบอกว่าท่านแม่รู้ว่าเขามา คนคงพูดกันหนาหู แต่ท่านไม่เห็นพูดอะไรกับข้า กลับให้ข้าพบกับเขาสองต่อสอง”

“หม่อมฉันก็ไม่ทราบ คนบ้านเมืองนี่แปลกอยู่มาก ไม่เอะอะโวยวาย แต่ก็ทำเรื่องใหญ่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว”

“อ๋อ มิน่าชายคู่หมายของข้าจึงไม่ตกใจอะไร เพราะคนที่นี่ก็คงฉลาดมาก ไปเรือนจีนพรุ่งนี้ข้าจะได้พบทั้งซินแสและท่านน้า จะได้ถามเรื่องต้าชิงนะ”

“ทรงอย่าจดจ่อไปเลยเพคะ ที่ท่านหญิงบอกหม่อมฉันว่าเราเหมือนคนตายไปแล้ว ก็ทำให้หม่อมฉันคลายความทุกข์ลงได้มาก ก่อนหน้านี้หันไปทางไหนก็ไม่รู้ใกล้หรือไกล บัดนี้หม่อมฉันเห็นเพียงเรือนนี้และท่านหญิง”

“ถูกของเจ้า ข้าจะไม่กังวลเรื่องนี้นัก บางทีเพียงกินข้าวเข้าปาก ข้าก็ถือว่าตัวเองโชคดีที่บ้านเมืองนี้กินคล้ายๆ เรา ยิ่งเห็นจันอับข้าก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเราอยู่ปักกิ่ง เจ้าอยากได้อะไรหรือไม่? ข้าจะขอท่านน้าให้”

“เดิมหม่อมฉันอยากแต่งอย่างที่เราเคยแต่งตัวกัน เสื้อคลุมฉ่างอีอันงดงาม หรือใส่เสื้อกั๊กปักลายดอกไม้บาน ใส่เกี๊ยะแมนจู แต่พออยู่ที่นี่นานเข้าก็รู้ว่าผ้าผ่อนของเรานั้นจะทำให้ร้อนนัก ห่มสไบแล้วลดมาเป็นผ้าแถบไปมาทั้งวัน หม่อมฉันก็รู้สึกว่ามันสะดวกสบายดีนักเพคะ รองเท้าที่เรามีก็เหมือนรองเท้าของชาวฮั่นอยู่มาก เพียงแต่เปิดส้นให้อากาศถ่ายเท หม่อมฉันว่าก็เหมาะสมกับอากาศดีเพคะ” ซูอวี้ฮวายิ้มเพราะรู้สึกว่านางกำนัลของนางปรับตัวได้ดีแล้ว “แต่หม่อมฉันก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจเรื่องแม่ทิพย์ ทั้งๆ ที่เป็นคนต่างบ้านต่างเมืองเหมือนกัน ทำไมหม่อมฉันรู้สึกไม่ชอบหน้านางหรือเห็นใจนางเอาเสียเลย”

ซูอวี้ฮวายังเงียบเพราะไม่รู้ว่าแม่ทิพย์ทำอะไรน่าเกลียดแค่ไหน แต่ถ้าจะให้นึกถึงหัวใจมนุษย์ด้วยกัน หล่อนมีค่าเท่าเมียคนหนึ่ง ถึงแม้ผัวจะไม่เอาก็ตาม ครั้นจะให้ยกยอหรือยอมรับนาง คนที่จะมีปัญหาคือ เจ้าของดวงตาเหมือนกวางคู่นั้น



ซูอวี้ฮวารู้สึกเต็มตื้นขึ้นทันทีเมื่อขึ้นจากเรือริมแม่น้ำ ประตูใหญ่สีแดงมีซุ้มประตูแบบจีนครอบอยู่ เมื่อเดินเข้าไปมีลานกระเบื้องดินเผาปูเป็นทาง เรือนประธานเป็นตึกใหญ่อยู่ตรงกลางสูงถึง 3 ชั้น ขนาบข้างตึกประธานเป็นตึกชั้นเดียวที่มีลูกกรงไม้ฉลุอย่างตะวันตก มองเข้าไปมีห้องหับเล็กๆ อยู่หลายห้องเป็นทางยาวไปจนถึงท้ายบ้าน อาณาเขตรอบๆ มีทั้งไม้ไทยและจีนปะปนกัน

หากไม่รู้ว่าที่นี่คือสยาม แม้ตื่นมาข้าก็คงคิดว่าตัวเองได้กลับบ้าน

คุณน้าวงเดินออกมาจากตึกฝั่งซ้าย ยกมือไหว้คุณแม่แล้วรับไหว้เธอ ซินกุ้ยดีใจจนน้ำตาไหลเมื่อได้เห็นจวนที่คล้ายคลึงกับแผ่นดินของเธอ หล่อนเช็ดน้ำตาปาดๆ อย่างตื้นตัน ซูอวี้ฮวารู้สึกว่าตัวเองน้ำตาคลอ เมื่อมองเห็นโคมสีแดงห้อยเป็นทางอยู่บนตึกทั้งสองชั้น ราวกับตำหนักที่ข้ารู้จัก ชั้นแรกเป็นปูน ชั้นที่สองเป็นไม้สัก ชั้นที่สามก็เป็นไม้สัก ไม้ฉลุสีแดงตรงระเบียงบอกชัดว่าที่นี่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรมแบบจีนและสยาม ไม้ฉลุอื่นที่ไม่รู้จักก็มีให้เห็นไม่ขัดตา

“แม่อยู่เรือนประธาน เดิมเป็นของเจ้าสัวที่เป็นคุณตาของแม่ ท่านยกให้คุณยายของเจ้าที่มีเชื้อสายจีน มันก็เลยตกเป็นของแม่ เจ้าคุณพ่อของแม่เป็นพระยา พ่อกับแม่อยู่ที่ระยะหนึ่งเพราะเจ้าคุณตาไม่อยากให้ห่างท่าน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมให้ไปอยู่เรือนเราเพราะเจ้าคุณพ่อของเจ้าทิ้งเรือนมาไม่ได้นาน บ่าวไพร่มีมาก เมียบ่าวเมียรองตบตีกัน ท่านเอามาอยู่ที่นี่ด้วยไม่ได้ แม่ก็ไม่ได้อยากไปแต่คุณแม่เห็นว่าตัวเป็นเมียเอกก็ต้องไปคุมเรือน สิ้นท่านทั้งสองตอนนี้เรือนประธานก็ไม่มีคนอยู่ คุณน้าวงกับลูกเมียก็ชอบอยู่เรือนซ้ายขวามากกว่า”

“น้าไม่ชอบอยู่เรือนไทยข้างบน เราไม่ได้หมอบได้คลานเหมือนคนสยามทั้งหมด อีกอย่างเรือนประธานเป็นของคุณหญิงหงส์ เราก็เลยอยากอยู่ที่นี่แทน” ท่านชี้ไปที่ตึกฝั่งซ้าย

“ซินแสก็อยู่ที่นี่หรือคะ?”

“ใช่ อยู่เรือนขวา”

คุณน้าวงเดินนำขึ้นไปบนตึกประธาน คุณแม่นั่งลงที่ตั่งไม้ขนาดใหญ่ มีบ่าวแต่งตัวอย่างจีน นุ่งกางเกงขายาว ไว้ผมเปียสองสามคนขึ้นมารับใช้ เอาน้ำท่าและของว่างมาให้แล้วก็ลงไป

ยิ่งเห็นผมเปียซินกุ้ยก็ยิ่งร้องไห้ “พอแล้วนางกุ้ย เอ็งจะร้องไห้ทำไมนักหนา นิ่งเสียอย่าร้องอีกเลย” คุณหญิงหงส์ปลอบ

“มีอะไรจะถามก็ถามมาได้เลยท่านหญิง”

“แม่ให้คนถือหนังสือมาบอกคุณน้าและซินแสเรื่องเจ้าทั้งหมด”

ซูอวี้ฮวานั่งอยู่ที่พื้นกับคุณน้า ไม่ได้ขึ้นไปนั่งบนตั่งกับคุณแม่ เธอพยายามกลั้นน้ำตา ก่อนจะสะบัดหน้าให้ตัวเองมีสติอยู่กับปัจจุบัน

“ข้าคงเหมือนคนตายแล้วเกิดใหม่ ผ้าผ่อนที่ห่มและนุ่งอยู่เป็นของสยาม และย้ำเตือนข้าว่าแผ่นดินข้าหามีไม่แล้ว”

“ซินแสกงขึ้นมาเถิด” คุณน้าวงหันไปดูที่บันได อีกคนเมื่อก้าวเข้ามาก็ยกมือไหว้คุณหญิง ก่อนจะสะบัดแขนขวาขึ้นลงแล้วก้มหัวลงคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้น “คารวะท่านหญิงซูพะย่ะค่ะ”

“อย่ามากพิธีเลย ลุกขึ้น!”

“ขอบพระทัย”

ซูอวี้ฮวารู้สึกเหมือนอยู่ในวัง ชายผู้นี้รู้ธรรมเนียม การสะบัดแขนนั้นแสดงให้เห็นถึงความเคารพและบริสุทธิ์ใจที่ไม่ได้ซ่อนอาวุธใดๆ ไว้ในกายเหมือนนักฆ่า การทำเช่นนี้เพื่อป้องกันอันตรายให้กับฮ่องเต้และชนชั้นสูงในราชวงศ์

เมื่อนั่งได้ที่ทุกคนแล้ว ซูอวี้ฮวาจึงมองไปที่คุณหญิงหงส์ ท่านพยักหน้าให้เธอ มืองามของหญิงสาวยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่ม มือที่ใส่ปลอกนิ้วมือที่นิ้วนางและนิ้วก้อยส่องประกายระยับ หล่อนห่มสไบแพรจีบสีกลีบบัวทับเสื้อกระบอกสีขาว ร่างที่นั่งอยู่นั้นนั่งพับเพียบ ผมของหล่อนต่างจากชาวสยาม ผมนั้นถูกเกล้ามวยไว้บนหัวราวกับถักเปียแล้วพันไว้ หล่อนยิ่งใหญ่ด้วยชาติตระกูลและเหตุผลในชีวิต ความผิดแผกนี้จึงมิได้ขัดตา ท่าทางแช่มช้อยงดงามนั้นราวกับภาพวาด เมื่อจิบน้ำชาแล้วหล่อนก็เชิดหน้าขึ้นสูงด้วยความเคยชิน

“ข้า…..มาจากต้าชิง สมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ปีที่ 47 ข้าเป็นท่านหญิงตำแหน่งกู่ซานเก๋อเก๋อเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่ 6 เป็นธิดาในจวิ้นอ๋องกับพระชายารอง ข้าอยู่ในวังไม่นานก็ออกมาอยู่ในจวนท่านพ่อ จวนตระกูลซู”

หญิงสาวถอนหายใจแล้วหันไปมองที่โคมแดง “ท่านแม่ข้าพระชายารองอยู่จวนสกุลลู่ ก่อนที่จะมาที่นี่ ท่านแม่มาสกุลซูเพื่อมาเยี่ยมข้า พอนางกลับจวนไปหลังชมดอกไม้ด้วยกัน ข้าก็ตกน้ำ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ รู้สึกอีกทีซินกุ้ยก็ตะโกนเรียกอยู่ริมแม่น้ำ นางเปียกปอนเหมือนข้า แต่ไม่รู้ขึ้นไปได้อย่างไร น้ำพัดแรงจนข้าเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด” ซูอวี้ฮวามองไปที่กระดานไม้สักที่ทรุดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เรือนนี้ร่ำรวยนักคงเพราะกำปั่นทองหนักจนทำให้ไม้ทรุดนั่นเอง

ซินกุ้ยเช็ดน้ำตา “ข้าก็ไม่รู้ตัวว่าขึ้นมาจากน้ำได้อย่างไร ราวกับความฝัน”

“พระครูท้วมบอกว่าเห็นทีจะกลับไม่ได้เสียแล้ว” คุณหญิงหงส์เล่า

“เห็นทีจะยากขอรับคุณพี่ ต้าชิงกับสยามแม้เคยไปมาหาสู่กันได้ด้วยเพราะเราต้องส่งเครื่องบรรณาการให้พระเจ้ากรุงจีน แต่ครั้งสุดท้ายที่ได้ส่งจิ้มก้องหรือเครื่องบรรณาการนั้นก็ปีพุทธศักราช ๒๓๙๗ ในรัชกาลที่ ๔ แม้ทางจีนจะเรียกร้องให้ส่งจิ้มก้องอีกในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปีพุทธศักราช ๒๔๒๗ เราก็หาได้ส่งอีกไม่ เวลานั้นจีนก็ได้ถูกฝรั่งเศสคุกคามจนต้องสละตังเกี๋ยให้ไป จึงมิได้สนใจเรานัก”

“แล้วสยามกับจีนเป็นอย่างไร?” ซูอวี้ฮวาถามพ่อวง

“ราชสำนักชิงได้ส่งทูตมาขอทำสัญญาความสัมพันธ์ แต่เราก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด เพราะพระพุทธเจ้าหลวงทรงถือว่าคนจีนในสยามคือชาวสยามอันเป็นพลเมืองสยามของพระองค์อยู่แล้ว จึงมิได้ทำการอันใดอีก ที่นี่ลูกจีนในสยามก็อยู่ได้อย่างดีมาตลอด ที่กลายเป็นขุนนางก็มากด้วยมีความดีความชอบต่อแผ่นดิน เราทำมาค้าขายกันด้วยดี แม้เมื่อไม่นานมานี้สยามก็เสียดินแดนบางส่วนให้ฝรั่งเศส เพื่อรักษาสยามส่วนมากไว้ เราก็ยังอยู่มาได้ ฉันรู้ว่าต้าชิงอยู่ที่ใดแต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะส่งให้ท่านหญิงได้กลับจวน รัชสมัยที่ท่านหญิงอยู่นั้น ตรงกับรัชกาลที่ 1 และบัดนี้เราอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคสมัยของท่านหญิงได้จบสิ้นแล้ว”

เหมือนคำบัญชาจากสวรรค์ฟาดลงมากลางหัวใจ ซูอวี้ฮวากลั้นน้ำตาไม่ไหว หล่อนจึงปล่อยให้มันไหลออกมา ริมฝีปากบางสั่นระริกด้วยไม่รู้จะพูดคำใดออกมา

“จริงอย่างที่คุณวงกล่าวพะย่ะค่ะ สวรรค์เปิดส่งท่านหญิงมา เราก็ต้องรอเพียงให้สวรรค์เปิดส่งท่านหญิงกลับ ข้ามิเห็นว่าจะมีทางใดที่ท่านจะกลับไปได้ หากแต่ในความเชื่อของเราชาวจีนข้าก็ยังเชื่อว่ามันมีคำตอบ”

“ซินแส….ท่านอาจจะทำอะไรไม่ได้ตอนนี้ ข้าก็รู้ตัว ดังนั้นขอให้สอนข้าอ่านเขียนอย่างคนสยาม ด้วยข้ากำลังจะมีสวามีเป็นขุนนางสยาม หากโง่เขลาเบาปัญญาคงยากที่จะอยู่ได้อย่างดี ข้าพยายามอย่างหนักที่จะให้เขายอมรับข้า อย่างที่ข้าเป็น หากแม้วันหนึ่งเขารู้ความจริง ก็คงไม่อาจทิ้งขว้างข้าได้”

“ไม่นานพ่อเตยก็คงรู้ หรือก็อาจจะไม่รู้จนวันตาย แม่บัวพยายามฝึกหัดทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่อย่างคนสยาม ลูกนกลูกกาเราก็ยังเอามาใส่หอนกเลี้ยงดูได้ นี่ลูกข้าทั้งคน แม้เกิดผิดที่ผิดบ้านเมือง พระครูก็บอกว่านี่คือลูกข้าและเจ้าคุณ”

เสียงควบม้าดังอยู่ในหูของซูอวี้ฮวา หล่อนหันรีหันขวางเมื่อรู้สึกเหมือนมันกำลังใกล้เข้ามา “มีอะไรหรือลูก?”

“เอ่อ…..ข้ามักจะได้ยินเสียงม้า เห็นคนขี่ม้าวิ่งไล่ข้ามา ในยามที่ข้าอ่อนแอ ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนตอนอยู่ต้าชิง”

“คงมีแต่สวรรค์ที่จะบอกได้พะย่ะค่ะ ท่านหญิงน่าจะลองเสวยเจดูบ้าง เผื่อจะทำให้มองเห็นอะไรชัดขึ้น”

“ราวกับมองเห็นข้าในจิต ข้าไม่ค่อยได้เห็นภาพในบ้านเมืองข้านัก หากแต่มีครั้งหนึ่งที่ระลึกถึงท่านแม่พระชายารอง ท่านเสวยเจอยู่เสมอ มันทำให้ข้าอยากทำบ้าง”

“เอาเถิดก็ค่อยกิน แต่ตอนนี้เจ้าเปลี่ยนแผ่นดิน จากร้อนจากหนาวต่างกัน ต้องกินให้ดี ซินแสจัดยาบำรุงให้ลูกข้าด้วย ที่ส่งไปทุกวันก็ได้ให้หล่อนกิน แต่ท่านต้องหาของดียิ่งๆ ขึ้นไปมาให้ลูกข้า”

“หลานจะหมั้นหมายแล้ว อีกไม่นานก็ต้องออกเรือนมีลูกผัวเหมือนคนสยาม ท่านอยากได้อะไรหรือไม่ การเปลี่ยนชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อท่านยังเป็นคนเดิมในกายเดิม คนเกิดใหม่ยังอยู่ง่ายกว่ามาก ข้าเห็นใจท่านยิ่งนัก”

บ่าวคนหนึ่งคลานขึ้นมา “เจ้าคุณตึกมาขอรับ ท่านรออยู่หน้าตึก”

คุณหญิงหงส์หลับตาลงพลางส่ายหน้า “ข้าไม่ให้ขึ้นเรือน แม่บัวกลับ ไปคุยข้างล่างแล้วกลับเรือนเรา ข้าต้องเตรียมงานหมั้นงานแต่ง พ่อวงเป็นธุระจัดหาของที่จำเป็นที ทำเหมือนคราวฉันออกเรือนก็ได้ ส่วนซินแสให้ไปที่เรือนเพื่อสอนหนังสือลูกข้า ไม่ต้องปะปนกับที่สอนพ่อพุด”



เมื่อลงมาข้างล่างก็เห็นคนแก่คนหนึ่งนั่งอยู่บนเสลี่ยงขนาดพอดีตัวที่วางอยู่หน้าตึก เกี้ยวบ้านเมืองนี้ไม่ยักมีหลังคาหรือม่าน ทั้งๆ ที่แดดร้อนจ้าขนาดนี้

“อิฉันจะกลับเรือนพอดี ไหว้ท่านเจ้าคุณเจ้าค่ะ”

ท่านไอเหมือนคนจะหมดลม แล้วก็ยังพยายามพูด “นี่หรือแม่บัวลูกพระยาแผนกับคุณหญิงหงส์ งามไม่ผิดแม่แล้ว เสียแต่ว่าข้าไปไม่ทัน จึงเสียของล้ำค่าให้ไอ้เด็กไร้ศักดินา”

ซูอวี้ฮวายกมือไหว้พร้อมๆ กับที่ซินกุ้ยทำ

“อิฉันกราบขออภัยที่ไม่ได้เรียนเชิญท่านไปงาน ด้วยอิฉันไม่ทราบมาก่อนว่าคุณข้างใน ข้าหลวงในตำหนักท่านจะให้คนมาเจรจาสู่ขอลูก ทางเชียงใหม่เจ้าคุณตาของพ่อเตยก็เห็นจะตั้งใจหมั้นหมายไปเป็นศรีเรือนที่เมืองล้านนาในวันหน้า อิฉันไม่อาจขัดด้วยของหมั้นเป็นของประทาน”

“มันหยามศักดิ์ศรีข้านักไอ้เด็กคนนั้น! ไม่เห็นแก่หัวหงอกหัวดำ มันทำเรือข้าปั่นป่วนวนอยู่กับที่หลายชั่วยาม”

“ใครจะทำอะไรได้เจ้าคะ? น้ำวนกระมัง พ่อเตยก็ไม่ได้มาเหยียบเรือนเลยวันนั้น แม้แต่พ่อแม่เขาก็ยังไม่รู้เรื่องเจ้าค่ะ” คุณหญิงหงส์อมยิ้ม

“หล่อนเปลี่ยนใจยังทันนะแม่บัว ฉันเลี้ยงหล่อนได้ชั่วลูกชั่วหลาน หล่อนจะได้กินตำแหน่งท่านผู้หญิงเพราะฉันยังไม่ได้ยกใครขึ้นตั้งแต่ท่านผู้หญิงตายไป อันกาน้ำทองคำแลเครื่องยศท่านผู้หญิง หล่อนก็จะได้ตั้งแต่ยังสาว”

ซูอวี้ฮวาเชิดหน้าขึ้นทันที “อันยศศักดิ์ข้ามิเคยปรารถนาด้วยเกิดมาเพียบพร้อม หาต้องพึ่งบารมีผู้ใดไม่ อีกอย่างข้าก็ไม่อยากให้ท่านอายุสั้นเพราะข้าไม่ใช่คนว่าง่ายนัก หากอยากอายุยืนเห็นทีต้องอยู่ห่างๆ ข้าไว้นะเจ้าคะ”

“หล่อนฉลาดนัก พูดจาหลักแหลม อันกรวดหินดินทรายพลอยแก้วหรือจะสู้เพชรแท้อย่างเจ้า” ท่านยิ้มกรุ้มกริ่มให้

“ข้าเป็นเพียงหยก หาได้มีค่าดั่งไข่มุกหรือเพชรไม่ ผู้รู้ตัวเจียมสังขารเท่านั้นจึงจะรู้ว่าควรใช้ไข่มุกหรือเพียงหินมีค่าจึงจะสมแก่ฐานะ ข้าเป็นผู้ไร้วาสนาเสียแล้วที่ต้องกลายเป็นเพียงหยกในมือผู้ต่ำศักดิ์” หล่อนอมยิ้ม

“อิฉันกับลูกขอกราบลานะเจ้าคะ ต้องไปเตรียมของรับไหว้คู่หมายของแม่บัวเขา ทางนั้นแม้ต่ำศักดิ์ก็เป็นหลานพระยาลูกพระยา และเป็นลูกบุณธรรมของเจ้าแม่ทางเหนือ อิฉันเห็นทีจะรับบารมีมากกว่านี้ไม่ไหว แม้ให้มีบุญมากกว่านี้ก็หารับได้ไม่ เพราะทางในวังเตรียมของหมั้นเองกับมือ” คุณหญิงหงส์เดินนำไปทันที ปล่อยผู้สูงศักดิ์กระแทกไม้เท้าใส่กระเบื้องดินเผาจนสะเทือน


Create Date : 09 ตุลาคม 2562
Last Update : 9 ตุลาคม 2562 13:12:33 น. 0 comments
Counter : 76 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.