ความหวาดกลัวต่อการคัดลอกและหวงแหนในงานของตัวเองมี...แต่ก็ไม่มากเท่ากับความปรารถนาดีที่อยากให้คนอ่านของเรามีความสุขกับทุกตัวอักษรในทุกวัน
ขอบคุณที่เป็นคนอ่านของเราค่ะ Copyright Act B.E. 2537
Link นิยายที่เว็บอื่นๆ ขวามือล่างสุดค่ะ
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2561
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
8 ตุลาคม 2561
 
All Blogs
 
ตอนที่ 10 ของขวัญ โดย ภูปรดา

10.

ร่างเล็กพนมมือพลางสะอื้นตัวโยน “ค่ะ ค่ะ จะไม่ยอม จะไม่มอง จะเกลียด” องค์อังควิภายืนนิ่ง น้ำตาไหลลงมาราวกับความทุกข์ฝังแน่นในอกมาแสนนาน “เรือนนี้….ต้องเป็นของเรา จำไว้หนาเจ้าฝาง ตัวข้าจะทำทุกอย่างให้เจ้าสมใจ อันน์!!! ออกมา!!” เสียงสั่งทรงอำนาจยิ่ง

“เจ้าข้า…….” ร่างบางปรากฏขึ้นทันใด พี่อันน์นั่งพับเพียบหมอบอยู่ที่พื้นดินอย่างว่าง่าย หญิงผู้นั้นยิ่งใหญ่กว่านางฟ้าอีกหรือ??!!

“ปกป้องเรือนเจ้า อย่ายอมแพ้แม่จีบ หล่อนร้ายกาจนักหนา อย่าได้ให้มาครองเรือน” เธอยืนนิ่ง มือประสานกัน ใบหน้างามเชิดมองออกไปไกล “เจ้าเป็นเจ้าของเรือน ยิ่งใหญ่กว่าข้านัก เหตุใดต้องหมอบกราบให้อายบริวาร อย่ามัวพิรี้พิไร มันมาถึงเรือนแล้ว” ร่างสตรีในชุดโบราณกลุ่มหนึ่ง ห่มสไบจีบสีจำปาอ่อนบ้างสีจันทน์บ้าง นุ่งผ้าถุงกรอมเท้าสีเขียวใบไม้ที่กำลังหาบน้ำเดินมาจากท่าน้ำ บางคนก็กำลังฟั่นเทียนราวกับผู้คนที่มีชีวิตในอดีต ถอยกรูกันอย่างหวาดหวั่นหลบวูบเข้าเสาเรือน มีเพียงร่างงามที่ยืนอยู่และอันน์เท่านั้นที่มองเห็น

“หาทำได้ทั้งหมดไม่เจ้าข้า บุญกรรมของคนมิเท่ากัน แม่จีบในวันนี้หล่อนมี เงินทองและอำนาจบารมีล้นตัว” พี่อันน์ตอบนอบน้อม จนฝางเองรู้สึกยำเกรงอีกคนมากยิ่งขึ้น “ได้โปรดกลับไปเถิดเจ้าข้า อย่าได้สร้างกรรมใดๆ เลย ชาตินี้บารมีของท่านสูงส่งเกินใคร ในยามเป็นผู้ครองวิมาน ข้ากราบไหว้ย่อมมิผิด แม้ข้าเป็นใหญ่ในที่นี้ก็ภักดีมิแปรผัน ส่วนเจ้าฝางแม้เป็นอีกร่างในมนุษย์ของท่านนั้น ข้าจะปกป้องนางเอง”

ริมฝีปากบางอมยิ้ม ใบหน้างามเปื้อนน้ำตา “บางอย่าง...ยากจะเอ่ยแล้วแม่อันน์ นางผู้ผ้าแดงฝางพันขาอยู่นั่นคิดอย่างไร แม่ก็รู้ดีเช่นข้า”

“หากองค์เองไม่ย้ำวาจา…ไม่ใช้อำนาจ ไม่ช้านางก็จะจำอะไรไม่ได้”

ลมเย็นพัดมาหอบใหญ่ ราวกับความพิโรธขององค์อังควิภาในยามนี้ ทันใดนั้นร่างของฝางก็ถูกกระชากร่วงลงมาสู่พื้นดินทันที! “แม่!!!!!” สิ้นเสียงเจ้าตัว ความมืดก็ส่งฝางเข้าสู่ภวังค์ ร่างของฝางอยู่ในอ้อมกอดของอันน์ นางนั่งโอบกอดเด็กหญิงไว้อย่างห่วงแหน องค์อังควิภาหายไปพร้อมกับสายลมแห่งความพยาบาท ทิ้งร่างเล็กๆ ไว้กับธรณี เลือดของฝางอาบใบหน้าเพราะศีรษะกระแทกขอบบันได แม้ช่วยได้ด้วยการโอบกอดป้องกันภัย แต่ก็หาได้แก้ชะตากรรมของคนได้ทั้งหมดไม่ เมื่อต้องเคราะห์บาดเจ็บ ก็ทำได้เพียงผ่อนหนักเป็นเบาเท่านั้นเอง

อันน์นั่งเหม่อนิ่ง หมดปัญญาจะเจรจากับผู้มากบารมีกว่า อังควิภานางเป็นรุกขเทวดาอีกคราและยังมีร่างที่เป็นมนุษย์อย่างฝาง นางสามารถควบคุมดวงจิตและชะตากรรมของเด็กคนนี้ได้แต่เพียงผู้เดียว บุญกรรมของมนุษย์และเทวดานั้น ถูกจารึกไว้ในชะตาอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้มาตั้งแต่ต้น คนบนเรือนวิ่งลงมาดูเด็กหญิง ร่างบางจางหายไปพร้อมกับกลิ่นหอมจรุงใจ “ลูกแม่!! ดำ!! ไปโรงพยาบาล!” บัวตะโกนลั่น น้ำตาคลอ

คุณนายไหมทองยืนมองอย่างตกใจ แล้วจึงเรียกลูกชาย “พี่อิงไปตามหมอมาที่เรือนเรา! ฉันมีหมอส่วนตัว หยูกยาเครื่องมือพร้อม ไม่ต้องห่วง ไปบ้านฉันเร็วกว่า”

อิงกาลไม่รอช้ารีบวิ่งออกไปทันที คุณโสนตกใจทำอะไรไม่ถูก เธอวิ่งตามไปทันทีเช่นกัน “ทำไมต้องไปบ้านเรา?” เด็กหญิงตะโกนถาม เมื่อต้องออกแรงวิ่งตามอิงกาลอย่างสุดแรงเกิด

“ดีแล้ว!” อิงกาลยิ้มกระจ่าง แม้จะตกใจ แต่เรื่องที่เกิดทำให้เขารู้สึกเย็นขึ้นมาทันที สิ่งใดดึงเจ้าลงมากันหนอ? เลือดนั้นเราจะชดใช้ให้ด้วยการดูแล นับแต่บัดนี้จะแก้อดีตด้วย “หัวใจ” ใจเขาคิด

“ตายหรือเปล่าก็ไม่รู้!!” คุณโสนตะโกนอีกครั้ง

เด็กชายหันหลังกลับไปมองทันที “มงคลอยู่ที่ปากนะคุณโสน”

“มงคลคืออะไร?”

“ใจดีๆ จะออกมาเป็นคำพูด เรื่องดีๆ ก็เกิดจากคำพูด” เขาเบือนหน้าหนีคุณโสนทันที เด็กหญิงหยุดวิ่ง “พูดอะไรไม่รู้เรื่อง! แค่นี้ก็ต้องโกรธกันด้วย ทำไมคุณป้าต้องให้ไปบ้านด้วย ไปเก็บเสื้อผ้าดีกว่า เรื่องอะไรจะปล่อยให้มันมานอนที่เรือนนี้คนเดียว!”

อิงกาลวิ่งมาถึงหน้าประตู เขาตะโกนเรียกคนรับใช้ทันที “ไปตามอาหมอมาด่วน มีคนตกบันได หัวแตกเลือดออก อีกสองคนไปอุ้มคนป่วยมา คุณแม่สั่ง!”

“ครับคุณอิง!!!”

เด็กชายหยุดยืนหอบ พลางยิ้ม เหงื่อของเขาออก แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด “ต้องแลกกันด้วยเลือดก่อนเชียวหรือ?” เสียงเย็นดังมาตามลมจากคลองหลังบ้าน อิงกาลยังยิ้มไม่หยุด “เข้าใจคำว่าเนื้อคู่ก็วันนี้ครับนายไม้”

สิ่งใดเกิดขึ้น….สิ่งนั้นมีที่มา ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดเพราะเหตุบังเอิญ



พ.ศ ๒๕๓๖ ปีระกา

ร่างบางขยับกายเมื่อหูทั้งสองได้ยินเสียงฝนโปรยปรายลงสู่พื้นดินหนักหน่วง หญิงสาวถอนหายใจออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่ลืมตา ‘ฝาง’ ลุกขึ้นนั่งในบัดดล! “นรกแต่เช้าเลย!” เจ้าตัวพูดออกมาอย่างหงุดหงิด หล่อนใช้มือดึงชายผ้าถุงที่ร่นขึ้นมาเกือบถึงเข่าให้เข้าที่ ผมยาวคลุมหลังถูกสะบัดไปมาก่อนฝางจะลุกออกจากเตียง สองเท้าวิ่งออกไปจากห้องนอนแล้วถอยกลับมาแล้วยืนจ้องที่นอนของตัวเอง

ณ วันนี้….ไม่มีแม่บัวนอนข้างกายอีกแล้ว เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เธอจับขมับของตัวเองก่อนจะส่ายหน้าเพื่อให้สมองลบความทรงจำเก่าๆ ให้หายไป

ตอนฝางอายุ 17 ปีแม่บัวล้มป่วยกะทันหันเพียงแค่เพราะเป็นไข้ แล้วก็สิ้นบุญในอีกไม่กี่วัน ทิ้งฝางไว้เพียงลำพังกับพี่ดำผู้เป็นญาติห่างๆ และ ‘บ้าน’ ที่ไม่ใช่ของเราอีกแล้ว เจ้าตัวเดินออกจากห้องนอนอย่างมีสติอีกครั้ง “หนาวหรือฝางตื่นแต่เช้ามืด?”

หันไปดูคนถามก่อนจะยิ้มกระจ่างให้ “เปล่าค่ะ ควรตื่น ฝางต้องไปเรือนกรรณิการ์” พี่ดำในวันนี้กลายเป็นสาวใหญ่ที่ยังไร้คู่ หล่อนมองญาติผู้น้องด้วยความเมตตา พลางเดินเข้ามาลูบหลัง “เบื่อไหม? ต้องไปทุกวันตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ใช่ทาสก็เหมือนทาสคนดีของพี่ดำ พูดชื่อเรือนกรรณิการ์ทีไร พี่ก็จุกอยู่ในอก แค้นใจจริงๆ ตาแก้วก็ชิงไปสวรรค์ซะก่อน เลยปล่อยให้นางดำสงสัยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่จบไม่สิ้น” น้ำตาคนพูดคลอเบ้า

ฝางอมยิ้มพลางลูบหลังอีกคน “อย่าร้องไห้สิจ๊ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เป็นบ่าวเขาบ้างก็ไม่แปลก ถึงที่จริงแล้วเราก็ไม่ใช่ทั้งบ่าวทั้งทาส ถ้าแลกกับบ้านนี้แล้ว ฝางทำได้ทุกอย่างจ้ะ พี่ดำอย่าห่วงเลยนะ” คนพูดอ้อนพลางกอดดำไว้แน่น

“แม่คุณ…เข้มแข็งเหมือนแม่ เราไม่น่าให้คุณนายไหมทองช่วยฝางเลยวันนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีข้อเสนอบ้าๆ พวกนี้ ผีเข้าผีออกลูกตัว กลับให้เราไปรักษา”

“รักษาอะไรจ๊ะ? ไม่เคยทำอะไรนอกจากงานบ้าน ไปโรงเรียน กินข้าว เหมือนเป็นเงาเขาก็เท่านั้น” ฝางยิ้มเยาะตัวเอง

“ทำไมไม่ยอมเอ่ยชื่อพ่ออิงกาลล่ะลูก?” สงสัยมานาน แต่ก็ไม่กล้าถามเพราะฝาง ‘ไว้ตัว’ กับทุกคนเสมอ หากจะเล่นหัวด้วยก็เพราะเป็นญาติกันเท่านั้น ความคิดที่ซ่อนอยู่เจ้าตัวไม่ได้แสดงออกมาตั้งแต่สิ้นแม่บัวไป

“ไม่รู้จะเรียกชื่อคนอื่นทำไม!” คนพูดเดินจากไปทันที ทิ้งดำให้ถอนหายใจอยู่เพียงลำพัง



วันเวลาและโลกเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้มีเพียงเรือนฝางเท่านั้นที่ยังเป็นเรือนไม้ในแถบนี้ คนที่เข้าออกได้มีเพียงคนที่เรือนกรรณิการ์เท่านั้น ‘คำสั่ง’มาจากคนๆ เดียวคือคุณนายไหมทอง ฝางลงจากเรือนมาก็ได้พบใครบางคนยืนอยู่ ‘อิงกาล’ ในวันนี้กลายเป็น “คนอื่น” ที่คุ้นหน้าคุ้นตาไปเสียแล้ว “เปียกหมดเลย ขอผ้าหน่อยฝาง!” ชายหนุ่มยิ้มจาง

“มาทำไม?” หญิงสาวจ้องเขาหน้านิ่ง

ร่างโปร่งยิ้มกว้าง “คิดถึง…….” ชายหนุ่มไม่เก็บอาการใดๆ ทุกคำ ‘จริง’ เสมอมานับตั้งแต่วันที่ได้พบกัน “คุณแม่ไปวัดแต่เช้ามืด เลยพายเรือออกมาเอง”

“มาไม่บอกเดี๋ยวคนในบ้านก็ไปบอกท่านอยู่ดี” ฝางมองเขาไม่นานก็เดินเข้าไปหยิบผ้าในห้องออกมาส่งให้ ก่อนจะนั่งห่างจากอีกคนในระยะที่ไกลอย่างเห็นได้ชัด อิงกาลไม่รอให้ใครพูดอะไร เขารีบพูดทันที “วันหยุดมานี่ดีกว่า สวนที่นี่น่าอยู่กว่าที่บ้าน” เขาเดินไปรอบๆ ชานแม้ฝนจะยังโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย

คนหน้านิ่งยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ฝางคุ้นเคยกับคำว่าเงื่อนไขและความเป็นเชลยที่ยังไม่มองเห็นทางว่าจะหลุดพ้นจากครอบครัวนี้ไปได้อย่างไรกัน บ้านที่จำนองไว้ การศึกษาที่ได้รับ ความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควรแต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับกลายเป็นเพื่อนเล่นของลูกชายเขา “ทาส” ในยุคนี้ก็คงเป็นอย่างที่เห็น คำครหาหนาหูในทุกที่ ตั้งแต่ร่างโปร่งนั้น สูงขึ้นทุกวันและตัวเธอเองก็ “งาม” ขึ้นทุกวัน “มองอะไรครับ?”

“เปล่า!”

“เจ้ารุ้งจะมาไหมวันนี้?”

“รุ้งไม่ได้เป็นทาสใคร เราอยู่สมัยรัชกาลที่ 9 แล้ว” คนพูดก้มหน้าดูมือตัวเองอย่างหาสาระอะไรจากมันไม่ได้ แต่ก็ ‘ดู’ เพราะไม่อยากมองอีกคนซึ่งๆ หน้า

“แล้วคุณจะเปลี่ยนเสื้อผ้าไหม?”

“คะขา….มันหายไปตามเวลาจริงๆ ยิ่งโตยิ่งเอาแต่ใจตัวเองนะเรา” อิงกาลหัวเราะ ฝางสบตาอีกคนนิ่ง…..อิงกาลพูดเหมือนแม่ สั่งเหมือนแม่ สอนเหมือนแม่ เธอถามตัวเองเสมอว่าเขาเป็นใคร? เหตุใดต้องเกี่ยวพัน?

“วันนี้คุณต้องการอะไร?”

“รอยยิ้ม….ของฝาง ทำได้ไหมคนดี?”ดวงตาดำขลับจ้องเขานิ่ง มันไร้ความหมายจนอิงกาลอยากจะแทรกกายเข้าไปในดวงจิต พินิศหล่อนให้ ‘กระจ่าง’ คิดอะไรอยู่กันหนอ?

ฝางถอนหายใจออกมาเบาราวกับสายลม ปล่อยให้คำตอบลอยไปไกลแสนไกล ไม่คิดจะต่อความกับเขาอีก อิงกาลมองหล่อนเงียบๆ ก่อนจะอมยิ้มอย่างเข้าใจ “ไม่ยิ้มก็ไม่ยิ้มสิ วันหยุดเรามาทำอะไรสนุกๆ ดีกว่าเช่น….” ดวงตาของอิงกาลบอกความหมาย ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของฝางขึ้นมาบีบแน่น “เศร้าอะไรนักหนาคนดี? พี่ไม่ได้ทำอะไรเลย”

“เกินจะทำ……” คนพูดหน้านิ่ง แววตาที่ส่งให้ชายหนุ่มเย็นชายิ่งนัก “เขาลือกันทั้งนั้นว่าเราเป็นเมียเก็บ”

อิงกาลหัวเราะลั่น “จะบ้าเหรอ? พี่อิงยังไม่แต่งงานและไม่มีใคร มีแต่ฝางอยู่ข้างๆ ตัวตลอด มันเก็บตรงไหน? พายเรือมานี่ก็สว่าง ไม่ได้ปีนขึ้นหน้าต่างสักหน่อย”

“เหรอ?! แล้วใครเป็นเมียล่ะ?”

“คนยังไม่แต่งงานจะมีเมียได้ไง ถ้ามีฝางต้องเห็นเป็นคนแรกจริงไหมครับ?”

“ก็จริง…แต่ทำไมคนพูดอย่างนั้นก็ไม่รู้ ถึงเราจะไม่มีพ่อแม่ ไม่มีบ้าน แต่เราก็ไม่เคยทำตัวไม่ดี เมื่อไหร่คุณในเรือนจะหายสักที?”

ฝางเรียกอิงกาลว่า “คุณในเรือน” มาตั้งแต่วันที่ได้เข้าไปตึกของเรือนกรรณิการ์ ความทรงจำสะท้อนมาให้เห็นในแววตาเมื่อฝางกลับไปสู่อดีต



วันนั้นฝางหลับใหลอยู่ในเรือนกรรณิการ์ โดยมีหมอประจำตระกูลของอิงกาลดูแล “ให้ค้างที่นี่แหละแม่บัว หมอก็พร้อม หยูกยาก็มี บ้านเราห่างกันไม่มาก ดีกว่าต้องไปเฝ้ากันที่โรงพยาบาลนะ” คุณนายไหมทองเสนอ

บัวนั่งลูบศีรษะลูกรักที่นอนเจ็บอยู่บนเตียง “อย่าเลยค่ะ หัวแตกเท่านั้นเอง คงไม่เป็นอะไรมาก ขอบคุณค่ะคุณนาย”

อีกคนส่ายหน้าทันที “ขอพูดตรงๆ นะ ฉันไปเรือนวันนี้เพราะหนึ่ง….อยากได้ที่ดินที่บ้านหล่อน สอง….ฉันต้องการฝาง”

“ทำไมคะ? ไม่เข้าใจ”

“เรื่องซื้อที่หล่อนก็รู้ว่าฉันมีเงินและต้องการไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องฝาง ก็อย่างที่เขาลือกัน ลูกฉัน…อิงกาลป่วยอย่างไร้เหตุผลมาตั้งแต่อายุแปดปี ทุกวันพระวันโกนไข้จะขึ้น ทุกข์ทรมาน ฉันเชื่อว่าฝางต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนจะเกี่ยวอย่างไรเราก็ไม่รู้ และถ้าหล่อนจะหาว่าฉันงมงาย ก็ไม่เป็นไร ฉันต้องการพิสูจน์อะไรหลายอย่าง บ้านถ้ายังไม่อยากขายก็เก็บไว้ก่อน แต่เด็กคนนี้ฉันขอ” คุณนายไหมทองถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิดอยู่ในใจว่ายังดีที่ไม่ได้สบตากับเด็กที่ยังหลับอยู่บนเตียง “ฝางจะช่วยอะไรได้คะ?” น้ำเสียงของบัวอ่อนลง เพราะเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่เช่นกัน

“อยู่ข้างๆ เขาก็พอ อิงไม่มีพี่น้อง ให้เขาได้เจอกันบ้างก็พอ ฉันยินดีให้เด็กพบกัน เป็นเพื่อนเล่นกัน หวังว่าคงไม่ปฏิเสธ” คำขอเหมือนคำสั่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้บัวรู้สึกว่าตัวเองถูก ‘กด’

อีกร่างยืนกำชายสไบแน่น ‘รู้’ ว่าสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน คำตอบจะเป็นเช่นไร องค์อังควิภาสะบัดมือออกจากตัว ก่อนร่างเล็กจะขยับกาย ฝางถูกปลุกให้ตื่นในบัดดล! “แม่…..” คนเอ่ยน้ำตาคลอ เจ้าตัวได้ยินทุกคำที่คุณนายไหมทองและมารดาเจรจากัน หากแต่ไม่สามารถขยับกายได้ ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะอยู่เหนือทุกจิตใต้สำนึกของฝางเมื่อหลับใหล ฝางมองเห็นอังควิภาในความมืดขณะที่ถูกควบคุม

“เจ็บมากไหมลูก? ทำไมถึงได้ตกบันไดลงมาได้คนดีของแม่?”

ฝางส่ายหน้าแทนคำตอบ มองไปรอบๆ กาย “ที่นี่สวยจัง เหมือนในโบสถ์เลยแม่จ๋า” คุณนายไหมทองยิ้มออกมาทันที “ใช่สิ สวยมาก ดอกไม้ก็สวย ริมน้ำก็สวย มาอยู่ที่นี่ไหมเจ้าฝาง?”

ฝางจ้องหน้าท่านนิ่ง เมื่อหันไปมองข้างเตียงก็เห็นอีกคนยืนอยู่ อิงกาลยิ้มส่งมาให้ แต่ฝางเบือนหน้าหนีเมื่อได้สบตา “จะมาเล่นค่ะ ถ้าคุณนายอนุญาต” เธอสบตาผู้สูงวัย แม้หล่อนจะดูน่ากลัว แต่ทุกคำที่เจรจากับมารดาเมื่อครู่ทำให้รู้สึกสงสารจับใจ คนบางคน….ไม่มีพี่น้องเหมือนฝาง บางทีเราอาจจะรู้สึกว้าเหว่เหมือนกัน เด็กหญิงคิด

บัวไม่อาจเอ่ยอะไรออกมาได้ รู้สึกเหมือนถูกร้อยรัดด้วยโซ่ขึ้นมาในทันใด ลูกรักเห็นชอบที่จะเป็นเพื่อนเล่นกับเด็กชายและยินยอมจะเข้าบ้านนี้ มันจะงามหรือบัว? หล่อนถามตัวเองในใจ “ลูกดิฉันกำลังโต มาที่นี่คงไม่เหมาะ ถ้าอยากให้ช่วยอะไร คุณนายก็ให้ลูกชายไปที่บ้านก็แล้วกันค่ะ”

“อย่างนั้นก็ได้….แต่วันพระฉันขอ ขอให้ฝางมาค้างที่นี่”

“เด็กผู้หญิงมาที่นี่คงไม่เหมาะค่ะ”

“ฉันขอ….พอพี่อิงอายุ 15 ก็ไม่ต้องมาแล้วก็ได้”

“ทำไมต้องรอให้อายุ 15 ล่ะคะ?”

“ลูกชายฉันจะได้เจอเนื้อคู่ตอนนั้น และฉันเชื่อว่าคู่ของเขาจะรักษาความเจ็บป่วยที่ไร้เหตุผลพวกนี้ได้” บัวได้แต่อมยิ้ม คุณนายไหมทองเหมือนคนโบราณที่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นและยังมาไม่ถึง หากจะลบล้างความเชื่อเห็นทีจะยาก ลองดูสักวันจะเป็นไรไป อย่างน้อยหากช่วยกันได้จริงๆ วันพระแรกก็น่าจะรู้ผลแล้ว

เนื้อคู่? ทั้งฝางและอิงกาลสบตากันนิ่งเมื่อได้ยินคำนี้ อิงกาลเข้าใจสิ่งที่มารดาของตนเอ่ย แต่ฝางกำลังมองหาอะไรสักอย่างรอบๆ ตัว “พี่อันน์….เนื้อคู่แปลว่าอะไร?” เด็กหญิงถามในใจ “ผู้นั้นคือ หัวใจที่มิอาจหลีกลี้หนีพ้นได้เจ้าข้า” เสียงตามลมลอยมาจากที่แสนไกล

“สวยไหมหัวใจ?” ในใจฝางยังมีคำถาม

“มองไปที่คุณในเรือนเจ้าข้า”

ฝางหันไปมองรอบตัว หาได้พบ ‘หัวใจที่สวย’ อย่างที่พี่อันน์ว่าไม่ ความสงสัยวิ่งเข้าสู่หัวใจ ดวงตาดำขลับกระพริบถี่เมื่อได้สบตาของอิงกาลอีกครั้ง คนมองอยู่ยิ้มให้ตาหยี ฝางมองเห็นตัวเองในแววตาคู่นั้น เธอชี้นิ้วไปที่เขาทันที “นั่นเหรอ?”

“อะไรลูก?”

“เนื้อคู่!” เด็กหญิงพูดหน้าซื่อ คนได้ยินหัวใจพองโตขึ้นมาทันที อิงกาลยิ้มกว้าง เธอเข้าใจเหมือนที่เรารู้สึก!!

“ตายแล้ว!” บัวเอามือทาบอก

คุณนายไหมทองหัวเราะทันที “ไม่ตายๆ!! ไม่เป็นมงคล อยู่ดีๆ พูดเรื่องเนื้อคู่ หรือเจ้าฝางจะเป็นของจริง” ความทรงจำถอยหลังกลับไปไกล แต่ไอ้เนื้อคู่ที่ตัวเองเรียกวันนั้น ณ วันนี้ดูจะเป็นจอมยุ่งที่มาให้เห็นได้ทุกวัน เกาะกันราวกับเต่าแม่ลูก! ฝางส่ายหน้าพลางแสยะปากไม่ให้อีกคนเห็น

“คุณในเรือน...คะ วันนี้สบายดีไหม?”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “มาก…..เพราะวันนี้วันพระ ใครบางคนจะต้องไปค้างที่เรือนกรรณิการ์” อิงกาลหัวเราะอย่างมีความสุข

คำว่า “เรือนกรรณิการ์” กลายเป็นที่รู้กันในสองครอบครัวมาตั้งแต่ฝางได้เข้าไปอยู่ในบ้านของเขา และฝางก็พูดคำว่า “คุณเรือนใน” นับแต่บัดนั้น เขาเคยถามหล่อนตอนเด็กๆ ว่าทำไมเรียกอย่างนั้น ฝางตอบได้แค่ว่า “ไม่รู้” แม้จะไม่ค่อยพอใจที่ไม่ได้รู้เหตุผล แต่เขาก็รู้สึกว่ามัน “พิเศษ” จึงไม่ได้สอบถามอะไรกันอีก

ฝางถอนหายใจออกมาทันที ปีนี้เธออายุ 22 ปีแล้ว และอิงกาลก็อายุ 24 ปี มันเกินกำหนดที่คุณนายไหมทองขอร้องมานานแล้ว ตั้งแต่แม่บัวจากไป เธอก็ถูกบีบให้ไปค้างที่เรือนกรรณิการ์ทุกวันพระ ทั้งๆ ที่แม่เคยบอกว่าวันพระเดียวก็รู้เรื่องแล้วว่า ‘ฝาง’ สามารถรักษาอาการป่วยของอิงกาลได้หรือไม่ วันนั้นกับวันนี้ดูจะไม่ต่างกัน คำว่าเชลยเป็นคำที่เหมาะอย่างไม่มีอะไรมาเปรียบได้อีกแล้ว

“ไม่หายซะที! วันพระเยอะแยะเหลือเกิน เราไม่อยากไปเลย” คนพูดหน้างอ

“อยากให้มีคนตายหรือคนดี?” อีกคนยื่นหน้ามาใกล้ ชายหนุ่มทำตัวเหมือนผู้ใหญ่กรุ้มกริ่ม ก่อนจะหัวเราะร่าแล้วใช้นิ้วจิ้มที่หน้าผากของฝางเบาๆ “นี่ๆๆๆ ใจร้าย แม่บัวสอนให้สวย มีน้ำใจ เล่อค่ายิ่งกว่าใครในแผ่นดิน ทำไมแค่นี้บ่นหา!!??”

ฝางแสยะปาก ไม่อยากจะเจรจาด้วยนานๆ แม้รู้จักกันมาช้านาน เธอก็ไม่เคยเถียงเขาได้ชนะ “อ้าวพี่อิง!” พี่ดำทักอีกคน “มาแต่เช้าเลย ฝนตกอย่างนี้ระวังจะไม่สบายนะเจ้า”

อิงกาลยกมือไหว้หล่อน ก่อนจะยิ้มกว้างให้ “ไม่กลัวครับพี่ดำ วันนี้วันพระ ตากฝนบ้างก็ดี จะได้ไม่ตัวร้อนไง วันนี้ไปเรือนกรรณิการ์นะครับผม” คนพูดเจรจาได้น่าเอ็นดู ทำให้ดำยิ้มได้ ตั้งแต่แม่บัวเสียชีวิตไป ทุกอย่างก็ผันแปรด้วยเงื่อนไขที่เราต้องกลายมาเป็นคนตัวเปล่า เราไม่มีเงินพอที่จะทำสวนได้ทุกปี ฝางก็ต้องกินต้องใช้ ต้องเรียนหนังสือ ดำเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์แทนฝาง จึงจำเป็นต้องนำบ้านไปจำนองกับคุณนายไหมทองแทนการขายขาด จนบัดนี้ยังไม่มีเงินไปไถ่ถอน ทำได้เพียงส่งดอกเบี้ยไปวันๆ บ้านนี้จึงเหมือนเกือบจะเป็นของคุณนายไหมทอง และฝางก็เหมือนสมบัติของอิงกาลมาตลอด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นฝางรับรู้และยินยอมทั้งหมด

ที่เคยตกลงกันไว้ว่าจะขอให้ค้างที่เรือนกรรณิการ์เฉพาะวันพระจนอิงกาลอายุ 15 ปี กลับกลายเป็นว่าต้องไปค้างทุกวันพระมาจนถึงปีนี้ อับอายเหลือแสนที่ปกป้องน้องรักไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ อบรมให้ฝาง ‘รักนวลสงวนตัว’ หากไม่ทำเช่นนั้น สักวันจะกลายเป็นแค่เมียเก็บอย่างที่เขานินทาทั่วแผ่นดิน แม้เก็บเนื้อเก็บตัว อยู่กันอย่างเจียมตัวเพียงใด ลมก็พัดคำครหาเข้ามาในรั้วบ้าน กระทบถึงขั้วหัวใจ

“มาค้างที่นี่บ้างก็คงจะดีนะจ๊ะพ่อ สงสารฝางนักหนา ไปเรียนหนังสือก็โดนครหาว่ามีผัวตั้งแต่แม่ตาย” คนพูดน้ำตาคลอ

ฝางไม่อาจยอมให้คำครหามาทำร้ายตัวเอง เธอเดินเข้ามาจูงมืออิงกาลเข้าไปในห้องนอนทันที ปล่อยญาติผู้พี่ไว้ แม้จะเข้าใจกันเพียงใด แต่ฝางก็ไม่อยากให้สิ่งที่ตัวเองตัดสินใจไปแล้วมีผลอะไรกับปัจจุบัน

อิงกาลงงงวย แต่ก็ยอมเดินตาม “อ้าวๆๆๆ ลากๆๆๆ” ชายหนุ่มตะโกนบอกพี่ดำ “อย่ากลัวไปเลยฮะ ไว้พี่อิงจะจัดการพวกปากไม่ดีให้นะคะพี่ดำ ไม่ร้อง ไม่ร้องนะครับ”




Create Date : 08 ตุลาคม 2561
Last Update : 8 ตุลาคม 2561 7:33:26 น. 0 comments
Counter : 51 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.