ความหวาดกลัวต่อการคัดลอกและหวงแหนในงานของตัวเองมี...แต่ก็ไม่มากเท่ากับความปรารถนาดีที่อยากให้คนอ่านของเรามีความสุขกับทุกตัวอักษรในทุกวัน
ขอบคุณที่เป็นคนอ่านของเราค่ะ Copyright Act B.E. 2537
Link นิยายที่เว็บอื่นๆ ขวามือล่างสุดค่ะ
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2561
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
4 ตุลาคม 2561
 
All Blogs
 
ตอนที่ 5 ของขวัญ โดย ภูปรดา

5.

พ.ศ. ๒๓๖๐ ปีฉลู

บ่าวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนเรือน มันหมอบราบลงกับพื้นปากสั่น “คุณปรุงมาเจ้าค่ะ”

ร่างอรชรนุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินนกพิราบ ผ้าคาดอกสีจำปาแก่ เผยผิวผ่องเป็นยองใย หล่อนกำลังพิศถ้วยโถโอชามรอบๆ กายอยู่อย่างใจเย็น แม่จีบได้ยินชื่อนี้เสียจนชิน คุณปรุงเป็นลูกชายคหบดีผู้มั่งคั่ง แม้มีเงินทองมากมาย แต่มันไม่ได้ทำให้เขาอยู่ในสายตาของหล่อนได้ ด้วยชายผู้นี้ไร้ซึ่งชาติตระกูล ตัวหล่อนเองแม้พ่อจะเป็นเพียงชาวสวนผู้มั่งคั่ง แต่ฝั่งแม่ของหล่อนก็เป็นผู้ดีเก่า “แล้วเอ็งจะตกใจทำไม? ข้านึกว่าใครตาย” หางตาคู่งามตวัดมองบ่าวด้วยระอาในความล้นของมัน

“ก็….ก็!! คุณไม่ชอบหน้าท่าน” นางเอิบบ่าวคนสนิทหลบสายตา นายของมันนั้นได้ขึ้นชื่อว่างามนัก หากแต่หล่อนก็มีความร้ายกาจเป็นที่โจษจัน หากแม้นไม่พิศวาสกันเสียแล้วละก็ หล่อนอาจจะแผลงฤทธิ์ชนิดที่ไม่มีมนุษย์คนใดคาดเดาได้

หญิงสาวอมยิ้ม ก่อนจะเชิดหน้าพูด “หากแม้นคุณปรุงไม่ได้มามือเปล่า ก็ไปเชิญเข้ามา เอ็งน่าจะเข้าใจดี”

บ่าวพนมมือแต้ “มากับหีบหลายหีบเจ้าค่ะ คงมากโขอยู่”

แม่จีบกรีดนิ้วไล่ลมเป็นคำสั่ง เป็นที่เข้าใจกันว่าแขกผู้มาเยือนนั้นได้รับการต้อนรับแล้ว!

“คุณปรุง” นั้นมีดวงตายาวรี จมูกใหญ่ รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่เสมอ บ่าวไพร่ผู้ชายของเขาขนหีบขึ้นมาบนเรือนห้าใบ “แม่จีบ…..พี่มาเยี่ยม” เขายิ้มสดใสเมื่อเห็นหญิงสาว

แม่จีบมอง “พี่” ด้วยสายตาเวทนานัก หากแต่ริมฝีปากยังยิ้ม “น้องไม่เจ็บไม่ไข้ค่ะ” หล่อนยกมือไหว้ ชายหนุ่มพนมมือรับไหว้อย่างยินดี แล้วนั่งลงไม่ห่างจากแม่จีบมากนัก

“ก็ดีแล้ว พี่ได้ยินว่าจะมีญาติมาเยือนเจ้า เผื่อขาดเหลือสิ่งใด จึงได้นำของมาให้เลือกใช้สอย ถ้วยชามของดีๆ มีให้เลือกมากมาย หากไม่พออย่าได้เกรงใจ พี่จะให้คนยกมาเพิ่มให้ ถือว่าเป็นสมบัติของเจ้าเถิด” คนพูดดูภูมิใจนัก เขาตบหน้าอกกำยำของตัวเองที่ประพรมน้ำอบมาอย่างดีเพื่อให้กลิ่นฟุ้งกระจายออกไป ผิวขาวอย่างคนจีนนั้นผ่อง แต่ดูซีดเซียวในสายตาหญิงสาว หล่อนยกมือไหว้ขอบคุณ “คงไม่ได้เอาของมาฝากน้องเพียงอย่างเดียวกระมัง”

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “แม่จีบฉลาด….พี่…..เห็นว่าเราก็รู้จักกันมานานและพี่ก็ภักดีกับเจ้ามาตั้งแต่จำความได้ เมื่อคราวคุณพ่อของน้องสิ้นบุญพี่ก็เสียใจนัก เนื่องด้วยไม่ทันได้มีโอกาส….เจรจา” คำสุดท้ายตะกุกตะกัก

“เจรจาการใดเจ้าข้า?”

“เรื่อง…..มีเรือน” สายตาคนมองมาจ้องเขม็ง ราวกับจะสะกดนางตรงหน้า “น้องน่าจะรู้ใจพี่” คุณปรุงยิ้มแต้ราวกับเด็กตัวเล็กๆ เขามิได้ปิดบังสิ่งใดในหัวใจไว้เลย

หญิงสาวไม่ได้มีอาการตกใจหรือดีใจ หล่อนรู้เรื่องนี้ดี หากแต่ “ใจ” ตัวเองต่างหาก ที่หล่อนรู้ดีกว่าใคร “หาใช่เรื่องที่น้องจะเอ่ยอะไรเองได้”

“นั่นอย่างไรเล่า! พี่จึงเห็นว่าควรเจรจาเสียที เห็นว่าญาติของเจ้าที่จะมาเยือนคราวนี้มาจากฝั่งคุณแม่ของน้องด้วย หรือมิใช่?” คนถามดูเหมือนจะวางแผนมาอย่างดี เพราะ “รู้จริง”

แม่จีบซ่อนบางอย่างไว้ในใบหน้างาม “คงต้องไปเรียนคุณแม่เอง น้องไม่อาจออกความเห็นใดๆ ได้”

“พี่เข้าใจ พี่ทำแน่ แค่อยากมาบอกน้องล่วงหน้า” คุณปรุงมั่นใจในตัวเอง และเตรียมทุกอย่างไว้เพื่อนางอันเป็นที่รัก หล่อนไม่เคยหักหาญ แต่ก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมาชัดเจนนัก การไปมาหาสู่ของเขาชัดเจนเสมอ และนั่นคือการจับจองคู่หมายอย่างแนบเนียน

แม่จีบเชิดหน้า หล่อนลุกไปเปิดหีบใบหนึ่งที่บ่าวของคุณปรุงหามขึ้นเรือนมาแทนคำตอบใดๆ อีกสี่ใบที่วางอยู่มีขนาดใหญ่ไม่ต่างกัน การได้ของกำนัลจากชายหนุ่ม ทำให้บารมีของหล่อนแผ่ขยายออกไปไกลหลายคุ้งน้ำ ลูกสาวคนเดียวของเศรษฐีนีไม่เคยได้น้อยหน้าใคร! “หีบใบนี้ ไม่เคยเห็นมาก่อน ลายงามนะเจ้าคะ”

คุณปรุงยิ้มรับอย่างดีใจ แต่คนที่ยิ้มในใจอย่างมีความสุขมากกว่าคือ แม่จีบ สิ่งที่หล่อนคิด “ลึก” เกินปากกล่าว ผ่อนหนัก ผ่อนเบาไว้ อย่างไรก็ไม่มีวันเสีย ของในหีบล้ำค่าหลายอย่าง ดูปราดเดียวแล้วก็ทำเฉยเสีย หล่อนออกปากชมหีบไปอย่างนั้นเอง หากไปชื่นชมของมีค่าในหีบนั้น ก็เสียทีที่เกิดมาเป็นลูกผู้ดี มันไม่งามนัก ด้วยคนจะเข้าใจไปว่ามักได้ “คุณพี่ดื่มน้ำเสียหน่อยเถิดค่ะ”



พ.ศ ๒๕๒๒ ปีมะแม

“ฝางตื่นหรือยังดำ?” บัวถามเมื่อวางผ้าหอบหนึ่งลงที่พื้น

“ตื่นนานแล้วพี่ ไปดูไก่ฟักไข่หลังบ้านโน่น” ดำบอกพลางช่วยรื้อผ้าแพร “ซื้อมาทำไมเยอะแยะ จะตัดเสื้อให้ใครกัน?” บัวไม่ได้ตอบคำถามในทันที หล่อนจับผ้าไปมาอย่างใช้ความคิด

“พี่บัวจะตัดชุดให้เจ้าฝางหรือ ตัวกะเปี๊ยกเสื้อผ้าเต็มตู้ อีกหน่อยก็โตใส่ไม่ทันกันพอดี!”

“ผลไม้ในสวน ขายยังไงก็เห็นทีจะไม่พอใช้สอยกัน มันแก่ลงไปมาก ออกดอกออกผลก็น้อยลง ลงใหม่ไว้ล่วงหน้าก็คงอีกหลายปีถึงจะเก็บขายได้ เจ้าฝางโตขึ้นทุกวัน หากไม่เตรียมตัวรับมือ สักวันเราจะลำบาก พี่ไม่อยากให้ลูกน้อยหน้าใคร แล้วอีกอย่างบ้านเรือนแถบนี้ผุดเร็วอย่างกับดอกเห็ด บ้านเราจะทรุดโทรมลงเรื่อยๆ พี่กำลังคิดถึงวันหน้าของเรา”

“ไม่ใช่เห็ดธรรมดาด้วย! เห็ดยักษ์ทั้งนั้น จะท่วมหัวบ้านเราหนักขึ้นทุกวัน แต่เราจะสนใจทำไมล่ะพี่บัว เราอยู่ท้ายน้ำ ไม่มีใครผ่านไปมาสักหน่อย? สวยงามอย่างธรรมชาติ หาได้ที่ไหนกันเรือนไม้แบบนี้ ทรุดโทรมก็สวยงามตามแบบของเรา วันหน้าจะหายากซะอีกนะ ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว”

ดำไม่ได้สนใจความคิดคนอื่นจริงๆ หรือหล่อนแค่ปลอบใจพี่สาวก็สุดรู้ แต่ทำให้คนฟังใจชื้นขึ้นมาได้ทันที “มันก็จริง แต่เราคิดถึงแต่ตัวเองไม่ได้ พี่มีลูกสาวคนเดียว เข้าใจใช่ไหม? นี่ก็จะว่าจะรับจ้างตัดเสื้อจริงจัง เผื่อวันหน้าจะได้ซ่อมเรือนหรือขยับขยายอะไรได้บ้าง” บัวยิ้มอย่างมีความสุข แม้ในอกจะร้อนรุ่มไม่น้อย

“เอาเถอะ! ฉันจะช่วยก็แล้วกัน มีอะไรก็บอก ฝางก็เหมือนลูกฉันคนหนึ่ง มีลูกตอนสาวๆ นี่มันสุขดีแท้ เหมือนมีเพื่อนเล่นเลย เมื่อไหร่น้าจะได้ออกเรือนมีลูกของตัวเองบ้าง” หล่อนยิ้มให้บัวด้วยความจริงใจ

“น้ำใจ” หาได้พบเห็นจากการให้สิ่งของกันเท่านั้น แต่บางคำยาใจได้มากกว่าหลายเท่านัก บัวรู้สึกขอบคุณดำอยู่ในใจ หากไม่มีหล่อนสักคน บ้านนี้คงเงียบเหงานัก ดำเป็นเด็กที่มีน้ำใจ หล่อนพร้อมจะร่วมหัวจมท้ายกับบัวและลูกไม่ว่าเราจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม



“ตา! ไม่กินไข่มันได้ไหมจ๊ะ?” เด็กหญิงลูบไข่ฟองหนึ่งในมืออย่างทะนุถนอม

“อยากเห็นลูกเจี๊ยบ แต่จะอดตายเอาน่ะสิเจ้าฝาง” ตาแก้วพูดพลางกวาดเล้าไก่ของแกอย่างมีความสุข เจ้าฝางมาเดินเล่นอยู่แถวนี้สักพักแล้ว เด็กหญิงช่วยเก็บไข่ออกมาเกือบเต็มตะกร้าเล็กๆ นั่น ตาแก้วให้เจ้านายตัวน้อยเหลือไข่ไว้บางส่วนเพื่อปล่อยให้แม่ไก่มันฟักลูกไป

“ก็ซื้อเอาไง!” ฝางตอบหน้าตาเฉย

“เงินไม่ได้หากันง่ายๆ นะเจ้า แม่บัวเขาคิดถูกที่ทำสวนเอง ปลูกผักเอง เลี้ยงไก่เอง นี่ถ้าไม่ห้ามไว้ก็เลี้ยงหมูแน่ๆ” ตาแก้วไม่เห็นด้วยที่บัวจะเลี้ยงหมูเพราะแกรู้นิสัยเจ้าตัวดี หล่อนเคยพูดว่ามันตัวใหญ่เกินไปที่จะพรากชีวิตมันไปจากโลกนี้ด้วยมือตัวเอง แม้จำเป็นต้องเลี้ยงชีพ ก็จะขอบาปให้น้อยที่สุด

“ฝางไม่เห็นต้องใช้เงิน เอามาทำไมล่ะตา?!”คนพูดหน้านิ่ง เด็กหญิงไม่ได้มองเห็นค่าของเงินทองเพราะไม่ได้จับต้องมันบ่อยนัก ดวงตาดำขลับแวววาวไร้เดียงสา

“วันหน้าก็ต้องใช้ ช่วยแม่บัวประหยัดเข้าไว้นะเจ้า”

เด็กหญิงพยักหน้า “ตา….ทำไมบ้านเราไม่เป็นบ้านใหญ่ๆ เหมือนเรือนกรรณิการ์? ทำไมบ้านเรามีแต่ไม้เก่าๆ”

ตาแก้วหันหน้าไปหาฝางทันที “เรือนอะไรนะเจ้า?”

“เรือนกรรณิการ์ไงจ๊ะตา” เด็กหญิงยิ้มตาหยี

“มันอยู่ที่ไหน?”

“ตรงนั้นไง ตรงโน้น ก่อนมาบ้านเรา สีขาวๆ แดงๆ ใหญ่มาก”

“เคยเข้าไปหรือ?” คนถามหน้าซีด

“ไปมา”

ตาแก้วทิ้งไม้กวาดลงทันที “ไปยังไง?”

“ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ” เด็กหญิงชูไข่ไก่ในมือก่อนจะเอามาตั้งไว้บนจมูกของตัวเอง ฝางทำราวกับว่ามันเป็นเครื่องประดับชิ้นงาม ประคองไว้อย่างสุดความสามารถ

“ใครบอก?! ใครบอกเจ้าฝางว่าเรือนนั้นชื่อกรรณิการ์??!!”

เด็กหญิงเอาอีกมือชี้มาที่ปากของตัวเองแทนคำตอบ ตาแก้วหายใจหอบ เป็นไปได้อย่างไรกัน??!! นาม “กรรณิการ์” นั้นเรียกขานกันเพียงคนในสมัยรัชกาลที่สองและคนในตระกูลเท่านั้น! ตาแก้วรามือจากงาน ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาฝาง แกนั่งยองๆ ลงจ้องหน้าเด็กหญิงเขม็ง “แม่ฝาง……แม่ไปเรือนกรรณิการ์มาจริงหรือ?”

ฝางกระพริบตาปริบๆ ด้วยไม่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อย่างไรกัน “จริงสิจ๊ะ!” เธอพยักหน้าพลางยิ้ม

“ไหนบอกว่าไปยังไงไม่รู้ไง?”

ฝางเลิกสนใจไข่ที่เล่นอยู่ เด็กหญิงกำไว้ในมือ “บางทีก็ไม่อยากจำ”

ตาแก้วสนใจสายตาคู่นั้นมากยิ่งขึ้น ฝางเหมือนไม่ใช่ตัวฝาง เด็กอายุเท่านี้ไหนเลยจะพูดจากลับไปกลับมาด้วยน้ำหนักเสียงที่แตกต่างกันได้ขนาดนี้ บางคราน้ำเสียงของเด็กหญิงหนักแน่นแฝงอารมณ์เหมือนผู้ใหญ่ บางคราก็อ่อนโยนเหมือนเด็กทั่วๆ ไป “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเรือนนั้นเป็นของใครเจ้าฝาง?”

“วิมานนั้น ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย” ฝางเชิดหน้าตอบ น้ำเสียงเย็นชา

ตาแก้วขนลุกซู่ แกคุกเข่าพนมมือในทันใด “วิมาน??!!! วิมานเลยหรือ?”

เด็กหญิงพยักหน้า “อย่าให้มันเข้ามา ไม่ว่าจะต้องตาย ก็อย่าให้มันเข้ามาได้!” สิ้นเสียงฝาง ตาแก้วถึงกับยกมือท่วมหัว ปากคอสั่น ไม่นางไม้ก็เทวดาต้องเข้าสิงร่างของเจ้าฝางเป็นแน่! หากไม่เช่นนั้นแล้ว เด็กตัวเล็กแค่นี้จะเอ่ยถึงวิมานและสิ่งที่คนทั่วไปไม่มีวันรู้ได้อย่างไรกัน!? ตัวแกเองที่ได้รู้เพราะได้ยินปากต่อปากมาจากคนเฒ่าคนแก่ตั้งแต่เกิด แต่เจ้าฝางไม่มีวันรู้จากใครอื่นเป็นแน่ แม้แต่แม่บัวมารดาของเด็กหญิงก็ไม่รู้เรื่องชื่อของเรือนกรรณิการ์!

เสียงไอ้ด่างหมาจรจัดในละแวกบ้านเห่าอยู่หน้าประตูรั้วดังเข้ามา ตาแก้วมองออกไป แต่ก็หาได้มองเห็นใครไม่ แกก้มลงกราบฝางราวกับเกรงยำนักหนา “แม่มาจากวิมานใด ได้โปรดให้อภัยลูกหลานหากล่วงเกินสิ่งใดไป เจ้าฝางไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้โปรดเวทนาลูกกำพร้าด้วยเถิด”

เด็กหญิงเชิดหน้าขึ้นสูง “ชาตินี้จะไม่อดทนกับผู้ใดทั้งสิ้น”

ตาแก้วเงยหน้าขึ้นมองฝาง แต่เจ้าตัวเดินออกไปอย่างล่องลอย โดยไม่หันกลับมาดูแกอีกเลย ตาแก้วลูบแขนตัวเองป้อยๆ ด้วยยำเกรงเหลือแสน “โอ๊ย! วันพระวันโกนหรือไงหนอ ทำไมรุนแรงได้ถึงเพียงนี้!!”

ไอ้ด่างยังไม่เลิกเห่า ทำให้คนสงสัยต้องรีบวิ่งออกไปดู จึงได้พบสตรีวัยกลางคนยืนอยู่หน้าบ้าน หล่อนแต่งกายมีสง่าราศีและตาแก้วก็ “จำ” คุณนายไหมทองได้เป็นอย่างดี “มีธุระอะไรหรือคุณนาย?” แกตะโกนข้ามประตูออกไป ประตูรั้วบ้านของฝางไม่สูงมากนัก ทำมาจากท่อนไม้ขนาดไล่เลี่ยกัน เกี่ยวร้อยกันไว้ด้วยเชือกหนาทั้งหัวและท้าย เว้นระยะห่างเป็นช่องห่างกันเพียงคืบ รั้วสองบานใหญ่แยกเป็นสองฝั่ง มันยังปิดอยู่และถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เส้นใหญ่

“คนมาเยือนถึงที่ ไม่คิดจะเปิดประตูรั้วเลยหรือไง?” คนพูดเชิดหน้าสง่างาม มองสภาพรั้วที่ทำมือกันขึ้นมาเองแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ คงจะเพิ่งเปลี่ยนใหม่ไม่นาน เพราะสภาพเชือกเส้นใหญ่ยังดีอยู่มาก มันไม่ขัดตาเมื่อมองเข้าไปเห็นตัวเรือนเป็นไม้สีเข้ม แม้จะไม่ได้ดูมีราคานักแต่ก็นับว่าเข้าท่า

“เห็นจะไม่ได้ เจ้าของเรือนไม่ได้อนุญาต ข้าต้องไปบอกแม่บัวก่อน”

“เชื้อไม่ทิ้งแถว! เหมือนหมาไม่รู้จักนาย ข้าวน้ำเลี้ยงปากท้องมาตั้งหลายรุ่น มาอยู่บ้านอื่นก็กลายเป็นคนอื่นไปเสียได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ไปบอกแม่บัว ฉันมีธุระจะคุยด้วย” คุณนายไหมทองออกคำสั่ง

คุณนายไหมทองเด็กกว่าตาแก้วราวสิบปี แม้ต่างศักดิ์ แกก็ยังเชื่อว่านั่นคือ รุ่นลูกหลาน แต่ดูเหมือนคุณนายไหมทองจะไม่รู้สึกอย่างนั้น บรรพบุรุษของตาแก้วเคยเป็นบ่าวในเรือนกรรณิการ์มาก่อน แต่ดูเหมือนการเลิกทาส จะไม่ได้ทำให้ฐานะที่ตาแก้วเป็นอยู่ในปัจจุบันดีขึ้น “ขอเถอะคุณนาย หากจะมาซื้อที่ทาง ก็ช่วยละเว้นบ้านนี้เรือนนี้เถิด”

“ฉันมีเงินมากพอที่จะซื้อและคนที่ขาดแคลนก็คงต้องการ แต่นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของแก!”

ตาแก้วได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากมา หรือที่ได้ยินจากเจ้าฝางเตือนเมื่อครู่คือคนนี้? เหตุใดตัวแกเองจึงไม่อยากรับเข้าบ้านมาเลย ไม่อยากจะไปบอกแม่บัวเลย ทำอย่างไรดีหนอใจ?



ฝางเดินออกไปที่ประตูรั้ว เขย่งเท้ารื้อโซ่ออก มือเล็กๆ เปิดประตูเองด้วยแรงทั้งหมดที่มี เมื่อเสียงประตูเปิด คนที่ยืนอยู่ภายนอกจึงได้หันมา ฝางก้าวออกไปพ้นประตู แล้วหันมาคล้องโซ่ไว้อย่างหลวมๆ คุณนายไหมทองมองเด็กหญิงตั้งแต่ปลายเท้าไล่มาจนถึงศีรษะ ความในใจของหล่อน ไม่มีใครล่วงรู้ “มาหาใครเหรอคะ?” ฝางถามพลางยิ้มให้ เด็กหญิงมั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองไม่น้อย อะไรทำให้รู้สึกอย่างนี้ก็ไม่อาจบอกได้

“เราเป็นใคร? ทำไมนุ่งผ้าถุง?”

ฝางก้มลงมองตัวเองด้วยความสงสัย เธอนุ่งผ้าถุงสีเขียวเข้มเย็บสำเร็จคลุมแค่เข่า เสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีนวลมีลูกไม้ขาวประดับรอบๆ คอ มันสวยงามที่สุดเท่าที่เด็กหญิงมีและเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่ามัน "สวย" แต่ทำไมคนตรงหน้าจึงได้ถามอย่างนั้น “หนูสวยใช่ไหมคะ?”

คุณนายไหมทองยิ้มจางที่มุมปาก “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่ฉันให้คนไปเรียกเจ้าของบ้าน ทำไมมีเด็กออกมาแทน?”

“แม่อยู่ในครัว คุยกับฝางได้ไหมคะ?” เด็กหญิงถามพลางยิ้มสวยส่งให้ “ชื่อ…..ฝางหรือเรา?” คุณนายไหมทองก้มลงจ้องเด็กหญิงเขม็ง

“ค่ะ ชื่อฝาง”

“งั้นหรือ? แล้วที่บ้านนี้มีใครอีกไหม? มีพี่มีน้องหรือญาติหรือคนงานที่ไหนอีกไหม?” คำถามเป็นแค่การลองเชิง คุณนายไหมทองรู้เรื่องคนที่นี่ดี หากจะมีความคลาดเคลื่อนใดๆ ก็คงจะน้อยมาก และเด็กคงไม่มีวันโกหก

“มีแม่ พี่ดำ ตาแก้ว พี่อุ้มค่ะ”

คนฟังพยักหน้า “ตอบมาหมดเลย เด็กหนอเด็ก” หล่อนหัวเราะ

“ถามทำไมคะ?”

คนซื่อ….มักจะรู้อะไรช้าเสมอ “ช่างเถอะ แล้วเราเคยไปวัดไหม?”

“ไปกับแม่ค่ะ ป้าเป็นใครคะ?”

“ไปกันหลายๆ คนน่ะ เคยไปไหม?”

เด็กหญิงเริ่มถอยห่างออกมา คิดว่าคำถามไม่น่าจะมีได้มากมายขนาดนี้ ฝางเคยถูกคนแก่ที่วัดถามบ่อยๆ แต่ดูเหมือนคนพวกนั้นจะถามแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ตอนนี้ผู้หญิงสูงวัยคนนี้ “ต่าง” จากคนอื่นๆ “ไม่รู้ค่ะ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

“อ้าว! ไม่รู้ได้ยังไงกัน ตอบมาได้ทุกเรื่อง ทำไมแค่นี้ไม่รู้ล่ะคนสวย?” คุณนายไหมทองหัวเราะ

เด็กหญิงส่ายหน้า หันกลับมาเปิดประตูและเดินเข้ามาในบ้าน มือเล็กๆ สั่นเทาเมื่อคล้องโซ่ ทำไมความรู้สึกมันต่างกับตอนที่เปิดออกมามากมายเหลือเกิน คุณนายไหมทองเดินไปเกาะประตูรั้วทันที “บอกมาก่อน ใครไปวัดบ้าง? เคยเห็นต้นพิกุลไหม? บอกมา!!”

ฝางจ้องคนตรงหน้าเขม็ง มองเห็นสีหน้าและแววตาของผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้ได้ตามช่องของประตูรั้ว ความหวาดกลัววูบเข้ามาในหัวใจคนตัวเล็กไม่ยอมขยับ หากแต่น้ำตาคลอ “รู้จักอิงกาลไหม? หนูรู้จักอิงกาลไหม?!! บอกฉันมา!” คุณนายไหมทองเขย่าประตูรั้วพลางตะโกนเสียงดัง แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครได้ยินเลย ไอ้ด่างที่นอนเอกเขนกอยู่หน้าประตูเริ่มเห่าเสียงดังราวกับรำคาญเสียงผู้มาเยือน ฝางหันไปมองรอบตัวไม่พบใครเลย ลมแรงพัดมาหอบใหญ่ สายฝนโปรยปรายลงมาทันที เด็กหญิงรีบวิ่งขึ้นเรือนไม่หันหลัง

คนที่ยืนเกาะรั้วลวดหนามที่ปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อยตามธรรมชาติโผล่ออกมาจากที่ซ่อน แม้ลมจะแรง ฝนจะตกลงมาแล้ว แต่เขาก็ไม่ปรารถนาจะขยับกายไปทางไหนอีก คุณแม่ต้องการสิ่งใด? จะช่วยอิงหรือจะทำร้ายหัวใจอิง? เหตุใดทำให้เจ้าฝางคนนั้นจางหาย เหตุใดสายฝนจึงกระหน่ำลงมาในวันที่เรามาหาด้วยตัวเอง?

หากเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำมาจากเบื้องบนเอ่ยวาจาใดได้ มันคงเป็นคำถามที่พรั่งพรูจนไม่รู้จะตอบอย่างไรไหว เด็กชายแบมือรองรับน้ำฝนสงบนิ่ง ก่อนจะก้มลงกำดินที่พื้นข้างรั้วบ้านของฝางไว้ในมือแน่น คุณแม่วิ่งหนีฝนห่างออกไปไกลแล้ว อิงกาลรอให้ท่านห่างออกไปให้ไกลที่สุด

คุณแม่จะไม่มีวันได้รู้ว่าเขาแอบมาที่นี่ทุกวัน นับตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกันในคืนนั้น ตอนรุ่งสางอิงกาลถูกพบในขณะที่หมดสติอยู่หน้าประตู เขาถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที และถูกกักบริเวณอยู่หลายวัน คุณแม่เชื่อว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเขา เด็กชายถูกซักไซ้อยู่หลายคราเรื่องการเจรจาพูดคุยกับกลุ่มผู้หญิงหาบสาแหรก หากแต่ท่านไม่ได้รับคำตอบใดๆ สิ่งเดียวที่ทุกคนได้ยินจากปากเขาคือ “อิงไม่รู้”

แต่วันนี้เขาได้รู้แล้ว เด็กคนนั้นมี “ตัวตน” กว่าจะได้พบกัน กว่าประตูจะเปิดออกมายากยิ่งนัก ที่ผ่านมาหากเขายอมเรียกขานคนในบ้านนี้เพื่อให้เปิดประตู คงจะได้เห็นใครสักคนในนั้นบ้าง แต่อิงกาลก็ไม่เคยผ่านเข้าไปได้ มันน่าแปลกที่เหมือนไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา หากแต่เมื่อคุณแม่มาหมาก็เห่าให้คนทั้งบ้านได้ยิน

“อยู่ใกล้กันแค่นี้ รอทุกวัน มาทุกวัน แต่ก็ไม่ได้เห็น คุณแม่เก่งหรือเราโชคร้ายมาตลอดก็ไม่รู้” เด็กชายรำพึงพลางเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา มือเล็กๆ กำแน่น ด้วยกลัวว่าดินในมือจะละลายไปกับสายฝน เขาวิ่งกลับบ้านด้วยแรงทั้งหมดที่มีเหมือนทุกครั้ง แม้ไม่ได้เจรจากับเด็กคนนั้นอย่างคุณแม่ เขาก็มาถึงที่ทุกวัน มีธรณีรับรู้ก็พอใจ และเขาได้ยินชัด….คุณแม่ใคร่รู้เรื่องของเขาและกลุ่มผู้หญิงหาบสาแหรกวันนั้นมากกว่าอย่างอื่น!




Create Date : 04 ตุลาคม 2561
Last Update : 4 ตุลาคม 2561 9:24:19 น. 0 comments
Counter : 51 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.