ความหวาดกลัวต่อการคัดลอกและหวงแหนในงานของตัวเองมี...แต่ก็ไม่มากเท่ากับความปรารถนาดีที่อยากให้คนอ่านของเรามีความสุขกับทุกตัวอักษรในทุกวัน
ขอบคุณที่เป็นคนอ่านของเราค่ะ Copyright Act B.E. 2537
Link นิยายที่เว็บอื่นๆ ขวามือล่างสุดค่ะ
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2561
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
3 ธันวาคม 2561
 
All Blogs
 
ตอนที่ 37 ของขวัญ โดย ภูปรดา

37.

เสียงลมราวกับพายุทำให้ต้นไม้ในอาณาเขตเรือนกรรณิการ์แทบล้มครืน เสียงเหล่ารุกขเทวาพูดจาฟังไม่ได้ศัพท์ด้วยร่างองค์อจลาและองค์อังควิภายืนประจันหน้ากันอยู่หน้าเรือน บันไดเรือนที่คั่นกลางอยู่สั่นไหวด้วยอำนาจของทั้งคู่ ชฎาเครื่องทรงของทั้งสององค์เชิดขึ้นสูงด้วยศักดิ์ศรีของผู้ทรงอำนาจที่กำลังโกรธา

“เราจะจากกันแล้วหนาอังควิภา เจ้าอย่าได้ขวางทางเรา เมื่อไม่มีใจให้ข้าและยังทำให้อับอายมาทุกครา ก็จงจากไปดีๆ”

“ข้าไม่คิดจะขวางทางคนใจหยาบ หากองค์ขาลยังอยู่ หน้าไหนก็อย่าได้คิดจะก้าวขึ้นเรือน!” สิ้นเสียงอังควิภาแสงสีเหลืองก็ปรากฏขึ้นที่หัวบันได “อย่าฝืนชะตาเลยอังควิภาเจ้า อย่าเลย” เสียงองค์ขาลอ้อนวอน ร่างของท่านบัดนี้ราวกับมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เครื่องทรงไร้สีหม่นหมองยิ่งนัก

เสียงหัวเราะขององค์อจลาดังก้อง “พวกหมดบุญ อย่าได้หวังว่าจะมาสั่งข้าได้ หลีกไปให้พ้นทางข้า!” สิ้นเสียงเขา อังควิภาก็ลอยล่องขึ้นเทียบหัวบันไดเรือน หล่อนพุ่งเข้าไปบังกายให้องค์ขาลก่อนที่แสงสีทองจะพุ่งปะทะร่างของทั้งคู่

อังควิภาและองค์ขาลกระเด็นมาอยู่กลางลานหน้าเรือนราวกับลูกนกที่ตกลงจากที่สูง เมื่ออังควิภาลุกขึ้นนั่งได้หล่อนจึงเอ่ย “คนใจหยาบ ศักดิ์ศรีไม่มีเหลือ ทำร้ายได้แม้กระทั่งผู้มีศีล เขาด้อยกว่าหาได้มีเมตตากับเขาไม่ ท่านมันไร้หัวใจ” หล่อนด่าทอทั้งน้ำตา

“หัวใจข้าเคยเต็มไปด้วยเจ้า แต่เจ้าให้แต่ความอัปยศอดสูแก่ข้า นางขาลมันไร้ค่าไม่ต่างอะไรกับเศษดินที่ข้ามิมีวันจะปนเปื้อนไปด้วยได้ วันนี้ข้าจะสาปแช่งเจ้าที่ทำให้ข้าได้อับอายต้องกล้ำกลืนฝืนทนกราบไหว้เจ้า กาลหน้าขอให้เจ้าได้อับอายผู้ต่ำศักดิ์กว่าอยู่ร่ำไป เอ็งจะไม่มีวันได้หัวใจผู้ใด!”

“ข้าบอกให้หยุด!!!” เสียงอังควิภาดังก้อง ฝางรู้สึกราวกับตัวเองตะโกนสุดแรงเกิด “เจ้ากับข้าจะได้เห็นดีกัน!!!” ร่างของอังควิภาพุ่งเข้าไปในเรือนกรรณิการ์ ฝางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใช้กำลังทั้งหมดในชีวิต หญิงสาวนอนกระสับกระส่าย ร่างของฝางล้มตัวลงนอนเมื่อไหร่ก็ไม่อาจบอกได้ เธอรู้สึกเหมือนคนหมดแรง ในหัวยังได้ยินเสียงเจรจา “เจ้าลุกขึ้น” เสียงทุ้มสั่ง คุณปรุงที่นั่งหลับอยู่ในยุ้งข้าวหันไปมองรอบตัว ไอ้ไม้หายไปคงไปหานางเอิบเมียของมัน แสงสีทองพุ่งเข้าครอบครองร่างของคุณปรุงราวกับปาฏิหาริย์

เขาเดินออกมาแล้วขึ้นไปบนเรือน หามีผู้ใดมองเห็นคุณปรุงไม่ เขาเดินเข้าไปในห้องกลางได้โดยที่ไม่ได้เปิดประตูแม้แต่นิดเดียว ในหัวของคุณปรุงคิด “หีบทองไปไหน? ไหนพวกบ่าวบอกว่าขนมาไว้ที่นี่”

“หามีไม่ เจ้าของเรือนเขาหลอกใช้เจ้า” เสียงทุ้มตอบกลับมาในหัว “อย่าโง่อย่างข้า ความรักหาได้ทำให้เจ้าชนะผู้ใดไม่ เขานอนร่วมเรือนอยู่ในห้อง อย่าได้โง่”

คุณปรุงไม่แปลกใจเรื่องแม่จีบมีความสัมพันธ์กับชายอื่น แต่เขารู้สึกเหมือนกำลังร้อนใจเรื่องแม่จวง “แม่จวงจะจัดการให้เมื่อตะวันขึ้น” เขาคิด

“มิมีวันนั้นดอกหนา” เมื่อสิ้นเสียงทุ้มร่างของคุณปรุงก็เดินออกมาจากห้องกลางแล้วผลักประตูหอนอนของแม่จีบเข้าไปทันที “ใคร!!!” เสียงคุณรุ้งดังขึ้น เขาลุกขึ้นถือดาบที่วางอยู่ข้างตัวทันที “ข้าถามว่าใคร?!!”

สองร่างกำยำยืนประจันหน้า คุณปรุงไร้อาวุธหากแต่ยืนอย่างมั่นคงในความมืดสลัวราวกับกำลังเป็นผู้ชนะ “พวกเอ็งมันบาปหนา สว่างเมื่อไหร่จะได้แทรกแผ่นดินหนีอาย นางหญิงกาลกิณีนั้นจะนำมาแต่หายนะ มันหวังเพียงชนะทุกผู้เท่านั้น เอ็งมันโง่แลยังขี้ขลาดที่ไม่มีปัญญาเดินขึ้นเรือนอย่างผู้ดี ปีนป่ายแย่งชิงราวกับสัตว์เดรัจฉาน” คุณรุ้งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเหยียดหยามด้วยน้ำเสียงคุณปรุงกดเขาจมธรณี เขาหันไปหาแม่จีบที่หลับอยู่ หล่อนไม่ขยับกายแม้แต่นิดเดียว

“มันหอบทองของหมั้นของข้าไปทั้งแม่ลูก แลยังหวังจะหลอกลวงพวกหน้าโง่อย่างเอ็ง หากไม่ออกไปตอนนี้ เอ็งกับข้าจะไม่มีวันอยู่แผ่นดินเดียวกันได้ ข้าจะไล่ล่าฆ่าฟันมิให้ได้อยู่เป็นสุข รามือเสียแต่ตอนนี้”

“คนอย่างข้าไม่มีวันแพ้ผู้ใด!” คุณรุ้งกระโจนเข้าใส่ร่างคุณปรุง ดาบที่ถืออยู่หวังฟาดฟันให้ดับสูญ คุณปรุงหลบได้แต่ก็ยังล้มลุกคลุกคลาน เมื่อผลัดกันต่อสู้รุกและรับไม่นานนักร่างของคุณปรุงก็ไปชนกับตะเกียงที่วางอยู่มุมห้อง ตะเกียงตกน้ำมันหกราดพรมในทันที องค์อจลาที่แฝงร่างของเขาอยู่จ้องที่พรมแล้วบันดาลให้เกิดประกายไฟขึ้นทันที!

“เดี๋ยวพวกบ่าวก็ขึ้นมา ทีนี้ล่ะพวกเอ็งจะได้ถูกนินทาไปจนวันตาย” เสียงคุณปรุงขู่แล้วหัวเราะเยาะ ไฟเริ่มไหม้พรมแต่คุณปรุงหาได้ลุกขึ้นยืนไม่ คุณรุ้งเห็นท่าไม่ดีจริงรีบวิ่งไปปลุกแม่จีบ “แม่จีบหล่อนตื่นขึ้นมา ตื่น!!” เขาปลุกหล่อนอยู่ไม่นานก็รามือ ด้วยมีเสียงบ่าวผู้ชายวิ่งขึ้นเรือนมา “ไฟไหม้ศาลพระภูมิโว้ย ใครก็ได้ไปช่วยกันดับที อยู่ดีๆ ลมก็แรง ไฟมาจากไหนก็ไม่รู้!!! ไปปลุกคุณจีบที”

คุณปรุงยังนั่งหัวเราะอยู่ “เรือนนี้บ่าวไม่ได้นอน นางเอิบก็ไม่ได้อยู่บนเรือน จะลงไปก็ยังทันนะ ข้าไม่ได้ขู่”

“จะไปได้อย่างไร เอ็งเป็นบ้าไปแล้วหรือ ไฟไหม้พรมยังนั่งอยู่ได้” คุณรุ้งพยายามหาแจกันใหญ่และข้าวของในห้องมาทับให้ไฟดับ หากแต่ยิ่งทำก็ยิ่งเหมือนทำให้มันลุกลามมากขึ้นกว่าเดิม “อะไรกันเนี่ย ไฟอะไรทำไมดับไม่ได้!!!” คนพูดเริ่มไอหนัก ควันพวยพุ่งออกนอกหน้าต่าง ทำให้บ่าวที่อยู่ข้างนอกเห็น พวกมันวิ่งกรูกันขึ้นมา เสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์ หากแต่แม่จีบกลับไม่รู้สึกตัว คุณรุ้งเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามอุ้มหล่อนออกมา แต่ก็อุ้มไม่ขึ้น ร่างหล่อนหนักราวกับหินเหมือนถูกสาป

“อะไรกันเนี่ย ข้าอุ้มหล่อนไม่ได้ ใครกัน ใครกำลังทำกับเราอย่างนี้!!”

ฝางได้กลิ่นควันไฟรุนแรงทั้งๆ ที่ยังนอนหลับอยู่ในห้องริมน้ำบนตึกฝรั่งของเรือนกรรณิการ์ ในหัวของเธอราวกับเห็นภาพของจริง ผู้คนวิ่งขึ้นเรือนมาหวังเข้าไปในหอนอนของแม่จีบ แต่เข้าไปไม่ได้ นางเอิบวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นเรือนมาหน้าตื่น มันตะโกนร้องเรียกนายตัวสุดกำลัง มันรู้ดีว่าคุณจีบไม่รู้สึกตัว แล้วคุณรุ้งเล่า ทำไมไม่ออกมา? เกิดอะไรขึ้นข้างใน? นางเอิบทุบประตูครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ดูเหมือนจะมีเพียงควันไฟเท่านั้นที่พวยพุ่งออกมาได้ “เอ็ง!! พวกเอ็งไปตักน้ำมา! ไม่อย่างนั้นไฟได้ลามไปทั้งเรือน” มันสั่งบ่าวด้วยกัน “พวกตัวใหญ่ๆ มาพังประตูให้ข้าที คุณจีบอยู่ในนั้น!!” น้ำตาของนางเอิบไหลอาบแก้ม ใจมันจะขาดเสียให้ได้ เกิดสิ่งใดขึ้นเหตุใดไม่มีผู้ใดเปิดประตูได้ “ไฟที่ศาลก็ดับไม่ได้ มีแต่จะลามไปที่อื่น พวกบ่าวตักน้ำกันไม่ไหวแล้วนางเอิบ” เสียงบ่าวอีกคนตะโกนเมื่อวิ่งมา “คงเกิดสิ่งไม่ดีขึ้นแน่ๆ ศาลเจ้าที่ยังไฟไหม้ ข้าว่าเอ็งทิ้งคุณจีบเถอะนางเอิบ ไฟไหม้ขนาดนี้คงสำลักควันตายไปแล้ว” มันดึงนางเอิบออกมาจากประตู ไอร้อนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ไม่ได้ คุณจีบของข้าอยู่ในนั้น มันจะไหม้ไม่ได้!!”

“ออกมา!!”

นางเอิบถูกลากออกมา ก็พอดีกับที่นายไม้วิ่งขึ้นเรือนมา “พี่ไม้ๆๆ คุณจีบอยู่ในนั้น ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย ช่วยนายข้าด้วย” เสียงนางเอิบร้องไห้สะอื้นหนัก

“คุณปรุงหายไป คงอยู่ในนั้นด้วย” นายไม้พนมมือขอพรพระเครื่องที่ห้อยคอไว้ มันกระทุ้งไม้ที่ถือในมือใส่ประตูสุดกำลัง ไม่นานนักประตูก็พัง ทุกคนที่มองอยู่ต่างตกใจเมื่อไฟในหอนอนของคุณจีบลุกลามไปฝั่งหนึ่งแล้ว นางเอิบวิ่งเข้าไปในห้องทันที มันตะโกนเรียกชื่อคุณจีบไม่ขาดปาก นายไม้วิ่งเข้าไปเห็นร่างของคุณปรุงอาบไปด้วยเลือด ดาบเล่มหนึ่งตกอยู่

เมื่อมองเข้าไปในกองไฟจึงเห็นร่างของคุณรุ้งนอนแน่นิ่งถูกไฟคลอกอยู่ ส่วนคุณปรุงได้รับบาดเจ็บจากทั้งไฟและดาบราวกับถูกผู้คนรุมยำนับสิบ ไอ้ไม้ไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่าคนสองคนต่อสู้กันจะทำให้บาดเจ็บได้ถึงเพียงนี้ “พี่ไม้!! ช่วยคุณจีบก่อน ช่วยด้วย” นางเอิบร้องไห้โฮอ้อนวอน นายไม้ไม่รอช้าวิ่งเข้าไปอุ้มคุณจีบออกมาวางไว้กลางเรือน พวกบ่าวช่วยกันปลุก หากแต่คุณจีบไม่ไหวติงไร้สติ นางเอิบเห็นผัวตัวเองวิ่งเข้าไปในห้องอีกครั้งแล้วอุ้มร่างของนายตัวออกมา ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงพี่ไม้ตะโกนลั่น “คุณปรุง!!!” ร่างนั้นหมดลมในอ้อมกอดของนายไม้ เขาร้องไห้อย่างไม่อายฟ้าดิน

นางเอิบได้สติ มันได้ยินเสียงบ่าวข้างล่างร้องกันระงม “ไฟไหม้หมดแล้วเรือนนอนข้า ไฟไหม้เองได้ยังไง!!!” นางเอิบใจเสียสุดจะเอ่ยคำใดได้ มันเชื่อว่าไฟไหม้เพราะบาปที่คุณจีบก่อ คุณรุ้งตายในกองไฟ คุณปรุงก็ตาย ไม่มีผู้ใดจะทำเรื่องนี้ได้นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น มันลากร่างของคุณจีบด้วยกำลังที่มีลงจากเรือน ร่างบางของแม่จีบถูกลากลงบันไดทีละขั้นอย่างทุลักทุเล ผ้าแถบของหล่อนไม่อาจช่วยให้พ้นแรงกระแทกและดินได้ เนื้อตัวจึงมอมแมมและบอบช้ำ

เมื่อลากคุณจีบมาไว้ห่างเรือนได้ นางเอิบจึงคิดจะวิ่งขึ้นไปดึงผัวของมันออกมา ก่อนไปนางเอิบแกะข้าวห่อใบตองที่มัดไว้ที่เอวออกมา มันมัดไว้ที่ชายผ้าแถบของคุณจีบแล้วยัดใส่เอวหล่อนไว้ บ่าวไพร่วิ่งหนีลงมาจากเรือนเพราะไม่สามารถดับไฟได้ บางคนก็หอบเอาสมบัติของนายตัวที่ติดตัวได้ออกมา นางเอิบกอดพยุงร่างคุณจีบให้นั่งพิงโอ่งน้ำที่ตั้งอยู่สองโอ่ง “อยู่นี่นะเจ้าคะ อย่าตาย บ่าวจะกลับมานะเจ้าคะ คุณจีบของบ่าวมีข้าวมีน้ำไว้กินแล้วนะเจ้าคะ อยู่ให้ได้นะเจ้าคะคุณจีบอย่าตายนะเจ้าคะ รอบ่าวตรงนี้นะเจ้าคะ” มันผละร่างออกจากนายตน สายตาของนางเอิบห่วงหาอาทรนัก แต่ก็ต้องไป

เมื่อวิ่งขึ้นเรือนไปก็ไม่เห็นร่างของทั้งผัวตัวเองและนายของเขา นางเอิบเข้าใจว่าพี่ไม้ต้องรักษาร่างคุณปรุงไว้ เมื่อได้สติมันจึงวิ่งลงมา ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากห้องของแม่จีบ มานอนอยู่หน้าห้องที่ไฟกำลังลุกไหม้

อังควิภาบอบช้ำไปทั้งร่างด้วยรบพุ่งกับองค์อจลา เครื่องทรงหล่อนไร้สีแล้วบัดนี้ มันกลายเป็นสีหม่นซีดราวกับผ้าเก่าๆ “คน...เลว...ใช้ร่างมนุษย์จนเขาตาย” หล่อนมองหาร่างของคุณปรุงที่ตัวเองเข้าแทรกเพื่อช่วยเหลือในขณะที่เขาถูกใช้ร่างเผาเรือน อังควิภาสู้กับองค์อจลาด้วยการใช้ร่างของคุณปรุง

“หล่อนต่างหากที่ใช้ร่างมนุษย์และทำให้มันตาย”

“เจ้าใช้ร่างเขาสร้างบาปจุดไฟหวังฆ่าคน หากข้าไม่เข้าไปเจ้าก็ต้องสร้างกรรมด้วยการฆ่าคุณรุ้ง!!”

“ไอ้นั่นมันโง่เอง หวังจะช่วยดับไฟจนสิ้นสติไปเอง ข้ามิได้คิดจะฆ่า แล้วเป็นอย่างไรเล่า เจ้าใช้ร่างไอ้ปรุงจะช่วยดับไฟ ไอ้ปรุงก็หาได้พ้นความตายไม่!”

“คนชั่วอย่างเจ้า พูดไปก็ไม่มีวันเข้าใจ ใช้อำนาจฆ่าทุกผู้เพียงเพราะสิ้นหวัง หาได้มีปัญญาสูงส่งใดๆ เทียบมนุษย์ได้ไม่ เผาเสียจนสิ้นไม่ไว้หน้าผู้ใด ไร้เมตตาแม้แต่กับคนที่ตัวเองบอกว่ารัก!!”

“ข้า.........ยังไม่ได้ฆ่าอีกผู้” น้ำเสียงองค์อจลาเยือกเย็น

“อย่า!!! ปล่อยนางไปเอง” อังวิภาใช้แรงเฮือกสุดท้ายพุ่งออกไปหน้าศาลพระภูมิ พร้อมๆ กับที่แสงสีทองพุ่งออกไป!



ไฟไหม้ศาลพระภูมิทิ้งไว้แต่กองไฟที่ยังคุกรุ่น อังควิภาปรากฏขึ้นบนพื้นดินด้วยสภาพที่หมดแรงอย่างที่สุด หล่อนพยายามพยุงกายให้ลุกขึ้นยืน น้ำตาแห่งความขมขื่นเอ่อล้น “องค์ขาลเจ้าข้า....ยัง.....ยังอยู่กับข้าหรือไม่?” ร่างบางสะอื้น

ร่างองค์ขาลปรากฏขึ้น เนื้อตัวของท่านมอมแมมไปด้วยเขม่าควันไฟ ผมเผ้ายุ่งเหยิง “ไม่ได้อีกแล้วหนา ฟังข้า.....กาลหน้าฉันใดอย่าได้วู่วาม อย่าได้เจ็บปวดเพราะข้า ฟังข้า....เจ้ามิอาจแก้ไขชะตาได้ ไม่ว่าจะด้วยฤทธาหรือความพยายามใดๆ จงไปจุติในที่สูงส่ง อย่าได้อาลัยอาวรณ์ให้เป็นห่วงผูกกัน”

“ข้าจะขอติดตาม ข้าจะไป” หล่อนสะอื้นตัวโยน

“เจ้าจะได้ไปสมใจแน่!” เสียงทุ้มดังขึ้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่ร่างขององค์ขาล “กูจะเผามึงให้เป็นผุยผง ไม่ให้ได้แปดเปื้อนภูมิใดได้ มึงไม่มีค่าพอจะให้ใครกราบไหว้ได้อีกแล้ว!!” องค์อจลาเผาองค์ขาลด้วยอำนาจแห่งไฟ เมื่อไฟลุกโชนดวงใหญ่ร่างของอังควิภาก็ถลาเข้าไปราวกับจะไปกอดไว้ด้วยกายที่เหมือนมนุษย์ผู้หมดหนทาง

“อย่า!!! อย่าทำ!!!” เสียงกรีดร้องสุดเสียงของอังควิภาดังก้องไปทั่วแผ่นดิน เหล่ารุกขเทวาและผีบ้านผีเรือนที่กำลังหนีความหายนะหวาดผวาไปตามๆ กัน การไปจุติที่ถูกทำลายเยี่ยงนี้เท่ากับการฆ่าแกงกันของมนุษย์ ไฟบารมีขององค์อจลาเผาไหม้องค์ขาลไร้ความเมตตา อังควิภาทำได้เพียงทรุดนอนอยู่กลางดิน หล่อนคลานเข้าไปใกล้กองไฟไขว่คว้าหาดวงใจ “แม่!!! แม่....แม่ข้า!!! นางเป็นแม่ข้า อย่า อย่าสาปส่งนาง อย่าให้ได้ทุกข์ อย่าให้นางได้ไปจุติอย่างทรมาน แม่ข้า แม่ข้า แม่ของข้า” เสียงอังควิภาสะอื้นราวกับจะขาดใจ “อย่าทำแม่ข้า อย่า!!!” เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายของอังควิภาดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงอีกคน


Create Date : 03 ธันวาคม 2561
Last Update : 4 มกราคม 2562 19:13:08 น. 0 comments
Counter : 154 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.