I call it Destiny You call it Love...
Group Blog
 
<<
มกราคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
10 มกราคม 2552
 
All Blogs
 
Shot fic shinhwa .... ก้าวเดียว ...Woo-Dong ep.1











ก้าวเดียว อูด้ง ep.1 ดวงดาว...ดวงที่นายไม่เคยมองเห็น






“ยังไม่ทันทุ่มเลย มองเห็นดาวบนฟ้าแล้ว ตั้งสองดวงแน่ะ นายดูสิ”

“อืม!...
…
..
.
…แต่ความจริงน่ะ มันก็อยู่ตรงนั้นของมันเสมอแหละ กลางวัน หรือกลางคืน เพียงแค่นายมองไม่เห็นมันเองต่างหาก”

“งั้นเหรอ”

“ใช่”
...
..
.
น่าแปลก...ที่หมอนั่นจะรู้อะไรแบบนั้นด้วย ไอ้พวกเคร่งตำรา ตลกฝืดไปวัน ๆ อย่างเจ้าดงวานนั่นน่ะนะ แม้ว่าเมื่อก่อนมันจะชอบดูดาวก็เถอะ แต่นั่นก็นานมากแล้วนี่ ...

และก็ยิ่งน่าแปลก...ที่แววตายามเหม่อมองดวงดาวสองดวงนั่น เวลาที่นายพูดคำพวกนั้น มันช่างรู้สึก....เจ็บปวดสิ้นดี

น่าแปลก...
…
..
.
แม้อาจจะงง ๆ อยู่ซักหน่อย

..แต่เรา...ก็รู้ความหมายของมันจนได้ ...


ถึงจะสายไปก็เถอะ …
…
..
.

เคยรู้สึกเหมือนทำบางสิ่งบางอย่างหายไปมั้ย

ใจโหวงเหวง ทั้งที่มันก็ยังคงมีเลือดสูบฉีดและเต้นด้วยจังหวะปกติ

เจ็บปวด อย่างไร้ซึ่งสาเหตุ

ถ้าเคยนะ

นั่นแหละ...

ตอนนี้...ที่ตรงนี้มีใครบางคนกำลังรู้สึกอย่างนั้น



.................



“ทุกวันสำหรับเรา ทุกอย่าง ยังคงดำเนินไป...

ทุกวัน ยังคงเดิมเสมอ

แม้หินที่ขว้างไปไกลแค่ไหน... ก้อนแล้วก้อนเล่า..ยังไร้ซึ่งเสียงสะท้อนกลับก็เถอะ...


………



เมื่อตอนอนุบาล ..

“เราสูงกว่านาย ฉะนั้น เราต้องเป็นพี่นายสิ”

“ได้งัย เราอยู่ชั้นเดียวกันนะ นายเป็นพี่เราไม่ได้หรอก เราเป็นเพื่อนกัน”

“แต่เราสูงกว่านี่”

“เราอายุเท่ากันนะ”

“แต่เราอยากเป็นพี่”

“งั้น..ก็ได้ นายเป็นพี่แล้วกัน” เด็กน้อยยิ้มอย่างใจดี

แต่แค่ต่อมาอีกไม่นาน ทั้งคู่ก็สูงไล่กัน และผู้เป็นน้องนำไปนิด ๆ ด้วยซ้ำ

“หน้าขายหน้าชะมัด”

“บอกแล้วว่าให้กินผัก ชอบยัดเยียดผักให้เรากินอยู่เรื่อย”

“แล้วทำไมไม่ปฏิเสธล่ะ”

“เห็นนายไม่ชอบ เราไม่อยากฝืนใจ”

“เห็นมั้ย เพราะนายนั่นแหละ เราถึงสูงได้แค่นี้ กินผักแทนเราทุกที”

“อ๊ะ! นี่เราผิดงั้นเหรอมินอู”

“ช่าย”



....


เมื่อตอนประถม
..
.

“วิ่งไปก่อนสิ ดงวาน เดี๋ยวนายก็ฟาล์วหรอก”

“นายไหวมั้ย เดี๋ยวช่วยกินหนม”

“เฮ้ย! ไม่ได้ แข่งกินวิบากที่ไหน เค้าช่วยกันกินได้เล่า ไปเหอะ เดี๋ยวได้แพ้ทั้งคู่”

“แต่นาย..”

“ไปสิ..จะไปไม่ไป”

“นายเหมือนจะแย่ ๆ นะ ขืนกินต่อ...มีหวัง”

“เรื่องของเราน่า เราไม่ยอมแพ้หรอก”

“แต่..”

…
..
.

สุดท้ายแล้ว ..


“ใครบอกให้นายแบกเรามาห้องพยาบาลน่ะ”

“ก็นายจุกจนเดินไม่ไหวนี่”

“ไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเลย เห็นมั้ย แทนที่สีเราจะชนะ ดันแพ้ซะได้ นายเนี๊ยะ บื้อชะมัด”

“แต่นายกำลังหายใจไม่ออกนะ หน้าเขียวขนาดนั้น ขืนปล่อยไว้ละก็…”

“เลิกห่วงเราแบบไร้เหตุผลเหอะน่า”

“นี่เราผิดเหรอ”

“ใช่สิ นายน่ะผิด”

“...” - -“

…
..
.

เมื่อมัธยมต้น..

“ชมรมถ่ายภาพเหอะ” มินอูยังคงยืนทำหน้าเง้างอด อ้อนวอนดงวานอยู่กว่า 10 นาทีแล้ว แต่มันก็ยังไร้ผล

“แต่เราอยากดูดาวนะ ถ้าไม่ดูดาว ก็ต้องดนตรี” นี่ก็ใจอ่อนไปกว่าครึ่ง แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งที่เหตุผลจะไม่เคยเอาชนะสีหน้าของเพื่อนอีกคนเลยก็ตาม

“ดูดาวมันน่าสนใจขนาดที่นายจะทิ้งเราเลยงั้นเหรอ” มินอูเริ่มเหนื่อย

“แยกกันก็ได้ เราชอบดูดาวจริง ๆ เราอยากเล่นกีต้าร์เป็นด้วย”

“ไม่อ่ะ”

“งั้นพานายไปสมัครก่อน เสร็จแล้วเราค่อยมาสมัครของเรา”

“ไม่ เราไม่รู้จักใครเลย”

“ไม่มีใครรู้จักกันหรอก เพิ่งปีแรกนะ”

…
..
.
และสุดท้าย ..

“อดเข้าดาราศาสตร์เลย” จากสีหน้าธรรมดา ๆ เปลี่ยนเป็นเซงบ้างแล้ว

“เสียดายเหรอ” คนนี้จากเซง กลับกลายเป็นลิงชอบใจ

“ก็นายน่ะ บังคับเราทำไมล่ะ เราถ่ายรูปไม่เก่งเหมือนนายนะ”

“ก็แค่บังคับ นายเขียนชื่อลงไปเองทำไมล่ะ”

“แต่ ..”

“นายนั่นแหละผิด .. ไม่ต้องพูดเลย” ดงวานได้แต่มองเพื่อนอย่างอ่อนใจ ไม่มีคำพูดใด ๆ พอจะเป็นเหตุผลให้หลุดออกจากปากได้ดีกว่าปิดปากเงียบ ๆ อีกแล้ว

“ไปขอพ่อซื้อกล้องดีกว่า”

“จริง ๆ ขึ้นม.ปลายเมื่อไหร่ ค่อยฝึกเอาก็ได้” ยังคงบ่นปอดแปดไม่เลิก

“เฮ้ย! ของแบบนี้น่ะ อยากเป็นมืออาชีพต้องฝึกไว้แต่เนิ่น ๆ สิ”

“แต่เราก็อยากดูดาวนะ อยากเล่นกีต้าร์ด้วย”


“ไว้เราพาไปดูหน้าบ้านเรา ดาวก็สวยเหมือนที่อื่นนั่นแหละ”

“หน้าบ้านนายน่าสนใจตรงไหน”

“ทำไมล่ะ”

“ก็หน้าบ้านนายมันติดกับหน้าบ้านเรา”

“เออ! ช่าย งั้นไว้วันที่เราต้องไปถ่ายภาพดาวตก เราจะพานายไปดูดาวด้วย”

“เหรอ”

“อืม”

“งั้นก็ไม่แย่เท่าไหร่...สัญญาแล้วนะ” ...

“อืม..” สีหน้าที่ยังคงหงอยเมื่อครู่ กลับกลายเป็นสดใสขึ้นมาทันทีที่นิ้วก้อยของอีกคนยกขึ้นมาเกี่ยวนิ้วก้อยตนที่ทิ้งค้างไว้ แทนคำสัญญานั่น ..
...
..
.
แล้ววันนั้น มันจะมาถึงเมื่อไหร่ล่ะมินอู...

นายจะให้เราคอยไปนานแค่ไหน

...
..
.

มัธยมปลายแล้ว..


บางทีการที่หัวใจมันเจ็บปวดนิด ๆ มันก็สร้างความหฤหรรษ์ให้ชีวิตได้เหมือนกัน
แต่พอนานวันเข้า ... ความสุขบนรอยเจ็บรอยเล็ก ๆ เหล่านั้น มันก็ทำเอาทรมานได้เหมือนกัน

เจ็บ..แต่ร้องไม่ออก.. และยังหยุดตัวเองไม่ได้

เจ็บ แต่ยังคงต้องการรักต่อไป ... นี่ใช่มั้ยนะ สิ่งที่เรียกว่าความรัก ..


“ก็เคยบอกแล้ว ว่ายัยเอมมี่น่ะ เค้ามีแฟนเป็นรุ่นพี่ปี 3 คนนั้นงัย.. นายจำไม่ได้เหรอ วันที่นายกะเราไปดูเค้าคัดนักบาสน่ะ คนที่เป็นหัวหน้าทีมเองัย”

“แต่เธอบอกว่าเลิกกันแล้วนี่หว่า”

“ก็งี้แหละ เฮ้ย! อย่าเศร้าสิวะ กินข้าวไม่ลงเลยดูสิ” ดงวานวางกล่องข้าวตัวเองลงข้าง ๆ ตัว ก่อนกลับมานั่งชันเข่ามองดูเพื่อนข้าง ๆ ทำหน้าเศร้าต่อ

“แล้วนี่โดดเรียนมากับเราทำไม” มินอูเห็นดงวานมองหน้าตัวเองอยู่นาน ชักเริ่มแปลก ๆ

“ก็ใครชวนวะ ...นักเรียนดีเด่นของโรงเรียนโดดเรียนเพราะเพื่อนอกหัก รู้ถึงไหน อายถึงนั่น”

“เปล่าชวน แค่ถาม”

“ไอ้บ้านี่ ยิก ๆ ให้ปีนกำแพงหนีมา ยังมีหน้ามาถามว่าใครชวนมา เดี๋ยวตรูก็ตบหน้าฟ่ำกะกล่องข้าวให้หายใจเอาเม็ดข้าวเข้าปอดแทนอ็อกซิเจนซะนี่ ..” ดงวานคิดด้วยความหมั่นใส้เหลือเกิน

“เหมือนกันแหละ คาบหน้ามีคณิตด้วย”

“คณิตน่าสนใจตรงไหน”

“ทุกสิ่งบนโลกมันน่าสนใจทั้งนั้นแหละ สิ่งอัศจรรย์ต่าง ๆ มักแฝงอยู่กับอะไรที่มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา”

“ไม่เข้าใจว่ะ อย่าพูดมากสิ ขอเงียบซักพัก”

“กินข้าวก่อน อ่ะ”

“ไม่อ่ะ เราอกหักนะ ไม่เห็นเหรอ”

“เออ! รู้ แต่อกหักก็ต้องกินข้าวนะ หรืออยากกินหญ้าให้ยัยนั่นซ้ำเติมเอาอีก เอามั้ย? ยอมลงทุนไปถอนมาป้อน”

“หุบปากไปเลย” มินอูยิ่งหน้าบึ้งกว่าเดิม

...
..
.

“เดี๋ยวมันก็จะหายไป นายเชื่อเราเหอะ หายไปจนเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเลย” จู่ ๆ ดงวานก็พูดแทรกความเงียบหลายนาทีนั้นขึ้นมา สายตาเหม่อมองไปยังแม่น้ำที่นิ่งสงบเบื้องหน้า ..

“นายรู้จักมันงั้นสิ ..งั้นบอกเรามาสิว่าความรักของนายมันเป็นงัย”

“ฮึๆ ความรักของเราน่ะเหรอ ...แม้รักของเราจะยิ่งใหญ่จนคับฟ้าทั้งฟ้า เสียงดังราวระเบิดยามเกิดสงครามก็เหอะ.. นายก็จะไม่มีวันได้รู้ได้เห็นหรอก เชื่อเถอะ” สีหน้าแบบนี้อีกแล้ว .. มินอูยิ่งมอง ก็ยิ่งประมวลผลได้ยาก

“ขอไปลองถ่ายตรงโน้นนะ เดี๋ยวเอามาคืน” ว่าแล้วก็แย่งกล้องในมือของคนที่ยังงงกะประโยคแปลก ๆ นั่น แล้ววิ่งลงทางลาด ๆ ไปยืนถ่ายรูปแม่น้ำถ่ายปลา ยกกล้องขึ้นถ่ายฟ้าถ่ายพระอาทิตย์ไปเรื่อย ๆ หาได้สนใจสายตาอีกคู่ที่มองดูอยู่ไม่

“อย่าทำกล้องพังนะ เย็นนี้จะไปถ่ายไอ่ซองมัน” มินอูตะโกนบอกคนด้านล่าง ที่ชักเริ่มจะสนุกจนลืมไปแล้ว

“แหม! เราก็เคยอยู่ชมรมถ่ายภาพนะ ...ว่าแต่นายไม่อยากถ่ายเราบ้างเหรอ” อีกคนก็ตะโกนกลับมาเสียงดังไม่แพ้กัน

“นายดังเท่าหมอนั่นหรือเปล่าล่ะ”

“ไม่ดังหรอก แต่เราก็เป็นเพื่อนนาย นายน่าจะเก็บรูปเพื่อนไว้ซักรูปสิ ใช่มั้ย”

“ไว้ก่อนเหอะ ..เวลาถมถืด”


คนที่ยังคงยิ้มกับผีเสื้อปีกสวยเบื้องหน้าตน มือที่กำลังพร้อมกดชัตเตอร์นั้นพลันชะงักงันไปชั่วครู่ แต่อาการนั้นมันเกิดเพียงเล็กน้อย เล็กน้อยจนมองแทบไม่ออก

เหมือนจะรู้ตัวเอง ... ว่ามันก็เท่านี้ คำว่าเพื่อนแม้ยิ่งใหญ่เกินจะหาสิ่งมีค่าใดมาขอแลก .. แต่บางทีมันก็เหมือนซี่ไม้แหลม ๆ ซี่เล็ก ๆ ที่คอยค้ำคอเค้าอยู่ ... จะดึงออกก็ไม่ได้ จะก้มหน้าลงไป มันก็แทงเอาอีก

มินอูจะรู้มั้ย ...

..ไม่รู้ หรือบางทีอาจรู้ แต่แกล้งทำไม่รู้นะ...

เรื่องบางเรื่อง ไม่ใส่ใจก็ง่ายนิดเดียว ...

แต่กับบางเรื่อง บังคับให้เลิกตอแย สะกดใจให้เลิกมอง หักดิบโดยไม่แยแส แต่ก็ยังทุรนทุราย ..

ทำไมนะ...


..................



เปิดเทอมใหม่ปีนี่หัวใจซาบซ่ามากกว่าปีไหน เพราะว่าปี 2 ก็เลื่อนขึ้นมาเป็นปี 3 พี่ใหญ่สุดในโรงเรียนได้ซักที ดงวานได้เป็นประธานนักเรียนด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้นซะจนอันดับ 2 ไม่ติดฝุ่นดังคาด นั่นก็เพราะบุคลิกใจดี ยิ้มง่ายของเค้า (ยกเว้นบางโอกาสหรอกนะ ที่ปีศาจหางแหลม มีปีกสีแดงถือง่ามกับรอยยิ้มโหด ๆ จะเข้าสิงเค้าซักที) ส่วนมินอูนั่นเหรอ นอกจากเก่งทักษะรอบด้าน กิจกรรมโดดเด่นเกินส่วนสูง แต่คารมและความละเอียดอ่อน ก็ติดศูนย์พอ ๆ กะเพื่อนซี้เค้านั่นแหละ..

“ไอ่ริคโดนทำโทษ เพราะนอนหลับในห้อง แล้วนายล่ะมินอู หรือชอบนั่งคาบไม้บรรทัดทำเท่ส์ตรงสนามดีกว่าทนนั่งเรียนคณิตในห้อง”

“ก็แค่ลืมทำการบ้าน”

“ก็เอาสมุดให้ยืมแล้วงัยเมื่อวานน่ะ”

“มันลืมน่ะ มัวแต่ไปถ่ายรูปไอ่จินอยู่น่ะสิ ... เอาน่า เรื่องแค่นี้ เราไม่มีอารมณ์มาใส่ใจนักหรอก”

“รายงานก็ใส่ชื่อไปให้ การบ้านรีบทำแต่เย็น ก็ใส่กระเป๋าให้เอาไปลอก เหลือก็แค่จะทำให้เสร็จสรรพแล้ว” ดงวานบ่นไปพลาง มือก็เก็บกวาดเอาอุปกรณ์อะไรต่อมิอะไรของมินอูเข้ากระเป๋าไปด้วย

“ก็ทำให้ดิ ได้งั้นจะขอบใจหลาย ๆ”

“ไม่.. รู้มั้ยขืนทำอย่างนั้น มันจะเป็นการทำให้นายน่ะนิสัยเสีย ปี 3 แล้วนะ ...แล้วนี่จะไปไหน”

“ไอ้ซองให้ไปช่วยตีกลองน่ะ”

“อีกและ”

“เหอะน่า แลกกะยืนเป็นแบบให้เราถ่าย คุ้มจะตายไป”

“อยากเก็บเงินเยอะๆ เอาไปทำไรอ่ะ ถามจริง”

“อยากได้กล้องตัวใหม่น่ะ”

“ขอพ่อสิ”

“อยากซื้อด้วยตัวเองมากกว่า”

ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าหมอนี่นิสัยแย่แค่ไหน แต่ก็ยิ่งปฏิเสธไม่ได้เข้าไปอีกว่า ความฝันมัน แม้จะเรื่องเล็กเรื่องน้อยก็เหอะ แต่แววตาที่แน่วแน่นั้นกลับทำให้เรื่องเล็ก ๆ ช่างดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน ... และมินอูเอง เมื่อตั้งใจกะอะไรซักอย่างแล้ว ไม่มีเลยที่เค้าจะทำไม่สำเร็จ แม้แต่เรื่องความฝันที่อยากเล่นดนตรีของดงวานเองตั้งแต่เด็ก จนเริ่มโตขึ้น เค้าก็ทำมันให้เป็นจริงไม่ได้ แล้วดูไอ้คนบ้ากล้องอย่างมินอูสิ มันเล่นดนตรีเป็นทุกอย่าง แถมเก่งน้อยกว่าใครในโรงเรียนที่ไหนล่ะ

คิดแล้วสงสารตัวเองชะมัด ...ดงวานเอ๋ย

เอาน่า อย่างน้อยเค้าก็เรียนเก่งแหละว้า

“เย็นนี้ไปถ่ายรูปให้หน่อยนะ ชั้นอยู่บนเวทีอ่ะ จับแต่เฮซองก็พอ ทำได้ใช่มั้ย”

“แต่..”

“ขอบใจมาก นี่กล้อง ... ไปและ เดี๋ยวเจอกันนะ”

มินอูดึงกระเป๋าตัวเองที่ดงวานถืออยู่แล้วยัดเยียดกล้องในมือเค้าไว้แทน ก่อนจะโบกมือและวิ่งตัวปลิวออกไป ส่วนคนที่เหลืออีกคนมองกล้องในมือตัวเองนิ่ง ๆ ความคิดที่จะปฏิเสธเหยียบเบรกแทบหัวทิ่ม .. ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง ๆ ให้กับตัวเองอีกที”

“ใกล้สอบชิงทุนแล้ว นายจะยังใช้แรงงานเราอีกนะ เฮ้อ!”


....


หลาย ๆ ครั้งที่วงดนตรีของโรงเรียนต้องโชว์การแสดงตามที่ต่าง ๆ นั่นก็เพื่อสั่งสมประสบการณ์และยังถือเป็นการฝึกตัวเองไปด้วย การประกวดร้องเพลงหรือแสดงทุกครั้งมักมีนักเรียนสาว ๆ แฟนคลับของวง (เรียกให้ถูกคือแฟนคลับเฮซองมากกว่า) ต่างก็ยังส่งเสียงเชียร์กันแน่นทุกทีไป

แต่ไม่บ่อยหรอก ที่มินอูจะยอมมานั่งตีกลองให้กับวงนี้ แม้ว่าเค้าจะมีทักษะด้านนี้มากโขอยู่ แต่เค้าก็ชอบที่จะเป็นตัวสำรองเวลาใคร ๆ ไม่พร้อมมากกว่าจะเป็นตัวจริงในทุกสนามแข่งขัน... เหมือนเช่นวันนี้ นั่นเพราะเฮซองขอร้องให้มาหรอกนะ …

วันนี้คืองานประกวดวงดนตรีระดับมัธยมปลายของคลื่นวิทยุรายการหนึ่ง

ดงวานประจำที่เดิม มือจับแน่นอยู่กับกล้อง นิ้วพร้อมกดชัตเตอร์ดังเช่นทุกทีที่โดนขอร้องด้วยคำพูดของคน ๆ นั้น และเค้าเองก็ไม่เคยจะปฏิเสธได้ซักที ให้ตาย และวันนี้คนค่อนข้างแน่นขนัด แม้จะเบียดเด็กสาวๆ หน่อย แต่ก็อบอุ่นดีไปอีกแบบ

“จับภาพเฮซองชัด ๆ นะ” คำนี้ได้ยินจนเริ่มชิน .. ลำกล้องส่งตรงถึงบุคคลรูปร่างสูง มีเสน่ห์ ที่กำลังส่งเสียงครวญเพลงอันทรงพลังจากบทเพลงเร็ว ๆ เพลงหนึ่ง แต่สายตาดงวานมันกลับมองเลยไปด้านหลังยังใครอีกคนที่ตั้งใจกะการใช้สองมือกระหน่ำบนกลอง โยกหัวไปตามจังหวะดนตรีอย่างเมามันส์นั่นต่างหาก นี่แหละ ภาพแสนวิเศษสำหรับเค้า เสียงกรี๊ดที่ดังข้าง ๆ หูเมื่อจบบทเพลงลง ดึงสติให้กลับมายังที่เดิม แล้วเริ่มรู้สึกตัวได้ว่า ตัวเองเพิ่งถ่ายภาพเฮซองไปได้ไม่ถึง 5 ภาพด้วยซ้ำ

เอทำไมเพลงมันสั้นงั้นวะ สงสัยไม่วายต้องฟังมินอูบ่นอีกรอบ

“เฮ้อ!”



ผลการตัดสิน คงเดากันไม่ยากเพราะเป็นไปตามโพล วงของเฮซองได้รับรางวัลชนะเลิศเหมือนทุกครั้งอยู่แล้ว ดงวานยืนยิ้มให้กับภาพนั้นซักครู่ กดชัดเตอร์เก็บรูปสุดท้ายไว้ ก่อนจะถอยออกมาจากกลุ่มแฟนคลับเฮซองที่กรี๊ดกันจนหูเค้าเริ่มจะอื้อเข้าไปทุกที .. เดินเล่น ๆ ออกไปด้านนอกเพื่อไปรอเพื่อน ๆ


“แม่ม เส้นรึเปล่าวะ ไอ่นักร้องนำน่ะ มันก็ลูกหลานคนใหญ่คนโตถึงได้กวาดรางวัลทุกงานเลย” ประโยคนั้นทำเอาดงวานที่กำลังนั่งปล่อยอารมณ์เพลิน ๆ ต้องนิ่งจนแทบลืมหายใจ ผู้ชายกลุ่มนึงประมาณ 3 คน เดาดูก็รู้ว่าคงเป็นเพื่อนของนักดนตรีโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง กำลังยืนคุยกันโดยไม่มีท่าทีว่าจะกลัวใครผ่านมาได้ยินคำพูดสุนัข ๆ นั้นเลยซักนิด

“เล่นให้แม่มร้องเพลงไม่ได้ตลอดชีวิตเรยดีมั้ยวะ” หนึ่งในกลุ่มกล่าวขึ้น ท่าทีกวนอวัยวะเบื้องล่างของมัน ทำเอาดงวานอยากเข้าไปฝากหมัดไว้ที่ปากซักที

“มันสวยน๊า นายไม่เห็นเหรอ แม้จะเป็นผู้ชายก็เหอะ เสียงหวาน ๆ แบบนั้นน่ะ ทำแค่เอาให้มาครางใกล้ ๆ หูไม่ดีกว่าเหรอ” ไม่ผิดแน่แล้ว ผู้ที่เป็นหัวข้อกระทู้อยู่นั่น คงหนีไม่พ้นเฮซองแน่นอน

“คืนนี้เลยเป็นไง คอยดู จะส่งไปให้ถึงสวรรค์เชียว”

“หยุดนะ” เสียงหนึ่งที่ดูว่าไม่ได้มาจากปากเพื่อนในกลุ่มคนใดคนนึงแน่นอนโพล่งขึ้นมากลางวง ทำเอาสายตาทั้ง 6 ข้าง 3 คู่ หันมองโดยพร้อมกันทันที

“แพ้แล้วทำไมไม่ยอมรับในความพ่ายแพ้วะ เล่นงี้มันพาลนี่หว่า” ดงวานตีหน้าขรึมใส่ แม้เค้าและเฮซองจะไม่ใช่เพื่อนรักเพื่อนสนิทที่สุด แต่เค้าทั้งสองก็เป็นเพื่อนห้องเดียวกันมา 3 ปีแล้ว เมื่อรู้ว่าเพื่อนกำลังได้รับอันตราย ไม่มีทางที่เค้าจะนั่งฟังเฉย ๆ โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับคำทุเรศ ๆ ที่หลุดออกจากปากสวะ ๆ อย่างไอ้พวกนี้ได้เป็นอันขาด

“ไอ้บ้านี่มันใครวะ”

“ชุดนักเรียนแบบนี้ ก็เด็กโรงเรียนเดียวกะหมอนั่นแหละว่ะ” ไอ้หน้ากวนโอ้ยที่ปล่อยประโยคเสียงครางข้างหูเมื่อกี้พูดขึ้น

“ทำไม หรืออยากมาร่วมวงด้วย หรือแค่อยากเจ๋ออย่างเดียว” ทั้งหมดย่างสามขุมเข้าหาดงวาน สีหน้าประหนึ่งอยากหาเรื่องใครเพื่อระบายอารมณ์ซักคนอยู่พอดี และดงวาน ก็บังเอิญผ่านมาเป็นเหยื่อ

“ตัวกระเปี๊ยกเดียว ทำเก่งนะนาย”

“ลูกผู้ชาย แพ้ก็ต้องมีน้ำใจนักกีฬาสิเว้ย หรือนาย 3 คนเป็นผู้หญิง” ยังปากดี แววตาไม่กลัวอะไรทั้งสิ้นเหมือนเดิม แม้ในใจนึกหวั่นอยู่ลึก ๆ ถ้าให้มันหมาหมู่เข้ามาจริง เค้ารึจะสู้ร่างถึก ๆ ของมันสามตัวได้

“มินอู เมื่อไหร่จะออกมาซะทีน้า” แม้แต่คิดในใจ ยังไม่กล้าคิดดัง เพราะกลัวไอ้คนตรงหน้าจะจับผิดความถึงความวิตกนั้นออก ยิ่งร่างทั้ง 3 ก้าวเข้าใกล้ เค้ายิ่งถอยไปทีละนิดจนหลังแทบจะติดกำแพงอยู่แล้ว (ไม่ได้กลัวนะ แค่ไม่อยากอยู่ใกล้แค่นั้นเอง จริง จริ๊งงงงงง) เมื่อถอยจนชักจะรู้สึกว่าถอยไม่ไหว ดงวานเงยหน้าสูดลมหายใจขึ้นมาจ้องเขม็งที่ไอ้พวกปากหมาขี้แพ้ ร่างกายอาจไม่ชนะ นาทีนี้ ต้องใช้สติ ผู้คนด้านใน คงกำลังฟังเพลงรอบสุดท้ายที่ผู้ชนะบรรเลงอยู่ จึงมีเพียงแค่บางส่วนเดินออกมาแล้วเท่านั้น

“ไปซะดีกว่า อย่ามีเรื่องกันเลย เพื่อนนายแพ้ครั้งนี้แล้วมันไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้านายจะแก้ตัวไม่ได้ซักหน่อยนี่ ใช่มั้ย”

“หึ! ดูมันพูดเข้า ครั้งหน้าพวกนายก็ต้องวิ่งเต้นใช้เส้นกวาดรางวัลอีกล่ะสิ ทำพูดดีไป อะโธ่”

“ไม่ใช่นะเว้ย เราชนะที่ความสามารถ ทีมนายมันแพ้เพราะความสามารถสู้ไม่ได้เองต่างหาก”

อ่ะ! ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือเปล่า รู้แค่สีหน้าไอ้สามคนนั้นเลือดเย็นลงเห็น ๆ ใครคนนึงก้าวมาตรงหน้าดงวาน กระชากกล้องที่คล้องกับคอเค้าอยู่ให้หลุดอย่างแรง ก่อนจะปล่อยให้มันหล่นลงพื้นทั้งที่หน้าตายังคงจับจ้องอยู่กับตนเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองแล้วขนลุกพิลึก ดงวานตะครุบคว้าเอากล้องไว้ก่อนที่มันจะทันตกพื้น แต่ ...

เพล้งงงงงงง~~~~~~

นั่นมันสุดเอื้อมมือเค้าจริง ๆ

นานราวอึดใจที่ทุกคน รวมทั้งดงวานชะงักไปชั่วครู่ กล้องอันนั้นล่วงสู่พื้นและแตกกระจาย แต่คงยังไม่หนำใจ เพราะไอ้หน้าเรียบเฉยคนเดิม มันยังเอาเท้ามาเหยียบ ๆ ๆ ให้ส่วนใหญ่ ๆ ที่ไม่เหลือดีนั้น แหลกละเอียดไปอีก

“ไปบอกไอ้เพื่อนนายด้วยนะ ถ้าแน่ ก็มาเจอกัน แต่ถ้าไม่แน่ ก็หดหัวไปซะ ...

เฮ้ย! ไปดีกว่า คนเริ่มเยอะแล้ว” สีหน้ายิ้มเยอะที่มองมาจากสายตา 3 คู่มันช่าง ... แต่ดงวานยังนิ่งเหมือนช็อค หัวสมองขาวโพลนนึกอะไรไม่ออก หน้าชาประหนึ่งโดนหมัดเข้าเต็ม ๆ ซักหมัด กล้องนั่น .. กล้องของมินอู

ก่อนที่อันธพาลทั้งสามจะก้าวไปไกลกว่านี้ ดงวานวิ่งไปกระชากไอ้ตัวการใหญ่ให้หันหน้ามา หมั่นขวาปล่อยไปอย่างจังตรงเข้าใบหน้านั้นโดยไม่ผิดเป้าหมายซักนิด และคงเต็มแรง ร่างนั้นถึงได้เซถลาและล้มลง มุมปากมีเลือดสีแดงฉาดหยดเล็ก ๆ ไหลออกมา แม้ความสูงและรูปร่างของเค้าและอีกคนมันจะแตกต่างกันจนน่าหวั่น แต่ชั่วโมงนี้ เค้าซึ้งกับคำว่า “เลือดขึ้นหน้า” ได้ดีทีเดียว

“ไอ้พวกเลว ชดใช้มาเดี๋ยวนี้นะ”

“ไอ้บ้านี่ มาคนเดียวยังไม่รู้ตัวอีก ไว้ชีวิตยังไม่สำนึกหรืองัยวะ” ผู้ที่โดนประทุษร้ายด้วยหมัดเพียว ๆ เมื่อครู่ เอื้อมมือมาฉุดเพื่อนตนที่ทำท่าจะพรวดเข้าหาดงวานไว้ ก่อนจะชันตัวลุกขึ้นและเดินนิ่ง ๆ ตรงมายังดงวานที่หอบหายใจรัวเร็วด้วยโทสะที่พุ่งปรี๊ดถึงขีดสุด

รอยยิ้มจากปากหนา ๆ กระตุกนิด ๆ เหมือนจะเย้ยหยันอะไรซักอย่าง มือหนา ๆ ใช้หลังมือปาดเลือดที่ยังซึมอยู่ตรงมุมปาก ก่อนใช้มือข้างนั้นกำแน่นและปล่อยตรงลงมายังใบหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ทันรู้ตัว ร่างดงวานเซถลากระแทกกำแพงอย่างจัง ก่อนจะทรุดลงไปกองอยู่ที่พื้น ...

ดาวขึ้นก่อนหนึ่งทุ่ม เป็นงี้นี่เอง

ดงวานสะบัดหัวไปมาไล่ความมึนงงชั่วครู่ แต่แววตานั้น ยังคงอาฆาตแค้นไม่หาย

“เหอะ จริง ๆ นายไม่ได้มีส่วนกับเรื่องนี้ แต่นายทำให้ชั้นอารมณ์เสียสุด ๆ เลยว่ะ ไอ้หน้าจืด ถ้าฆ่านาย ก็แค่ตาย เสียเวลา เปลืองพลังงาน ยังงัยซะก็กลับไปบอกเพื่อนนายด้วยว่า ถ้าแน่จริง ก็นัดมาเลย เวลา สถานที่ไหน ชั้นพร้อมเสมอ .. ไปเว้ย กลับ”

“พี่ทำไมไม่เอามันให้หนักอีกล่ะ”

“คนเริ่มออกมาแล้ว แหกตาดูสิ เดี๋ยวเป็นเรื่อง ไปเหอะ หาเหล้ากินดีกว่า”

ทั้งสามเดินห่างออกไปแล้ว นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เค้าต่อยหน้าคน และก็ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่โดนคนต่อยหน้าเหมือนกัน ปกติเวลามีเรื่อง มินอูจะเข้ามากันเค้าไว้เสมอ และคนที่หน้าเยินกลับบ้านให้ต้องปฐมพยาบาล ก็เป็นมินอูทุกที

ผ่านไปอีกชั่วครู่ที่เด็กหนุ่มสาวอีกกลุ่มใหญ่เริ่มทยอยออกมาด้านนอก ดงวานรีบกวาดเศษกล้องแตก ๆ เหล่านั้น ใส่กระเป๋าเป้ของตัวเอง แม้แต่เศษที่เล็กที่สุด เค้าก็ไม่ปล่อยทิ้งไว้ ...

คราวนี้ก็ต้องหาคำแก้ตัวกับมินอู .. ถ้าขืนบอกความจริงไป เชื่อได้เลยว่าหมอนั่นต้องบุกถึงโรงเรียนไอ้ 3 ตัวนั้นแน่ ๆ และเค้าก็ไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด

....

“เมื่อวานทำไมกลับไม่บอกกันล่ะ เราเดินหาซะทั่ว โทรเข้ามือถือก็ไม่รับ”

“เหนื่อยน่ะ เบียดกับคนเยอะ เสียงกรี๊ดทำเอาเราหูอื้อไปทั้งคืนเลย”

“เหรอ ...กลับถึงบ้านก็เห็นห้องนายปิดไฟแต่หัวค่ำเลยไม่กล้าไปหา ..นี่! เป็นอะไรไปรึเปล่า ไม่สบายเหรอ”

“เปล่า” ดงวานยังคงก้มหน้าอยู่กับตำราเรียน เหมือนหนังสือเล่มนั้นเป็นเล่มที่น่าสนใจที่สุดในโลกซะอย่างงั้น ทำเอามินอูเริ่มสงสัยในความแปลกประหลาด วันนี้คนตรงหน้าทำไมไม่ร่าเริงเหมือนทุกวัน

“กล้องล่ะ ถ่ายรูปไอ่ซองได้เยอะมั้ย”

“คือว่า .. เรา .. เราทำกล้องนายพังน่ะ หน้าเวทีคนเบียดกันเยอะมากเลย แล้วมันก็เลยตก .. ไม่ต้องห่วง เราจะชดใช้ให้” ประโยคแสนยาว แต่ดงวานก็ยังคงก้มหน้าอยู่กับหนังสือในท่าเดิม

“นี่! เป็นไรถามจริง เวลาพูดอาจารย์ไม่สอนเหรอว่าให้มองหน้าคนฟังน่ะ”

“สอน แต่เรื่องเล็กน้อยแบบนั้นเราจำไม่ได้หรอก”

“เหอะ สูตรคณิตยาวเป็นหน้า ๆ ท่องได้ไม่ผิดเพี้ยน กะแค่เรื่องวิธีพูดยังงัยให้สะกดใจผู้ฟัง แค่นี้ทำลืมนะ นายเนี๊ยะ บื้อจริง ๆ” ว่าแล้วก็หัวเราะขำ ๆ กับท่าทีประหลาด ๆ ของเพื่อน จนดงวานชักจะฉุน เมื่อไหร่จะไปนั่งที่ตัวเองซะทีวะ

“นี่! เรื่องกล้องตกลงว่ามันเรื่องจริงหรือนายล้อเราเล่นอ่ะ”

“ขอโทษนะ เราจะใช้ให้ ..”

“ช่างมันเหอะ มันเป็นอุบัติเหตุ ..” มินอูเริ่มเงียบบ้าง

“ดงวาน เราหงุดหงิดว่ะ นายช่วยเงยหน้าขึ้นมาหน่อยดิ” ไม่ทันสิ้นประโยคให้ได้ทันเอียงหน้าหลบ มือของมินอูก็ยื่นมาเชยคางให้คนที่ก้มหน้าอยู่เงยขึ้นอย่างไม่ตั้งตัว และทันทีที่เห็นถึงความผิดปกติบนใบหน้านั้น...

“ไปโดนไรมาน่ะ”

“เปล่านี่”

“ปากแตกสีคล้ำแบบนั้น ยังจะบอกว่าเปล่าอีกเหรอ”

“ก็ .. ก็ตอนที่กล้องมันหล่น เราก็.. ก้มคว้ากล้องไว้งัย แล้ว . . แล้ว พอดี ไอ้คนข้าง ๆ มันยกเข่าขึ้นมาพอดีงัย มันก็เลยชนปากเรา”

“เฮ้ย! พอดีแบบนั้นเลยเหรอ”

“อืม!” คิดออกมาได้แค่นี้แหละ เมื่อคืนที่ซ้อม ทำไมมันไม่ตะกุกตะกักขนาดนี้หว่า

“นายเนี๊ยะนะ บื้อชมัด” มินอูเริ่มหัวเราะจนหยุดไม่อยู่ ไม่ได้สนใจคนที่นั่งคิ้วขมวดด้วยความโมโหอยู่กับที่ (คำก็บื้อ สองคำก็บื้อ เฮ้อ!) เมื่อหัวเราะจนพอใจ และสายตาที่ส่งอานุภาพทำลายล้างมานั้น มันก็ดูน่ากลัวนิดหน่อย (แม้จะน่าขำมากกว่าก็เหอะ) ทำให้เค้าต้องจำใจหยุด

“เรื่องกล้องน่ะ ช่างมันเหอะ เพราะงัยก็ตั้งใจจะซื้อตัวใหม่อยู่แล้ว นายไม่เป็นไรก็ดีแล้วแหละ”

...
..
.

อึ้ง ...
..
.
...อึ้งยิ่งกว่าอึ้ง มินอูเป็นห่วงเราเนี๊ยะนะ เข้าใจผิดไปเองรึเปล่า หรือมันพูดอะไรที่ไม่ใช่คำนี้ แต่หัวสมองกลับประมวลผลแบบเข้าข้างตัวเองฝ่ายเดียวได้เป็นวรรคเป็นเวรกันแน่นะ

ในขณะที่สมองก็กำลังคิดโน่นนี่ นักเรียนในห้องก็ทยอยเข้ามาในชั้นกันมากขึ้น รวมทั้งซุปเปอร์สตาร์ต้นเหตุแห่งรอยมุมปากของเค้าก็วิ่งหน้าตาตื่นมาอีกด้วย ...

“เฮ้ย! ดงวาน เป็นบ้างวะ ไอ้พวกนั้นทำไรนายรึเปล่า” จู่ ๆ เฮซองก็ทักขึ้นด้วยคำพูดอะไรที่มันฟังดูประหลาดได้ขนาดนี้

“อะไรของนายวะ ไอ่ซอง” มินอูเงยหน้ามองเพื่อนผู้มาใหม่อย่างงง ๆ

“ก็ไอ้โรงเรียน H น่ะ ไอ้พวกขี้แพ้ชวนตี เมี่อวานพวกมันขู่ชั้นว่า เชื่อเหอะ ว่าชั้นจะไม่ได้มาร้องเพลงในการแข่งขันครั้งหน้าแน่ ๆ เชอะ อย่างกะชั้นจะสนมัน”

“ก็แล้วดงวานมาเกี่ยวไรด้วยวะ ไอ่ซอง”

“ก็แฟนคลับชั้นน่ะสิ เค้าก็รู้ว่าพวกนั้นไม่ค่อยพอใจ เมื่อเช้าเข้ามาบอกชั้นหน้าโรงเรียนว่าเจอพวกนั้นข้างนอก รุมนายอยู่คนเดียวหลังประกาศผลเมื่อวาน”


ดงวานเริ่มอ้าปากกะลังจะห้าม แต่มันก็ไหลมาจนหมดเปลือกจากปากบาง ๆ นั่น หันมองสีหน้าของมินอูที่คิ้วเริ่มขมวดยุ่ง ๆ ยิ่งกลุ้มใจเหลือเกิน

“เรื่องจริงเหรอ ใครวะที่มันทำแบบนั้น”

“คงเป็นเพื่อน ๆ กลุ่มนั้นแหละ”

“นี่! พอเหอะ ไม่มีอะไรหรอกน่า” ดงวานเบรกเพื่อนทั้งสอง สถานการณ์กำลังเข้าสู่สภาวะไม่ปกติเมื่อมองเห็นไอเดือดปุด ๆ เริ่มลอยมาจากด้านหลังของมินอูมากขึ้นทุกทีแล้ว

“ไม่มีอะไรงั้นเหรอ งี้แสดงว่าแผลที่ปากนาย แล้วกล้องชั้นอีก นายปิดอะไรไว้งั้นเหรอดงวาน”

“ก็...เปล่าหรอก.. ก็แค่”

“แค่อะไร….” มินอูตะโกนเสียงดังจนทุกสายตาในห้องเริ่มหันมามองเป็นตาเดียว และดงวานเองก็เริ่มตกใจ ส่วนเฮซอง ยังคงงง.. ต่อไป

ดงวานผละสายตาจากคนที่จ้องมาเหมือนจะฆ่ากันให้ตาย ไปหาใครอีกคนที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่

“เฮซอง นายน่ะระวังตัวหน่อย พวกนั้นเหมือนจะพุ่งเป้ามาที่นาย ยังไงช่วงนี้ก็กลับบ้านเร็ว ๆ ล่ะ”

“ชั้นเนี๊ยะนะ เหอะ ! กลัวตายล่ะ”

“เอาเหอะ อย่างน้อยก็ระวังตัวไว้ก่อน แต่นายคงกลับบ้านพร้อมจอนจินใช่มั้ย ยังงัยก็บอกจอนจินไว้ด้วย หมอนั่นน่ะเพื่อนเยอะ ช่วยกันระวัง คงไม่เป็นไร”

“อืม! ว่าแต่นายล่ะ ไม่เป็นไรใช่มั้ย”

“ไม่หรอก”

มินอูที่เงียบฟังบทสนทนาอยู่นานจนเริ่มทนไม่ไหว เค้าคว้าเอาข้อมือดงวานที่ยังคงหลบสายตาตนเองอยู่กับที่ให้ลุกขึ้นฉุดออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

หลังตึกค่อนข้างเงียบซักหน่อย มินอูจึงได้ปล่อยมือของอีกคนให้เป็นอิสระ

“ว่างัย ... ก้มลงคว้ากล้องงั้นเหรอ โดนเข่างั้นเหรอ ทำไมต้องโกหกเราด้วย” แค่เริ่มต้นสนทนา ดงวานก็ทำหน้าไม่ถูกแล้ว

“เราไม่อยากบอก เพราะเราไม่ต้องการให้นายไปจัดการพวกมันน่ะสิ ลืมๆ ไปเหอะ บอกแล้วว่ากล้องน่ะ เดี๋ยวเราชดใช้”

“มันไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก ... นายน่ะ บื้อมากเหรอ ห๋า~! นึกว่าเก่งล่ะซิ ทำไมไม่บอกเรา..

… นายเผชิญหน้ากับมันขนาดนั้น นายต้องรู้ใช่มั้ยว่ามันชื่ออะไร อย่าบอกนะว่านายไม่ได้มองชื่อมัน”

“...” ดงวานยังเงียบต่อ

“จะบอกรึไม่บอก ... ถ้าไม่บอก นายคงเชื่อใช่มั้ยว่าแค่หาไอ้พวกนั้นน่ะ เราทำได้อยู่แล้ว”

“เลิกแล้วต่อกันเหอะ อย่าไปมีเรื่องกันเลย เราขอ นะมินอู”

“ขอเหรอ นายดูหน้านายสิ เป็นแบบนี้แล้วจะให้เราทำไง นายไม่เจ็บไม่แค้นบ้างรึงัยน่ะห๋า”

“ไม่หรอก ก็ไม่เท่าไหร่ .. เราไม่อยากให้นายไปมีเรื่องมากกว่า งานก็จบไปแล้ว พวกนั้นก็แค่บ้า ๆ อยู่ซักพัก เดี๋ยวมันก็หาย”
…
..
.
“ก็ถ้านายไม่บอกเราก็ดี เราก็จะจัดการของเราเอง”

“เดี๋ยวสิมินอู ไหนนายบอกว่าไม่เป็นไรงัย นายกำลังจะซื้อกล้องใหม่พอดีแล้วนิ ใช่มั้ย..”

“ก็บอกแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องนั้น ..”

เป็นดังที่คาดไว้ว่าถ้าบอกมินอูไป มันก็คงไม่จบ เลยคิดหาข้อแก้ตัวทั้งคืน แล้วดูสิ

มินอูหันหลังกลับเดินไปยังทางที่ผ่านมาเมื่อครู่ด้วยสีหน้าที่มองตาเปล่าก็รู้แล้วว่าโมโหแค่ไหน

“มินอู หยุดนะ ถ้านายขืนเดินต่ออีกก้าว เราจะฟ้องอาจารย์จริงๆ ด้วย” ฝีเท้าหนัก ๆ นั้น หยุดกึกลงทันทีที่จบประโยค เค้าหันหน้ากลับมาช้า ๆ ... สีหน้ายังคงน่ากลัวเหมือนเดิม

“ฟ้องอาจารย์งั้นเหรอ มีสิทธิ์ไรทำแบบนั้นล่ะ นายน่ะ อย่ามายุ่งดีกว่า อยู่แบบอ่อนแอให้เพื่อนรังแกแบบนายก็ไม่วายมีแต่คนอยากรังแก”

“เราไม่ได้เป็นไรมากซักหน่อย เห็นมั้ย ยังเดินได้ พูดคุยกับนายได้ปกติ ก็แค่แผลที่ปาก แต่ถ้านายต้องไปเอาคืนพวกนั้นจริงๆ น่ะ นายอาจไม่เหลือชีวิตกลับมาก็ได้ เข้าใจมั้ย”

“มันเจ็บใจโว้ยยย รู้มั้ย.. ถ้าอยากฟ้องอาจารย์ก็เชิญ แต่เราไม่หยุดหรอก จนกว่าจะเจอไอ้คนที่มันต่อยนาย เราจะเอาเท้านายไปแนบหน้ามัน ไม่งั้นเราคงนอนไม่หลับแน่”

“ถ้าทำแบบนั้นเพื่อเราจริง ๆ เราก็ขอ .... ขอให้นายเลิกทำ ...เราขอนะ มินอู”

ดงวานเริ่มเหนื่อยที่จะต้องตะโกนห้าม ตะโกนขอร้อง เค้าเหนื่อยที่ความโกรธของมินอู ดูจะไม่ลดลงเลยซักนิด เค้าเหนื่อย เมื่อต้องคิดถึงฉากต่อยตีกัน แล้วไอ้พวกโรงเรียนนั้น ก็ได้ชื่อว่าเกเรสิ้นดี หากมันร้ายแรงกว่าแค่ชกหน้าเค้าหมัดเดียวล่ะ มันจะคุ้มกันมั้ย..

“อย่ามาหยุดเรา .. บอกแล้วว่าต่อให้เป็นอาจารย์ก็หยุดเราไม่ได้หรอก..” มินอูหันหลังกลับอีกครั้งอย่างไม่รีรอ แม้สายตาอีกคู่ที่มองมาจะมีแววแห่งการอ้อนวอน ขอร้อง ถ้าก้มคำนับได้ก็คงทำไปแล้ว แต่เค้าก็ยังเฉยเหมือนไม่ใยดีในการกระทำนั้นซักนิด

“มินอู!!!! หยุดเถอะ นายไม่รู้เหรอว่าถ้านายเป็นอะไรไปแล้วชั้นจะเสียใจแค่ไหน นายไม่รู้ใช่มั้ยว่านายสำคัญกับชั้นแค่ไหน ... ไม่รู้ใช่มั้ยว่านายสำคัญกับชั้นมากกกกกกกกน่ะ มินอู!!!!!!..”

สองเท้าที่ห่างไปมาก แต่ก็ยังคงไม่ไกลพอ ข้อความทั้งประโยคจึงเหมือนบ่วงบาศโยนมาคล้องเค้าไว้อีกครั้ง คราวนี้มินอูค่อย ๆ หันหน้ามา คิ้วหนาขมวดเป็นปมจนดูยุ่ง และสีหน้าที่แสดงอาการสงสัยในสิ่งที่ได้ยิน มันกลับทำเอาดงวานเริ่มชา .. จากใบหน้า ลงมาที่แขน และเค้าก็เป็นอัมพาตครึ่งตัวไปแล้ว

“สำคัญ.. งั้นเหรอ”

พะ .. พูด .. พูดออกไปแล้ว ฉิบ! มินอูจะรู้อะไรมั้ย มันแตกต่างกันรึเปล่านะ ระหว่างคำว่าคนสำคัญกับคำว่าเพื่อน หวังว่าหมอนั่นคงจับผิดในเสียงอันสั่นเคลือ ตีความเหงื่อบนหน้าผากกับสีหน้าที่วิตกกังวลอย่างชัดเจนนี้ไม่ออกหรอกนะ .. หมอนั่นไม่ละเอียดอ่อนขนาดนั้นหรอก .. ใจเย็น ๆ เถอะดงวาน .. แล้วอีกอย่างเค้าก็ยืนห่างมาตั้งไกล ยกเว้นแต่ว่า ...

มินอูเดินก้าวกลับมาช้า ๆ นี่แหละ คือสิ่งที่ดงวานกำลังกังวล จนระยะห่างระหว่างทั้งคู่มีไม่ถึงถึงเมตรด้วยซ้ำ
แต่มินอูก็ยังนิ่ง เหมือนกำลังใช้ความคิดกับประโยคนั้นอย่างกะกำลังงมหาสมการซับซ้อนหลายชั้นออกมาตีให้แตก

แม้หัวใจของดงวานจะเต้นโครมครามจนน่ากลัวว่าคนแถวนั้นอาจฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายในเสียงที่ดังจนถึงขั้นสมองจะได้รับอันตราย แต่ดงวานก็พยายามอย่างสุดกำลังที่จะสะกดมันไว้นิ่ง ๆ

นิ่ง .. ให้เหมือนถูกสต๊าฟ

ลืม .. กระทั่งจำไม่ได้ว่าร่างกายคนเรา ต้องหายใจเอาอ็อกซิเจนเข้าปอด 12-20 ครั้งต่อนาที

..
.

สิ่งที่เก็บเอาไว้ จนมันกลายเป็นความเคยชิน แม้จะทรมานบ้าง แต่มันก็ยังมีความสุขดี
แต่เมื่อวันหนึ่งสิ่งที่เคยอยากให้อีกคนรู้ กลับกลายเป็นไม่อยากให้รู้ อยากฝังมันเอาไว้สุดใจกลางโลกอยู่อย่างนั้น

เก็บและเจ็บเล็กน้อย เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวัน มันคงดีกว่าบอกไปแล้วอะไรบางอย่างต้องเปลี่ยนแปลง .. ไม่ใช่หรือ

พระเจ้า หากว่าผมพอมีความดีอยู่บ้างซักนิด สิ่งที่สู้อุตส่าห์ซ่อนไว้ภายในดวงตาของผมคู่นี้มานานแสนนาน ขออย่าต้องให้ใครอีกคนตรงนี้มองเห็นมันเลย .. ขอร้องเถอะ จงฝังมันไว้เหมือนเดิมที... เก็บมันไว้จนลืมไปเลยก็ได้

“นายหมายความว่าไง คนสำคัญ” ประโยคคาดหมายมาแล้ว ..

“ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก เราเป็นเพื่อนกัน นายก็คือคนสำคัญของเรา... แค่นี้”

“แค่นี้งั้นเหรอ ....”

“ใช่ แค่นี้แหละ”

“.. หึ! ..ถ้าแค่นี้จริง งั้นนายก็ไม่มีสิทธิ์จะมาวุ่นวายกับชีวิตของเราขนาดนี้ จำไว้ด้วย” ..

...
..
.
สะอึก .. บ่อยไปนี่ ไม่แปลก

แต่ทำไม .. ทำไมนะ

มันกลับรู้สึกเหมือนโดนกระชากวิญญาณให้หลุดออกจากร่างตามคนที่เดินหันหลังจากเราไปตรงหน้า

แล้วไอ้ร่างที่ยืนอยู่ตรงนี้ มันคืออะไรล่ะ .. ความว่างเปล่างั้นเหรอ ...

น้ำตา .. จู่ ๆ ก็ไหลมาอย่างไม่ต้องร้องขอ ..


“นายคือคนสำคัญ .. ที่เรารักสุดหัวใจน่ะสิ ... ถ้าไม่รู้ ก็จงรู้ไว้ ..มินอู” ถ้าพูดได้ ก็คงพูด แต่เพราะพูดไม่ได้เลยต้องเคี้ยวคำ ๆ นั้นให้ละเอียดทั้งประโยค กลืนให้มันลงคอ และย่อยให้สลายอยู่ในกระเพาะตัวเองนี่แหละ

..

หัวใจพูดได้ หัวสมองบัญชาการได้ .. แต่ปากยังคงเม้มสนิท ดวงตาที่มีน้ำตาใส ๆ คลออยู่ตอนนี้ ทำได้ดีก็แค่ส่งคนตรงหน้าลับหายไปช้า ๆ

จากนี้ไป... อะไร ๆ มันคงไม่เหมือนเดิม ใช่มั้ย ... การเปลี่ยนแปลงที่กลัวจับใจมาตลอด ถึงเวลาที่เค้าต้องเผชิญหน้ากับมันซะที ... ใช่มั้ย..










เพราะอิทธิพลจากการบริโภคนิยายอินเตอร์เน็ตแบบรักข้างเดียวมากเกินไป อูด้งเรยกลายเป็นดราม่าซะงั้น เหอ ๆ

ลองดูละกันนะฮะ ชอบไม่ชอบยังงัย ยินดีรับฟังเหมือนเดิม..







Create Date : 10 มกราคม 2552
Last Update : 10 มกราคม 2552 19:13:48 น. 19 comments
Counter : 756 Pageviews.

 
กรี๊ดดๆๆๆ พี่พุดขา ขอบคุณมากเลยค่ะที่อัพคู่นี้ตามคำขอร้อง
อยู่ๆเข้ามาบล็อกพี่พุดเลยเจออัพตอนใหม่ซะงั้น (เหมือนมีพรายกระซิบให้มาซะงั้นค่ะ อิอิ)
ขอปูเสื่อจองก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาคอมเม้นท์ค่ะ


โดย: keiropi IP: 125.26.127.122 วันที่: 10 มกราคม 2552 เวลา:19:55:20 น.  

 
อ่านแล้วรู้สึกเจ็บปวดตามเลย ความรู้สึกแอบรักข้างเดียวแบบนี้ สงสารลุงอ่ะ ลุงทำด้ายงัยยย!! ลุงทนด้ายงัย!!

พูดมะออก บอกมะถูกเลย เอาใจช่วยลุงนะคะ ขอให้มินมินรับรู้ถึงความรู้สึกของลุงบ้างเถอะนะ

ประมาณใจร้าวววเลยอ่ะ !! ..“นายคือคนสำคัญ .. ที่เรารักสุดหัวใจน่ะสิ ... ถ้าไม่รู้ ก็จงรู้ไว้ ..มินอู” ถ้าพูดได้ ก็คงพูด แต่เพราะพูดไม่ได้เลยต้องเคี้ยวคำ ๆ นั้นให้ละเอียดทั้งประโยค กลืนให้มันลงคอ และย่อยให้สลายอยู่ในกระเพาะตัวเองนี่แหละ.. โดนประโยคนี้ชะมัด
--------------------------
น้องพุดแต่งเก่งจัง บีบคั้นอารมณ์ทั้งตัวละครและคนอ่านมั่กๆ

รออ่านตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ ตึกตึก.. ตึกตึก..


โดย: kayzila IP: 124.120.158.59 วันที่: 10 มกราคม 2552 เวลา:20:40:36 น.  

 
น้องพุดอ่ะ พี่สงสารลุงมากเลย ลุงเก็บและเจ็บ (อย่างที่พุดเขียนจิงๆ) มากกกกกกกกก เจ็บแทนได้มั้ยอ่ะ

เรื่องนี้มีประโยครีดอารมณ์พี่หลายประโยคเลยน้องพุด พุดทิ่มพี่จะพลุนแล้วเนี่ย


“ทุกสิ่งบนโลกมันน่าสนใจทั้งนั้นแหละ สิ่งอัศจรรย์ต่าง ๆ มักแฝงอยู่กับอะไรที่มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา” /// จนทำให้เพ่เอ็มมองไม่เห็นสิ่งอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่นั้น(ลุง) ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ...ลุ้งงงงง สงสารลุงอ่ะ


สิ่งที่เก็บเอาไว้ จนมันกลายเป็นความเคยชิน แม้จะทรมานบ้าง แต่มันก็ยังมีความสุขดี
แต่เมื่อวันหนึ่งสิ่งที่เคยอยากให้อีกคนรู้ กลับกลายเป็นไม่อยากให้รู้ /// อ่านถึงตรงนี้แบบว่า...ลุ้งงงง บอกเพ่เอ็มไปเหอะ สงสารลุงอ่ะ....

เก็บและเจ็บเล็กน้อย เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวัน มันคงดีกว่าบอกไปแล้วอะไรบางอย่างต้องเปลี่ยนแปลง .. ไม่ใช่หรือ /// โอ้ย...ประโยคนี้ ทิ่มพี่จิงๆ...ลุงหนอลุง..สงสารลุง..เพ่เอ็มเนี่ย..ก้อช่างไม่รู้อะไรบ้างเล้ยยยย

นายคือคนสำคัญ .. ที่เรารักสุดหัวใจน่ะสิ ... ถ้าไม่รู้ ก็จงรู้ไว้ ..มินอู” ถ้าพูดได้ ก็คงพูด แต่เพราะพูดไม่ได้เลยต้องเคี้ยวคำ ๆ นั้นให้ละเอียดทั้งประโยค กลืนให้มันลงคอ และย่อยให้สลายอยู่ในกระเพาะตัวเองนี่แหละ /// ตายๆๆๆ พี่โดนย่อยลงกระเพาะลุงไปด้วยนะเนี่ย

จากนี้ไป... อะไร ๆ มันคงไม่เหมือนเดิม ใช่มั้ย ... การเปลี่ยนแปลงที่กลัวจับใจมาตลอด /// ลุ้งงงง ลุงกลัว เค้าก้อกลัวน๊าาาาา


"แต่นายคงกลับบ้านพร้อมจอนจินใช่มั้ย ยังงัยก็บอกจอนจินไว้ด้วย หมอนั่นน่ะเพื่อนเยอะ" /// ธ่อ...หลงนึกว่าลูกนกมันเก่ง..ที่แท้..เก๊าะเพื่อนเยอะนี่เอง...หุหุ....


ชอบอ่ะน้องพุด สนุกดี อินมากเลย ถึงจะดราม่า พี่ก้อชอบ(อีกแล้ว) แต่น้องพุดไม่จบเศร้าชิมิ ถ้าจบเศร้า..น้องพุดเอามีดจิ้มพี่จิงๆดีกว่ามั้ย น้องพุดทรมารพี่คล้ายๆกับช็อตฟิค ริคดี้เลย ต่างกันตรงที่ เรื่องนี้มันเศร้าแบบซึมลึก มันอึดอัด รู้ว่าลุงรักนะ แต่(ลุง) ไม่แสดงออกเลย แต่ริคดี้ พี่วิ่ง เหนื่อยจนลิ้นห้อย


จะรอตอนต่อไปนะน้องพุด สนุกจิงๆ ไม่ผิดหวังเลย เอาใจช่วย สู้ๆน๊าาาาาา



โดย: ไอ้หนูลูกพ่อ IP: 58.8.248.86 วันที่: 10 มกราคม 2552 เวลา:21:47:30 น.  

 
ตั้งชื่อเรื่องให้ใหม่ว่า "เพื่อนกรูรักเมิงหว่ะ" เหอๆๆ

ลุงแอบรักพี่เอ็มตั้งแต่อนุบาลเลยเหรอ .. จะแก่แดดไปมั้ยฮะลุง ลุงบอกไม่ใช่เรื่องของเมิง เย้ยยย ลุงเนี่ย

รักของลุงมีมาเปนสเตปเลยวุ๊ย ใส่ใจในรายละเอียดทุกช่วงจังหวะของชีวิตนะเนี่ย เปนคนที่ถูกรักและถูกเอาใจใส่นี่น่าปลื้มแฮะ

อุตส่าห์มีคู่ฮอตเข้ามาแจมซะด้วย ถึงน้อยนิดก็ยังดี มันน่าตบรางวัลให้จริงๆเลย แต่พี่ซองนี่ไม่น่าห่วงหรอก มีนักกีฬาโรงเรียนเปนบอดี้การ์ดอยู่ทั้งคนชิมิ แต่ก็ไม่รู้ว่าถนัดต่อยตีกะคนอื่นๆป่าว แต่ถ้าเรื่องจูบเนี่ย คงชนะขาด เหอๆๆๆๆ

เฮ้อ!!อาการหลงรักข้างเดียว (มั้งนะ) มันคงทรมานกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลุงเก็บไว้มาแต่เด็กมันเลยยิ่งอัดอั้น เลยไปโผล่อยู่ที่หางตาหมดป่ะเนี่ย ไม่เกี่ยวเนอะ

อ่านแล้วมันดูอึดอัดและหดหู่ กะชีวิต 2 คนนี้อ่ะ แบบว่าชีวิตของเพื่อนรักเพื่อนเนี่ย คงพูดยาก คงได้แต่เอาใจช่วยให้ลุงเจอเหตุการณ์ที่สามารถเปิดเผยความนัยให้คนที่ตนแอบรักได้รับรู้มากกว่านี้ หรือมีความกล้าหาญที่จะพูด หรือไม่ก็ถูกหวย พี่เอ็มรักลุงอยู่เงียบๆเช่นกันน๊า

แค่แบล็คบล้อคสีก็หดหูแระอ่ะ เนื้อเรื่องยังชวนหม่นหมองอีก ไล่อ่านทีละนิดๆ มัยไม่มีไรให้เฉียดๆได้จิ้นพอกระชุ่มกระชวยมั่งเลยเหรอ?? เหอๆ เอะอ่ะจะชวนให้หื่นตลอดเลยอ่ะ เอิ๊กกกกก

จริงๆแนวๆนี้ก็ดีนะ เพราะลุงกะพี่เอ็มเนี่ย ถ้าให้แลกจูบ พี่ว่าแลกกล้ามกะกล้ามน่าจะเหมากะกว่าป่าว เหอๆๆ


โดย: Tom & Jinny วันที่: 10 มกราคม 2552 เวลา:22:37:40 น.  

 
อ่านจบแล้วแบบ นั่งอึ้ง! น้ำตาคลอเบ้า...
อ่านไปแล้วแอบเจ็บไป
เม้นไม่ถูกเลยคราวนี้ มีแต่อารมณ์พลุ่งพล่านไม่หยุด
พี่พุดเขียนได้ดีมาก มากจริงๆ
อ่านแล้วอิน ประหนึ่งตัวเองเป็นลุง เฮ้อ...

"..ไม่รู้ หรือบางทีอาจรู้ แต่แกล้งทำไม่รู้นะ...

เรื่องบางเรื่อง ไม่ใส่ใจก็ง่ายนิดเดียว ...

แต่กับบางเรื่อง บังคับให้เลิกตอแย สะกดใจให้เลิกมอง หักดิบโดยไม่แยแส แต่ก็ยังทุรนทุราย ..

ทำไมนะ... "

T-T ทะลวงเข้ากลางใจเลย บางครั้งนึกว่าชิวแล้ว ปากบอกว่าชิวแล้ว พอเอาเข้าจริงๆมันก็เลิกสนใจไม่ได้

"ทุกวันสำหรับเรา ทุกอย่าง ยังคงดำเนินไป...

ทุกวัน ยังคงเดิมเสมอ

แม้หินที่ขว้างไปไกลแค่ไหน... ก้อนแล้วก้อนเล่า..ยังไร้ซึ่งเสียงสะท้อนกลับก็เถอะ... "

"ใจโหวงเหวง ทั้งที่มันก็ยังคงมีเลือดสูบฉีดและเต้นด้วยจังหวะปกติ

เจ็บปวด อย่างไร้ซึ่งสาเหตุ"

T-T T-T T-T

พี่พุด ขออนุญาตเอาประโยคทิ่มใจไปเป็นชื่อ M น้า เฮ้อ~


โดย: T-T (da friday child ) วันที่: 11 มกราคม 2552 เวลา:9:51:20 น.  

 
ขอเปลืองคอมเม้นอีกอันนะคะ

อีกอันหนึ่ง อันนี้แบบ อ่านแล้วนิ่งอึ้งไปเลย กว่าจะเลื่อนบรรทัดต่อไปได้...

"เจ็บ..แต่ร้องไม่ออก.. และยังหยุดตัวเองไม่ได้

เจ็บ แต่ยังคงต้องการรักต่อไป ... นี่ใช่มั้ยนะ สิ่งที่เรียกว่าความรัก .."

แล้วจะมีวิธีไหนที่จะช่วยให้หยุดตัวเอง ไม่ให้เจ็บได้มั้งไหมน้า...หรือมันจะไม่มี


โดย: da friday child วันที่: 11 มกราคม 2552 เวลา:9:54:36 น.  

 

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
ในความคุ้นเคยกันอยู่
มังแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น...

ห่างกันเพียงเอื้อมมือ แต่มันก็แสนไกล
เมื่อเธอเป็นเหมือนเพื่อนสนิท
ยิ่งไม่มีสิทธิ์ จะบอกไป (ว่ารักเธอ)


ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด
ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนไกลออกไป ทั้งที่อยู่ใกล้ๆเธอ
อยากจะดีใจที่ได้เป็นคนสำคัญของเธอ
สุดท้ายต้องก็ยังทุกข์ใจเสมอ เพราะรักเธอข้างเดียว



หากเธอนั้น ได้รู้อะไรบางอย่าง
ว่าคนที่เคยเคียงข้าง บางอย่างได้เปลี่ยนไป
อยากจะรู้ ว่าเธอรับได้หรือไม่
และฉันต้องทำยังไง
เมื่อเพื่อนคนนี้แปลี่ยนไป เป็นรักเธอ

เพื่อนรัก ฉันเป็นแค่เพื่อนรัก
ไม่ใช่ที่รัก จำไว้ใส่หัวใจ



บอกตัวเอง บอกทุกครั้ง ทุกทุกคราวเวลาฉันเจอเธอ ตอกและย้ำ อยู่เสมอ ระหว่างเรานั้นจะเป็นได้แค่ไหน
ก็แค่เพียง เพื่อนเท่านั้น ไม่มีทางจะเป็นมากกว่านี้จริงจริง ทั้งที่ใจยังมีเธอคนนี้ คนเดียว




รวบรวมเพลงแอบรักเพื่อนมาเพื่อลุงคนเดียวเลยนะเนี่ย

เจ็บปวดแทนลุงมั๊กๆ การแอบรักใครสักคนที่เค้าไม่เคยหันมามองมันน่าสงสารแบบนี้นี่เอง

ลุงสู้ๆ


โดย: จ๊อย IP: 222.123.125.184 วันที่: 11 มกราคม 2552 เวลา:12:01:50 น.  

 
อ่านแล้วอึ้ง เศร้าไปกะลุงด้วย สงสัยจะติดเชื้อโรคบริโภคฟิกแบบพุดดิ้งมา ช่วงก่อนก็อ่านซะเต็มที่ โศกแล้วโศกอีก

แต่ยิ่งเศร้าก็ยิ่งอยากให้มันดราม่าเข้าไปอีก พุดดิ้งจะว่าไงเนี่ย พี่นี่จะโรคจิตไปไหน เรื่องไหน ๆ ก็อยากให้มันโศก ๆ ดราม่า ๆ ไปซะทุกคู่เลย

ยังไงพี่จะรอติดตามความรู้สึกพี่เอ็มต่อนะว่าเอาเป็นแบบรู้ตัวช้า หรือรักนะแต่ไม่แสดงออกดี


โดย: พี่อัน IP: 118.172.60.166 วันที่: 11 มกราคม 2552 เวลา:23:29:39 น.  

 
เฮอะๆๆๆๆ
แทบจะเม้นท์ไม่ได้เลยทีเดียว
ไม่ใช่รัย...มันเศร้าและอัดอั้นเกินจะบรรยาย
สงสารลุงจนบอกไม่ถูก........นำตารื่นมาที่ขอบตาเลย
ตอนนี้มันเหมือนเป็นรักข้างเดียว...แต่ในตอนต่อไปอย่าประหัตประหารลุงเลยน้า...ให้ลุงสมหวังบ้างเตอะ..


โดย: piyawan IP: 118.172.246.202 วันที่: 12 มกราคม 2552 เวลา:14:44:04 น.  

 
กลับมาเม้นท์ค่ะหลังจากที่ได้อ่านไปแล้ว พี่พุดขาทำไมเรื่องมันเศร้าขนาดนี้ล่ะคะ สงสารลุงค่ะ (อยากบอกว่าถ้าอูไม่รักด้ง ด้งกลับมาหาเค้าก็ได้นะ งิๆๆ)
ชอบหลายประโยคในตอนนี้จังค่ะ และจะอินกะบรรยากาศหนาวๆอย่างนี้พอดี ยิ่งถ้าเปิดเพลงคลอไปด้วย T_T T_T
(เฮ้อ ...อยากเป็นปรสิตในกระเพาะช่วยย่อยความเศร้าให้ลุงจัง)

ตอนต่อไปขอให้ลุงสมหวังบ้างนะคะ จะได้เป็นรางวัลสำหรับความรักที่ลุงแอบมอบให้เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากคนนี้


พี่พุดสู้ๆค่ะ^^



โดย: keiropi IP: 125.26.125.155 วันที่: 12 มกราคม 2552 เวลา:14:58:19 น.  

 
เปิดมาแค่เห็นรูปอ่ะ ไม่รู้เค้าเรียกว่าอาราย ^^ เห็นรูปลุงก้อเศร้าแล้ว

พออ่านจบ พูดไม่ถูกเลย เศร้า ซึ้งกินใจจัง

ไม่ได้มาอ่านซะนาน อ่านรวดเดียว 4 ตอนเลย ขอบคุณนะคะพี่พุด เป็นกำลังใจให้เช่นเดิมค่ะ

ตอนจบขอให้ลุงไม่แห้วนะคะ ^^


โดย: KoYoJunG IP: 203.144.130.176 วันที่: 12 มกราคม 2552 เวลา:17:14:00 น.  

 
อื้อหืออ ตั้งแต่ต้นจนจบนี่ จี๊ดตับ ตลอด

- บางทีการที่หัวใจมันเจ็บปวดนิด ๆ มันก็สร้างความหฤหรรษ์ให้ชีวิตได้เหมือนกัน
แต่พอนานวันเข้า ... ความสุขบนรอยเจ็บรอยเล็ก ๆ เหล่านั้น มันก็ทำเอาทรมานได้เหมือนกัน
เจ็บ..แต่ร้องไม่ออก.. และยังหยุดตัวเองไม่ได้
เจ็บ แต่ยังคงต้องการรักต่อไป ... นี่ใช่มั้ยนะ สิ่งที่เรียกว่าความรัก ..
- อกหักก็ต้องกินข้าวนะ หรืออยากกินหญ้าให้ยัยนั่นซ้ำเติมเอาอีก เอามั้ย?
- คำว่าเพื่อนแม้ยิ่งใหญ่เกินจะหาสิ่งมีค่าใดมาขอแลก .. แต่บางทีมันก็เหมือนซี่ไม้แหลม ๆ ซี่เล็ก ๆ ที่คอยค้ำคอเค้าอยู่ ... จะดึงออกก็ไม่ได้ จะก้มหน้าลงไป มันก็แทงเอาอีก
- “นายคือคนสำคัญ .. ที่เรารักสุดหัวใจน่ะสิ ... ถ้าไม่รู้ ก็จงรู้ไว้ ..มินอู” /// กรี๊ดด ทำไมไม่พูดออกมา พี่ด้งๆๆๆ อมอะไรอยู่ โอยยยย ปวดใจ แถมมีลางสังเห่า ไม่นะๆๆๆๆ T^T


ปล ยั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่แล้ว ฝีไม้ลายมือการเขียนของน้องพุด เต็มสิบให้ร้อยเอ็ดเลย (จะให้ก๋ากามก็เสียดาย เหอๆๆ)


โดย: duckie IP: 124.121.19.76 วันที่: 12 มกราคม 2552 เวลา:19:54:35 น.  

 
"ทุกสิ่งบนโลกมันน่าสนใจทั้งนั้นแหละ สิ่งอัศจรรย์ต่าง ๆ มักแฝงอยู่กับอะไรที่มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา”

โดนใจจริงๆ ได้แง่คิดดีๆ บางครั้งเรื่องธรรมดาๆ ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์ของใครบางคน


“ฮึๆ ความรักของเราน่ะเหรอ ...แม้รักของเราจะยิ่งใหญ่จนคับฟ้าทั้งฟ้า
เสียงดังราวระเบิดยามเกิดสงครามก็เหอะ.. นายก็จะไม่มีวันได้รู้ได้เห็นหรอก เชื่อเถอะ”

“นาย คือคนสำคัญ .. ที่เรารักสุดหัวใจน่ะสิ ... ถ้าไม่รู้ ก็จงรู้ไว้ ..มินอู”

ลุงจ๋า ถ้าลุงไม่บอก ไม่แสดงออก พี่อูจารู้มั้ย ว่าความรักของลุงยิ่งใหญ่ขนาดไหนนนน.....
ลุงจะทนเจ็บเก็บไว้ในใจคนเดียวทำมัยเหอะ.......
เหรอว่าเค้าควรจะแอบไปกระซิบบอกพี่อู..ดี....เหอๆๆ


“รายงาน ก็ใส่ชื่อไปให้ การบ้านรีบทำแต่เย็น ก็ใส่กระเป๋าให้เอาไปลอก เหลือก็แค่จะทำให้เสร็จสรรพแล้ว”

คนเราเมื่อรักกกแล้ว ก็อยากทำทุกอย่างให้คนที่เรารัก แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาๆ
ก็รู้สึกได้ถึงความเป็นห่วง ความจริงใจที่มีให้
อยากมีกิ๊กอย่างลุงจังเลย


น้องพุดแต่งฟิคได้สนุก น่าติดตาม ทุกแนวเลยอ่ะ
ใช้สำนวนที่มีความหมายลึกซึ้งดี ขอลอกไปใช้หน่อยน่ะ
ต้องติดตามตอนต่อไป ว่าท้ายสุด...สุดท้ายจะลงเอยแบบหนาย...
ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้น้องพุดฮะ



โดย: Pekkiokung IP: 61.90.7.4 วันที่: 12 มกราคม 2552 เวลา:21:02:55 น.  

 
อ่านแล้วโกรมินมากเลยค่ะ ทำไม๊ทำไมถึงไม่เข้าใจความรู้สึกของลุง

ลุงก็รักซึมลึกไม่พูดออกมา

อ่านไปแล้วอินจัดกับรักข้างเดียวของลุง

ขอบคุณค่ะ


โดย: carina_jeab IP: 61.90.79.143 วันที่: 12 มกราคม 2552 เวลา:22:48:07 น.  

 
ไม่พูดพล่ามทำเพลงล่ะนะ สงสารลุงจังเลยน้องพุด

เฮ้อ...ทำไมพี่อูไม่รู้ใจคนใกล้ตัวบ้างเลยนะ...

หนุกหนานดีอีกเช่นเคยจ้าพุดดี้...รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อฮะ


โดย: ekada IP: 203.146.146.130 วันที่: 14 มกราคม 2552 เวลา:16:29:23 น.  

 
ค้างไว้แบบนี้จะให้คลั่งตายชิมิ...

นึกภาพลุงเป็นเด็กไม่ออกอ่ะ...

มาต่อ มาต่อ รออ่าน...



โดย: พี่ตาล IP: 124.121.0.254 วันที่: 14 มกราคม 2552 เวลา:17:15:45 น.  

 
ขึ้นต้นเรื่องมาด้วยคำว่าสายเกินไปเลย

เหรอ แบบนี้แววเศร้าเคล้าน้ำตาก็มาให้

เห็นอยู่รำไรน่ะสิ เอาเป็นประมาณว่าขึ้น

ต้นสายปลายเรื่องเช้าดีมั้ย อยากให้ได้

อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเหมือนคู่อื่นๆ

เค้าบ้างน่ะ เดี๋ยวน้อยหน้าแย่เลยเนอะ..

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะจ๊ะ ............


โดย: JM IP: 116.58.231.242 วันที่: 15 มกราคม 2552 เวลา:0:54:47 น.  

 
ง่า...เศร้าจัง สงสารลุง

เก็บและเจ็บเล็กน้อย เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวัน มันคงดีกว่าบอกไปแล้วอะไรบางอย่างต้องเปลี่ยนแปลง .. ไม่ใช่หรือ/// อ่านแล้วจี๊ด เหมือนเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว อินได้อีก

นั่งรอตอนหน้าด้วยคนจ้า


โดย: พี่จิ๋วจิน IP: 58.147.74.4 วันที่: 15 มกราคม 2552 เวลา:16:19:24 น.  

 
อู้ด้งมาแล้ว (ได้ข่าวว่ามาตั้งนานแล้ว หุหุ)
อ่านแล้วอึดอัดแทนลุง รักข้างเดียวแถมคำว่า "เพื่อน" ยังค้ำอยู่อีก
"ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ว่าเพื่อนคนหนึ่งมันแอบมันคิดอะไร ไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน"
อ่านแล้วต้องหาเพลงนี้ฟังด่วน ยิ่งจี๊ดจับใจ อึดอัดปนเจ็บลึกๆได้อีก
ถึงจะพยามรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่มากแค่ไหน แต่มันก็ต้องมีซักวันล่ะน่า ที่มันเก็บไม่อยู่จริงๆ มันเหนื่อยนะคะ ก็ต้องยอมแลกกันล่ะ ว่าจะยอมเหนื่อย รึจะยอมรับความเปลี่ยนแปลง
อ๊ากกก เศร้าเป็นพิเศษเลยอ่ะค่าตอนนี้ ความรักของลุงจะลงเอยยังไงน้า รอตอนหน้านะค้า


โดย: โบ_andyholic IP: 115.67.113.34 วันที่: 15 มกราคม 2552 เวลา:22:26:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พุดดิ้งของซอนโฮ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add พุดดิ้งของซอนโฮ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.