Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
20 ธันวาคม 2554
 
All Blogs
 
... เหนือนี้ : ที่น่าน ...





หลังจากลุ้นน้องน้ำมาเป็นเดือน เป็นความโชคดีที่บ้านฉัน และพี่ร่วมทริป น้ำมาไม่ถึงบ้าน
ในที่สุดพอเห็นว่าออกจากกรุงเทพฯ ได้ ทริปที่ตั้งใจไว้ก็เกิดขึ้น

กรุงเทพ – น่าน – เชียงของ – เชียงแสน – ดอยแม่สลอง – เชียงราย

เราออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 3 ทุ่มในคืนวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 54
เลือกเส้นทางมอเตอร์เวย์เพื่อไปลงบางปะอินซึ่งเพิ่งเปิดให้รถวิ่งได้ไม่กี่วัน
ระหว่างเส้นทาง...แม้เป็นเวลากลางคืน แต่แสงไฟก็สะท้อนให้เห็นปริมาณน้ำจำนวนมากที่ยังค้างอยู่
เต็มทุ่งกว้างไกลอย่างนี้...คนที่ถูกแช่น้ำต้องทนทุกข์อีกนานเท่าไหร่หนอ...




3 ธันวาคม 54

ประมาณ 6 โมงเช้า...เริ่มเข้า จ.น่าน ช่วงที่วิ่งมาถึง อ.เวียงผา หมอกลงจัดมาก
เป็นที่ถูกอกถูกใจของเราผู้มาเยือนอย่างเรานัก

ฉันเคยไปเที่ยวน่านมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คราวนั้นเป็นทริปเน้นเที่ยวเมืองน่านอย่างเดียว
ล่องตั้งแต่ตอนใต้ อ.นาน้อย เข้าเมือง ต่อขึ้น อ.สันติสุข อ.ปัว
ใครที่ชอบขับรถขึ้นเขา...เส้นทางคดเคี้ยว วิวสวย เป็นจังหวัดที่ไม่ควรพลาด

มาคราวนี้ฉันชวนรุ่นพี่ว่าล่องขึ้นเหนือ...เที่ยวตั้งแต่น่าน เน้นเฉพาะตัวเมือง
แล้วต่อไปทางเชียงของ เชียงแสน ดอยแม่สลอง
เพราะต่างก็ไม่เคยไปทางเส้นนี้กัน





ประมาณ 7 โมงเช้า...มาถึงตัวเมืองน่าน...พอดีมาทันเห็นงานทำบุญช่วงวันพ่อ
พระกำลังให้ศีลให้พรหลังจากรับบิณฑบาตร...รับอรุณแห่งวันด้วยภาพประทับใจ

ฉันพาพี่ๆ ไปกินข้าวเช้าที่ “ร้านเลิศรส” อยู่เยื้องๆ โรงแรมเทวราช
เป็นร้านดังประจำเมือง มีโจ๊ก ต้มเลือด ติ่มซำ คนแน่นร้านทุกวัน




จากนั้นก็เดินชมตลาด...เขาว่าอยากเห็นสภาพชีวิตของผู้คนในเมืองๆ นั้น
ต้องไปเดินดูที่ตลาด...จึงเป็นเป็นสถานที่ ที่ฉันมักจะเดินเล่นเมื่อมาเยือน
และมักจะได้ได้ของกินชาวบ้านพื้นถิ่นมาลองชิมด้วยเสมอ



อิ่มท้องแล้ว...ก็เริ่มประเดิมวัดแรกที่ “วัดพระธาตุแช่แห้ง”



(ภาพถ่ายจากปี 2552 เพราะเช้านี้ฟ้าหลัวมาก...ดูไม่สดใส
เลยต้องเอาภาพที่ถ่ายจากปี 52 มาใช้แทน)



จากตัวเมืองย้อนกลับลงมาทางสายน่าน-แม่จริม...
พอข้ามสะพานแม่น้ำน่านเข้าสู่ อ.ภูเพียง ไม่ไกล...ก็ถึงพระธาตุแช่แห้ง



องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย
โดยรอบองค์บุด้วยทองจังโก (ทองดอกบวบ ทองเหลืองผสมทองแดง)
ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า




พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ บริเวณวัดจึงเห็นสัญลักษณ์รูปกระต่ายอยู่ในรูปแบบต่างๆ




ออกจากวัดพระธาตุแช่แห้ง...กลับเข้าเมืองแล้วตรงไปยัง “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน”
ตั้งอยู่ใจกลางเมือง...อยู่ช่วงนี้เป็นช่วงวันพ่อ จึงเปิดให้เข้าชมฟรี





อาคารแบบยุโรปซึ่งเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองน่าน
เดิมเป็น “หอคำ” ซึ่งเป็นที่ประทับ และที่ว่าราชการของ "พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ" เจ้าผู้ครองนครน่าน
จนสิ้นเจ้าผู้ครองนครเมืองน่านองค์สุดท้าย เจ้านายบุตรหลานจึงได้มอบหอคำหลังนี้ให้แก่รัฐบาล
เพื่อใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดแห่งแรกของจังหวัดน่านในปี 2475
ต่อมาเมื่อมีการสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้นใหม่ กรมศิลปากรจึงได้รับรับมอบอาคารหอคำ
เพื่อใช้เป็นที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสสถานแห่งชาติน่านขึ้นในปี 2517



พระพุทธรูปทรงเครื่องประทับยืน (องค์กลาง) ไม้ลงรักปิดทองศิลปะล้านนา
รูปภาพทางด้านขวา...คือ องค์รัชกาลที่ 4
ส่วนรูปทางด้านซ้าย...คือ พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน




“งาช้างดำ” สมบัติล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองน่านมาแต่โบราณ




เครื่องใช้ประกอบอิสรยศของเจ้าผู้ครองนคร




ออกจากพิพิธภัณฑ์...
กลางใจเมืองบริเวณนี้...เป็นที่รวมวัดอยู่หลายวัด...สามารถเดินข้ามไปมาได้สะดวก

เราเดินข้ามถนนเพื่อไปยัง "วัดภูมินทร์"...
ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างบูรณะทั้งภายนอก...ภายใน มีนั่งร้านขึ้นล้อมรอบ
และ วันนี้ทั้งเมืองเต็มไปด้วยนักเรียน และ รด.
ที่ร่วมกันออกมาทำความสะอาดเมืองเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ
จึงหามุมถ่ายภาพไม่ค่อยได้...ต้องนำภาพที่เคยถ่ายเก็บไว้คราวก่อนมาลง





วัดภูมินทร์เป็นวัดหลวง...สร้างโดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ในปี 2139 (ปัจจุบันก็อายุสี่ร้อยกว่าปีแล้ว)
ในคัมภีร์เมืองเหนือว่าเดิมชื่อ "วัดพรหมมินทร์" ตอนหลังเพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์
สามร้อยปีต่อมา...ตรงกับรัชกาลที่ 4 ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่
ใช้เวลาซ่อมถึง 7 ปี ภาพเขียนจิตรกรรมอันโด่งดังภายในวิหารก็ถูกเขียนขึ้นในสมัยนี้เอง



ภาพนี้ถ่ายแล้วรูสึกชอบมากเป็นพิเศษ...เพราะแสงกำลังเข้าทางประตูพอดี




ประตูไม้แกะสลักลวดลายสวยงาม




ภาพเขียนจิตกรรม หรือ "ฮูบแต้ม" ภายในวิหาร ภาพนี้...ได้ชื่อว่า "โมนาลิซ่าเมืองน่าน"




ภาพแม่หญิงกำลังสูบยา...บ่งบอกถึงความสูงศักดิ์



ภาพเขียนบางด้านของผนัง...เลือนหายไปแทบหมด
แต่กำลังได้รับการบูรณะ...คาดว่าคงอีกหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ



จากนั้นเราเดินข้ามไป "วัดหัวข่วง" ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มากจนไม่รู้ว่าสร้างขึ้นในสมัยใด
ฉันจำได้ว่ามีหอไตรเก่าสวยมาก...จึงพาพวกพี่ๆ ไปดู
แต่พอไปเห็นวันนี้...หอไตรได้รับการบูรณะไปเรียบร้อยแล้ว
จนแทบจำสภาพเก่าไม่ได้...สีสรรออกจากปี๊ดป๊าดจนน่าใจหาย



หอไตรเก่า...ภาพก่อนที่ได้รับการบูรณะใหม่




ดูเมื่อไหร่...ก็ให้ความรู้สึกขลัง...และคลาสสิค กว่าใหม่มาก




ใช้เวลาที่วัดหัวข่วงไม่นาน...ก็ข้ามต่อไป "วัดพระธาตุช้างค้ำ"
เดิมเรียก "วัดหลวง" หรือ "วัดหลวงกลางเวียง" อายุเก่าแก่กว่า 600 ปี





ลักษณะสถาปัตยกรรมของวัดพระธาตุช้างค้ำนี้สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย
เช่น เจดีย์ทรงลังกา (ทรงระฆังคว่ำ) รอบฐานองค์พระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนและปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัว
ด้านละ ๕ เชือก และที่มุมทั้งสี่อีก ๔ เชือก ดูคล้ายจะเอาหลังหนุน หรือ “ค้ำ” องค์เจดีย์ไว้
ลักษณะคล้ายวัดช้างล้อม จังหวัดสุโขทัย



วัดพระธาตุช้างค้ำยามค่ำคืน...ทั้งสองภาพถ่ายไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ภายในวัดก็สวยมาก...ใครไปเที่ยวน่าน...ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดเข้าชมวัดช่วงหัวค่ำด้วย




นั่งรถต่อออกไปไม่ไกล...บนถนนสุริยพงศ์ เพื่อชม..."วัดมิ่งเมือง"



ลักษณะเด่นของวัด คือ...ลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอกของพระอุโบสถ...
ฝีมือตระกูลช่างเชียงแสน...ลวดลายละเอียดสวยงามมากจริงๆ...




วัดนี้เป็นที่ตั้งของ "เสาหลักเมืองน่าน" ด้วย
ฐานประดับด้วยไม้แกะลวดลายลงรักปิดทอง
ยอดเสาแกะสลักเป็นรูปพรหมพักตร์มีชื่อ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา




เห็นลวดลายแกะสลักแล้ว...ดูเพลินไม่มีเบื่อ







สะอาด...สวยงาม




จากวัดมิ่งเมือง...ที่ให้สีขาวสะอาด
เรามายัง..."วัดศรีพันต้น"...ที่ให้สีทองเหลืองอร่ามโดดเด่นแต่ไกล






ลวดลายปูนปั้นด้วยฝีมือช่างชาวเมืองน่านแต่กำเนิด




ลวดลายฝ่ายลิงรอบเสาฝั่งซ้ายหน้าวิหาร...ส่วนฝั่งขวาเป็นรูปยักษ์




เดินเที่ยวกันจนเที่ยงกว่า...จึงหาอาหารพื้นเมืองกินกัน
ฉันพาพี่ๆ ไปร้าน "เฮือนฮอม" ร้านดังของจังหวัดน่าน อยู่ใกล้ๆ กับวัดภูมินทร์
อาหารอร่อยแทบทุกอย่าง...เมนูเด่น เห็นจะเป็นข้าวซอย น้ำเงี้ยว

อิ่มแล้ว...ก็เอาของเก็บเข้าที่พัก...จากนั้นเลยออกไปเที่ยวนอกเมือง
เป้าหมายที่ "หอศิลป์ริมน่าน" ที่ฉันพลาดจากคราวก่อน
ต้องขับรถขึ้นไปทาง อ.ท่าวังผา ประมาณ 20 กม. หอศิลป์จะอยู่ทางด้านขวามือ
พื้นที่กว้างขวางร่มรื่น...เจ้าของคือ อ.วินัย ปราบริปู
ภายในจัดแสดงรวบรวมภาพเขียนของศิลปินน่านเป็นหลัก

เสียดายที่ฉันไม่มีโอกาสถ่ายรูปเลย...เพราะบังเอิญได้คุยกับอาจารย์
หนึ่งในเจ้าของภาพเขียนที่จัดแสดงจนติดลมกันทั้งสองฝ่าย
อาจารย์เห็นว่าเราสนใจ...ถามโน่น...ถามนี่...และอาจารย์ก็ไม่เบื่อที่จะตอบโน่น...ตอบนี่
อาจารย์เลยพาชมและบรรยายเสียรอบอาคารจนเย็น
แต่ที่แย่หน่อย...ก็ตรงที่ลืมถามชื่ออาจารย์ท่านนั้นไปเสียได้

เสียค่าเข้าชมคนละ 20.- แต่ความคุ้มค่าที่ได้เห็นเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ



ที่เราขอตัวรีบกลับกันออกมาจากหอศิลป์...
เพราะต้องการจะมาดูทิวทัศน์โดยรอบเมืองน่านยามเย็น...บน "วัดพระธาตุเขาน้อย"

ย้อนกลับเข้าเมือง...ขับเลยต่อลงไปอีก ตัววัดจะอยู่ทางด้านตะวันตกของตัวเมืองน่าน



ทิวทัศน์ยามเย็นรอบเมืองน่าน




“พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน” พระพุทธรูปปางประทาน-พร บนฐานดอกบัว สูง 9 เมตร
บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก ๒๗ บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




สงบ...สวยงาม...ในยามเย็น




โบกสบัด




กลับกันลงมาเข้าเมือง...พอดีผ่าน "ร้านขนมหวานป้านิ่ม" ร้านดังอีกร้าน
ก็เลยไม่พลาดทำหน้าที่เป็นเชลชวนชิม
ต้องยืนยันยกนิ้วให้กับ...ขนมบัวลอย...อร่อยมากจริงๆ ไม่หวานจนเกินไป
คนอื่นเขากินขนมหวานตบท้าย...แต่พวกเรากินขนมหวานกันก่อน

มื้อเย็นเราไปกินที่ร้าน "เฮือนเจ้านาง"
ร้านนี้ฉันติดใจตั้งแต่คราวก่อน...ทั้งอาหาร และบรรยากาศริมน้ำน่าน
เมนู "ยำหัวปลีกุ้งสด"...ที่แสนอร่อย แต่น่าเสียดายมาคราวนี้หมดเสียก่อน
เพราะพนักงานในร้านบอกว่าคืนนี้แขกมาก
อีกเมนูที่แนะนำ คือ "ไก่มะนาวครีมซ้อส" อร่อยจนพี่ๆ ต้องสั่งซ้ำ แต่ก็โชคร้ายว่าหมดอีก



ทั้งฉัน และ พี่ๆ จบทริปน่านของวันนี้ด้วยความประทับใจ
ในความเป็นเมืองเล็กๆ ...กลับเป็นเมืองที่น่าอยู่...
ผู้คนอัธยาศัยดี...พูดจานุ่มนวล...ฉันสังเกตเด็กนักเรียน รด. ที่ออกมาช่วยกันทำความสะอาดวันนี้
ก็ไม่เห็นมีออกแนวเกเร...หรือ สูบบุหรี่ให้เห็นตามท้องถนน
พอ 3 ทุ่ม...เมืองทั้งเมืองก็เงียบสงบ...ไม่มีแก๊งมั่วสุม หรือ คอยแว้นสร้างความรำคาญ

แหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่น่าเรียนรู้...น่าสนใจ
อาหารการกินอร่อย...ที่พักสะดวกสบาย
ในฐานะผู้มาเยือน...ฉันอยากเห็นเมืองน่านเป็นแบบนี้...เมืองเก่าที่มีชีวิต



<<< แผนที่เมืองน่าน >>>






<<< จากน่าน...รอตามไปเที่ยวต่อกันที่เชียงของนะคะ >>>















Create Date : 20 ธันวาคม 2554
Last Update : 21 ธันวาคม 2554 5:32:05 น. 11 comments
Counter : 5917 Pageviews.

 
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว นำมาซึ่งความสุข

ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขด้วยธรรมอันดีงาม ตลอดไป...นะคะ



สวัสดีค่ะ คุณนาง...

ทริปนี้ มีภาพสวย ๆ มาให้ป้าได้นำไปใช้งานอีกแล้ว
ขออนุญาติก๊อปภาพไปเก็บไว้ก่อน...นะคะ

ตอนที่ป้าไปน่าน เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพงาช้างดำอ่ะ..ค่ะ
คุณนางโชคดีจัง ได้ถ่าย แล้วก็ถ่ายมาได้สวยงามมาก ๆ ..ค่ะ

อ่านเรื่องราวและชมภาพประกอบแล้ว ทำให้เกิดกิเลส อยากไปเยือนอีกสักครั้ง

ปีใหม่ คุณนางมีโปรแกรมไปเที่ยวไหนหรือเปล่า...คะ
วันที่ ๓๐ นี้ ป้าจะไปพม่า...ค่ะ
คราวนี้จะขึ้นไปทางเหนือ มัณฑเลย์ อินเล หลักอยู่ทางเหนือทั้งหมด...ค่ะ

นอกจากเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ แล้วก็ปฏิบัติธรรมไปด้วย...ค่ะ
แล้วป้าจะนำเรื่องราวมาเล่าในบล๊อก...นะคะ

อากาศเย็น ๆ แต่แดดก็ร้อนแรงไม่เบาเลย
คุณนางระวัง รักษาสุขภาพด้วย...นะคะ

คิดถึงเสมอ...ค่ะ





โดย: พรหมญาณี วันที่: 20 ธันวาคม 2554 เวลา:9:47:08 น.  

 
ตามไปเที่ยว น่าน ด้วยคนค่ะ
มีโอกาสเมื่อไหร่จะตามไปชิมและชมตามที่เขียนมาค่ะ
ขอบคุณสำหรับภาพสวยๆ ค่ะ



*ขอแอดเป้นเพื่อนบล็อกด้วยนะคะ*



โดย: addsiripun วันที่: 20 ธันวาคม 2554 เวลา:14:20:33 น.  

 


โดย: Kavanich96 วันที่: 20 ธันวาคม 2554 เวลา:15:01:49 น.  

 
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว นำมาซึ่งความสุข

ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขด้วยธรรมอันดีงาม ตลอดไป...นะคะ





โดย: พรหมญาณี วันที่: 21 ธันวาคม 2554 เวลา:9:43:11 น.  

 
คุณป้า.....

คราวนี้นางไป...เขาให้ถ่ายได้ทุกอย่างเลยค่ะ
คงเป็นเพราะวันพ่อ เลยอนุโลมให้

ปีใหม่นางอยู่กรุงเทพฯ ค่ะ...
ขี้เกียจไปแย่งกินแย่งอยู่กับคนเยอะๆ
คุณป้าไปพม่าอีก....ดีจัง
ไปพม่าตอนเหนือ...ต้องมีเวลาเกือบสิบวัน
นางหยุดยาวอย่างนั้นไม่ได้....เลยไม่ได้ไปเสียทีค่ะ

ขอให้คุณป้าเดินทางด้วยความปลอดภัย
มีความสุขกับการปฏิบัติธรรม
แต่อากาศคงหนาวมากๆ....ต้องระวังรักษาสุขภาพนะคะ

รักและเคารพเสมอค่ะ





คุณ addsiripun.....

ด้วยความยินดีนะคะ
ไปเมืองน่านเมื่อไหร่...คงได้มีคนรักเมืองน่านเพิ่มคนอีกคนค่ะ





คุณ Kavanich.....

สวัสดีค่ะ


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 22 ธันวาคม 2554 เวลา:5:31:06 น.  

 
สาธุ โข สิปฺปกํ นาม อปิ ยาทิสิกีทิสํ
ขึ้นชื่อว่าศิลปวิทยา ไม่ว่าอย่างไหน ๆ ให้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น

เลือกแต่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ตลอดไป...นะคะ



ยิ่งดูรูปถ่ายที่คุณนางถ่ายมา ยิ่งชอบมากขึ้นๆ...ค่ะ

สวยจริง ๆ ....



โดย: พรหมญาณี วันที่: 22 ธันวาคม 2554 เวลา:9:18:38 น.  

 


.
..
...
สุขทรรศน์
...
..
.

โลกที่ร้อน แรงร้าย เพราะใจเร้า

ก็ใจเรา มองลบ เพิ่มทบผล

มองให้ทุกข์ ก็ทุกข์ซ้ำ ต้องจำทน

โลกมัวหม่น ใช่หม่นแท้ แค่มุมมอง...


โดย: ลุงแว่น วันที่: 23 ธันวาคม 2554 เวลา:7:46:44 น.  

 
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี
ธรรมนั่นแหละ รักษาผู้ประพฤติธรรม

มีความสุขกับธรรมที่รักษาได้ ตลอดไป...นะคะ



คุณนาง หายไปไหนอีกแล้ว...คะ



โดย: พรหมญาณี วันที่: 23 ธันวาคม 2554 เวลา:9:28:24 น.  

 

เข้ามาชมภาพครับ




โดย: first-time shooter IP: 101.109.215.126 วันที่: 25 ธันวาคม 2554 เวลา:15:01:06 น.  

 
ขอบคุณนะคะ....คุณต้นฉาย

...มีความสุขกับช่วงเวลาแห่งความสดใสนะคะ....
สวัสดีปีใหม่ค่ะ....


โดย: เพรง.พเยีย วันที่: 26 ธันวาคม 2554 เวลา:5:25:24 น.  

 
ภาพสวยจังค่ะ


โดย: AM NUCH วันที่: 27 ธันวาคม 2554 เวลา:16:31:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เพรง.พเยีย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




... ฝนปรอย กับรอยยิ้ม ...



1.
๏ ละอองสายฝนชื่นจากคืนค่ำ
คงโปรยร่ำหยาดปรุงจนรุ่งสาง
หอมเอยหอม..กลิ่นไอยังไม่จาง
หอมบางบาง..ชื่นใจของไอดิน

๏ ร่วงจากฟ้าสู่พื้น..เพื่อชื่นฉ่ำ
โปรยหยาดน้ำทอดตัวไปทั่วถิ่น
เสียงเปาะแปะ..ไกล..ใกล้..เมื่อได้ยิน
ราวเพลงพิณร่ายดล..จากคนธรรพ์

2.
๏ ตรงเบื้องหน้า..ริมชาน..ลานลั่นทม
ลานอารมณ์ซ่อนโลก..ยามโศกศัลย์
ร้อนแล้ง..เย็นเยียบ..และเงียบงัน
สะท้อนวันเก่าเก่ากับเฝ้าคอย

๏ เนิ่นนาน..บนทางอันว่างเปล่า
กี่ครั้งเจ้า..บานรอจนร่วงผล็อย
ดอกสีขาวราวช้ำ..ซ้ำซ้ำรอย
เมื่อระทม..ด้วยพลอยแต่น้อยใจ

๏ หากยามนี้กลีบดอกเจ้าออกแย้ม
เมื่อแตะแต้มด้วยร่ำหยาดน้ำใส
เปาะแปะเมื่อพบ..กระทบใบ
เหมือนเจ้าไหว..ตามจังหวะเริงระบำ

3.
๏ สิ้นสุดแล้วสินะ..ความร้อนแล้ง
ที่ทิ่มแทงทุกคราวแห่งก้าวย่ำ
วนเวียนในกรอบกรงแห่งทรงจำ
ที่ตอกย้ำ..กำซาบกับภาพเงา

๏ พร้อมสายฝนชะล้าง..บางความหลัง
ฉันกำลังยิ้มรับให้กับเจ้า
เมื่อนึกถึงยิ้มบางบาง...ที่แบ่งเบา
ยิ้มของเขา..ฝากประทับ..ลงกับใจ

๏ มิต่างเลย..ชื่นปรายแห่งสายฝน
ดับทุกข์ทน..ด้วยหยาดสะอาดใส
จึงรู้ว่าชื่นเย็นเป็นเช่นไร
เมื่อเชื้อไฟมอดพ้น..ทุรนทุราย

๏ มิต้องมีหวานใดมาปรุงแต่ง
หรือเสกแสร้ง..งดงามด้วยความหมาย
มิต้องมีใดสรร..มาบรรยาย
ก็พร่างพรายงดงามด้วยความจริง

๏ ผ่านรอยยิ้ม..แทนคำ..แทนคุณค่า
ก็คล้ายว่า..โลกตรมเคยจมดิ่ง
กลับเต็มตื้นอุ่นแอบ..เมื่อแนบอิง
พร้อมพักพิงบนทาง..เพื่อวางใจ

๏ ละลายสิ้นในอุบัติเคยกัดกร่อน
ลบภาพตอน..เก่าเก่าเคยเผาไหม้
พร้อมสายฝนหล่นปรอย..แต่นี้ไป
จะหลั่งไหลแต่ยิ้ม..แห่งยินดี

๏ ขอบคุณในเจ้าของ..รอยยิ้มนั่น
มาแบ่งปันจนเกิด..รอยยิ้มนี่
ตามหัวใจใสสะอาดขึ้นวาดวี
พร้อมแต่นี้คร่ำครวญ..ไม่หวนคืน..
Friends' blogs
[Add เพรง.พเยีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.