Group Blog
All Blog
### ความเป็นมาของพิธีการทอดกฐิน ###


พิธีการทอดกฐิน









การทอดกฐิน เป็นประเพณีที่สำคัญ

ของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง

 นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมค่ำเดือนสิบเอ็ด

ไปจนถึงกลางเดือนสิบสอง

คำว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้ชนิดหนึ่ง

สำหรับขึงผ้าให้ตึงสะดวกแก่การเย็บ

ในสมัยโบราณเย็บผ้าต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อน

แล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มีความชำนาญ

เหมือนสมัยปัจจุบันนี้

และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอ

เหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน

 การทำจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐิน

หรือแม้แต่จีวรอันมิใช่ผ้ากฐิน

ถ้าภิกษุทำเอง ก็จัดเป็นงานเอิกเกริกทีเดียว

เช่นตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น

พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตร

พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ

แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย

 ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร

 อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหาน้ำดื่มเป็นต้น มาถวายพระภิกษุสงฆ์

มีองค์พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน โดยนัยนี้

การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดา ก็เป็นการต้องช่วยกันทำ

หลายผู้หลายองค์ (ไม่เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งมีจีวรสำเร็จรูปแล้ว)

ผ้ากฐิน โดยความหมายก็คือผ้าสำเร็จรูปโดยอาศัยไม้สะดึง

นิยมเรียกกันจนปัจจุบันนี้


การทอดกฐิน คือ การนำผ้ากฐินไปวางไว้

ต่อหน้าพระสงฆ์อย่างต่ำห้ารูป แล้วให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง

ที่ได้รับมอบหมาย จากคณะสงฆ์ทั้งนั้นเป็นเอกฉันท์

ให้เป็นผู้รับกฐินนั้น

เขตกำหนดทอดกฐิน

การทอดกฐินเป็นกาลทาน ตามพระวินัยกำหนดกาลไว้ คือ

ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะทอดกฐิน ก็ให้ทอดได้

ในระหว่างระยะเวลานี้ จะทอดก่อนหรือทอดหลังกำหนดนี้

ก็ไม่เป็นการทอดกฐิน

แต่มีข้อยกเว้นพิเศษว่า ถ้าทายกผู้จะทอดกฐินนั้น มีกิจจำเป็น

 เช่นจะต้องไปในทัพ ไม่สามารถจะอยู่ทอดกฐินตามกำหนดนั้นได้

จะทอดกฐินก่อนกำหนดดังกล่าวแล้ว

พระสัมมาสัมพุทธะ ทรงอนุญาตให้ภิกษะรับไว้ก่อนได้


การที่มีประเพณีทอดกฐินมีเรื่องว่า ในครั้งพุทธกาล

 พระภิกษุชาวปาไถยรัฐ (ปาวา) ผู้ทรงธุดงค์ จำนวน ๓๐ รูป

เดินทางไกลไปไม่ทันเข้าพรรษา เหลือทางอีกหกโยชน์

จะถึงนครสาวัตถี จึงตกลงพักจำพรรษา

ที่เมืองสาเกตตลอดไตรมาส

 เมื่อออกพรรษาจึงเดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดา

ณ เชตวันมหาวิหารนครสาวัตถี ภิกษุเหล่านั้นมีจีวรเก่า เปื้อนโคลน

 และเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ได้รับความลำบากตรากตรำมาก

พระพุทธเจ้าจึงทรงถือเป็นมูลเหตุ

ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุที่จำพรรษาครบสามเดือนกรานกฐินได้

 และให้ได้รับอานิสงส์ ห้าประการคือ 

๑) เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา 

๒) ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ 

๓) ฉันคณะโภชน์ได้ 

๔) ทรงอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา 

๕) จีวรอันเกิดขึ้นนั้นจะได้แก่พวกเธอ

และได้ขยายเขตอานิสงส์ห้าอีกสี่เดือน

 นับแต่กรานกฐินแล้วจนถึงวันกฐินเดาะเรียกว่า มาติกาแปด

 คือการกำหนดวันสิ้นสุดที่จะได้จีวร คือ กำหนดด้วยหลีกไป

 กำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ กำหนดด้วยตกลงใจ

 กำหนดด้วยผ้าเสียหาย กำหนดด้วยได้ยินข่าว

กำหนดด้วยสิ้นหวัง กำหนดด้วยล่วงเขต กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน

ฉะนั้น เมื่อครบวันกำหนดกฐินเดาะแล้ว

ภิกษุก็หมดสิทธิ์ต้องรักษาวินัยต่อไป

พระสงฆ์จึงรับผ้ากฐินหลังออกพรรษาไปแล้ว หนึ่งเดือนได้

จึงได้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

การทอดกฐินในปัจจุบัน ถือว่าเป็นทานพิเศษ

 กำหนดเวลาปีหนึ่งทอดถวายได้เพียงครั้งเดียว

ตามอรรถกถาฎีกาต่าง ๆ พอกำหนดได้ว่า

ชนิดของกฐินมีสองลักษณะ คือ

จุลกฐิน การทำจีวร

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เสร็จ

ภายในกำหนดหนึ่งวัน ทำฝ้าย ปั่น กรอ ตัด เย็บ ย้อม

ทำให้เป็นขันธ์ได้ขนาดตามพระวินัย แล้วทอดถวายให้เสร็จในวันนั้น

มหากฐิน คืออาศัยปัจจัยไทยทาน

บริวารเครื่องกฐินจำนวนมากไม่รีบด่วน

เพื่อจะได้มีส่วนหนึ่งเป็นทุนบำรุงวัด คือทำนวกรรมบ้าง

 ซ่อมแซมบูรณของเก่าบ้าง ปัจจุบันนิยมเรียกกันว่า กฐินสามัคคี

การทอดกฐินในเมืองไทย

แบ่งออกตามประเภทของวัดที่จะไปทอด

คือพระอารามหลวง ผ้าพระกฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง

หรือโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ไปพระราชทาน

 เครื่องกฐินทานนี้จัดด้วยพระราชทรัพย์ของพระองค์เอง

เรียกว่า กฐินหลวง

บางทีก็เสด็จไปพระราชทานยังวัดราษฎร์ด้วย

 นิยมเรียกว่า กฐินต้น

ผ้ากฐินทานนอกจากที่ได้รับกฐินของหลวงโดยตรงแล้ว

 พระอารามหลวงอื่น ๆ จะได้รับ กฐินพระราชทาน

ซึ่งโปรดเกล้า ฯ พระราชทานผ้ากฐินทาน และเครื่องกฐิน

แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ

หรือเอกชนให้ไปทอด โดยรัฐบาลโดยกรมศาสนาจัดผ้าพระกฐินทาน

และเครื่องกฐินถวายไป ผู้ได้รับพระราชทานอาจจะถวายจตุปัจจัย

 หรือเงินทำบุญที่วัดนั้นโดยเสด็จในกฐินพระราชทานได้

ส่วนวัดราษฎร์ทั่วไป คณะบุคคลจะไปทอด

โดยการจองล่วงหน้าไว้ก่อน

ตั้งแต่ในพรรษา ก่อนจะเข้าเทศกาลกฐิน

ถ้าวัดใดไม่มีผู้จอง เมื่อใกล้เทศกาลกฐิน

ประชาชนทายกทายิกาของวัดนั้น

ก็จะรวบรวมกันจัดการทอดกฐิน

 ณ วัดนั้นในเทศกาลกฐิน

การจองกฐิน

วัดราษฎร์ทั่วไป นิยมทำเป็นหนังสือจองกฐิน

ไปติดต่อประกาศไว้ยังวัดที่จะทอดถวาย เป็นการเผดียงสงฆ์

ให้ทราบวันเวลาที่จะไปทอด

หรือจะไปนมัสการเจ้าอาวาสให้ทราบไว้ก็ได้

สำหรับการขอพระราชทานผ้าพระกฐินไปทอด

ณ พระอารามหลวงให้แจ้งกรมการศาสนา

เพื่อขึ้นบัญชีไว้กราบบังคมทูลและแจ้งให้วัดทราบ

ในทางปฏิบัติผู้ขอพระราชทานจะไปติดต่อ

กับทางวัดในรายละเอียดต่าง ๆ

 จนก่อนถึงวันกำหนดวันทอด จึงมารับผ้าพระกฐิน

และเครื่องกฐินพระราชทานจากกรมศาสนา

การนำกฐินไปทอด

ทำได้สองอย่าง

อย่างหนึ่งคือนำผ้ากฐินทานกับเครื่องบริวาร

ที่จะถวายไปตั้งไว้ ณ วัดที่จะทอดก่อน

พอถึงวันกำหนดเจ้าภาพผู้เป็นเจ้าของกฐิน

หรือรับพระราชทานผ้ากฐินทานมา

จึงพากันไปยังวัดเพื่อทำพิธีถวาย

อีกอย่างหนึ่ง ตามคติที่ถือว่าการทอดกฐิน

เป็นการถวายทานพิเศษแก่พระสงฆ์ที่ได้จำพรรษาครบไตรมาส

นับว่าได้กุศลแรง จึงได้มีการฉลองกฐินก่อนนำไปวัด

เป็นงานใหญ่ มีการทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านของผู้เป็นเจ้าของกฐิน

และเลี้ยงผู้คน มีมหรสพสมโภช

 และบางงานอาจมีการรวบรวมปัจจัยไปวัดถวายพระอีกด้วย

เช่น ในกรณีกฐินสามัคคี พอถึงกำหนดวันทอด

ก็จะมีการแห่แหนเป็นกระบวนไปยังวัดที่จะทอด

มีเครื่องบรรเลงมีการฟ้อนรำนำขบวนตามประเพณีนิยม

การถวายกฐิน

นิยมถวายในโบสถ์ โดยเฉพาะกฐินพระราชทาน

 ก่อนจะถึงกำหนดเวลาจะเอาเครื่องบริวารกฐิน

ไปจัดตั้งไว้ในโบสถ์ก่อน

ส่วนผ้ากฐินพระราชทานจะยังไม่นำเข้าไป

พอถึงกำหนดเวลาพระสงฆ์ที่จะรับกฐิน จะลงโบสถ์พร้อมกัน

 นั่งบนอาสนที่จัดไว้ เจ้าภาพของกฐิน พร้อมด้วยผู้ร่วมงาน

จะพากันไปยังโบสถ์ เมื่อถึงหน้าโบสถ์

เจ้าหน้าที่จะนำผ้าพระกฐินไปรอส่งให้ประธาน

ประธานรับผ้าพระกฐินวางบนมือถือประคอง

 นำคณะเดินเข้าสู่โบสถ์ แล้วนำผ้าพระกฐินไปวางบนพานที่จัดไว้

หน้าพระสงฆ์ และหน้าพระประธานในโบสถ์

คณะที่ตามมาเข้านั่งที่ ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

 แล้วกราบพระพุทธรูปประธานในโบสถ์

แบบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง

แล้วลุกมายกผ้าพระกฐินในพานขึ้น

ดึงผ้าห่มพระประธานมอบให้เจ้าหน้าที่

รับไปห่มพระประธานทีหลัง

แล้วประนมมือวางผ้าพระกฐินบนมือทั้งสอง

 หันหน้าตรงพระสงฆ์แล้วกล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน

จบแล้วพระสงฆ์รับ สาธุการ

 ประธานวางผ้าพระกฐินลงบนพานเช่นเดิม

 แล้วกลับเข้านั่งที่ ต่อจากนี้ไปเป็นพิธีกรานกฐินของพระสงฆ์

กฐินของประชาชน หรือ กฐินสามัคคี

หรือในวัดบางวัดนิยมถวายกันที่ศาลาการเปรียญ

 หรือวิหารสำหรับทำบุญ

แล้วเจ้าหน้าที่จึงนำผ้ากฐินที่ถวายแล้วไปถวายพระสงฆ์

ทำพิธีกรานกฐินในโบสถ์เฉพาะพระสงฆ์อีกทีหนึ่ง

การทำพิธีกฐินัตการกิจของพระสงฆ์

เริ่มจากการกล่าวคำขอความเห็นที่เรียกว่า อปโลกน์

และการสวดญัตติทุติยกรรม คือการยินยอมยกให้

ต่อจากนั้นพระสงฆ์รูปที่ได้รับความยินยอม นำผ้าไตรไปครอง

เสร็จแล้วขึ้นนั่งยังอาสนเดิม

ประชาชนผู้ถวายพระกฐินทาน ทายกทายิกา

และผู้ร่วมบำเพ็ญกุศล ณ ที่นั้น เข้าประเคนสิ่งของ

อันเป็นบริวารขององค์กฐินตามลำดับจนเสร็จแล้ว

พระสงฆ์ทั้งนั้นจับพัด ประธานสงฆ์เริ่มสวดนำด้วยคาถาอนุโมทนา

 ประธานหรือเจ้าภาพ กรวดน้ำ และรับพรจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี

คำถวายกฐิน
มีอยู่สองแบบด้วยกันคือ แบบเก่า และแบบใหม่ ดังนี้

คำถวายแบบมหานิกาย

อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทสฺสํ

สงฺฆสฺส โอโณชยาม (กล่าวสามหน) 

ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน

พร้อมกับของบริวารนี้แก่พระสงฆ์ (กล่าวสามหน)

คำกล่าวแบบธรรมยุต

อิมํ มยํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทสฺสํ

สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต

 สงฺโฆ อิมํ ปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ

ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ

อตฺถรตุ อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย 

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับของบริวารนี้แก่พระสงฆ์

ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน พร้อมกับของบริวาร

ของข้าพเจ้าทั้งหลาย

ครั้งรับแล้วจงกราลกฐินด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์ และความสุข

แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ


ผู้ประสงค์จะทอดกฐินจะทอดจะทำอย่างไร

พุทธศาสนิกชนทั่วไป ย่อมถือกันว่า

การทำบุญทอดกฐินเป็นกุศลแรง เพราะเป็นกาลทาน

ทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งและต้องทำในกำหนดเวลา

ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ดังนั้นถ้ามีความเลื่อมใส

ใคร่จะทอดกฐินบ้างแล้ว พึ่งปฏิบัติดังต่อไปนี้

จองกฐิน

เมื่อจะไปจองกฐิน ณ วัดใด พอเข้าพรรษาแล้ว

พึงไปมนัสการสมภารเจ้าวัดนั้น กราบเรียนแก่ท่านว่า

ตนมีความประสงค์จะขอทอดกฐิน แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้

ณ วัดนั้น เพื่อให้รู้ทั่ว ๆ กัน การที่ต้องไปจองก่อนแต่เนิ่น ๆ

 ก็เพื่อให้ได้ทอดวัดที่ตนต้องการ

หากมิเช่นนั้นอาจมีผู้อื่นไปจองก่อน

นี้กล่าวสำหรับวัดราษฎร์ ซึ่งราษฎรมีสิทธิจองได้ทุกวัด

 แต่ถ้าวัดนั้นเป็นวัดหลวง อันมีธรรมเนียมว่าต้องได้รับกฐินหลวงแล้ว

ทายกนั้น ครั้นกราบเรียนเจ้าอาวาสท่านแล้ว

 ต้องทำหนังสือยื่นต่อกองสัมฆการีกรมการศาสนา

กระทรวงศึกษาธิการ ขอเป็นกฐินพระราชทาน

 ครั้นคำอนุญาตตกไปถึงแล้ว จึงจะจองได้

เตรียมการ ครั้นจองกฐินเรียบร้อยแล้ว เมื่อออกพรรษาแล้ว

 จะทอดกฐินในวันใด ก็กำหนดให้แน่นอน

 แล้วกราบเรียนให้เจ้าวัดท่านทราบวันกำหนดนั้น

 ถ้าเป็นอย่างชนบท สมภารเจ้าวัด ก็บอกติดต่อกับชาวบ้านว่า

วันนั้นว่านี้เป็นวันทอดกฐิน ให้ร่วมแรงร่วมใจกัน

จัดหาอาหารไว้เลี้ยงพระ และเลี้ยงผู้มาในการกฐิน

ครั้นกำหนดวันทอดกฐินแล้ว ก็เตรียมจัดหาเครื่องผ้ากฐิน

 คือไตรจีวร พร้อมทั้งเครื่องบริขารอื่น ๆ

 ตามแต่มีศรัทธามากน้อย (ถ้าจัดเต็มที่มักมี 3 ไตร คือ

องค์ครอง 1 ไตร คู่สวดองค์ละ 1 ไตร)

วันงาน พิธีทอดกฐินเป็นบุญใหญ่ดังกล่าวมาแล้ว

ดังนั้น โดยมากจึงจัดงานเป็น 2 วัน

วันต้นตั้งองค์พระกฐินที่บ้านของเจ้าภาพก็ได้ จะไปตั้งที่วัดก็ได้

กลางคืนมีการมหรสพครึกครื้นสนุกสนาน

ญาติพี่น้องและมิตรสหายก็มักจะมาร่วมอนุโมทนา

รุ่งขึ้นเป็นที่วันทอด ถ้าไปทางบก ก็มีแห่ทางขบวนรถ

หรือเดินขบวนกันไป มีแตรวงหรืออื่น ๆ เป็นการครึกครื้น

 ถ้าไปทางเรือก็มีแห่งทางขบวนเรือสนุกสนาน

 โดยมากมักแห่ไปตอนเช้า และเลี้ยงพระเพล

การทอดกฐิน จะทอดในตอนเช้านั้นก็ได้ ทอดเพลแล้วก็ได้

สุดแล้วแต่สะดวก การเลี้ยงพระ ถ้าเป็นอย่างในชนบท

ชาวบ้านจัดภัตตาหารเลี้ยงด้วย เจ้าของงานกฐินก็จัดไปด้วย

อาหารมากมายเหลือเฟือ แม้ข้อนี้ ก็สุดแต่กาละเทศะแห่งท้องถิ่น

อนึ่ง ถ้าตั้งองค์กฐินในวัดที่จะทอดนั้น

เช่น ในชนบทตอนเย็น ก็แห่งองค์พระกฐินไปตั้งที่วัด

 กลางคืนมีการฉลองรุ่งขึ้น เลี้ยงพระเช้าแล้ว

 ทอดกฐิน ถวายภัตตาหารเพล

การถวายผ้ากฐิน การถวายผ้ากฐินนั้น คือ

เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว

เจ้าภาพอุ้มผ้ากฐินนั่งหันหน้าตรงต่อพระประธาน ตั้งนะโม 3 จบ

แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน 3 จบ

 ถ้าเป็นกฐินสามัคคีก็มักเอาด้ายสายสิญจน์โยงผ้ากฐิน

 เมื่อจับได้ทั่วถึงกัน แล้วหัวหน้านำว่าคำถวาย

 ครั้นจบแล้ว พระสงฆ์รับว่า สาธุ

เจ้าภาพก็ประเคนผ้าไตรกฐินแก่ภิกษุผู้เถระ

ครั้นแล้วประเคนเครื่องบริขารอื่น ๆ

 เสร็จแล้ว พระสงฆ์ก็ทำพิธีมอบผ้าให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

ซึ่งเป็นพระเถระ มีจีวรเก่า รู้ธรรมวินัย

ครั้นเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร

 ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดกฐินเพียงนี้



พิธีกรานกฐิน

พิธีกรานกฐินเป็นพิธีฝ่ายภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะ

คือภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินนั้น นำผ้ากฐินไปทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง

 เย็บ ย้อม แห้ง เรียบร้อยดีแล้ว เคาะระฆัง ประชุมกันในโรงพระอุโบสถ

ภิกษุผู้รับผ้ากฐิน ถอนผ้าเก่าอธิษฐานผ้าใหม่ที่ตนได้รับนั้น

เข้าชุดเป็นไตรจีวร

เสร็จแล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ขึ้นสู่ธรรมาสน์แสดงพระธรรมเทศนา

กล่าวคือเรื่องประวัติกฐินและอานิสงส์

ครั้งแล้วภิกษุผู้รับผ้ากฐิน นั่งคุกเข่าตั้งนะโม 3 จบ

 แล้วเปล่งวาจาในท่ามกลางชุมนุมนั้น ตามลักษณะผ้าที่กรานดังนี้

ถ้าเป็นผ้าสังฆาฏิ เปล่งวาจากรานกฐินว่า "อิมายสงฺฆาฏิยา กฐินํ อตฺถรามิ"

แปลว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าสัมฆาฎินี้

(ในเวลาว่านั้นไม่ต้องว่าคำแปลนี้) 3 จบ

ถ้าเป็นผ้าอุตตราสงค์เปล่งวาจากรานกฐินว่า

"อิมินาอุตฺตราสงฺเคน กฐินํ อตฺถรามิ"

 แปลว่าจ้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอุตตราสงค์นี้ 3 จบ

ถ้าเป็นผ้าอันตรวาสก (สบง) เปล่งวาจากรานกฐินว่า

 "อิมินา อนฺตรวาสเกน กฐินํ อตฺถรามิ"

แปลว่าข้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอันครวาสกนี้ 3 จบ

ลำดับนั้น พระสงฆ์นั่งคุกเข่าพร้อมกันแล้วกราบพระ 3 หน

เสร็จแล้ว ตั้งนะโมพร้อมกัน 3 จบ

แล้วท่านผู้ได้รับผ้ากฐินหันหน้ามายังกลุ่มภิกษุสงษ์

กล่าวคำอนุโมทนาประกาศดังนี้

"อตฺถตํ อาวุโส สงฺฆสฺส กฐินํ ธมฺมิโก

กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ" 3 จบ

(แปลว่า อาวุโส! กฐินสงฆ์กราบแล้ว

การกรานกฐินเป็นธรรม ข้าพเจ้าขออนุโมทนา)

คำว่า อาวุโส นั้น ถ้ามีภิกษุอื่น

ซึ่งมีพรรษามากกว่าภิกษุผู้ครองกฐินแม้เพียงรูปเดียวก็ตาม

 ให้เปลี่ยนเป็น ภนฺเต

ต่อนั้น พระสงฆ์ทั้งปวงรับว่า สาธุ พร้อมกัน

แล้วให้ภิกษุทั้งปวง อนุโมทนาเรียงองค์กัน

ไปทีละรูป ๆ ว่า "อตฺถตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส

กฐินฺ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ" 3 จบ

พระสงฆ์ทั้งปวงรับว่า สาธุ

ทำดังนี้ จนหมดภิกษุผู้ประชุมอนุโมทนา

(ถ้าผู้อนุโมทนา มีพรรษาแก่กว่าสงฆ์ทั่งปวง

 ให้เปลี่ยนคำว่า ภนฺเต เป็น อาวุโส)

ในการว่าคำอนุโมทนานี้พึงนั่งคุกเข่าประนมมือ

เสร้็แล้วจึงนั่งพับเพียบลง

เมื่อเสร็จแล้ว ให้นั่งพร้อมกันคุกเข่าประนมมือ

หันหน้าตรงต่อพระพุทธปฏิมา ว่าพร้อมกันอีก 3 จบ

 แต่ให้เปลี่ยนคำว่า อนุโมทามิ เป็น อนุโมทาม

เป็นอันเสร็จไปชั้นหนึ่ง

ต่อแต่นั้นกราบพระ 3 หน นั่งพับเพียบ

สวดปาฐะและคาถาเนื่องด้วยกรานกฐิน

จบแล้วก็เป็นเสร็จพิธีการกรานกฐิน



อานิสงส์กฐินสำหรับพระ

ในพระวินัย ระบุอานิสงส์กฐินไว้ 5 คือ

1. เข้าบ้านได้โดยมิต้องบอกลาภิกษุด้วยกัน
2. เอาไตรจีวรไปโดยไม่ครบสำรับได้
3. ฉันอาหารเป็นคณะโภชน์ได้
4. เก็บจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
5. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นของเธอผู้จำพรรษาในวัดนั้น


อนิสงส์กฐินสำหรับผู้ทอด

โดยทั่วไปผู้เขียนเองและแม้ผู้รู้บางท่าน

ก็ยังไม่เคยพบในพระบาลีที่ระบุไว้โดยตรง

 แต่ว่าการทอดกฐินเป็นกาลทาน ปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียว

 วันหนึ่งทำได้ครั้งเดียวในปีหนึ่ง ๆ

ต้องทำภายในกำหนดเวลา

และผู้ทอดก็ต้องตระเตรียมจัดทำเป็นงานใหญ่

ต้องมีผู้ช่วยเหลือหลายคน

จึงนิยมกันว่าเป็นพิธีบุญที่อานิสงส์แรง

น่าคิดอีกทางหนึ่งว่า พิธีเช่นนี้ได้ทั้งโภคสมบัติ

เพราะเราเองบริจาค ได้ทั้งบริวารสมบัติ

เพราะได้บอกบุญแก่ญาติมิตรให้มาร่วมการกุศล

กาลทานเช่นนี้ เรียกว่า ทานทางพระวินัย

คำถวายผ้ากฐิน อย่างมหานิกาย

อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (ว่า 3 หน)

แปลว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์"

คำถวายผ้ากฐิน อย่างธรรมยุตติกนิกาย

อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินนทุสฺสํ

สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต

สงฺโฆ อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ

ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน

กฐินํ อตฺถรตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย

แปลว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐิน

พร้อมทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย

และครั้นรับแล้วขอจงกรานกฐินด้วยผ้านี้

เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย

สิ้นกาลนานเทอญ"

หมายเหตุ

ในการทอดกฐินนี้ ยังมีกฐินและข้อพิเศษ

ที่ควรนำมากล่าวไว้ด้วย คือ 1. จุลกฐิน 2.ธงจระเข้

1. จุลกฐิน มีกฐินพิเศษอีกชนิดหนึ่ง

 เรียกว่าจุลกฐินเป็นงานที่มีพิธีมาก

ถือกันว่ามาแต่โบราณว่า มีอานิสงส์มากยิ่งนัก

 วิธีทำนั้น คือเก็บฝ้ายมากรอเป็นด้วย

และทอให้แล้วเสร็จเป็นผืนผ้าในวันเดียวกัน

 และนำไปทอดในวันนั้น กฐินชนิดนี้ ต้องทำแข่งกับเวลา

มีผู้ทำหลายคน แบ่งกันเป็นหน้าที่ ๆ ไป

ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันแล้ว

"วิธีทอดจุลกฐินนี้ มีปรากฏในหนังสือ

เรื่องคำให้การชาวกรุงเก่าว่า บางทีเป็นของหลวง

ทำในวันกลางเดือน 12 คือ

ถ้าสืบรู้ว่าวัดไหนยังไม่ได้รับกฐิน

ถึงวันกลางเดือน 12 อันเป็นที่สุดของพระบรมพุทธานุญาต

ซึ่งพระสงฆ์จะรับกฐินได้ในปีนั้น

 จึงทำผ้าจุลกฐินไปทอด

 มูลเหตุของจุลกฐินคงเกิดแต่จะทอดในวันที่สุดเช่นนี้

จึงต้องรีบร้อนขวนขวายทำให้ทัน

เห็นจะเป็นประเพณีมีมาเก่าแก่

 เพราะถ้าเป็นชั้นหลังก็จะเที่ยวหาซื้อผ้าไปทอดได้

หาพักต้องทอใหม่ไม่" (จากวิธีทำบุญ ฉบับหอสมุด หน้า 119)

2. ธงจระเข้ ปัญหาที่ว่าเพราะเหตุไร

จึงมีธงจระเข้ยกขึ้นในวัดที่ทอดกฐินแล้ว

 ยังไม่ปรากฎหลักฐาน และข้อวิจารณ์ อันสมบูรณ์

โดยมิต้องสงสัย เท่าที่รู้กันมี 2 มติ คือ



1. ในโบราณสมัย การจะเดินทาง

ต้องอาศัยดาวช่วยประกอบเหมือน

เช่น การยกทัพเคลื่อนขบวนในตอนจวนจะสว่าง

จะต้องอาศัยดาวจระเข้นี้ เพราะดาวจระเข้นี้ขึ้นในจวนจะสว่าง

การทอดกฐิน มีภาระมาก บางทีต้องไปทอด

 ณ วัดซึ่งอยู่ไกลบ้าน ฉะนั้น การดูเวลาจึงต้องอาศัยดาว

 พอดาวจระเข้ขี้น ก็เคลื่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี

และต่อมาก็คงมีผู้คิดทำธงในงานกฐิน

 ในชั้นต้น ก็คงทำธงทิวประดับประดาให้สวยงาม

ทั้งที่องค์กฐิน ทั้งที่บริเวณวัด

และภายหลัง คงหวั่นจะให้เป็นเครื่องหมายเนื่องด้วยการกฐิน

ดังนั้น จึงคิดทำธงรูปจระเข้ เสมือนประกาศให้รู้ว่าทอดกฐินแล้ว

2. อีกมติหนึ่งเล่าเป็นนิทานโบราณว่า

ในการแห่กฐินในทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่ง

มีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงอุตส่าห์ว่ายน้ำตามเรือไปด้วย

แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดกำลังว่ายตามต่อไปอีกไม่ไหว

 จึงร้องบอกอุบาสกว่า เหนื่อยนักแล้ว

ไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองการกุศล

วานท่านเมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้า เพื่อเป็นสักขีพยานว่า

ได้ไปร่วมการกุศลด้วยเถิด อุบาสกผู้นั้นจึงได้เขียนรูปจระเข้

ยกเป็นธงขึ้นในวัดเป็นปฐม และสืบเนื่องมาจนบัดนี้



ขอบคุณที่มา..เวป..ธรรมะไทย


















Create Date : 27 ตุลาคม 2557
Last Update : 27 ตุลาคม 2557 13:18:36 น.
Counter : 8607 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ