Group Blog
All Blog
### 5 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ###




เป็นเบาหวานห้ามกินน้ำตาล....จริงหรือ









ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี โรคเบาหวาน ยังคงเป็นโรคยอดฮิตของคนไทย

ความน่ากลัวของ โรคเบาหวาน อยู่ที่โรคนี้อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ ได้อีกหลายสิบโรค

ในเรื่องความเชื่อและความจริงของโรค อยากชวนทุกท่าน

ไปค้นหาคำตอบที่ถูกต้องด้วยกัน เพราะไม่แน่ว่า ความเชื่อ (ผิด ๆ) ต่อไปนี้

อาจเป็นสิ่งที่หลายคนอ่านแล้วต้องบอกว่า “ไม่น่าเชื่อ” ก็เป็นได้…

ความเชื่อลำดับที่ 1 : แป้งและน้ำตาลเท่านั้นที่ก่อเบาหวาน

เนื่องจากโรคนี้มีชื่อว่า “เบาหวาน” ทำให้หลายคนเข้าใจว่า

ปัจจัยก่อโรคเกิดจากการกินแป้งหรือน้ำตาลเป็นหลัก

แต่นักวิจัยจากโรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ด

(Harvard School of Public Health: HSPH) ประเทศสหรัฐอเมริกา

ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า เนื้อสัตว์ใหญ่จำพวกเนื้อแดง (Red Meat)

ช่น เนื้อวัว เนื้อหมู รวมทั้งเนื้อที่ผ่านการปรุงแต่งเช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม และอื่นๆ

ก็เป็นตัวการก่อโรคเบาหวานเช่นกัน

จากการศึกษาพบว่า นอกจากแป้งและน้ำตาลแล้ว

ไขมันอิ่มตัวซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ใหญ่ กลับเป็นอีกตัวการหนึ่ง

ที่ก่อโรคเบาหวาน เพราะไขมันอิ่มตัวจะไปยับยั้งให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้น้อยลง

 ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ช้า และเมื่อน้ำตาลไม่ลด

ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินออกมาเพิ่มเกินกว่าปกติ

เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักเกินไป

และเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้

เหมือนตอนที่ตับอ่อนยังทำงานเป็นปกติ ซึ่งจะนำไปสู่โรคเบาหวานในที่สุด

 ความคิดที่ว่า หากเรากินเนื้อสัตว์ใหญ่เต็มที่ แต่ควบคุมการกินแป้งและน้ำตาล

ให้อยู่ในปริมาณไม่มาก จะไม่มีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวาน

จึงอาจเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

แม้เนื้อสัตว์ใหญ่จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแต่การกินอาหารประเภทโปรตีนและไขมันนั้น

ถือเป็นสิ่งที่ร่างกายเราขาดไม่ได้ดังนั้น เราจึงควรปรับเปลี่ยน

จากเนื้อสัตว์เป็นอาหารประเภทอื่นๆ แทน ได้แก่

กินโปรตีนจากพืชและปลาเป็นหลัก วอลเตอร์ วิลเลตต์ (Walter Willett)

นักโภชนาการชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ดูแลงานวิจัยข้างต้น แนะนำว่า

คนที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการกินเนื้อแดงรวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อแดง

แล้วหันมากินโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น โปรตีนจากเมล็ดธัญพืช

หรือโฮลเกรน ถั่ว เต้าหู้ รวมทั้งเนื้อปลาที่มีไขมันต่ำ

เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่จำเป็น โดยไม่ต้องรับไขมันปริมาณมากเข้าไปด้วย

กินไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวคือปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน

ทางเลี่ยงที่จะทำให้ร่างกายได้รับไขมันโดยไม่ทำร้ายสุขภาพ

จึงเป็นการเลือกกินไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันชนิดร้ายในร่างกายได้

เช่น ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ เมล็ดทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก อะโวคาโด

อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ดร.วินัย ดะห์ลัน

ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล

แนะนำว่า ถึงเป็นไขมันชนิดดี แต่ก็ไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไป

เพราะจะเป็นโทษต่อระบบทางเดินอาหาร

ความเชื่อลำดับที่ 2 : ผู้ป่วยเบาหวานกินผักได้ไม่อั้น

แน่นอนว่าการกินผักนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่สำหรับใครที่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่

แม้แต่การกินผักก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังไม่ต่างจากการควบคุมอาหารอื่นๆ เลยค่ะ

คำจำกัดความของคำว่า “ผัก” ที่กว้างเกินไป อาจทำให้เราเลือกกินผักอย่างผิดๆได้

เพราะในผักบางชนิด โดยเฉพาะผักประเภทหัวหรือรากถือเป็นผักที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง

หากกินมากๆ จึงอาจให้ผลไม่ต่างจากการกินแป้ง ซึ่งผักแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน

คือ ผักประเภท ก เป็นผักที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ให้พลังงานน้อย

ซึ่งได้แก่ ผักใบเขียวต่างๆ อาทิ ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักปวยเล้ง ผักกาด กะหล่ำปลี

ใบโหระพา ใบกะเพรา บวบ แตงกวา มะเขือเทศ

แต่สำหรับ ผักประเภท ข เป็นผักที่ให้พลังงานมากกว่า และไม่ควรชะล่าใจในการกิน

โดยผักกลุ่มนี้ อาทิ ฟักทอง แครอต บรอกโคลี มะละกอดิบ หน่อไม้ มะระ

หอมหัวใหญ่ เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว ถั่วงอก ดังนั้น ผักที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินได้

ไม่จำกัดจึงเป็นผักประเภท ก เท่านั้น ส่วนผักประเภท ข

นับเป็นผักในกลุ่มที่ควรควบคุมปริมาณ เพราะหากกินมากไป

อาจทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

การกินผักให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทำได้ดังนี้

ปรับลดปริมาณผักให้สมดุล ในการปรับปริมาณผักให้สมดุลนั้น

 อาจารย์รุ้งระวีบอกไว้ว่า หากผู้ป่วยเบาหวานบางคนต้องการกินผักประเภท ข

ก็สามารถกินได้ แต่ต้องลดการกินอาหารในหมวดอื่นๆทดแทนกินผักสดแทนผักทอด

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงวรรณี นิธิยานันท์

ที่ปรึกษาศูนย์เบาหวาน ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า หากหิวระหว่างวัน

แนะนำให้กินผักแก้หิวได้ แต่ควรเป็นผักใบ จะนำไปต้มหรือกินสดๆ ก็ได้

แต่ไม่ควรนำไปทอด เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาได้

กล่าวคือ แม้ผู้ป่วยเบาหวานจะได้รับคำแนะนำให้กินผักเป็นอาหารยืนพื้น

 แต่ก็ต้องเลือกให้ถูกประเภทด้วย ไม่อย่างนั้น

อาหารที่มีประโยชน์อาจกลายเป็นโทษได้ค่ะ

ผลไม้

ความเชื่อลำดับที่ 3 : น้ำตาลจากผลไม้คือน้ำตาลที่ปลอดภัย

ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนจำต้องตัดใจจากขนมหวานของโปรด

เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ผลไม้จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

เพราะใครๆ ต่างก็คิดว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย

แถมยังให้แคลอรีต่ำกว่าขนมหวานอีกด้วย แต่ในความเป็นจริง

 อาจารย์สุระภี เสริมพณิชกิจ กรรมการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย

และที่ปรึกษาด้านโภชนบำบัด ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลรามาธิบดี

เคยกล่าวไว้ว่า พฤติกรรมการกินผลไม้ของผู้ป่วยเบาหวานกลับกลายเป็นตัวการหนึ่ง

ที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงกว่าเดิม เนื่องจากในผลไม้มีน้ำตาลฟรักโทส (Fructose)

ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้

ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง โภชนาการกับผลไม้ ระบุถึงข้อควรระวังในการกินผลไม้

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มเติมว่า “สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ถึงแม้จะมีรายงานว่า

 ผลไม้ส่วนใหญ่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับค่าดัชนีน้ำตาลของผลไม้

ยังมีไม่ครบถ้วน ดังนั้นถึงแม้ผู้ป่วยเบาหวานจะสามารถเลือกรับประทานผลไม้

ได้หลากหลายชนิด แต่ควรระมัดระวังเรื่องปริมาณและชนิดของผลไม้ที่บริโภคด้วย”

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

อ่านข้อมูลด้านบนแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจจนไม่กล้ากินผลไม้ค่ะ

เพราะน้ำตาลในผลไม้ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด เพียงแค่เรารู้จักปรับวิธีกิน

ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมก็เป็นอันใช้ได้เริ่มจากปฏิบัติตามคำแนะนำ

ของอาจารย์สุระภี ที่กล่าวถึงหลักการกินผลไม้ในหนึ่งมื้อสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คือ…

ผลไม้รสหวานจัด เช่น มะม่วงสุก กล้วยหอม กินได้ 6 คำ

ผลไม้รสหวานปานกลาง เช่น ลิ้นจี่ องุ่น สับปะรดกินได้ 8 – 10 คำ

ผลไม้รสหวานน้อย เช่น ชมพู่ ฝรั่ง แก้วมังกร กินได้ 10 – 15 คำ

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกกินผลไม้เพียงมื้อละ 1 ชนิด วันละ 2 – 3 ครั้งหลังอาหาร

เพราะการกินผลไม้ครั้งละมาก ๆ แม้จะเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน

ก็อาจทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงได้ นอกจากนั้นควรเลี่ยงผลไม้ตากแห้ง

 ผลไม้กวน ผลไม้เชื่อม ผลไม้แช่อิ่ม และผลไม้กระป๋อง ควรกินผลไม้สด

เพราะจะช่วยควบคุมอาการเบาหวานได้ดี

โดยก่อนจะเลือกกินผลไม้ ลองดูปริมาณน้ำตาลดังตารางต่อไปนี้ก่อนค่ะ”

ความเชื่อลำดับที่ 4 : เบาหวาน เป็นโรคของคนอ้วน

เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน คำจำกัดความของโรคนี้มักจะมาพร้อมกับภาพของคนอ้วน

เนื่องจากคนเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ไปจนถึงวัยสูงอายุ

และส่วนมากคนที่เป็นจะมีรูปร่างค่อนไปทางเจ้าเนื้อ

ประกอบกับโรคเบาหวานนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินเป็นหลักสำคัญ

หลาย ๆ คนจึงอาจคิดว่า หากเราเป็นคนรูปร่างผอมคงไม่มีทางเป็นโรคนี้ได้

แต่หากถามต่อว่า ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานมาตั้งแต่เด็ก

และไม่ได้อ้วนแต่อย่างใด จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้หรือไม่

คำตอบคือ “คนไม่อ้วนมีความเสี่ยงน้อยกว่า”

 อย่างไรก็ตาม สำหรับคนผอมเอง หากไม่ควบคุมอาหาร

หรือเลือกกินอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย

วันหนึ่งโรคเบาหวานก็อาจมาเยือนได้เหมือนกันค่ะ

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

สำหรับการดูแลโรคเบาหวานจากสาเหตุนี้ อาจมีความแตกต่างออกไปจากข้ออื่นๆ

โดยจะพูดถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้ลูกเกิดมาเป็นเบาหวาน

รวมทั้งการดูแลตัวเองสำหรับคนผอมที่ไม่อยากเป็นเบาหวาน

ดังเช่นดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ เริ่มจากคุณหมอไกรสิทธิ์

ที่แนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ใส่ใจเรื่องสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ด้วย

เพื่อให้ทารกไม่เกิดภาวะขาดอาหาร มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

คือประมาณ 3,000 กิโลกรัม

กินอาหารค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในหลักการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกโรค

โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับการรับพลังงานจากอาหาร

ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญกลูโคสในร่างกาย

ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมลุกขึ้นมา

ขยับตัวกันวันละนิดวันละหน่อยโรคเบาหวานจะได้ไม่มากวนใจค่ะ

ดูทีวีนาน ได้เบาหวานเป็นของแถม…

การดูทีวีเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้คนไม่ออกกำลังกายและทำให้อ้วน

ดังนั้น การลดเวลาดูทีวีลงแล้วลุกไปทำอย่างอื่นให้มากขึ้น

จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้ค่ะ

กรรมพันธุ์

ความเชื่อลำดับที่ 5 : คนที่บ้านเป็นเบาหวาน ลูกหลานต้องเป็นด้วย

อย่างที่ทราบกันว่า ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ก่อโรคเบาหวานคือพันธุกรรม

และด้วยตัวเลขสถิติผู้ป่วยเบาหวานทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกที่ยังคงพุ่งขึ้นสูง

นั่นจึงหมายความว่า บนโลกใบนี้มีบุคคลที่มียีนเบาหวานในร่างกาย

หลายร้อยล้านคนเลยทีเดียว

อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

ผู้เขียนหนังสือเรื่อง กินอย่างไรไม่อ้วน ไม่มีโรค อธิบายว่า

“ลักษณะพันธุกรรมของชาวเอเชียถือว่ามียีนประหยัด (Thrifty Gene)

ซึ่งทำหน้าที่สะสมอาหารที่กินอย่างเหลือเฟือไว้ในรูปของไขมันที่หน้าท้อง

เพื่อใช้ในยามที่ขาดแคลนอาหาร” ลักษณะแบบนี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง

ที่ทำให้คนเอเชียอ้วนลงพุงได้ง่าย ยิ่งคนที่กินอาหารมาก แต่ไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน

ก็จะเกิดปัญหาการดื้ออินซูลินและเป็นเบาหวานตามมา

อาจารย์วรรณี ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เบาหวาน กล่าวว่า

พันธุกรรมไม่ได้มีส่วนก่อโรคเบาหวานมากเท่าไร

เพราะคนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยอื่นๆ มากกว่า

ฉะนั้น ความเชื่อที่ว่า หากคนในครอบครัวเป็นเบาหวานแล้ว เราจะเป็นโรคนี้ด้วย

จึงไม่จริงเสมอไป โดยเฉพาะคนที่เพิ่งพบว่าตนเองเป็นเบาหวานตอนอายุมากแล้วค่ะ

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

ในเมื่อเรื่องของพันธุกรรม คือเรื่องเกี่ยวกับการสืบทอดเชื้อสาย

รวมทั้งยีนก่อโรคไปยังคนรุ่นหลังๆ

จุดเริ่มต้นที่ดีจึงเป็นการป้องกันตัวเองจากโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนี้

ปลูกฝังให้ลูกกินอาหารสุขภาพ โดยเฉพาะคุณพ่อหรือคุณแม่

ที่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรปลูกฝังให้ลูกเริ่มต้นดูแลสุขภาพของตน

ตั้งแต่เด็ก เพื่อป้องกันปัญหาโรคเบาหวานที่อาจตามมา

วิธีง่ายๆ คือ ปรับอาหารสำหรับคนในครอบครัวให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพทุกๆ มื้อ

 โดยพยายามเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งใดๆ

ไม่ปรุงรสให้หวานมัน เค็ม แต่อาจจะกินรสเผ็ดและเปรี้ยวได้บ้างเล็กน้อย

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนความเชื่อให้ถูกต้องแล้ว

สิ่งที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากเบาหวานได้ คือการลงมือปฏิบัติ

เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต

# Rama Channal







Create Date : 15 มีนาคม 2557
Last Update : 17 มีนาคม 2557 10:54:55 น.
Counter : 1374 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ