Group Blog
All Blog
<<< " อย่ายึดอย่าติด" >>>









“อย่ายึดอย่าติด”

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่

ที่เราคิดว่าเป็นของเรานั้น ไม่ใช่เป็นของเราอย่างแท้จริง

 เป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง

ร่างกายของเราก็เป็นของเราเพียงระยะหนึ่ง

พออายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี ก็ต้องคืนเขาไป

อาจจะต้องคืนไปก่อนนั้นก็ได้

บางคนอายุเพียงหนึ่งวันก็ตายไปก็มี

หนึ่งเดือนตายไปก็มี หนึ่งปีตายไปก็มี

 ยี่สิบปี สามสิบปี สี่สิบปีตายไปก็มี ไม่แน่นอน

 เรื่องอายุขัยของคนเรา แต่เรื่องที่แน่นอนก็คือ

 ต้องคืนเขาไปทุกคน พวกเราทุกคนที่อยู่ในศาลานี้

 สักวันหนึ่งก็ต้องคืนร่างกายนี้ไปสู่ดินน้ำลมไฟ

 ที่เป็นเจ้าของเดิม แต่ใจของเราไม่ได้ไปกับร่างกาย

จะไปตามบุญตามกรรมต่อไป ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า

 แล้วทำแต่สิ่งที่ดีที่งาม ละเว้นจากการทำบาปทำกรรม

 เวลาร่างกายแตกดับไป ก็จะไปสู่ที่ดี สู่สุคติ

 เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้

 แล้วนำมาสั่งสอนพวกเรา

ผู้ที่ได้ยินได้ฟังแล้วนำไปปฏิบัติตาม

ก็จะได้รับผลประโยชน์ที่ดี

เช่นเดียวกับพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

ที่เชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า

 ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่นี้ ไม่ใช่ของเรา

ไม่ใช่ตัวเรา ก็พยายามตัดความยึดติดในร่างกาย

 ในสมบัติต่างๆ มีทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทองมากน้อยเพียงไร

 ก็สละให้ผู้อื่นหมด แล้วก็ออกบวช อยู่แบบนักบวช

 มีเพียงแต่ปัจจัยสี่ไว้คอยดูแลรักษาร่างกายเท่านั้น

 ส่วนจิตใจก็มีธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม

 นั่งสมาธิเจริญปัญญา ทำจิตใจให้สงบ

เพื่อกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ที่คอยฉุดลากให้ไปทำบุญ ให้ไปทำบาป

ให้ไปเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยในภพใหญ่

ให้หมดสิ้นไป จนใจสะอาดบริสุทธิ์

 กลายเป็นพระอรหันต์ เป็นนิพพานขึ้นมาแล้ว

ใจก็ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป ไม่ต้องไปทุกข์

ไม่ต้องไปทุกข์กับการแก่ การเจ็บ การตาย

การพลัดพรากจากกัน เหมือนที่พวกเรากำลังทุกข์กันอยู่

เวลาที่เราสูญเสียญาติพี่น้อง คนที่เรารักไป

เราก็ร้องห่มร้องไห้ กินไม่ได้นอนไม่หลับกัน

 เพราะหลงยึดติดร่างกายของคนนั้นคนนี้

ว่าเป็นพี่น้องของเรา เป็นญาติของเรา

 แต่ความจริงแล้วเขาเป็นเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้นเอง

 ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ต่างกันตรงที่

ร่างกายมีใจมาครอบครอง จึงทำให้ร่างกายนี้พูดได้

ทำได้ มีความรู้สึก แต่ผู้ที่พูด ผู้ที่ฟัง

ผู้ที่มีความรู้สึกนี้ไม่ใช่ร่างกาย เป็นใจต่างหาก

 ถ้าร่างกายไม่มีใจเมื่อไหร่แล้ว ก็จะไม่รู้สึกอะไร

จะฟังอะไรไม่ได้ยิน จะไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

ลองไปพูดกับคนตายดู ลองไปสะกิดร่างกายของคนตายดู

 เอาเข็มไปทิ่มร่างกายของคนตายดู

จะสะดุ้งขึ้นมาหรือไม่ จะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้เลย

 เหมือนต้นไม้ เอามีดไปฟันก็จะไม่มีอาการสะดุ้ง

 เพราะไม่มีการรับรู้นั่นเอง เพราะไม่มีผู้รับรู้ในต้นไม้

 ร่างของคนตายก็เหมือนต้นไม้

 เพราะไม่มีใจผู้รับรู้อยู่กับร่างกายแล้ว

จะเอาไปทำอะไรก็ไม่เดือดร้อน

จะเอาไปฝังก็ไม่เดือดร้อน จะเอาไปเผาก็ไม่เดือดร้อน

 เพราะใจผู้เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง

 ไม่ได้อยู่ในร่างนั้นแล้ว ได้ออกเดินทางไปสู่ร่างใหม่แล้ว

 จะได้ร่างอะไรก็ขึ้นอยู่กับบุญกับกรรมที่ทำไว้

 นี่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้กัน

ไม่ให้หลง ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด

ไม่ต้องกลัวว่าร่างกายจะเป็นอะไรไป ไม่ต้องเสียดาย

ถึงเวลาจะเป็นอะไรก็ให้เป็นไป

 แต่ขณะที่ยังอยู่ก็ดูแลรักษากันไป

 เพราะยังต้องอาศัยร่างกาย

มาช่วยทำใจให้หลุดพ้นจากความหลง จากความทุกข์

จากการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าไม่มีร่างกาย

ก็จะไม่สามารถมาฟังเทศน์ฟังธรรม

 ทำบุญทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมได้

 เราจึงต้องดูแลรักษาร่างกายนี้ให้ดี

เพื่อจะได้เอามาช่วยเหลือจิตใจให้ได้ปฏิบัติธรรม

 เพื่อจะได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

อย่าเอาร่างกายไปทำในสิ่งที่ไร้สาระ ไร้คุณไร้ประโยชน์

 ไปสะสมลาภยศสรรเสริญสุขต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นที่พึ่งของเรา

 แต่จะทำให้เราหลง ทำให้มีความทุกข์มากยิ่งขึ้นไป

คนเราเวลาไม่มีเงินมีทองนั้น

 มีความทุกข์น้อยกว่าคนมีเงินมีทอง

 เพราะคนมีเงินมีทองจะต้องกังวลต้องห่วง

ต้องดูแลรักษา เวลาสูญเสียไปก็จะต้องทุกข์มาก

คนที่ไม่มีเงินมีทองก็ไม่ต้องมาทุกข์กับการดูแลรักษา

 ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล

ไม่ต้องร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ

 เพราะไม่มีเงินที่จะเสียไปนั่นเอง

 แต่คนที่มีกลับมีความทุกข์มากกว่าคนไม่มี

ยกเว้นคนที่มีแล้วฉลาด มีแล้วไม่ยึดไม่ติดไม่หวง

มีก็เอามาใช้ ให้เกิดคุณเกิดประโยชน์

ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำบุญทำทาน

 ให้ผู้อื่นมีความสุข ตนเองก็จะมีความสุขตาม

 อย่างนี้ก็เป็นประโยชน์ ถ้ารู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ ไม่ยึดไม่ติด

 เพราะรู้ว่าสักวันหนึ่งชีวิตของเราก็จะต้องหมดสิ้นไป

เงินทองหามาได้มากน้อยเพียงไร

 ก็จะกลายเป็นสมบัติของผู้อื่นไป

 แต่ถ้าเอามาทำบุญทำทานก่อน ก็จะเป็นสมบัติของเรา

 เป็นบุญเป็นกุศลติดตัวกับใจเราไป เมื่อไปเกิดข้างหน้า

ก็จะได้ไปเกิดดีกว่าเก่า เพราะบุญกุศล

จะทำให้รวยกว่าเก่าดีกว่าเก่า เราจึงไม่ควรมองข้าม

การปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

มีอะไรก็อย่ายึดอย่าติด เตรียมตัวเตรียมใจไว้

ว่าสักวันหนึ่งจะต้องจากมันไป

สิ่งไหนจำเป็นจะต้องเก็บไว้ก็เก็บไว้

 เพื่อดูแลรักษาชีวิตของเรา ส่วนที่ไม่มีความจำเป็น

ก็อย่าเก็บเอาไว้ให้เป็นภาระทางด้านจิตใจ

ให้เกิดความทุกข์ ทำให้เป็นคนใจแคบ ขาดความเมตตา

 ไม่มีความสุขกับทรัพย์สมบัติที่มีอยู่

 แต่ถ้าเอาใช้ให้เกิดประโยชน์ เราจะมีความสุข

 อย่างวันนี้เราเอาเงินทองไปซื้อข้าวซื้อของมาถวายพระ

 เราก็มีความสุข ความเย็นใจ ความปีติ ความภูมิใจ

 ถ้าไม่ได้ทำเราก็จะไม่มีความรู้สึกแบบนี้

จะมีแต่ความอยากได้เงินทองเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

อยากจะใช้เงินทองไปในทางที่ไม่มีประโยชน์

 เอาไปเที่ยว ไปซื้อของฟุ่มเฟือย

 แล้วก็ทำให้อยากจะได้เพิ่มขึ้นไปอีก

 เพราะต้องไปเที่ยวอีก ต้องไปซื้อของฟุ่มเฟือย ใหม่อีก

เที่ยวเท่าไหร่ซื้อมาเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ

จนเงินทองไม่พอใช้ก็ต้องดิ้นรนหาเงินหาทอง

 เพื่อมาเที่ยวเพื่อมาซื้อของฟุ่มเฟือยอีก

 ต่างกับการทำบุญ ทำได้มากเท่าไหร่แล้ว

 จิตใจจะมีความอิ่มมีความพอมากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

ทำให้ไม่อยากจะได้อะไร อยู่เฉยๆอยู่ที่บ้านก็มีความสุข

 เป็นอานิสงส์จากการที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น

ให้ของให้เงินทองคนอื่น ทำให้จิตใจของเรามีความอิ่ม

 ความสุข ความพอ ไม่หิว ไม่กระหาย

 ไม่อยากไปเที่ยว ไปซื้อของฟุ่มเฟือย

 เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์กับจิตใจ

ไม่ได้ให้ความอิ่มความสุขกับจิตใจ

จึงควรเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า

 ไม่มีอะไรเป็นของเราในโลกนี้ แม้กระทั่งร่างกาย

ก็ไม่ใช่ของเรา สักวันหนึ่งก็ต้องคืนเจ้าของเดิม

 คือดินน้ำลมไฟไป แล้วใจก็จะต้องไปต่อ

จะไปสุขไปทุกข์ ก็อยู่ที่บุญบาปที่ได้ทำไว้

ถ้าทำบุญไว้ก็จะไปดี ไปสู่ความสุขความเจริญ

 ถ้าทำบาปไว้ก็จะไปไม่ดี ไปสู่ความทุกข์ความวุ่นวายใจ

 เรามีทางเลือกคือทำดีหรือทำไม่ดี ยึดติดหรือไม่ยึดติด

 ถ้าไม่ยึดไม่ติดเราก็จะสบาย

เวลาต้องพลัดพรากจากอะไรไป ก็จะไม่ร้องห่มร้องไห้

 ไม่เศร้าโศกเสียใจ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

 เพราะเรารู้ว่าของต่างๆที่เรามีอยู่นี้ไม่ใช่ของเรา

 เรายืมเขามา สักวันหนึ่งเจ้าของก็ต้องมาทวงเอาคืนไป

 ไม่เห็นต้องมาร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอะไร

 นี่คือประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการมาวัด

 มาฟังเทศน์ฟังธรรมปฏิบัติธรรม จิตใจจะร่มเย็นเป็นสุข

 ท่ามกลางความวุ่นวาย ท่ามกลางเหตุการณ์

ที่เลวร้ายต่างๆ จิตใจจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น

 อย่างสะดวก อย่างสบาย

เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

 จึงขอให้ท่านทั้งหลายจงมีความเชื่อ

ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 และนำไปปฏิบัติให้มากเท่าที่จะมากได้

 เพื่อประโยชน์สุขที่จะตามมาต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

กำลังใจ ๒๙, กัณฑ์ที่ ๒๘๘

วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2562
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2562 5:57:59 น.
Counter : 108 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณmcayenne94

ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....