All Blog
--- ไ ป แ ห ล่ น เ ชี ย ง ค า น นำ เ ด้ อ ---


































1.

เ รื่ อ ง เ ล่ า ริ ม ช า ย โ ข ง ที่ เ ชี ย ง ค า น

หยุดสามวันนี้ มีโปรแกรมหลวม ๆ ในใจกันไว้ว่า จะไปเชียงคานหากว่าได้ที่พักแล้วแน่นอน หลังจากที่จองไว้ที่ สุเนต์ตา โฮสเทลแล้วปรากฏว่าเต็ม โฮมสเตย์ริมโขงก็เต็มอีก จนกระทั่งน้องรักโทรฯกลับมาว่าได้ที่พักเป็นบ้านหนึ่งหลัง เจ้าของบ้านจะบินกลับสวีเดนวันจันทร์ ยิ้มแป้นเลยพวกเรา เดินทางกันคืนวันศุกร์ ครอบครัวเรา 4 ชีวิต พร้อมแล้วก็ไปเลยยยยย

ใคร ๆ มักบอกว่า หากกำลังมองหาความสุขเล็ก ๆ ความสุขง่าย ๆ กับสถานที่ให้นึกถึงที่นี่ แต่มันถึงเวลาออกบ้านของฉันมากกว่า ไม่ได้คิดจะไปหาความสุข เพราะความสุขมันต้องเกิดจากข้างใน เพียงแต่รู้ว่าเวลาไปไหน ไปกับใครแล้วมีความสุข สถานที่เป็นเรื่องรองเสมอ

แล้วความสุขเล็ก ๆ ที่ว่ามันก็เดินทางไปพร้อม ๆ กับเรา ทุกคนเก็บเสื้อผ้าลงเป้ แต่งตัวเหมือนกับยังอยู่ที่บ้านและจะกลับไปเที่ยวบ้าน ฉันมีกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด 2 ตัว กะไปหาซื้อใส่เอาข้างหน้า ชอบที่จะเป็นแบบนั้น ซื้อแล้วใส่ถ่ายรูปกันทั้งแก๊งค์

สำหรับเชียงคาน ในความรู้สึกที่ใครต่อใครพูดถึงนั้นคือ เมืองเล็ก ๆ ริมฝั่งโขงบนสายน้ำเงียบสงบกลางอ้อมกอดอันอบอุ่นด้วยอัธยาศัยไมตรีของผู้คน ความงดงามของเรือนแถวไม้หลังสวย ไม่มีตึกสูง ๆ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีผู้เฒ่าผู้แก่ทอผ้าฝ้าย ผ้าห่มนวม หวงแหนวิถีชีวิตดั้งเดิมท่ามกลางความเจริญที่รายรอบที่พยายามจะรุกล้ำเข้ามา

ฉันอยากมองพระอาทิตย์ตกริมชายโขงปลายฤดูหนาวท่ามกลางบรรยากาศที่เจือด้วยความบริสุทธิ์ มองสายน้ำระเรื่อยไหลยามเย็นและเหล่านกกระยางเริงร่าโผบิน วันเวลาของการพักผ่อนของเราคงเหมือนเข็มนาฬิกาที่ค่อย ๆ ขยับไปอย่างเชื่องช้ามีเวลาเหลือเฟือที่จะตักตวงความสุขให้เต็มที่




2.

There is a river called THE RIVER OF NO RETURN
Sometimes it's peaceful and sometimes wild and free!


Love is a trav'ler on THE RIVER OF NO RETURN
Swept on for ever to be lost in the stormy sea Wail-a-ree
I can hear the river call [ no return, no return ]
Where the roarin' waters fall wail-a-ree
I can hear my lover call come to me [ no return, no return ]
I lost my love on the river and for ever my heart will yearn
Gone gone for ever down THE RIVER OF NO RETURN
Wail-a-ree wail-a-re-e-ee
She'll/He'll never return to me!
[ no return, no return, no return ]


แรกจะเล่าเรื่องราวริมสายน้ำ ก็นึกไปถึงเพลงนี้ ไม่ได้คิดถึงมาริลีน มอนโรมากขนาดนั้นหรอกนะ แต่มันมีที่มาคือ เราเคยร้องกับแม่ตอนเราเรียนมัธยมฯต้น เนื้อเพลงสั้น ๆ พอจำได้ เสมือนสายน้ำในความทรงจำ สายน้ำอะไรหนอ ที่ร่ำร้องย้ำ ๆ แต่คำว่า no return, no return และเราก็เด็กเกินกว่าจะเข้าใจ

เคยเห็นสายน้ำแห่งชีวิตของคนสองฝั่งนี้ที่เชียงของทั้งหน้าแล้งและหน้าฝน แต่มาเห็นที่เชียงคานปลายฤดูหนาว ที่แตกต่างแน่นอนก็คือ หน้าฝนเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำไหลเชี่ยวกรากน่าสะพรึงกลัว เห็นชาวบ้านริมฝั่งโขงไล่ล่าปลาบึกกันมากตอนนั้น เรานั่งริมฝั่งโขงที่ร้านนางนวล เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้ไล่ล่าเพราะเราสั่งอาหารทุกอย่างที่ทำมาจากปลาบึก ถ้าถามตอนนี้ จะไม่สั่ง ไม่อยากชิมแล้ว ปลาไหน ๆ ก็คงจะเหมือนกัน แล้วปลาบึกก็ไม่มีเหลือพอจะให้เราสั่งด้วย

ช่วงเวลาที่เราไปนั้น คนเชียงคานบอกเราว่า น้ำโขงลดลงมาก แทบจะเดินเรือไม่ได้ เราเห็นจริงกับตาตอนที่เราขับรถออกนอกเมืองไปปากชมและแวะกินอาหารที่คกไผ่ ถ่ายรูปสายน้ำยามเข้าหน้าแล้ง บ้างก็ว่าเป็นเพราะรัฐบาลจีนปิดเขื่อนเก็บกักน้ำ ทำให้เดือดร้อนเป็นลูกโซ่ นึกสงสัยเลยว่า ก่อนหน้านี้หน้าแล้งเป็นเช่นนี้หรือไม่

แม่น้ำสายหลักแห่งนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการแบ่งพรมแดนจังหวัดเลย ประเทศไทยกับเมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์และเมืองแก่นท้าว ไชยบุรี ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวออกจากกัน

ปลายทางแห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์ร่วมกันในการสู้รบแย่งชิงดินแดนกับจีนฮ่อและฝรั่งเศสมาเป็นเวลานาน เพราะยุคหนึ่งก็ยังเป็นเมืองท่าค้าขายของชาวลาว จีนแผ่นดินใหญ่และประเทศไทย จึงไม่น่าแปลกใจนักที่แถบลุ่มน้ำสายนี้จึงขนาบไปด้วยร้านค้าและบ้านเรือน ไปจนโรงเรียนสอนภาษาจีน จนกระทั่งปัจจุบันเราต่างเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ต่างพึ่งพาอาศัยกัน ผู้คนจากสองฟากฝั่งยังข้ามฟากและมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมความเจริญอย่างกลมกลืนบนแม่น้ำสายนี้ แน่นอนล่ะ..แม่น้ำแห่งนี้คือสายน้ำแห่งชีวิตของผู้คน


หากแต่ฉันคิดไปถึงเพลงนี้ท่อนนี้อีกแล้ว
Love is a trav'ler on THE RIVER OF NO RETURN
แน่ล่ะ..ฉันอาจจะโตขึ้นและพอจะเข้าใจมากขึ้นว่า
ทำไมแม่น้ำสายนี้จึงร่ำร้องแต่คำว่า no return , no return
ก็เพียงเพราะว่า.. ความรักบนเส้นทางมันสวยงามกว่าเส้นทางของความรักเสมอ!!




3.

วันที่ออกจากบ้านจะไปเลย เราไม่กลัวเลย แต่เราเกือบจะไปไม่ถึง!!

ปกติเราจะเติมน้ำมันที่แพร่ กะน้ำมันลิตรสุดท้ายที่ปั๊มนี้พอดี วันนี้เหลือติดมากกว่าทุกครั้ง และตั้งใจมาเติมที่นี่แหละก่อนไปต่อ ปรากฏว่า ถึงปั๊มแล้ว แต่ปั๊มปิด โอ๊ย..จะบ้าตาย ขับย้อนกลับไปเพื่อหาน้ำมันเติม โทรฯเข้ามือถือเพื่อนที่เมืองแพร่ถามหาปั๊มอื่น ปั๊มปิด มือถือเพื่อนปิด ต้องจอดและตั้งสติ เพราะเสี่ยงมากไม่ได้ เหลือน้ำมันไม่มาก จะได้ไปมั้ยเนี่ย..ตัดสินใจเข้าเมืองจอดถามร้านก๋วยเตี๋ยว ต้องคำนวณและย้อนไปสามแยกใหญ่ เห็นปั๊มเหมือนเห็นความฝันที่จับต้องได้

นี่อาจจะเป็นอีกเรื่องที่ถือว่าเรา ป ร ะ ม า ท ครั้งที่แล้วก็ที่กำแพงเพชร ยางระเบิดตอนตีสอง กำลังจะเปลี่ยนล้อ ปรากฏว่าไขควงกับน็อตเข้ากันไม่ได้ เพราะเราเปลี่ยนล้อแม็กซ์ อ๊ากส์!! ถ้าไม่ได้อู่ 24 ชั่วโมง เห็นจะไม่ถึงสุพรรณเป็นแน่แท้

ครั้งนี้ก็ถือว่าโชคยังช่วย ได้เห็นเมืองเชียงคานอยู่ ไม่ถึงกับต้องคลานกลับบ้านเพราะถอดใจ




4.

เราถึงเชียงคานตี 5 ของเช้าวันเสาร์ นึกออกเลยนะคะว่าโชเฟอร์ของฉันยี่ห้อม้าห้อจริง ๆ เขาขับรถเร็วแต่ไม่น่ากลัว ทำให้เราเห็นพระอาทิตย์ขึ้นหลังวัดป่ากลางขณะที่เรากำลังกินมื้อเช้าอยู่ ชงกาแฟเอง ดื่มน้ำมะตูม แล้วจึงโทรฯบอกน้องว่ามาถึงแล้ว ยังไม่เห็นที่ที่จะพัก
คิดในใจถึงบ้านที่จะพักว่าคงจะเป็นบ้านไม้หลังโดด ๆ ในซอย แต่ยังไงก็รู้ว่ามีที่พัก ตอนเลี้ยวเข้าซอยแคบ ๆ แล้วโผล่หัวรถออกมาเจอร้านเฮือนหลวงพะบาง ย้อนคิดกลับไปเลยว่า นายแน่มากที่สามารถเอารถเลาะออกไปได้ เพราะทางแคบมาก สำหรับทางคนเดินและจักรยาน
เราได้บ้านพักเป็นเหมือนบ้านจัดสรรชั้นเดียว สามห้องนอน สองห้องน้ำ สะดวกสบายเกินคาด อยู่ในซอย 18 ซึ่งสามารถเดินเล่นในเมืองเล็ก ๆ นี้ได้ เชื่อเถอะว่าเพียงสองวันสำหรับการเดินเที่ยวก็ครบทุกซอกทุกมุมแล้ว ที่เหลือเผื่อไว้อีกวันที่ออกนอกเส้นทางจะขับรถแบบชิลล์ ๆ จากเชียงคานไปท่าลี่ก็ได้ เพราะหลังจากที่เราเดินกันขาขวิด เราก็อยากนั่งรถชมวิวแม่น้ำโขงเพลิน ๆ เหมือนกัน เราไม่ได้ไปฤดูเก็บเกี่ยวจึงมองไม่เห็นทุ่งนาเขียว ๆ นอกจากเกาะแก่งยามน้ำงวดจนเหมือนเราจะเดินข้ามไปยังอีกฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน




5.

อ ะ ไ ร จ ะ เ กิ ด ก็ ต้ อ ง เ กิ ด . .

มันไม่ใช่คาถาปลง ๆ สำหรับเมืองท่องเที่ยวหรอก แต่มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกเลยก็ว่าได้
ระหว่างที่รอกาแฟอเมริกาโน่รสเข้มข้นจากร้านกาแฟเก๋ ๆ แห่งหนึ่งในเชียงคาน ฉันนั่งมองบ้านเรือนไม้หลังเก่า ๆ นึกสงสัยในใจว่า มีนายทุนกว้านซื้อไปทำเป็นเมืองเก่าแล้วหรือยัง บ้านเก่าที่ดูราวกับกำลังหายใจรวยระรินเหล่านี้ถูกปัดฝุ่นชุบชีวิตขึ้นมาด้วยน้ำมือของใครกันแน่

เจ้าของเดิมส่วนใหญ่เป็นใคร ให้เช่าหรือขายไปบ้างแล้ว ?

ฉันยกกาแฟมากินที่ร้านน้องข้าง ๆ เธอเป็นเภสัชกร ทำงานในพื้นที่นี้มานาน พื้นเพก็เป็นคนมหาสารคาม ไม่เปิดร้านขายยาแต่อยากทำธุรกิจเสริมที่เธอรัก เพราะเธอชอบถ่ายรูป ชอบทำโปสการ์ด อยากทำเสื้อและของที่ระลึกจากที่ที่เธออยู่ เริ่มจากรับมาขายจนกระทั่งเลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ เหตุที่เจอลูกเล่นกระบิดกระบวนท่ามากของร้านที่เธอรับมาขายนั่นด้วยร้านที่เธอเช่าทำธุรกิจอยู่ก็เป็นร้านของคนเชียงคาน ไม่ขายนอกจากให้เช่า เพราะเจ้าของเก่าส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ลูก ๆ มีการมีงานทำแล้ว ไม่ได้เดือดร้อนมากจนต้องขายที่ อาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตที่เป็นมาแต่ดั้งเดิมด้วยก็ได้ และที่ทางเหล่านี้ล้วนเป็นที่อยู่อาศัยไม่ใช่เรือกสวนไร่นาแบบทางเหนือ เพราะบางสวนก็ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เมื่อถูกกว้านซื้อด้วยเม็ดเงินก้อนโตก็ยกที่ให้เขาไปทำรีสอร์ตสร้างเมืองใหม่ ร้านกาแฟใหญ่ ๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามไอเดียเจเนอเรชั่นใหม่กันหมด ครั้นพอคิดขึ้นได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาจนคนพื้นที่เองปรับตัวแทบไม่ทัน

ฉันถามน้องเจ้าของร้านว่า..หน้าโลว์ซีซั่นที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว ที่นี่เป็นยังไง รายได้ของร้านพออยู่ได้ไหม

เขาบอกว่า..เขามีอาชีพอยู่แล้ว มีอะไรที่ทำกันอยู่ ที่นี่ไม่ใช่งานหลักแต่เป็นงานเสริมที่ทำแล้วมีความสุข ช่วงโลว์ซีซั่น เมืองจะน่าอยู่มาก มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่ผลัดเวียนมาอยู่กันนาน ๆ เพื่อทำงาน เขียนรูปหรือใช้เวลาพักผ่อนที่นี่

[ที่นี่เงียบจริง ๆ ความเงียบสงบสงัดนี่ ฉันเองยังยอมซูฮกเลย ทั้ง ๆ ที่บ้านฉันก็ขึ้นชื่อแล้วว่าเงียบ แต่วิถีคนทางเหนือกับทางอีสานไม่เหมือนกันค่ะ ไว้จะเล่าให้ฟังอีกที]


ใจหนึ่ง..อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า หากทำอะไร ๆ เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะแต่งร้านในคอนเส็ปเดียวกันคือ เป็นร้านกาแฟ อาหารเช้าเบา ๆ ราคาเบา ๆ เอารถจักรยานเก่า ๆ พิงหน้าร้านเชิญชวนให้ถ่ายรูปโดยที่เราไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนขอถ่าย มีตุ๊กตาหมีคู่ มีเสื้อยืดสกรีนชื่อเมืองเพื่อให้เราเป็นที่ระลึก โปสการ์ดหลากหลายและโต๊ะน่ารัก ๆ ให้นั่งเขียนและบริการหย่อนทางไปรษณีย์ หรือมีตู้แดง ๆ หน้าร้านทุกร้าน ไม่มีใครแตกแถว หากเราเท่านั้นแหละที่จะมองหาความแตกต่างในความเหมือนเหล่านั้นเอง

อีกใจหนึ่ง..ฉันยังเชื่อในรากฐานของชุมชนนี้อยู่ว่าจะเผชิญร้อนเผชิญหนาวไปได้อีกนาน เพราะคำว่า พ อ เ พี ย ง มีพลังมากพอสำหรับวิถีชีวิตของพวกเขา








6.

มันไม่ใช่ความสำคัญยิ่งยวดหรือยึดถือเป็นธรรมเนียมของการเดินทางในต่างสถานที่หรอกที่เราจะต้องกระเสือกกระสนขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่เราก็ไป!!

ขอบคุณทุกเช้าขณะลืมตา มันเท่ากับว่าวันนี้มีลมหายใจอยู่ พระอาทิตย์ดวงเดียวดวงเดิมกำลังจะขึ้นแล้ว ความคิดใหม่ ๆ ความหวังใหม่ ๆ ที่เราเพิ่งฝันและท้าทายให้เราลองทำรอเราอยู่ ใช่แล้ว..ทุกเช้าของวันใหม่ มีอะไรให้เราอยากทำทุกวัน เราทำหัวใจดวงเดิมให้เป็นดวงใหม่ได้ทุกวันเช่นกันนี่นา
เช้าที่เราขึ้นไปที่ภูทอกนั้น เราขับรถวนอยู่เพราะป้ายบอกแต่ว่ามีที่กางเต็นท์ 24 ชั่วโมง แต่ไม่มีป้ายบอกทางขึ้นไปดูพระอาทิตย์ ทำให้นึกถึงบนดอยอ่างขางเช่นกัน มีป้ายบอกทางไปทิวลิปตลอดทาง แล้วจู่ ๆ ป้ายบอกทางก็ขาดหายไปเสียเฉย ๆ คนที่อื่นก็ต้องวนเล่นบนดอยอยู่สักพักจึงจะเจอ แต่ที่ภูทอกเราจอด รอถามมอเตอร์ไซค์ดีกว่า เราไปผิดทางจริง ๆ ต้องไปตั้งต้นใหม่และไปอีกเส้นทางนึง

ทางขึ้นก็ตลกดี มีราวกั้นขาว-แดงพาดอยู่ ประมาณว่าห้ามขึ้น แต่ด้านข้างเป็นรอยล้อรถเบี่ยงขึ้นไป เออนะ..แล้วจะทำทางกั้นไว้ทำไม รถตู้ที่ตามหลังเรามาก็โขยกล้อบดตามรอยเราขึ้นไป ก็คิดเองว่า น่าจะทางนี้แหละ เดา ๆ กันไป ถึงไม่ได้ดูในจุดชมวิว แต่ขึ้นภูเขาไป ก็ต้องเห็นพระอาทิตย์อยู่ดี เลือกมุมที่อยากดูตามความพอใจของเรา

เราไปถึงจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น มุมเดียวกับที่ใคร ๆ ก็เห็นทั่วไป หรือเราไม่ชอบความแตกต่าง?? เขาไปไหน เราก็ไปด้วย โชคดีที่ไม่ลากชุดนอนออกมา เพราะเจอแต่นักท่องเที่ยวแต่งตัวสวย ๆ กัน
จุดที่เราชมมันเป็นป่าโข่ คนเมืองเรียกแบบนี้นะ มันเป็นป่าไร้ใบ วิวภูเขาก็สวยสู้บ้านเราไม่ได้ (แน่ะ..ปากไม่ดีอีก) แต่เราก็เงียบ ไม่ได้พูดออกไปหรอก จะให้สวยได้อย่างไรล่ะ ก็นี่มันร้อนแล้ว จะเอาหมอกที่ไหนมาเป็นฉากให้เราเห็น ทะเลหมอกสวย ๆ ยังกับเตียงนอนนุ่ม ๆ อย่างที่ใครบอกเราไว้น่ะ

แต่เราก็ไม่เป็นปัญหา ขึ้นไปแล้วนี่ อย่างน้อยก็หายใจเอาอากาศยามเช้าเข้าไป สบายดีจะตาย ตื่นเช้านี่ได้กำไรนะ มีเวลาคิดทำอะไรได้อีกเยอะ หากว่าไม่รีบกลับไปนอนต่อ
เก็บภาพได้เป็นที่ระลึกและเราก็ลงก่อน มาถ่ายภาพพระอาทิตย์ที่ริมถนนอีกรอบ ชอบสีท้องฟ้ายามเช้า เห็นว่าสวยดี ชอบเงาในน้ำด้วย หอมสายลมเย็น ๆ สมองโปร่งรับกลิ่นบริสุทธิ์
ฉันมันบ้าเขียนบันทึกทุกวัน เขียนเองอ่านเองก็มีความสุข บางทีเคยอยากแบ่งปันความสุขจากบันทึกของตัวเองให้คนอื่นอ่าน แต่ก็เดา ๆ เอาว่าเขาคงไม่สนุก ..
นี่ก็เดือนกรกฎาคมแล้ว ฉันบอกตัวเองว่า ทุกเดือนเป็นเดือนดีที่สุด เวลาจะไปที่ไหน เวลานั้นเป็นเวลาที่ดีที่สุด เหมือนกับเห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูทอกก็เช่นกัน เป็นพระอาทิตย์ที่สวยที่สุด ไม่มีใครบอกเราได้หรอกว่า พระอาทิตย์ขึ้นวันไหนสีสวยที่สุด โลกมันก็สวยทุกวัน พูดให้ถูกโลกสวยงามทุกฤดูต่างหาก


สียามเช้าเจือสายหมอกจาง ๆ บอกถึงความไม่ซับซ้อนของชีวิต โลกมีความเปลี่ยนแปลงทุกวัน สีของฟ้าก็คงแตกต่างกันไปทุกวัน
สำหรับฉัน
สีสันของชีวิตในแต่ละวัน
เป็นความงาม ...








7.

ช่วงที่เราใช้เวลาที่เชียงคานนั้น ฉันตื่นเช้ากว่าปกติ อาจจะเสียดายเวลาก็เป็นได้อยากออกไปหาอะไรกินในแต่ละซอย ข้าวปุ้นน้ำแจ่วเป็นขนมจีนเวอร์ชั่นเชียงคานนั้นอยู่ในลิสต์ที่ตั้งใจจะกินให้ได้ อร่อยหลายร้าน แต่ที่เราประทับใจมากก็ที่ร้านป้าบัวหวาน ขายแต่เช้าเลย เราก็สงสัยเหมือนกันว่า น้ำแจ่วน่ะ มันเป็นแบบไหน ดูน้ำใส ๆ รสชาติดีมาก เหมือนเกาเหลาเลือดหมู เครื่องในทุกชิ้นที่ใส่มากับข้าวปุ้นนั้นสด สะอาด ไม่มีกลิ่นคาว มีพริกสดตำหยาบ ๆ เป็นเครื่องปรุง อร่อยมาก ตกชามละ 30 บาท คุ้มค่าจริง ๆ คนมารอกินแต่เช้าเหมือนเราก็เยอะ วันที่ไป มีป้า ๆ สูงอายุเยอะ เข้าใจว่าคงมาทำบุญกันนะ ออกจากที่นี่ ก็ยังตะลอน ๆ เข้าไปในตลาด ซื้อปาท่องโก๋ยัดไส้ระเบิดมากินที่บ้าน ผ่านข้าวทอดแหนมคลุก ก็อดซื้ออีกไม่ได้ ราคากล่องละ 20 บาท ข้าวทอดลูกใหญ่มาก ขยำ ๆ ปรุงรสจนหนำใจ โรยพริกแห้ง เออแน่ะ..ผักสด ๆ ป้าก็ให้มาซะเยอะ


ก่อนเข้าบ้านจริง ๆ ก็ใช้ชีวิตแบบคุ้นเคยคือ กินอาหารอะไรแล้วก็ช่าง แต่ต้องตบด้วยกาแฟอยู่ดี หากเช้า ๆ ไม่มีสารคาเฟอีนในกระแสเลือด หัวใจอาจเต้นไม่เป็นจังหวะ อยากบอกเลยว่า หากาแฟกินได้ง่ายมาก ร้านนี้ก็ไม่ได้หมายตาแต่แรก แต่ก็ไปโฉบดู Open &Close ร้านไม่หรู รั้วไม้เตี้ย ๆ โต๊ะไม้เล็ก ๆ ต่อให้ฉันกินแบบคอฟฟีมาเนียแล้ว ก็ยังสามารถกินกาแฟโบราณแก้วล่ะ 10 บาทต่อได้อีก แต่ร้านกาแฟโบราณนี่ เจ้าหนุ่มสองคนดูเก้ ๆ กัง ๆ ยังไม่ใช่มืออาชีพเท่าไหร่ แต่ก็ชงดี สงสัยฉันจะอารมณ์ดี..

วันนี้ตั้งใจจะขับรถไปเส้นเชียงคาน-ปากชม ดูวิวทิวทัศน์ของเมืองเลย จะต้องผ่านบ้านหาดเบี้ย แก่งฟ้า สวาลีร้านขายของแปลก ๆ เราแวะร้านอาหารซุ้มคกไผ่ ใกล้ ๆ กับจุดผ่านแดนระหว่างประเทศที่บ้านคกไผ่ ชวนน้อง ๆ ไปกินปลาน้ำโขงด้วยกัน


ร้านก็เป็นซุ้ม ๆ นั่งรับลมริมโขงซึ่งกำลังน้ำแห้ง แต่ลมโกรกเย็นสบาย อาหารเด็ดสุดที่เขาแนะนำก็คือ ปลานิลแม่น้ำโขงเผาเกลือ อาหารรองท้องง่าย ๆ ก็ส้มตำ ตำซั่ว ตำลาว ตำปู สั่งกุ้งเต้นมาให้ได้เฮฮาซาดิสม์กัน อาหารเป็นกับแกล้มสำหรับการคุยของเรามากกว่า คุยกันสัพเพเหระ ลูกสาวก็งง ๆ กับน้า ๆ ที่เธอติด BB - Blackberry หรือแบล็คเบอร์รี่ กัน เครื่องมือสื่อสารที่มากกว่าการพูดคุย เด็กดอยสองคนยังไม่เข้าใจ แต่เกิดอยากได้ เพราะน้า ๆ ติดกันมาก เออนะ..เขาตั้งชุมชนบีบีกันสามคน เรียกง่าย ๆ ว่า ชมรมขาแช็ท ไอ้เจ้าคนล่าสุดเพิ่งถอยเครื่องออกมาเมื่อวานเพราะอีกสองคน(หลอก)ว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ โชคดีที่ฉันไม่ค่อยคุ้นเคยกับอุปกรณ์พวกนี้ ไม่นึกสนุก แค่ยกหูโทรศัพท์คุยนาน ๆ ก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดแล้วสำหรับคนที่บ้าน


ของอย่างนี้ไม่ว่ากัน ชอบใครชอบมัน ไม่ออกความเห็น เพราะความจำเป็นของเราไม่เหมือนกัน เธอ ๆ ก็ว่า --เวลาขึ้นรถไฟฟ้าไม่มีอะไรทำก็แช็ทดีกว่า ไม่ต้องสร้างบทสนทนากับใคร--ฉันก็ได้แต่ยิ้ม ๆ ไม่มีใครคุยกับเธอซะมากกว่ามั้ง แล้วเราก็คุยเรื่องลูก ๆ ชีวิตในเมืองหลวง และเที่ยวยามว่าง ก็ยังรู้สึกดีที่ว่าเด็กสามคนนี้ไม่บ้าทำงานเก็บเงินจนไม่เหลือเวลาหาความสุขใส่ตัว พูดไปแล้วเป้าหมายและการดำเนินชีวิตเราแตกต่างกันสิ้นเชิงด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง มันคงต่างวิธีคิดในเรื่องความสุขในชีวิตคืออะไรน่ะนะ






8. บ้ า น ไ ม้ เ ฮี ย ะ

มาถึงที่นี่ ก็ยังคิดในใจว่า บ้านหลังนี้ยังอนุรักษ์กันอยู่ไหม
ไม้เฮียะหรืบางทีก็เรียกไผ่เฮียะ เป็นที่รู้จักดีกันในภาคเหนือ ขึ้นทั่วไปในบริเวณป่าดงดิบหรือป่าผสมผลัดใบที่มีไม้สักเฉพาะตามริมห้วยต่างๆ ลักษณะเด่นของไผ่ชนิดนี้คือ เนื้อลำบางมากตั้งแต่โคนถึงยอด มี ขนาดปล้องยาวมากประมาณ 50-70 เซนติเมตร สูงประมาณ 18 เมตร ไม้เฮี้ยะเป็นไม้ขนาดย่อมลำเรียวเปลา
ชาวบ้านในภาคเหนือนิยมนำมาทำฝาบ้าน เครื่องมือจับปลา กระบอกใส่น้ำ และเครื่องจักสาน
บ้านไม้เฮียะที่เห็น เป็นบ้านแบบโบราณใช้ไผ่เฮียะขัดแตะก่อนโบกทับด้วยปูนอีกชั้นหนึ่งเพื่อความแข็งแรง แต่ชั้นล่างของบ้านไม้เฮียะก่อด้วยอิฐ แต่สภาพที่เห็นดูโทรมมาก แต่มันก็เป็นสีเก่าตามธรรมชาติที่จะดูให้เป็นศิลป์ มันก็ใช่เลย..









9. เย็นวันเสาร์ เช้าวันอาทิตย์

ชีวิตเราเริ่มเปลี่ยนไปอย่างแท้จริงเพราะหนังสือวิ่งเล่มนี้ของคามิน คมนีย์
พรุ่งนี้เช้า เราต้องตื่นเช้าไปวิ่ง เป็นวิถีชีวิตใหม่ที่คิดไม่ถึงว่า จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตเราไปแล้ว ในเมื่อต้องตื่นเช้า ก็ต้องรีบกลับบ้านไปพักผ่อน
















10.


ไปแหล่นเชียงคานนำเด้อ

ตีสามครึ่งเช้าวันอาทิตย์ ตื่นอาบน้ำ กินแป้งจี่ชุบไข่ที่ซื้อไว้ตั้งแต่เย็นวาน พยายามกินให้หมดอัน เดี๋ยวจะต้องวิ่งเกือบสามชั่วโมง ปล่อยให้ท้องว่างและหิวจะวิ่งไม่สนุก

ที่พักเราห่างจากสนามปล่อยตัว 800 เมตร โชคดีมากที่ไม่ต้องกระหืดกระหอบออกบ้านแต่เช้าเพื่อไปหาที่จอดรถ เกือบจะทุกสนามแข่งที่เราต้องออกบ้านตั้งแต่ตีสองตีสามเพื่อไปหาที่จอดรถ มีเพียงไม่กี่งานที่ตื่นนอนแล้วเดินไปสนามได้ ถ้าไม่นับซ้อมวิ่งที่บ้าน

ครั้งแรกนั้น เราตั้งใจจะมาวิ่งเทรลที่ชัยภูมิ ระยะ 35 k เพราะตั้งใจมาเยี่ยมน้องชายด้วย แต่ในที่สุด เราก็เปลี่ยนมาลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอนอีกงานที่เชียงคานแทน ด้วยว่า ซ้อมไม่ดี ซ้อมไม่ถึง วิ่งไปก็ทุรนทุราย ทรมานตัวเองจนเกินไป ยังนึกถึงแม่กำปองเทรลอยู่เลย อาการร่อแร่มากเนื่องจากคืนก่อนวิ่งนอนไม่หลับ นอนกระสับกระส่ายหายใจไม่สะดวกเพราะนอนในรีสอร์ต อากาศอึดอัดมาก แต่ทว่าคืนนั้น น้องที่มาด้วยหลับสนิท ฉันนอนไปสักวูบราว ๆ ตีสอง เพราะตีสามครึ่งนาฬิกาปลุก เป็นสนามที่ต้องบันทึกไว้อย่างละเอียดเพราะนอนไม่พอ ระโหยโรยแรง ทั้งที่อาทิตย์ที่แล้ววิ่งฮาล์ฟได้ไม่ยากนัก

เป็นบทเรียนที่ไม่ใหม่ เรามักเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดแบบนี้ แต่เพราะวิ่งสั้น ๆ อาการไม่ออก การวิ่งยาวคือต้องพร้อมทั้งหมด กินและพักผ่อนให้พอ สำหรับเรื่องการเตรียมตัวนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกคนเตรียมตัวมาอยู่แล้ว

แต่เช้านี้ เราไม่วิตกกังวลมาก ยังวิ่งวอร์มร่างกายเรื่อย ๆ ยืดเหยียดให้พร้อม อากาศค่อนข้างร้อนแต่ไม่ร้อนจัด เรื่องอากาศนั้นทำใจได้

นักวิ่งมาราธอนปล่อยตัวตีสี่สิบนาที แต่มีนักวิ่งมาไม่ทันปล่อยตัวอีกจำนวนหนึ่ง เห็นแล้วใจไม่ดีแทน คนสุดท้ายที่มาช้า ช้าไปเกือบสี่สิบนาที แต่เจ้าหน้าที่ก็ให้วิ่งอยู่ ไม่แน่ใจว่าเขาเพิ่งมาจากกรุงเทพฯเช้านี้หรือเปล่า เราตะโกนให้กำลังใจเขานะ เป็นเรา เราจะไม่วิ่ง ไหนจะทางมืด ๆ ที่ต้องฝ่าความมืดไปตามลำพัง ไหนจะกลัวหลงทาง คือใจเสียแล้วคงเริ่มไม่ได้ เรื่องนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะ ไม่มีผิดหรือถูก แต่เราจะไม่ดันทุรังไป เรากลัว

ใกล้ปล่อยตัวนักวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนแล้ว นี่เป็นฮาล์ฟในสนามแข่งที่เท่าไรแล้ว จำไม่ค่อยได้ น่าจะกว่ายี่สิบสนามนะ แต่ซ้อมนี่มากกว่าแน่นอน

ไม่ว่าจะสนามที่เท่าไหร่ แต่ก็ตื่นเต้นอยู่ดี

เสียงแตรปล่อยตัวแล้ว ฉันกับสามีก็ต่างคนต่างไป วิ่งด้วยกันก็จริงแต่ไม่ต้องลากกันแล้ว จังหวะใครจังหวะมัน เดี๋ยวเจอกันที่เส้นชัย

นึกถึงฮาล์ฟแรกที่สามีเป็นหัวลากให้ งอแงตั้งแต่กิโลที่ 16 คือขาเริ่มตึงและเจ็บข้างขาข้างขวา ด้วยว่ายังวิ่งไม่ค่อยอยู่ตัว ตอนนั้นกลัวว่าสามีจะทิ้งให้วิ่งคนเดียว กังวลใจไปสารพัด

เขาก็ใจดีเหลือหลาย รำคาญแค่ไหนก็รอ เป็นความทรงจำส่วนตัวที่ดี สำหรับการวิ่งฮาล์ฟแรก มาราธอนแรก อัลตร้าฯแรก หรือหลายสนามที่เขาบอกว่าไปด้วยกัน อย่างน้อยก็อุ่นใจ จะเข้าที่โหล่ก็แฮปปี้ เพียงแต่ช่วงหลัง ๆ ที่เราต่างมีเพซวิ่งเป็นของตัวเอง ไม่ต้องลากกัน คนถูกลากจะทรมานและรู้สึกไม่สนุกเอาเสียเลย ไม่รู้จะวิ่งแบบนั้นไปทำไม ต่างคนต่างวิ่งให้สนุกในจังหวะของตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว

งานนี้ฉันวิ่งเหมือนที่ซ้อมมา คือออกตัวช้าและไปเรื่อย ๆ นักวิ่งฮาล์ฟวันนี้เกือบพันคน เยอะใช่เล่น มีคนแซงฉันไปคนแล้วคนเล่า แต่ฉันไม่ตื่นตระหนกเหมือนก่อน ใครซ้อมมาแบบไหนก็ไปแบบนั้น

วันนี้ถือว่าวิ่งดีนะ ไปเรื่อย ๆ ไม่เหนื่อย เพราะเมื่อคืนหลับสนิท นอนหลับรวดเดียวจนนาฬิกาปลุกเลย อาหารก็พอท้อง ครั้งแรกจะเอาน้ำเกลือพกใส่ขวดมาและถือไป แต่ก็ไม่เอา เขาบอกว่า มีน้ำทุกสองกิโล ความจริงไม่น่าเชื่อทีมงานจนหมดใจขนาดนั้น เพราะแทบทุกงานก็บอกแบบนี้ แต่ใช่ว่าจะทำได้เหมือนที่บอก เอาล่ะ ถือว่าเราประมาทเองงานนี้ อาจจะขี้เกียจถือก็ได้ คิดว่าวิ่งไม่นานและไม่ใช่มาราธอน แต่ที่ไม่ลืมคือยาดม อันนี้ของสำคัญ

ปรากฏว่า มีน้ำดื่มให้กินทุกสองกิโลไม่ขาด แถมมีน้ำเย็นด้วย ฉันดูวิวข้างทางไปเรื่อย ๆ เพราะหลังกิโลที่สิบ ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ฉันวิ่งอยู่ตรงไหนของผู้คนนะวันนี้ เชื่อว่าไม่รั้งท้ายแน่นอน

ตอนวิ่งฮาล์ฟใหม่ ๆ นี่น่ากลัวมาก กำลังก็น้อย วิ่งก็ช้า แถมวิ่งงานในเชียงใหม่ ก็รู้ ๆ อยู่ว่าเชียงใหม่มีหลายชมรมวิ่งที่รวมนักวิ่งชั้นดีไว้ ฝีเท้าดีมาก ๆ แต่เราไม่เจียมตัว อยากวิ่งก็วิ่ง ถ้าไม่กล้าขึ้นฮาล์ฟ เมื่อไรก็ไปไม่ถึงมาราธอน

ฉันจำสภาพตัวเองตอนวิ่งฮาล์ฟที่ดอยสามหงก ทางชัน ยาวและโหดมาก ไหนจะวิ่งช้า ไหนจะหลงทาง ไหนจะวิ่งหนีรถพยาบาล ครบรสจริง ๆ เข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้าย ได้เหรียญก็หน้าบาน นั่งดูเหรียญไปมาระหว่างเดินทางกลับบ้านดอย ชอบอารมณ์แบบนั้น และเป็นแบบนั้นอยู่เกือบทุกสนามเลยก็ว่าได้

จะมีสักกี่อย่างที่เรานึกถึงแล้วยิ้มได้


สามีฉันกลับตัวล่วงหน้าไปตั้งนานแล้ว เขาเรียกฉันเบา ๆ พอได้เงยหน้ายิ้มให้กัน

แต่ตอนฉันกลับตัว เห็นคนรู้จักอีกเยอะเลย เรายกนิ้วให้และยิ้มให้กัน
เวลาเห็นว่ามีคนอื่นอยู่ข้างหลังเรา ก็เป็นกำลังใจเหมือนกันนะว่า เรายังไม่ใช่คนสุดท้ายของสนามนี้ เรารู้รสชาติแบบนั้นมาแล้วตอนที่ใครต่อใครกลับตัวไปหมด


หลังกิโลที่ 12 ฉันถามหาเกลือแร่จากทีมงาน เขาบอกว่าข้างหน้าค่ะพี่ นั่นหมายถึงว่า อีกสองกิโลสินะ

ฉันรับน้ำเกลือแร่แก้วแรกกิโลที่ 14 ทางยังเป็นเนินยาว ๆ แต่วันนี้ยังไม่เดินสักก้าว ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะวิ่งตลอดระยะฮาล์ฟให้ได้

วิ่งมาถึงกิโลที่ 16 เห็นคนรู้จักวิ่ง ๆ หยุด ๆ ขาปัดแล้ว รู้ล่ะอาการแบบนี้คือเหนื่อย ถ้าเหนื่อยก็ต้องเดินเหมือนกันนะ หากไม่มีข้อแม้กับตัวเองมากนัก ตอนฉันวิ่งผ่านเธอไป เรายิ้มให้กันนิดนึงแต่ฉันก้มหน้าก้มตาไปต่อ

อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะไม่มีดวงอาทิตย์ให้เห็นจัดจ้า

เข้ากิโลที่ 18 ฉันเทน้ำเย็นราดตัวลงมาเลยเพราะร้อนมาก คิดว่าอีกสามกิโลเท่านั้น ใกล้จบแล้ว แรงก็เริ่มร่อยหรอลงแล้ว

แต่พอกิโลที่ 20 นี่สิ หมดท่าเลย ก้าวไม่ไหว ฝืนใจไม่เดินแต่ไม่ไหวจริง ๆ

วิ่ง ๆ เดิน ๆ มาบนทางจักรยานสีฟ้าเลาะริมโขง รู้สึกเหนื่อยมาก อีกกิโลเดียวเอง แต่ทำไมไกลอย่างนี้ เห็นตากล้องก่อนลอดซุ้มไม้เลื้อย 500 เมตรสุดท้าย คงต้องเก๊กไม่เหนื่อยแล้วสินะ

ถึงตอนนี้ คุณลุงวัย 74 คนที่เจอกันเมื่อวิ่งเทรลเขาใหญ่สองปีที่แล้วแซงหน้าเราเฉยเลย ยอมใจจริง ๆ เลยค่ะ คือเป็น 500 เมตรสุดท้ายที่เดิน เพียงแต่ตอนจะขึ้นพรมสีฟ้าก่อนเข้าเส้นชัย ก็วิ่งเอาฤกษ์เสียหน่อย

สามีรอถ่ายรูปที่เส้นชัยให้เหมือนเดิม เขาดีใจทุกทีเวลาเราวิ่งจบและบอกว่า ดีแล้ว ๆ นึกว่าจะเข้าเส้นสักสามชั่วโมงกว่า ทางไม่ง่ายเลย แต่วันนี้มีแต่คนวิ่งดี ๆ ทั้งนั้น แทบไม่มีใครมาเดินเล่นกินลมชมวิวเหมือนก่อน

เราคิดเหมือนกันเลยว่า นี่แค่ฮาล์ฟนะ นึกไม่ออกเลยว่าจะไปยังไงถ้าต้องวิ่งมาราธอน ฮาล์ฟครึ่งหลังนี่สิหนังชีวิต

เอาน่ะ วันนี้จบแบบไม่เจ็บและอยู่ในเวลาสามชั่วโมงอย่างที่ตั้งใจไว้ก็เก่งแล้ว เสียแต่เดินกิโลสุดท้ายนี่แหละ มันไม่ไหวจริง ๆ


งานนี้จัดดีค่ะ ทางสวยงาม แต่ไม่รู้ว่าจะมาวิ่งมาราธอนที่นี่อีกเมื่อไหร่ เดี๋ยวนี้รู้สึกว่ามาราธอนนี่ไกลเหลือเกิน ใจไม่ค่อยสู้เสียแล้ว













ขอให้สุขภาพดีและมีความสุขทุกท่านนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย



































Create Date : 18 กรกฎาคม 2562
Last Update : 18 กรกฎาคม 2562 9:04:50 น.
Counter : 167 Pageviews.

3 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณอุ้มสี, คุณเริงฤดีนะ

  
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ตะลีกีปัส Pet Blog ดู Blog
สาวไกด์ใจซื่อ Review Food Blog ดู Blog
หอมกร Movie Blog ดู Blog
ภูเพยีย Diarist ดู Blog

เกาะล้อตามมาด้วยค่ะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 18 กรกฎาคม 2562 เวลา:12:04:57 น.
  

มาวิ่งถึึึึงสุดยอดชายแดนลาวเลย
เหือนอ่านเรื่องสั้น1 เรื่อง ณ เชียงคาน
เพลินไปกับสำนวนชวนอ่าน
โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 18 กรกฎาคม 2562 เวลา:12:12:24 น.
  
*เหมือนอ่านเรื่องสั้น

โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 18 กรกฎาคม 2562 เวลา:12:13:38 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#15



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



  •  Bloggang.com