Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
22 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
เภสัชกรยิปซี

[หนังสือเล่มอื่น]




A LIFE-SAVING JOURNEY
ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
เภสัชกรยิปซี
ชีวิตจริงสุดเข้มข้นของเภสัชกรไทย ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
และยังถูกนำไปสร้างเป็นละครบรอดเวย์




เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้ว่าโรค AIDS ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ HIV จะไม่มีวันหาย แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะไร้ทางเยียวยากันเสียเลย ทั้งนี้ คุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวมของผู้ที่ติดเชื้อ HIV นั้น สามารถกลับมาอยู่ในระดับดี ใกล้เคียงกับปกติได้ ด้วยยาต้านไวรัส (antiretroviral) เพียงแต่ว่าผู้ป่วยจะต้องใช้ยาดังกล่าวนั้นไปตลอด และมีวินัยอย่างสูง เพื่อกดให้ไวรัสในเลือดมีระดับต่ำที่สุดจนตรวจจับไม่ได้ การขาดยาเพียงไม่กี่ครั้งทำให้ไวรัสเกิดการดื้อยา นำไปสู่ความล้มเหลวในการรักษาได้

ปัญหาคือ ยาต้านไวรัสมีราคาแพงมาก และในการรักษานั้น ก็ไม่ได้ใช้ยาเพียงชนิดเดียวด้วย แต่จะให้ยาเป็นลักษณะสูตรผสมของยาต้านไวรัส โดยทั่วไปให้ยาต้านไวรัสสามชนิด (หรือมากกว่า) ร่วมกัน เรียกว่า Highly Active Anti-Retroviral Therapy (HAART) หรือเรียกกันทั่วไปในภาษาอังกฤษว่า Cocktail

เฉพาะค่ายาดังกล่าวนั้นอาจจะมีราคาสูงถึง 10,000 – 30,000 บาท ต่อคนต่อเดือนเลยทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นกับสูตรยาที่เลือกใช้ด้วย

คำถามว่า ทำไมยาจึงแพงนั้น แล้วแต่มุมมอง ในด้านผู้ผลิตนั้น จะอ้างว่า มีค่าใช้จ่ายในการพัฒนายาแต่ละตัวสูง และยาหลายตัวเมื่อพัฒนามาแล้ว ไม่สามารถออกจำหน่ายได้เช่น มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย (แต่เสียค่าวิจัยไปแล้ว) ราคายาจึงรวมเอาค่าความเสี่ยงต่าง ๆ (ต่อบริษัท) ตรงนี้ไว้ด้วย เพื่อให้บริษัทมีกำไร เป็นทุนในการพัฒนายาใหม่ ๆ ต่อไป แต่ข้ออ้างดังกล่าวก็ถูกแย้งว่า ต้นทุนที่แท้จริง อาจจะไม่ได้สูงดังที่ได้มีการกล่าวอ้างไว้ และน่าจะเป็นการค้ากำไรเกินควร

มีการต่อสู้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านไวรัสมาโดยตลอด เช่น การต่อรองให้บริษัทยาลดราคาขายลง การเลือกซื้อยาสามัญ (Generic drug หรือ บางคนเรียกว่ายาเลียนแบบ แต่ว่า... ไม่ใช่ยาปลอม) ซึ่งมีสารเคมีหลักในเม็ดยาเป็นชนิดเดียวกัน จากบริษัทอื่นแทน ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศเพื่อผลิตยาเอง

วิธีการต่าง ๆ ที่ได้ยกตัวอย่างไปนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก มีขั้นตอนและข้อกำหนดทางกฏหมายระหว่างประเทศอยู่ เกี่ยวเนื่องกับหลายองค์กร เช่น Médecins Sans Frontières (แพทย์ไร้พรมแดน) WTO (องค์การการค้าโลก) อีกทั้งยังมีข้อคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในประเด็นต่าง ๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ การผูกขาดทางการค้า และ สิทธิมนุษยชน



เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นที่ทราบกันมากนักในสังคมไทย จนกระทั่งมีการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า compulsory license (CL) ต่อยาต้านไวรัส นั่นคือ รัฐเลือกที่จะผลิตยาเอง หรือไม่ก็ซื้อยาสามัญราคาถูกจากบริษัทอื่น แทนที่จะซื้อยาจากบริษัทที่มีลิขสิทธิ์ (แต่แพง) ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ ทำให้ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ถูกพูดถึง และถกเถียงกันมากในวงกว้าง

ฝ่ายที่ต่อต้านการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ CL ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อตอบโต้ โดยเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550 USA For Innovation (www.usaforinnovation.org) ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ จัดแคมเปญเผยแพร่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกาโดยประเทศไทย มีการสร้าง websites ชื่อ ThaiMyths.com และ ThaiLies.com เพื่อโจมตี และยังซื้อพื้นที่โฆษณาใน Bangkok Post และ The Nation ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2550 อีกด้วย

โดยประเด็นหนึ่งซึ่งได้ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตี (กล่าวหา) ก็คือ ยาต้านไวรัสสูตรผสมยาสามตัวชื่อ GPO-VIR (อ่านว่า จีพีโอเวียร์) ซึ่งองค์การเภสัชกรรม (GPO = Government Pharmaceutical Organisation คือ องค์การเภสัชกรรม) ได้ผลิตขึ้นมาเอง ในทำนองที่ว่า นี่คือตัวอย่างของการผลิตยาสูตรผสมเองโดยไม่ใช้ยาจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ (ซึ่งเป็นยาแยกเม็ด) ทำให้คนไทยใข้ยาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดผลเสียต่อการรักษาโรค AIDS ในที่สุด

ซึ่งที่จริงแล้วเป็นการเบี่ยงประเด็น เพราะ GPO-VIR ไม่ใช่ตัวอย่างของการทำ CL (หลักการ และ ข้อกำหนดในการทำ CL จะไม่พูดถึงในบทความนี้ และรายละเอียดว่าทำไม GPO-VIR จึงถูกผลิตได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตรยา ก็จะไม่อธิบาย ณ ที่นี้เช่นกัน)

ประเด็น GPO-VIR ที่ถูกโจมตีมานี้ ได้ถูกตอบโต้โดยองค์กรเอกชน องค์การเภสัชกรรม พร้อมทั้งข้อมูลทางการแพทย์มากมายที่ยืนยันประสิทธิภาพของยา (ซึ่ง websites เฉพาะกิจดังกล่าวได้ปิดตัวลงไปหมดแล้วในปัจจุบัน)



ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ชื่อของ เภสัชกร ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม ก็เริ่มเป็นที่กล่าวถึงกันในประเทศไทยมากขึ้น เช่น บทสัมภาษณ์ใน คู่สร้างคู่สม ฉบับ ประจำเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2550 (ปีที่ 28 ฉบับที่ 565) และ ออกรายการ จับเข่าคุย กับ สรยุทธ สุทัศนจินดา เมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 (และหลังจากนี้อีกหลายรายการ)

ทั้งนี้ ดร. กฤษณา เป็น ผู้พัฒนาเทคโนโยลีการผลิตยาต้านไวรัส ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถผลิตยาชื่อสามัญ (generic) ของยา Zidovudine (AZT) ได้ในปี พ.ศ. 2538 และยังเป็นผู้พัฒนายาสูตรผสม โดยรวมยา stavudine (d4T), lamivudine (3TC),และ nevirapine (NVP) เข้าไว้ในเม็ดเดียวกัน (หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า GPO-VIR นั่นเอง) ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2545 สูตรยา GPO-VIR นี้มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพียง 1,200 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น (ซึ่งลดค่าใช้จ่ายลงได้เป็นสิบเท่า เมื่อเทียบกับในอดีต)

น่าแปลกตรงที่ว่า ทั้ง ๆ ที่ ดร. กฤษณา เป็นที่รู้จักกันในระดับนานาชาติอยู่แล้ว มีสื่อต่าง ๆ ในต่างประเทศให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฯลฯ และได้รับรางวัลจากสถาบันต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ค่อยมีใครในประเทศไทยรู้จักกันก่อนหน้าเหตุการณ์นั้น



หนังสือเรื่อง เภสัชกรยิปซี โดย เภสัชกร ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ นี้เป็นข้อเขียนลักษณะแบบไดอารี่ โดยในเล่มนี้ ดร. กฤษณา จะเขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปช่วยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทวีปแอฟริกา ในช่วงปี พ.ศ. 2545 – 2548

ทั้งนี้ ดร. กฤษณา ได้ท้าวความว่า สถานการณ์โรคเอดส์ในทวีปแอฟริกานั้น มีความรุนแรงมาก และอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขท่านหนึ่ง (ไม่ทราบว่าท่านไหน ในหนังสือไม่ได้บอก) ได้เคยกล่าวในที่ประชุมขององค์การอนามัยโลกว่า ประเทศไทยยินดีจะช่วยเหลือ และ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวี ให้กับ 5 ประเทศในทวีปแอฟริกา (ไนจีเรีย แคเมอรูน กานา ซิมบับเว และ ยูกานดา) ซึ่งเป็นเรื่องของการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม แต่ดูเหมือนว่าโครงการที่ว่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะหลายคนเห็นว่า ประเทศไทยควรจะส่งยาไปขายให้กับประเทศในแอฟริกา มากกว่าที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับประเทศเหล่านั้น

แต่ ดร. กฤษณา คิดว่า สอนให้คนจับปลาเป็นดีกว่า เอาปลาไปให้เขา การให้เขาพึ่งตัวเองได้น่าจะมีประโยชน์มากกว่า

ยา stavudine (d4T), lamivudine (3TC) และ nevirapine (NVP) นั้นเป็นลิขสิทธิ์ของคนละบริษัทกัน บริษัทยาข้ามชาติเหล่านั้นจึงไม่ได้คิดนำเอายาดังกล่าวมาผสมรวมไว้ในเม็ดเดียวกัน แต่ทว่า ตัวยาต้านไวรัสทั้งสามนั้น ไม่มีสิทธิบัตรในประเทศไทย ทางกลุ่มวิจัยของ ดร. กฤษณา จึงพัฒนาการผลิตยาสามัญ (generic) ของยาทั้งสามตัว และ คิดที่จะรวมยาดังกล่าวเข้าไว้ในเม็ดเดียวกันด้วย ในที่สุดยา GPO-VIR ซึ่งเป็นยาผสมของยาต้านไวรัสสามตัว ก็สำเร็จได้ในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งราคาถูกกว่ายาของต่างประเทศมาก

ในเดือน กันยายน พ.ศ. 2545 ดร. กฤษณา ได้ขอลาออกจากองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นไปได้ว่า เหตุผลน่าจะมีมากกว่าหนึ่งข้อ เช่น การถูกกดดันจากผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข และ บริษัทยา เพราะการที่องค์การเภสัชกรรมผลิตยาต้านไวรัสได้เองนั้น ทำให้ต้องลดปริมาณการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ แต่เหตุผลหนึ่งซึ่งเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็คือ เพื่อที่จะได้ไปช่วยเหลือทวีปแอฟริกาอย่างเต็มตัว

ข่าวความสำเร็จในการพัฒนายาต้านไวรัสราคาถูกและ ยังเป็นสูตรยาแบบ Highly Active Anti-Retroviral Therapy (HAART) ในหนึ่งเม็ดอีกด้วยนี้ ได้รับความสนใจอย่างมากในสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อในประเทศเยอรมนี ในตอนนั้น มีชาวเยอรมนีผู้หนึ่ง เป็นเจ้าของบริษัทยาชื่อ Pharmakina (ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาควินิน ที่ใช้รักษามาลาเรีย ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีฐานการผลิตอยู่ที่เมือง Bukavu ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทวีปแอฟริกา) ได้อ่านพบบทความเกี่ยวกับ ดร. กฤษณา และ ยา GPO-VIR ก็มีความคิดที่จะผลิตยาต้านไวรัสราคาถูกบ้าง เพื่อช่วยเหลือพนักงานของบริษัทที่เป็นเอดส์ และชาวบ้านทั่วไปในเมือง Bukavu ให้เข้าถึงยาต้านไวรัสได้มากขึ้น

ประมาณเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2545 ดร. กฤษณา ได้รับการติดต่อจากเจ้าของบริษัท Pharamakina ให้ช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีให้ โดย ดร. กฤษณา รับปากตกลง เพราะเห็นว่าเป็นโครงการมนุษยธรรม ไม่มีธุรกิจ หรือ การจำหน่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง



ดังนั้นเมือง Bukavu ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จึงเป็นประเทศแรกในแอฟริกา ที่ ดร. กฤษณา ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มตัว โดยที่ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า บริเวณนั้นเป็นจุดที่มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติสูง เคยเกิดสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างอันตราย

และในระหว่างนี้นี่เอง ดร. กฤษณา ต้องเดินทางไปหลายประเทศมาก ทั้งภายในทวีปแอฟริกา ประเทศอื่น ๆ และกลับมาประเทศไทย เพื่อ ติดต่อหาเคมีภัณฑ์ วัตถุดิบต่าง ๆ ในการผลิตยา บรรยายวิชาการในประเทศต่าง ๆ และหา “แนวร่วม” ดูเผิน ๆ ก็เหมือนกับการ “เร่ร่อน” ไปยังที่ต่าง ๆ

จึงเป็นที่มาของคำว่า เภสัชกรยิปซี

ทุกอย่างไม่ได้ง่ายดาย หรือ สวยงามราวกับ โรยด้วยกลีบกุหลาบ การช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตครั้งนี้ก็เช่นกัน แรกทีเดียว เนื่องจาก Pharmakina เป็นบริษัทผลิตยาควินิน การจะผลิตยาต้านไวรัสจึงต้องพัฒนาและปรับปรุงอุปกรณ์พื้นฐานหลาย ๆ อย่างขึ้นใหม่ทั้งหมด รวมถึงการสร้างอาคารโรงงานใหม่อีกด้วย และในระหว่างนี้ ยังต้องมีปัญหาเผชิญหน้ากับหลายฝ่ายที่ไม่ต้องการให้โครงการนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นอีกด้วย เช่น การขัดขวางการจัดหาวัตถุดิบในการผลิต การทำให้การติดต่อกับฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า แม้แต่การขโมย หรือ ทำให้อุปกรณ์บางอย่างเสียหายจนใช้การไม่ได้

ดร. กฤษณา ใช้เวลาประมาณสามปี ในที่สุด ก็ช่วยบริษัท Pharmakina ซึ่งตั้งอยู่กลางป่าในเมือง Bukavu ทวีปแอฟริกา ให้สามารถผลิตยาต้านไวรัสสูตรผสมจากยาสามชนิด แบบเดียวกันกับ GPO-VIR ได้ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 โดยยานี้มีชื่อว่า AFRI-VIR



และเรื่องราวที่ ดร. กฤษณา สามารถช่วยให้เกิด AFRI-VIR กลางป่าแอฟริกานี่เอง ทำให้เกิดความประทับใจกับสื่อนานาชาติอย่างมาก และมีการถ่ายทอดออกมาเป็นละครเวทีเรื่อง COCKTAIL (ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ยาต้านไวรัสสูตรผสมนั้น อาจเรียกได้อีกอย่างว่า Cocktail)

แม้ว่าภารกิจตามคำมั่นสัญญา ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ชีวิตการเดินทาง “เร่ร่อน” แบบนี้ จะยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่ที่เมือง Bukavu เท่านั้น ดร. กฤษณา ยังคงดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสในประเทศต่าง ๆ เช่น เซเนกัล แกมเบีย บูร์กินาฟาโซ มาลี และ กาบอง

ข้าพเจ้าหวังว่า จะได้มีโอกาสอ่านเรื่องราว แนวคิด และ ประสบการณ์ในการทำงาน ของ ดร. กฤษณา เภสัชกรยิปซี ผู้นี้ ณ ดินแดน แคว้นอื่น ๆ ต่อไป



(ปกใน-ด้านหน้า)

ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านเภสัชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริญญาโท ด้านเภสัชวิเคราะห์ จากมหาวิทยาลัย Strathclyde สหราชอาณาจักร และปริญญาเอก ด้านเภสัชเคมี จากมหาวิทยาลัย Bath สหราชอาณาจักร

เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัย และพัฒนาองค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข และปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเภสัชกรรม ขององค์กรให้ความช่วยเหลือด้านยาของประเทศเยอรมนี

ดร. กฤษณา และทีมวิจัย ได้ร่วมกันพัฒนาสูตรตำรับยาและศึกษา เภสัชชีวสมมูลของยาต้านเอดส์ชนิดต่าง ๆ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์ที่มีคุณภาพดีราคาถูกออกวางขาย



(ปกใน-ด้านหลัง)

    รางวัล
  • A Gold Medal at Eureka 50th World Exhibition at Innovation, Research and new Technology ประเทศเบลเยียม

  • Global Scientific Award จาก The Letten Foundation

  • Reminders Day AIDS Award

  • ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Mount Holyoke College

  • ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านเภสัชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • ปริญญาเภสัชศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Strathclyde สหราชอาณาจักร

  • ได้รับคัดเลือกเป็น 2007 Speaker For The Chancellor’s Distinguished Lectureship Series จากมหาวิทยาลัย Louisiana State ประเทศสหรัฐอเมริกา


หมายเหตุ นิตยสาร Reader’s Digest ฉบับ January 2008 ยังประกาศให้ ดร. กฤษณา เป็น Asian of The Year ด้วย



(ปกหลัง)

ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
ผู้หญิงคนนี้ นอกจากจะเป็นคน ‘เก่ง’ แล้ว ยังเป็นคน ‘ดี’ อีกด้วย เธอเป็นผู้เสียสละเพื่อมนุษยชาติอย่างยิ่งใหญ่ โดยการคิดค้นผลิตยารักษาโรค และถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตยาให้กับประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย จนบางครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด และไม่ได้หวังซึ่งรางวัลตอบแทนใด ๆ เลย เพียงแต่แต่ต้องการเห็นเพื่อนมนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    ผลงานที่ผ่านมา
  • ดร. กฤษณา และทีมงานวิจัย ได้ร่วมกันพัฒนาสูตรตำรับยา และศึกษาเภสัชชีวสมมูลของยาต้านเอดส์ชนิดต่าง ๆ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลก ที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์คุณภาพดีและราคาถูก

  • คิดค้นและพัฒนายาสูตรผสมรวมเม็ดยาต้านเอดส์ชนิดแรก ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นยาสูตรหลักสำหรับใช้ต้านเอดส์ ยาชนิดนี้ชื่อว่า จีพีโอ-เวียร์

  • ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ให้กับประเทศแทนซาเนีย

  • ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและและฝึกสอนบุคลากรของโรงงานสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และ เอธิโอเปีย ในการผลิตยาต้านโรคเอดส์และยารักษาโรคมาลาเรีย

  • กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย ได้เชิญร่วมดำเนินโครงการ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย และยาต้านเอดส์ ในประเทศแอฟริกาตะวันตก อาทิ เซเนกัล แกมเบีย บูร์กินาฟาโซ มาลี และกาบอง ฯลฯ

จากผลงานที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้เภสัชกรหญิงผู้นี้ได้รับรางวัลหลากหลายสาขาจากทั่วโลก ประกาศถึงคุณงามความดี ความเสียสละ ที่เธอทำให้กับเพื่อนมนุษย์ อย่างที่ใครจะทำเช่นเธอได้


เภสัชกรยิปซี
ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
พิมพ์ครั้งที่ 1 : พฤศจิกายน 2550
ผลิตโดย บริษัท ลิปส์ พับลิชชิ่ง จำกัด
จัดจำหน่ายโดย บริษัท อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด
ISBN 978-974-09-5121-6
208 หน้า
ราคา 210 บาท







[หนังสือเล่มอื่น]


Create Date : 22 มีนาคม 2551
Last Update : 22 มีนาคม 2551 20:45:31 น. 12 comments
Counter : 1544 Pageviews.

 
อ่านแล้ว จะเห็นความไร้ประสิทธิภาพของราชการไทย


โดย: ekky@mail วันที่: 23 มีนาคม 2551 เวลา:1:35:39 น.  

 
ก็เห็นเหมือนกันว่า ประเทศไทยมีบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้คนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่แปลกอะไรที่สมองจะไหลไปที่อื่นหมด

ในขณะที่มีความสำเร็จในการพัฒนายาในประเทศ ก็กลับขัดแข้งขากันเอง คนอื่นเห็นค่า ช่วยโปรโมทให้ ยกย่องให้ แต่ในไทยเหมือนปิดทองหลังพระ ไม่มีใครให้ความสำคัญ

ขณะที่ทำงานนอกประเทศ ได้รับรางวัล ได้รับการโปรโมท แต่คนในประเทศแทบไม่รู้เรื่อง

อันนี้วิเคาระห์ส่วนตัว (คืออาจจะไม่ใช่แบบนี้ก็ได้) ที่ ดร กฤษณา เริ่มรู้จักมากขึ้น ก็เพราะการโจมตีว่ายาโดย usa for innovation ว่า สูตรยารักษาเอดส์ GPO-vir ซึงเป็น regimen แห่งชาตินั้น ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก (คือ มันใช้ได้ และมันเป็นสูตรหลักในประเทศด้วย)

แล้วใน process ของการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยา GPO-vir เพื่อสู้กับ usa for innovation ก็เลยทำให้ชื่อ ของ ดร กฤษณา กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง (หลังจากลงตามหน้าหนังสือพิมพ์ในสมัยก่อน แค่ตอนลาออกจากองค์การเภสัชกรรมแล้วก็หายไปเลย) พร้อมกับผลงานในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา (ที่สื่อและหน่วงงานราชการไทยไม่ได้สนใจ)



โดย: Plin, :-p (เจ้าของ blog) IP: 202.28.62.245 วันที่: 23 มีนาคม 2551 เวลา:4:19:39 น.  

 
ได้อ่านเกี่ยวกับเธอใน reader's digest เนี่ยแหละค่ะ ยังแปลกใจว่าทำไมเราถึงไม่รู้จักเธอมาก่อน

มาอ่านที่นี่ก็กลายเป็นว่าเธอต้องไปทำงานให้องค์กรของต่างชาติหรือนั่น เหอ เหอ เมืองไทยไม่เหมาะกับคนเก่งคนมีความสามารถให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือนี่ ตอนนี้เริ่มจะคิดเช่นนั้นแล้ว

หนังสือน่าสนใจดีค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: cottonbook วันที่: 23 มีนาคม 2551 เวลา:20:33:38 น.  

 
ถ้าทุกอย่าง เป็นธุรกิจไปเสียหมด ไม่เว้นเม้นแต่การรักษาคน
อย่างนั้น...ต่อไป คน..ก็จะอยู่เพื่อ และเพราะ ..ผลประโยชน์!!

Innovation ในเรื่องใหม่ ๆ และเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ แล้วจดลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตรไว้เป็นตราจอง
แสดงสิทธิ และป้องกันการเลียนแบบในทางการค้า
ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง...

แต่ถ้าเป็นการเพิ่ม...ขยาย ได้อย่างที่ดร.กฤษณาฯ บอกว่า...สอนวิธีให้เขาจับปลา ดีกว่าเอาปลาไปให้เขา
เพื่อ...
ช่วยเหลือคน เพื่อมนุษยธรรม
ไม่ใช่เพื่อการค้า...

แล้วทำไมไม่ร่วมมือ สนับสนุน ...
โดยไร้ข้อแม้...
โดยไร้เรื่องสิทธิบัตร บ้าบอทั้งหลายล่ะ???


โดย: icechick วันที่: 26 มีนาคม 2551 เวลา:22:30:37 น.  

 
ก็เพราะว่า...

มีสมมติฐานว่า ยาที่มีอยู่นี้ ยังไม่ใช่ยาที่ดีอย่างไร้ที่ติ ไม่ใช่มีแต่ประโยชน์โดยไม่มีโทษ หรือ ไม่มีผลข้างเคียง ดังนั้น จึงมีความต้องการยาใหม่ที่ดีกว่า เพื่อทดแทนยาเก่านั้น

แล้วก็มีสมมติฐานว่า การพัฒนาสิ่งเหล่านั้น มีแรงจูงใจคือ ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน

อันที่จริง แม้ว่าจะไม่ต้องการผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน แต่ การวิจัยและพัฒนา มันก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่ได้เงินมาชดเชยส่วนนี้ เชื่อว่า จะไม่มีคนมาพัฒนายาใหม่ที่ดีกว่ายาเก่า

ในกรณีของ GPO-vir นี้ ต้องเข้าใจนิดนึงว่า ในแง่ตัวยา ไม่ใช่ของใหม่ มันใหม่แค่ว่าเอาสามยามาไว้ในเม็ดเดียวกัน ถามว่า ยาทั้งสามตัวนั้น อ กฤษณา คิดเองหรือไม่ คำตอบคือ "ไม่ใช่"

ดังนั้นสิ่งที่ อ กฤษณา ทำ ก็ไม่ใช่ การพัฒนาตัวยาใหม่ที่ดีกว่ายาเก่า แต่เป็น การพัฒนารูปแบบเม็ดยาใหม่ที่กินง่ายกว่าเก่า และเนื่องจากทำเอง ก็เลยราคาถูกลง คนเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น

ตรงนี้ มุมมองหลากหลายมาก แต่แนวโน้มคนส่วนใหญ่ก็คือ การพัฒนายาใหม่ หรือ สินค้า ใหม่ ที่ ใหม่ และ ดีกว่าเก่าจริง ๆ นั้น ยังไง ๆ ๆ ก็ต้องใช้เงิน

เพียงแต่ใช้มากน้อยแค่ไหนเนี่ย ยังเถียงกันอยู่ บริษัทยาบอกว่า ต้องใช้มหาศาล คนที่ไม่ใช่บริษัทยาบอกว่า ไม่ได้ใช้มากขนาดนั้น ราคาที่ตั้งเยอะเกินไป

ส่วนเรื่องสิทธิบัตรยา มีความตลกอย่างหนึ่งคือ ถ้าจดทะเบียน รัฐจะคุ้มครองให้ 20 ปี โดยคุ้มครองในส่วนที่จดทะเบียน เช่น สูตรยา ชื่อสามัญยา วิธีผสมยา แต่ถ้าไม่ได้จด ก็ไม่ได้คุ้มครอง

การคุ้มครองคือ จะไม่มีการผลิตยาที่เป็นแบบเดียวกันมาแข่ง จะไม่นำเข้ายาจากที่อื่นมาแข่ง เป็นต้น เพื่อให้บริษัทที่จดทะเบียน แสวงหากำไรได้เต็มที่

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มาอยู่ที่สมมติฐานข้างต้นก็คือ การพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ นั้น ต้องใช้เงิน

ปัญหาคือ ไม่มีใครยอมรับว่า กำไรนั้น มันมากเกินควร และ คนที่อยู่วงนอกบางคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจากปัญหายาแพง ก็ยังไม่ถึงกับเชื่อว่า กำไรนั้นมากเกิน ตามที่คนเดือดร้อนร้องเรียนด้วย

ก็เลยเห็นอยู่ในตอนนี้ว่า คนไทยก็แตกเป็นสองฝ่ายอีกแล้ว คือ ฝ่ายนึงเห็นว่า บริษัทยาค้ากำไรเกินควร อีกฝ่ายมองว่า บริษัทยาต้องคุ้มครองทรัพยสินทางปัญญา และ รัฐก็ต้องเคารพ

เฮ้อ ไป ๆ มา ๆ กลับไปยุคดั้งเดิม อาจจะดีกว่านี้ คือ ไม่ต้องมากังวล ให้มัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปตามธรรมชาติ ก็คงไม่ต้องมาทะเลาะกันแบบนี้

เฮ้อ (ถอนใจอีกรอบ)


โดย: Plin, :-p (เจ้าของ blog ตัวจริง ไม่ได้ login) IP: 202.28.62.245 วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:0:13:57 น.  

 
หากบริษัทยาพอเพียง ยาที่ดีก็คงเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั้งโลก


โดย: Maple IP: 202.129.59.2 วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:11:57:09 น.  

 
เข้าใจว่าการต่อสู้ของอ.กฤษณา ต้องการกระจายความรู้ในการผลิตออกไปให้มากที่สุด
เมื่อ Supply มากขึ้น ราคาก็มีผลกระทบอย่างแน่นอน
หรืออย่างน้อย ๆ คนป่วยก็สามารถเข้าถึงยาได้ง่าย และประหยัดมากขึ้น หรือ...มีมากพอ กว่าที่เป็นอยู่

มองด้วยเจตนาที่เป็นบวก
แนวคิดและการกระทำนี้ ควรส่งเสริมหรือไม่?
โดยส่วนตัว...เห็นด้วย และน่าส่งเสริม

มีคนผลิตยารักษาโรคได้มากขึ้น มากแหล่ง..
แม้นว่าตัวยาอาจมีผลข้างเคียง และไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ผลต่อคนป่วย...ที่หายาได้ยาก และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง นั่นคือการช่วยเหลือ

ถ้าการช่วยนี้ มีผลกระทบกับคนค้ายา
ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม....
น่าจะถือเป็นข้อยกเว้น...

ช่วยคนป่วยยากไร้ และกำลังจะตาย...
ยังจะต้องคำนึงถึงกำไร-ขาดทุน...(จะของใครก็ช่าง??)
อย่างนั้นหรือ??

และถ้าคนช่วยเต็มใจ ลงแรง...ลงกำลัง และสมอง
มีคนป่วยได้ประโยชน์มากมาย
ยังต้องมาดูอีกหรือว่า...คนทำคนนั้นจะได้อามิสสินจ้างใด ๆ มากมายหรือไม่??

หากเขาทุ่มเท และมีคนเสนอให้อะไรบ้าง...ก็สมควรไม่ใช่หรือ?


โดย: icechick วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:12:45:15 น.  

 
อืม กลัวว่าจะ เข้าใจกันไปคนละประเด็นจัง ตอนนี้ไม่แน่ใจว่า เป็นอย่างนั้นไปแล้วหรือยัง

เอาว่า ใน reply ใน คคห 5 จะบอกว่า

มีความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่ว่า ยาที่ผลิตขึ้นมาใหม่นั้น มันใช้ งบวิจัยมากมายมหาศาล ขนาดที่จะต้อง คุ้มครองสิทธิบัตรอย่างเข้มงวด จนกว่าคนพัฒนาจะได้เงินชดเชยจนมีชีวิตอยู่อย่างเป็นปกติสุข จริงหรือ?

อีกอันคือ

มีความเห็นแย้งกันว่า ถ้าไม่มีทั้ง แรงจูงใจ และ เงินที่มากพอแล้ว ก็จะไม่มีการพัฒนายาใหม่ ๆ ขึ้น แรงจูงใจในที่นี้อาจจะเป็นชื่อเสียง หรือ เงินก็ได้ แต่ยังไงก็ตาม เงินก็ยังต้องใช้อยู่ดี เพื่อให้โครงการสำเร็จ

อย่างในกรณีของ AFRI-VIR ซึ่งเป็น d4t 3tc npv ในเม็ดเดียว ที่ อ กฤษณา ไปช่วย พัฒนาที่คองโกในเนี่ย ที่จริง ในตอนนั้น มีองค์กรของทางเยอรมัน คือ The Deutsche Gesellschaft für Technische Zusammenarbeit หรือ GTZ ให้เงินสนับสนุนอยู่ด้วย

ดังนั้น ประเด็นที่ว่า จึงไม่ได้เกี่ยว หรือ สนใจว่า คนที่ทำได้อามิสมากมายหรือไม่ หรือ มีคนเสนออะไรให้ไหม

แต่มันไปอยู่ที่ว่า มีความคิดที่ว่า

ถ้าไม่มีแรงจูงใจ ก็จะไม่มีการผลิตยาใหม่ ถ้าผลิตยาใหม่แล้ว ก็จะเสียเงินลงทุนไป ถ้าไม่คุ้มครองก็จะขาดทุน ก็จะไม่แรงจูงใจให้ทำต่อ

ถ้าไม่ขาดทุน ก็มีความคิดว่า ควรหรือไม่ควร ที่จะเอากำไรไม่มาก เป็นสิทธิหรือไม่ใช่สิทธิ์ เพราะคนทำยาเค้าพยายามยืนยันว่า กำไรไม่มาก แต่ คนอื่นเค้าไม่เชื่อว่า กำไรนั้นมันไม่มากอย่างที่อ้าง

ดังนั้น เนื้อหาและประเด็นใน หนังสือเล่มนี้ จึงเป็นคนละประเด็นกับการขอให้เขา เอายาแพงมาลดราคาให้ขายราคาถูก และเป็นคนละประเด็นกับการ ที่เอายาของเขาที่มีลิขสิทธิ์ มาผลิตเองในราคาถูก

แต่มันเป็นเรื่องบังเอิญ ที่ ยาสามตัวนั้นไม่มีลิขสิทธิ์ในไทย (และรวมถึงประเทศต่าง ๆ ที่เข้าไปช่วยผลิตด้วย) กฎหมายจึงไม่คุ้มครอง ก็เลยเปิดช่องให้ทำได้ ถ้าประเทศไหนมีกฎหมายคุ้มครอง ก็จะไปทำแบบนั้นไม่ได้

ที่จริง คงต้องถามนักกฎหมายแล้วล่ะ เพราะคนที่กำหนดให้ อย่างนั้นทำได้ หรือ ไม่ได้ ก็ตือ นักกฎหมาย และเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง มนุษยธรรมเท่านั้น ยังเกี่ยวกับเรื่อง รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ อีกด้วย

ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ก็เพราะว่า อยากให้รู้ว่า เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโลก และอาจจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะนักกฎหมายกับบริษัทยา และ องค์การการค้าโลก (ที่ถูกบงการโดยประเทศยักษ์ใหญ่) จะร่างกฎหมายที่ให้ตัวเองได้เปรียบแบบไม่มีช่องว่างมากขึ้น


โดย: Plin, :-p วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:14:07:12 น.  

 
อาจจะมองไปคนละประเด็นจริง ๆ ล่ะ

ส่วนที่บอกว่า ......ถ้าไม่มีแรงจูงใจ ก็จะไม่มีการผลิตยาใหม่ ถ้าผลิตยาใหม่แล้ว ก็จะเสียเงินลงทุนไป ถ้าไม่คุ้มครองก็จะขาดทุน ก็จะไม่แรงจูงใจให้ทำต่อ

เข้าใจล่ะ..ว่าการลงทุนผลิตยานี้ ไม่ใช่เงินน้อย ๆจะทำได้
ไหนจะโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน

ดังนั้น ตรรกของการลงทุนต้องคุ้ม และไม่เสี่ยง
ประเด็นข้างต้นจึงมองอยู่ที่การคุ้มครองให้การลงทุนนั้นมีผลระยะยาว...ได้คืนทุนโดยไม่ถูกใคร copy ไปทำแข่งในราคาถูก
คำตอบก็คือ...สิทธิบัตร

แต่บางคนไม่ได้มองที่เรื่องเงิน เพราะอาจมีมากพออยู่แล้ว
หรือเพราะทำด้วยใจก็ตาม
หรือเพราะด้วยชื่อเสียง..อย่างที่บอกว่า เป็นแรงจูงใจทั้งหมด

เหตุทั้งหมด พอจะเข้าใจ..

แต่อยากจะมองที่ action ของอ.กฤษณามากกว่า
มองโดยไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิบัตร หรือแรงจูงใจใด ๆ
ใครได้ ใครเสีย...

มองว่า...เป็นการเสียสละ ทำด้วยมนุษยธรรม
โดยไม่สนใจความขัดแย้งทางความคิด ความถูกต้อง เงินลงทุน หรือสิทธิบัตร ฯลฯ
มองว่า..อ.กฤษณา มุ่งหวังเพียงเพื่อช่วยเหลือคนเท่านั้น

เหมือนนิทานเรื่องหนึ่ง...เรื่องปลาดาว!!


โดย: icechick วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:18:53:54 น.  

 
ปลาดาวมาเกยตื้นบนชายหาด...จำนวนมาก
ทิ้งไว้อีกไม่นาน...ก็ต้องตายหมด ตายสิ้นด้วยแสงแดดที่แผดเผา
และขาดน้ำ...

ชายคนหนึ่ง
พยายามชักชวนอีกหลายคน ให้ช่วยจับปลาดาวเหล่านั้นลงน้ำทะเล เพื่อช่วยชีวิต...

บางคน เต็มใจช่วย....
บางคน บอกว่า...ปลาดาวมีตั้งเยอะแยะ มีคนแค่นี้จะช่วยได้อย่างไร ได้หมด...
ทำไปก็ไร้ประโยชน์...เหนื่อยเปล่า ๆ
สู้หาวิธี มาช่วยให้ได้ทั้งหมดดีกว่า...

หลายเสียง...เห็นด้วย
ทำให้หลาย ๆ คน หยุดชะงัก...
ล้อมวง...ถกเถียงกันวุ่นวาย

เหลือเพียง...ชายคนนั้น เพียงคนเดียว...
ที่ยังจับปลาดาว...ปล่อยลงทะเล
ไม่ลังเล ไม่ถกเถียง...และไม่หยุด...

เมื่อมีคนเข้าไปถาม...
เขาจึงตอบว่า...
เขาอาจช่วยชีวิตปลาดาวไม่ได้ทั้งหมด
เพราะมีเพียงสองมือเท่านั้น...
แต่ด้วยเวลาที่จำกัด...ยิ่งช้าเท่าใด ปลาดาวก็ต้องตายเพราะทนพิษแดดไม่ได้เท่านั้น

เขาไม่สามารถคิดได้แผนดีเลิศอะไรในตอนนี้ ที่จะช่วยได้ทั้งหมด
และไม่อยากคิดด้วย...
มีแรงเท่าใด...ช่วยได้เท่าใด ก็คือหนึ่งชีวิต...เท่านั้น


โดย: icechick วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:19:00:17 น.  

 
การผลิตยาในประเทศที่ยังไม่จดสิทธิบัตร
ถือว่าไม่ผิด...เพราะเจ้าของ idea ยังไม่มาจด??

ถามด้วยเหตุ ด้วยผล...ถือว่าไม่ถูกต้อง
ยิ่งไม่ใช่เป็นการคิดค้นขึ้นมาใหม่

แต่อยากมองเป็นเรื่องการช่วยคนมากกว่า..
อ.กฤษณา อาจได้ชื่อเสียง...
แต่คนได้รับการช่วยเหลือมากขึ้น ถือเป็นเรื่องดี ๆ ไม่ใช่หรือ?

ออกจะเป็นความคิดข้างเดียวแบบสุดโต่ง ก็...ขอสุมาเต๊อะ!!



โดย: icechick วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:19:05:01 น.  

 
อันนั้นก็ไม่รู้นะครับ ว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

อย่างว่าล่ะครับว่า คงต้องถามนักกฎหมายว่า ทำไมเขียนกฎหมายไว้แบบนั้น

ส่วนเรื่อง ของ อ กฤษณา ที่เขียนเล่ามา นี่ก็ไม่ใช่การ discredit เพราะว่า ถ้าไม่เห็นด้วย ก็คงไม่มาโฆษณาหนังสือให้แบบนี้ แต่ว่าตอนนี้หลายคนเข้าใจประเด็นผิดไป แล้วยังมองอะไรเกินจริงไปด้วย ซึ่งระยะยาวแล้วจะไม่ดีกับทุก ๆ ฝ่าย

ว่าแต่ คนเหนือเหรอครับ ใช้ว่า สุมา..


โดย: Plin, :-p วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:19:30:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Plin, :-p
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]









Instagram






บันทึก ท่องเที่ยว เวียดนาม


e-mail : rethinker@hotmail.com


Friends' blogs
[Add Plin, :-p's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.