ตุลาคม 2561

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
กาแกมหงส์ 8





หลังจากที่อิสราดึงแขนมะยมแล้ววิ่งออกมาจากห้องสมุดในทันทีที่วันวิสากำลังจะแสดงฤทธิ์เดชออกมาเด็กหนุ่มรู้สึกแช่มชื่นมากกว่าปกติเพราะว่าชอบใจสีหน้าของฝ่ายถูกลากออกมามากกว่าจะสนใจในเหตุการณ์ไร้สาระเมื่อครู่ที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงห้องเรียนเด็กสาวสะบัดมือออกในทันที ก่อนจะตำหนิคนตัวสูงตรงหน้าไปว่า...

“ เป็นไงล่ะเกิดเรื่องอีกจนได้ ฉันว่าทางที่ดีนายควรอยู่ห่างตัวฉันให้มากกว่านี้จะดีกว่า เพราะฉันยังไม่อยากจะให้ใครนะ คู่หมั้นของนายมาฉีกอกฉันก่อนวัยอันควร เข้าใจ๋พ่อคุณ..”

“ ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่ครับ ผมว่าให้วิสาเค้าบ้าไปสักพักหนึ่ง เดี๋ยวก็จะหายเองแหละ..”

“ น้อยไปน่ะสิ ! นายคิดหรือว่ายายผู้ดีผีบ้าโรคจิตคนนี้จะยอมรามืออะไรง่ายๆ ฝันล่ะไม่ว่า ดูเมื่อกี้สิเราสองคนคุยกันเรื่องหนังสืออยู่ดีดี โผล่หน้ามาแปดหลอด เพื่อมาทบทวนคุณสมบัติผู้ดีกับชั้น หนอย ! ดีนะที่ยังไม่คันเท้า ไม่งั้นยันโครมเข้าให้แล้ว..” มะยมทำท่าทำท่างประกอบด้วยรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ

“ ฮ่ะ ๆๆๆ มะยมโกรธคนอื่นก็เป็นด้วยเหรอเนี่ย...”

คนร่างสูงหัวเราะจนเห็นฟันขาว ตรงข้ามกับสาวหน้าใสที่ทำหน้ามุ่ย บอกบุญไม่รับอยู่ตรงหน้า...

“ ทำไมย่ะ ฉันก็คนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง มีร้อนเย็น มีเจ็บ มีทุกข์เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ ไม่ได้เลิศเลอ เปอร์เฟ็กเหมือนคนบางกลุ่มที่พยายามจะยกตัวเองเป็นชาวฟ้า เป็นชาวหงส์อยู่ในฝูงกา คอยแต่จะพูดทับถมคนอื่นเหมือนเค้าไม่ใช่คน ขอถามหน่อยอย่างนี้เหรอที่ควรยกย่องว่าเป็นคนดี..”

“ ผมเข้าใจคุณนะมะยม และผมก็ไม่ปลื้มกิริยาของวิสาที่แสดงออกมาเมื่อกี้นี้ แต่เค้าก็เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างแบบนี้มานานตั้งแต่สมัยเรายังเป็นเด็กๆแล้ว ผมขอร้องอย่าไปถือสาเธอเลยนะ..”

“ ความจริงคำพูดขอเขาก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อชีวิตฉันหรอก เพราะถึงยังไงฉันก็เป็นตัวของเองแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้วเหมือนกัน และกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า .. อีมะยมลูกคนบ้านป่าคนนี้ถึงจะเป็นคนบ้านนอกคอกนา มีครอบครัวตั้งรกรากที่ท่าวังหินด้วยความภูมิใจในแผ่นดินเกิดหลายชั่วอายุคน ภาคภูมิใจในอาชีพที่ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตใจ ไม่เบียดเบียนและคดโกงใครผู้ใด และที่สำคัญพวกเรายืนหยัดด้วยศักดิ์ศรีความเป็นคนบ้านนอกมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่ให้ใครมาสวมหัวโขน ...”

“ ผมขอโทษแทนพวกเขาด้วยที่ทำให้มะยมรู้สึกไม่ดี แต่ผมก็ภูมิใจกับคนที่นี่ที่ยังมีคนดีๆ รักถิ่นเกิดอย่างมะยม มันหายากมากๆ ความจริงผมเลืทอกที่จะมาอยู่ที่ท่าวังหินเพราะรักผูกพันที่นี่ ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ชีวิตนี้ผมคงนอนตายตาหลับอยู่ที่นี่เลยคุณว่าไงมะยม มันเป็นความคิดที่ดีมั้ยครับ”

คนถามเอ่ยถามคำถามมัดใจคนฟังเอาดื้อๆ จนอีกฝ่ายรู้สึกเลือดสูบฉีด ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที...

“ ไม่รู้สิ นั่นเป็นเรื่องของนาย ว่าแต่ว่าตอนนี้นายแก้ปัญหาที่กำลังมองเห็นอยู่ตอนนี้ก่อนดีกว่า ฉันไปล่ะ” คนพูดพยักเพยิดไปยังร่างปะเปรียวระหงสองร่างที่กำลังเดินตรงด้วยใบหน้าท่าทางเอาเรื่อง ก่อนคนมองเห็นผลุบหายไปจากที่นั่นทันที ....

“ เดี๋ยวสิมะยมจะไปใหนผมไปด้วย..”

“ หยุดนะอิส เรามีเรื่องจะต้องคุยกันเดี๋ยวนี้..”

วันวิสากึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมากระชากแขนคนร่างสูงในทันทีที่มาถึง จนร่างนั้นถึงกับต้องเซถลาไปข้างหน้าเสียการทรงตัวไปในทันทีแล้วพยายามพยุงร่างให้กลับคืนในปกติได้ เด็กหนุ่มสะบัดตัวอีกครั้งแล้วหันกลับไปมองร่างเปรียวบางอย่างงุนงงและผิดหวัง ก่อนจะตวาดกลับไปด้วยน้ำเสียงอันดังก้อง ...

“ ตอนนี้คุณกับผม เรายังไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ... ขอความเป็นส่วนตัวหน่อยได้มั้ย..”
“ อ๊ายตายแล้วอิส...ทำไมพูดกับวิสาอย่างงี้แต่ก่อนก็ไม่เห็นเป็น ... วิสาจะไปฟ้องท่านลุงว่าอิสเปลี่ยนไปเพราะยายทอมบอยนั่น”

วันวิสายื่นไม้ตายให้คนร่างสูงที่คิดว่าจะยินยอมทำตาม แต่ก็ต้องผงะไปอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงดึงดันไม่พูดไม่จาใบหน้าบูดบึ้งเดินหนีเอาซะดื้อๆ แต่แล้วก็ก็อดแปลกใจอีกครั้งเมื่อเห็นอิสราหยุดชะงักไม่ได้ก้าวขาเดินจากไป แต่กลับหันมาจ้องเขม็ง ...

“ เลิกทำตัวเหลวไหลไร้สาระเสียทีได้มั้ย ผมเบื่อกิริยาท่าทางใช้แต่อารมณ์นำหน้าอย่างนี้เต็มทนแล้วนะวิสา แล้ววันหลังกรุณาทบทวนคิดให้ดีๆก่อนค่อยเอาเรื่องการแต่งงานของคุณมาข่มขู่ผม และขอบอกคุณไว้เลยว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้เข้าใจมั้ย..”

“ เออ ! เอาสิ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน คราวนี้คงจะรู้กันซะทีว่าระหว่างนายกับฉันใครจะเป็นฝ่ายต้องก้มหน้ายอมขอโทษกันแน่ อย่างน้อยเย็นวันนี้ท่านแม่คงจะคุยกับท่านลุงเรียบร้อยแล้ว..”

วันวิสาทรุดตัวลงนั่งกับโต๊ะอย่างเหนื่อยอ่อนเมื่อมองร่างสูงที่เดินลับตาไป ใจประหวัดครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อวานเย็นจนมาต่อเนื่องในตอนเช้าที่หม่อมพักตร์พิลาส ผู้เป็นมารดายืนจิบกาแฟตรงริมระเบียงแล้วเรียกให้วันวิสาไปพบทันทีก่อนจะไปโรงเรียน ..

“ เรามาอยู่ที่นี่ได้หลายเดือนแล้วนะวิสา รู้หน้าที่ดีแล้วใช่มั้ยว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร..”
“ ค่ะแม่ วิสารู้ดีว่ามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร..”

“ ดีแล้วลูก แม่จะได้ไม่ต้องทบทวนเรื่องที่เราเคยคุยกันที่กรุงเทพอีกครั้ง แต่วิสาต้องจำเอาไว้ให้มั่นว่าทำไมแม่ถึงส่งหนูมาลำบากกายอยู่บ้านนอกกันดารทำไม ถึงแม้วังฟ้าเมฆาแห่งนี้จะดูโอ่อ่าสวยงามปานใดก็เถอะ แต่มันก็ยังห่างไกลจากความศิวิไลซ์ทั้งปวงจนดูเงียบเหงา ดูโลคลาสเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอยู่เช่นเดิม แม่คิดว่าคงทนอยู่ที่นี่นานๆไม่ได้หรอก ประเดี๋ยวหมดความสง่าราศีกันพอดี... กึ๋ยคิดแล้วสยอง...”

“ ค่ะแม่ .... ไม่ต้องเป็นห่วง วิสาจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ..”

“ แต่อย่าลืมว่าตอนนี้เราเป็นแค่ว่าที่คู่หมั้นเท่านั้นนะจ๊ะ สองคนยังไม่ได้หมั้นเพียงแต่มีแต่ผู้ใหญ่เอ่ยปากทาบทามกันไว้เท่านั้น ... แล้วนี่ชายอิสดูแลลูกที่โรงเรียนดีมั้ยจ๊ะวิสา”

เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวส่งผลให้สาวน้อยปาดเปรียวสวยใสถึงกับน้ำตาไหลรื้นปริ่มขอบตาออกมาในทันที ก่อนจะโผเข้ากอดผู้เป็นมารดาและสะอื้นฮักๆ ออกมาอย่างสุดกลั้นเอาไว้อยู่ ..

หม่อมราชวงศ์หญิงพักตร์พิลาสสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นกิริยาที่เปลี่ยนไปของธิดายอดดวงใจ จึงเอ่ยถามว่า

“ ลูกเป็นอะไรวิสาเล่าความจริงให้แม่ฟังทั้งหมดมาสิ ...”

หญิงสาวกำมือไว้แน่น คิ้วขมวดจรดติดกันในทันทีทีบุตรีอันเป็นที่รักเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่อยู่ที่ท่าวังหินจบลง ก่อนจะเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาว่า ...

“ เห็นทีวันนี้แม่คงต้องมีเรื่องคุยกันยาวกับท่านลุงของลูกแล้วล่ะวิสา เอาเป็นว่าตอนนี้ลูกไปล้างหน้าล้างตาแล้วไปโรงเรียนได้แล้วนะคนดีของแม่ ”

วันวิสาสะดุ้งอีกครั้งเมื่อเพื่อนเข้ามาห้องเรียนจนเต็มทุกโต๊ะแล้วอาจารย์เมตตาเดินเข้ามาสอนในวิชาต่อไป เด็กสาวเหลือบตาไปมองเห็นพลอยใสเดินเข้ามานั่งข้างๆแล้ว ก่อนจะลบความคิดที่เกิดขึ้นในตอนเช้านี้ทิ้งไป เพื่อรอผลลัพท์สวยงามในตอนเย็นวันนี้ ...

---------------------------

ในเวลาหนึ่งเที่ยงตรงของแต่ละวันจะเป็นเวลาสำคัญของนักเรียนที่มัธยมท่าวังหิน เพราะช่วงเวลาอีกครึ่งชั่วโมงที่เหลือจากักหนึ่งชั่วโมง ... บรรดานักเรียนทุกระดับชั้นส่วนมากถ้าไม่เล่นกีฬาในร่มที่หอประชุม ก็เข้าห้องสมุดหาประสบการณ์ความรู้นอกห้องเรียน หรือไม่ก็จับกลุ่มนั่งสนทนาคุยกันใต้ต้นไม้รายรอบอาคารเรียนแล้วรับประทานขนมหรือของว่างไปตามเรื่องจนกว่าจะมีเสียงออดมาเตือนสองครั้งว่าได้เวลาเข้าห้องเรียนแล้วนั่นแหละทุกคนถึงรีบจะกุลีกุจอเข้าเรียนทันที...

แต่ก็ยังมีที่ที่ห่างไกลออกมาจากอาคารเรียนทั้งหมดของโรงเรียน เป็นที่ที่ไกลจากความคิดของนักเรียนปกติจะย่างกลายเข้ามายังที่แห่งนี้ จะแค่เพียงนักเรียนบางคน บางกลุ่มเท่านั้นจะหาโอกาสมาที่นี่เพื่อทำเรื่องแหวกกฎบางอย่าง .... กิตติศัพท์อันเลื่องชื่อของที่แห่งนี้จนกระทั่งอาจารย์ฝ่ายปกครองตั้งชื่อแห่งนี้ว่า

“ แดนคนเถื่อน..”

ตามพฤติการณ์ของกลุ่มที่ชอบมาแวะเวียนที่นี่เป็นประจำวัน ... พอหลังจากที่อิสราและแก็งหนุ่มแสบนั่งอยู่ในโรงอาหารเป็นเวลาพอสมควรแล้ว เดี่ยว หัวหน้าแก็งโพล่งขึ้นมาชวนพรรคพวกรวมทั้งอิสราว่าไปที่ที่ของเรากันเถอะ ก่อนที่ทุกคนจะหันมามองเป็นเชิงถามอิสราว่าจะไปด้วยหรือเปล่า ....

เด็กหนุ่มยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา เห็นว่ายังเหลือเวลาที่จะเข้าห้องเรียนเกือบสี่สิบนาที จึงตอบตกลงไปด้วยความอยากรู้จักที่ที่นั่น

เด็กหนุ่มจากเมืองกรุงเดินเก้ๆกังๆ เดินตามหลังเดี่ยว เด่น ขาม และชาติ กำลังฝ่าดงหญ้าหนามสนิม หญ้าสาปเสือและป่าหญ้าคาที่รกชัฏขึ้นสูงท่วมหัวแทบจะมองไม่เห็นหนทางข้างหน้า... หากไกลกันในระยะห้าเมตร เดี่ยวจะตะโกนบอกเพื่อนที่อยู่หลังทุกคนให้เร่งฝีเท้ากันหน่อยเดี๋ยวจะไปไม่ทันเวลาดูของดี ทุกคนจึงรีบวิ่งตามมาในทันที อิสราจึงวิ่งตะบึงตามในทันที ...

แดนคนเถื่อนที่เล่าขานของนักเรียนท่าวังหินเป็นป่าละเมาะเล็ก ๆ มีหญ้าขึ้นท่วมหัวสลับกับต้นไม้ขนาดเล็ก เช่น ต้นเต็งรัง พลวง เหียง ขึ้นอยู่ทั่วไปสลับกับพุ่มไม้น้อยใหญ่ระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด สภาพโดยรอบรกครึ้มไปด้วยต้นไม้กวาดและต้นละหุงเต็มไปหมด ทำให้ทั่วบริเวณมีที่กำบังสำหรับเด็กนักเรียนได้หลบหนีอาจารย์ได้ในหลายจุด ...

เดี่ยวพาอิสรามายังพุ่มไม้ขนาดพอดีให้ร่มเงาครอบคลุม ...

เด็กหนุ่มเล่าให้แขกผู้มาเยือนว่าที่นี่เป็นเหมือนสวรรค์สำหรับนักเรียนนอกกรอบอย่างพวกเรา ที่นี่เป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง เป็นแหล่งกบดานหลบหนีอาจารย์มานานนม ... อิสราพยักหน้าหงึกๆรับรู้ แต่ทำทีท่าตื่นตากับสถานที่อยู่ไม่เปลี่ยนแปลงจนเด่นต้องสะกิดเตือนว่า..

“ ดูท่านายจะไม่เคยหนีเที่ยวอย่างงี้ล่ะสิอิสรา ..”

“ ใช่เป็นครั้งแรกเลยตื่นเต้นนิดหน่อย ขอโทษด้วยนะเพื่อนๆ” คนพูดเกาหัวแกรกๆ สีหน้าจริงจังคล้ายตื่นเต้นกับโลกใหม่ จนสมาชิกแก๊งหนุ่มแสบต้องหัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยความขบขันในท่าทางเปิ่น ของเพื่อนใหม่จากแดนศิวิไลค์ไกลจากแดนคนเถื่อนแห่งนี้..

“ ขอโทง ขอโทษอะไรกันอิส เราเพื่อนกัน มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านกันอยู่แล้ว..”

“ ขอบใจทุกคนที่เข้าใจ ว่าแต่ว่าที่พาเรามาวันนี้แล้วบอกว่ามีอะไรจะให้ดูไม่ใช่เหรอ..”

“ อ้อ ! เกือบลืมไปแนะ ไอ้ชาติมึงเอาของดีมาหรือเปล่าวะ ”

เดี่ยวเอ่ยถามชาติ เพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ต้นมะขามขณะกำลังหันมองซ้ายทีขวาทีก่อนจะเดินมาพร้อมหนังสือโป๊ที่โชว์ปกวาบหวิวเหลือใจในความคิดอิสราแล้วยื่นมาให้เดี่ยวที่พลิกไปมาก่อนจะส่งต่อให้อิสรา ก่อนที่เพื่อนคนอื่นๆ จะแยกย้ายไปตามมุมใครมุมมันตรงพุ่มไม้ข้างด้านๆ ด้วยอิริยาบถสบายๆ

อิสราพลิกหนังสือไปมาไม่ถึงนาทีก่อนจะส่งให้เดี่ยวคืนพร้อมกับเอ่ยว่า..

“ เพราะหนังสือเล่มนี้เล่มเดียวเหรอที่เดี่ยวหนีอาจารย์ด้วยความยากลำบาก..”

“ ไม่หรอกอิส ยังมีอีกหลายอย่างที่นายจะได้รู้วันหลัง ถ้านายไม่ย้ายโรงเรียนไปซะก่อนนะ สำหรับแดนคนเถื่อนที่นี่ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ที่จะมีเรื่องดีดีแน่ ... รุ่นพี่ของเราเกือบสี่สิบรุ่นมาแล้วใช่ที่นี่เป็นที่สำหรับปลดปล่อยพันธนาการ กฎระเบียบข้อห้ามต่างๆ ของโรงเรียน ที่นี่เป็นเหมือนที่ระบายความคิด ความฝัน จินตนาการต่างๆ อย่างที่พวกในโรงเรียนเรียกพวกเราว่า...

“ เด็กเปรต เด็กเดน หรือเด็กเหลือขอ”

ที่ไม่มีดีอะไรซักอย่าง .... อิสรา ! นายได้ยินเสียงหัวเราะข้างๆนั่นมั้ย ..”

คนพูดชี้ไปยังลำห้วยด้านข้างแล้วเอียงหูฟัง เด็กหนุ่มผิวละเอียดจากเมืองกรุงทำตาม แต่มิวายเอามืออีกข้างไปปัดยุงที่เริ่มบินมารบกวนมากยิ่งขึ้นด้วย ..

“ ใช่เสียงคนคุยกัน มีเสียงผู้หญิงด้วย..”

“ นั่นแหละเด็กรุ่นน้องโรงเรียนเรา พวกนี้มาที่นี่ก็มีจุดประสงค์เดียวกับเราคือหาโลกส่วนตัวที่ไม่มีใครรบกวนคอยมาจ้ำจี้จ้ำไชตลอดเวลาทั้งบ้านและโรงเรียนที่นี่มีสารพัดรูปแบบถ้านายอยากจะเรียนรู้จริงๆ”

“ เราขอบอกตรงๆเลยนะเดี่ยว เราคงจะมาที่นี่ได้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว เพราะท่านพ่อ เอ่อ ... คุณพ่อเราท่านคงไม่ชอบใจแน่ถ้ารู้ว่าเราหนีมาไกลขนาดนี้ ..”

เด็กหนุ่มเอ่ยเป็นนัยความหมายลึกซึ้งถ้าจะคิดให้ดีดี

“ เราเข้าใจสภาพครอบครัวนายดีนะอิสรา บ้านนายเป็นครอบครัวชั้นสูง มีคฤหาสน์ใหญ่โตหรูหรา มีรถคันใหญ่ มีเงินทองใช้ตลอดชีวิตก็ใช้ไม่หมด หรืออาจจะมีคนรับใช้เต็มบ้านเลยก็เป็นได้ แต่การที่เราชวนนายมานี่ในวันนี้ก็เพราะอยากให้เพื่อนที่เราชอบอัธยาศัยไมตรีอย่างเช่นนาย ได้เรียนรู้บทเรียนนอกหลักสูตร จากที่นี่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอะไรรู้มั้ยอิส ... เพราะว่าพวกเราเหลือเวลาที่จะได้เรียนรู้กันและกันอีกไม่กี่เดือนแล้ว ... ต่อจากนั้นในวันข้างหน้า เวลาและโอกาสอย่างนี้คงยากจะหวนคืนกลับมา เพราะฉะนั้นเวลาสำหรับมิตรภาพที่เหลืออยู่ ... ฉันกับเพื่อน ๆ จึงอยากให้นายเรียนรู้อะไรๆจากที่นี่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาน่าอิสอย่าคิดมากเลย มามะลองเหล้าขาวที่ไอ้เข้ม มันหิ้วมากด้วยสักเป๊กก่อนดีมั้ย ..”

เดี่ยวพูดประโยคกินใจซะยืดยาวจนจบ ก่อนจะยื่นแก้วเหล้าขนาดเล็กที่ใส่น้ำสีใส กลิ่นแอลกอฮอล์โชยเข้าจมูกจนอิสราแทบจะสำลักออกมาในทันที ....

แต่เด็กหนุ่มนิ่งคิดทบทวนไปสักครู่ ก่อนจะกระดกน้ำสีใสในแก้วเข้าไปในลำคออย่างเกรงใจสายตาหลายคู่ที่กำลังจ้องมองมาด้วยความลุ้นระทึก ...

“ น่าน ... มันต้องอย่างงั้นสิอิสราเพื่อนรัก ..”

เสียงทุ้มดังมาจากด้วยข้างพุ่มไม้ และตรงหน้า จนอิสรารู้สึกได้ว่าความทรมานในการเอาสิ่งร้ายเข้าสู่ตัวเป็นเช่นไร เพราะความร้อนวูบวาบที่ไหลผ่านลำคอ ลำไส้ จนกระทั่งถึงกระเพาะ มันสุดแสนจะทรมานอย่างที่สุด นี่ขนาดเป็นเพียงแก้วเล็ก แก้วเดียวเท่านั้น ยังสำแดงฤทธิ์เดชได้ขนาดนี้ ถ้ากินหมดขวดที่ตั้งตรงหน้าสงสัยจะหมดสติไปในทันทีแน่นอน จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง คำร้องขอของอิสราไม่ค่อยจะได้ผลนักเพราะเดี่ยวและเพื่อน ๆ ส่งน้ำสีขาวใสแจ๋วมาให้เป็นระยะๆ และอิสราก็กระดกเข้าปากทุกครั้ง ...

กระทั่งเด็กหนุ่มเมืองกรุงเริ่มรู้สึกตาลายวิงเวียนศีรษะ มองไปข้างหน้ามองเห็นเหมือนเห็นภาพเบลอ ตรงหน้า แต่พอเหลือบมองไปบนพื้นดินก็เห็นว่าเอียงขึ้นลงไปมาอีก ...

อิสราเอามือทั้งสองยันร่างตัวเองไม่ให้ล้มไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลังด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด จนเดี่ยวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต้องคอยพยุงด้ายข้างพร้อมเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ..
.
“ ท่าทางนายจะไม่ไหวแล้วนะอิสรา เราว่าหยุดดื่มก่อนนะ เฮ้ย !เข้มมึงหยุดรินมาทางนี้ได้แล้วดูเพื่อนมั่งสิวะไอ้ห่า ใครคออ่อน ใครคอแข็ง ..”

“ ได้โว้ยไอ้เดี่ยว กูว่าตอนนี้พวกเรากลับกันดีกว่า เอ้านี่อิสราใบฝรั่งเคี้ยวซะจะได้ไม่มีกลิ่นเหล้าเข้าห้องเรียนได้ไม่มีใครรู้ ... ยิ่งชั่วโมงนี้ครูเพทายแกใจดีกว่าใครอย่างงี้ พวกเราต้องเข้าเรียนไปให้ทันก่อนครูแกจะมาจะดีกว่า..”

คนพูดยื่นใบฝรั่งสีเขียวเข้มมาให้อิสราที่กำลังตาลายจนลืมตาแทบไม่ขึ้น ยื่นมือไปรับสเปะสปะแต่ก็หยิบมาจนได้ เด็กหนุ่มหยิบใบฝรั่งขึ้นมาเคี้ยวหยับๆ พร้อมกับทำหน้าเหยเกด้วยความไม่คุ้ยเคย ความขมของใบฝรั่งทำให้อิสรารู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่อาการตาลายยังคงอาการเหมือนเดิม ...

เวลาผ่านไปเนิ่นนานต่อจากนั้นอีกหลายนาที กระทั่งมีเสียงดังโกนแว่วมาแต่ไกลดังลั่นข้ามพุ่มไม้จนมาถึงจุดที่อิสรายืนอยู่ น้ำเสียงที่ละล่ำละลักมาเอาวงสนทนาประสาเหล้าเมื่อครู่แตกกระเจิงเพราะประโยคประโยคเดียวแท้ ๆ ...

“ ฉิบหายแล้วไอ้เดี่ยวพ่อมึงมาโน่นแนะ”

เป็นอุดร หรือเด่นนั่นเองที่วิ่งหอบแฮ่กๆ หน้าตั้งมาเพื่อบอกข่าวร้ายกับแก็งหนุ่มแสบ อิสรายังทำหน้างุนงงหนัก ไม่รู้จะทำอะไรเพราะคำว่า “ อาจารย์มา” คำเดียวถึงกับทำเอาสมาชิกแก็งที่เหลือหายไปหมดในพริบตา รวมทั้งคนส่งข่าวหรือตัวเดี่ยวเองก็เถอะ ... 

อิสรายังคงทำหน้าเหลอหลาไม่เคยเจอสถานการณ์คับขันเช่นนี้มาก่อน ยืนนิ่งไปสักครู่หนึ่ง ก่อนจะถลาออกไปตามกลุ่มเพื่อนทั้งหมดเข้าไปในป่าโดยทันที ... ทุกคนแตกกระสานซ่านเซ็นเหมือนฝูงผึ้งแตกรัง วิ่งไปทั่วราวป่าไม่รู้ใครเป็นใคร ...

และครั้งนี้เป็นการรับรู้ครั้งแรกของอิสราอีกเหมือนกันว่าในป่าละเมาะของแดนคนเถื่อนแห่งนี้ ไม่ได้มีเฉพาะพวกเดี่ยวกับตนเองเท่านั้น ยังมีกลุ่มนักเรียนไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนวิ่งหลบหนีอาจารย์ฝ่ายปกครองจนดูชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด เด็กหนุ่มวิ่งไปข้างหน้ารวดเร็วไม่คิดชีวิต ผ่านป่าหญ้าคา ผ่านป่าหนามสนิมด้วยความทุลักทุเล พลางนึกคำสอนของท่านชายปกรณ์เทวาที่พร่ำสอนอยู่เสมอว่า ...

“ ความชั่วนั้นทำได้ง่าย ได้ผลลัพท์เร็วไม่ต้องรอคอยเหมือนการทำความดีที่ต้องอดทนใช้ความวิริยะอุตส่าหะสูงว่ามากมายใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ...”

เด็กหนุ่มวิ่งไปข้างหน้าด้วยความหวังจะให้พ้นป่าแห่งนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ผ่านทุ่งนาที่กว้างและร้อนแล้งระเริงเปลวแดด ผ่านป่าหวายที่รกทึบจนกระทั่งมาถึงป่าละเมาะข้างๆ ใกล้รั้วโรงเรียนด้วยสายตาที่จดจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเดียวจนลืมมองทางด้านล่างที่มีก้อนหินโผล่มากมาย ...

แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่ออิสราสะดุดกับก้อนหินก้อนใหญ่ที่ขวางอยู่ตรงหน้าจนถึงกับเซถลากลิ้งไปนอนราบไปกับพื้น...

เด็กหนุ่มรู้สึกแสบขา เลือดสีแดงซึมไหลออกมาเป็นทางยาวคลุกกับฝุ่นสีแดง เข้มข้นน่ากลัว อิสรากัดฟันมองฝ่าเปลวแดดไปข้างหน้าเป้าหมายคือ รั้วโรงเรียนที่เห็นเพียงลางๆ ไกลสุดตา ..
“ เฮ้ย ! นังส้มครูวิ่งตามมา..”

แต่เสียงที่อิสราได้ยินอยู่ตอนนี้คลับคล้ายคลับคลาและคุ้นเคยดังมาข้างหลังในขณะที่ตัวเองนอนราบไปกับพื้นดิน เด็กหนุ่มจึงค่อยยกตัวขึ้นช้าๆ แต่รู้สึกปวดแปลบที่หน้าขาลุกขึ้นยืนไม่ไหว ได้แต่นั่งฟังเสียงเจื้อยแจ๊วดังลับตาไปตรงพุ่มไม้ด้านหน้า แล้วอิสราก็ต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อมีร่างบางของใครบางคนมาประคองและพยุงอยู่ข้างหลังพร้อมกับเสียงที่เอ่ยมาด้วยความเป็นห่วงเจือปนอยู่ในนั้น ...

“ เป็นไงมั่งอิสรา พอลุกไหวมั้ย ...”

“ มะยม มะยมมาที่นี่ได้ไง..”

เด็กหนุ่มเงยหน้ามองคนพูดประโยคเมื่อครู่ ประกายวาบในแววตาบ่งบอกความดีใจอย่างที่สุด “ ตอนนี้อย่าถามอะไร นายมีหน้าที่ลุกขึ้น แล้วลากตัวเองตามฉันมาเดี๋ยวนี้เลย เร็วสิพยายามหน่อยสิครูอำนาจกำลังเร่งมาทางนี้แล้ว เร็วลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลย เร็วสิ..”

“ ได้ ได้ ..”

อิสราลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ยกมือโอบรอบคอเด็กสาวก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้าโดยมีเป้าหมายคือ พุ่มต้นข่อยทรงกลมสูงด้านหน้าที่พอจะลับตาและมิดบังคนทั้งสองได้อย่างทุลักทุเลที่สุด แต่เสียงครูอำนาจยิ่งแว่วมาใกล้อยู่เรื่อยๆ ...

ทั้งสองจึงผลุบตัวเข้าไปหลังพุ่มไม้อย่างรีบเร่งจนถึงหัวทิ่มขมำไปข้างหน้า ก่อนจะสะดุดก้อนหินก้อนใหญ่มหึมา จนร่างคนทั้งสองถลาลงไปบนพื้นดินหลังพุ่มต้นข่อยพอดิบพอดีกับร่างของครูหนุ่มแห่งท่าวังหินวิทยาคมเดินผ่านไปอย่างเฉียดฉิว ...

มะยมกลั้นหายใจนิ่งสนิทหลับตาปี๋ด้วยความตื่นเต้นและเขินอาย เมื่อร่างสูงใหญ่ของหนุ่มตาคมคร่อมอยู่ด้านบนขณะกำลังสวมกอดกันไว้แนบแน่น จนใบหน้าห่างกันแค่ไม่ถึงคืบ ...

เด็กสาวบ้านป่ารู้สึกหน้าแดงจนเป็นสีตำลึงสุก เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยกอดผู้ชายหรือแม้กระทั่งอยู่ใกล้ผู้ชายจนหายใจรดกันเท่าตอนนี้เลย ส่วนเด็กหนุ่มเมืองกรุงก็รู้สึกอย่างเดียวกันกับสาวร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขนในตอนนี้ ....

นึกแล้วก็สงสารอีกฝ่ายที่ตีสีหน้าบอกบุญไม่รับ หลับตาปี้เหมือนคนกินขมหม้อใหญ่และพยายามหันไปทางอื่นให้ไกลจากใบหน้าอีกฝ่าย แต่อารมณ์อยากจะแกล้งมีมากกว่าอาการบาดเจ็บที่ขา เด็กหนุ่มจึงรัดอ้อมแขนไว้แน่นเข้าไปอีก ... กระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกินในรู้สึกของมะยม ความวุ่นหวิวหัวใจก่อกวนครั้งแล้วครั้งเล่าจนต้องพยายามจะปัดมันให้พ้นไป แต่สุดท้ายกลับยึดมันไว้แน่น มะยมเฝ้าเอ่ยถามกับตัวเองว่าความรู้สึกวุ่นในใจครั้งนี้มันแปลกประหลาดพิลึกคืออะไร เพราะมันจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่อยู่ใกล้ผู้ชายตาคมหน้าสวยคนนี้เท่านั้น ...

“ ฉันว่าอาจารย์ไปนานแล้วนะ ตอนนี้นายลุกขึ้นจากตัวฉันได้แล้ว..” มะยมทำเสียงขู่จนเด็กหนุ่มรู้สึกตัวจึงยันร่างลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยปากขอโทษขอโพยทันที ...

“ ขอโทษนะที่ล่วงเกิน มันอุบัติเหตุน่ะครับ..” คนพูดทำเสียงอ่อย ๆ ปัดเศษหญ้าและฝุ่นที่อยู่ตามแขนและเสื้อผ้า ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดให้สาวร่างบางที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็ชะงักไว้แค่นั้นเมื่อเหลือบตามองเห็นสายตาคมจ้องมองมาคล้ายเสือจะตะครุบเสือ ...

“ ผมไม่ได้มีเจตนาจะทะลึ่งลามกอะไรนะครับมะยม อยากช่วยคุณจริง ๆ ..”


“ งั้นตอนนี้นายคงพอเดินได้แล้วนะ ฉันว่าเรารีบไปเข้าเรียนกันเถอะ ตามมาทางนี้ฉันจะพาไปทางลัด นายเงียบเสียงเอาไว้ล่ะเผื่ออาจารย์อำนาจจะเดินย้อนกลับมาอีก ...”

“ ได้ครับ ว่าแต่พวกเดี่ยวจะหนีทันหรือเปล่านะ..”

“ อิสรา ...นายมันไร้เดียงสาจริงๆไปสิเดินไปข้างหน้าฉันจะเล่าอะไรให้ฟัง ...”

ทั้งสองเดินไปตามเส้นทางลัดที่ว่า คือเดินเลาะลำห้วยที่ไหลผ่านหลังโรงเรียน แล้วจะไปโผล่ข้างแปลงเกษตรนั่นเอง มะยมโพล่งขึ้นถามอิสราอีกครั้งว่า ...

“ ไม่นึกว่าจะเจอนายที่นั่น ใครเป็นคนชวนไปเหรออิสรา..”

“ เพื่อนในกลุ่มของผมแหละ..” คนพูดหลบสายตาในทันทีที่อีกฝ่ายกำลังคาดคั้นเอาความ..

“ ไอ้เดี่ยวใช่มั้ย ... ไอ้นี่มันวอนหาเรื่องซะแล้ว มันทำอย่างงี้ได้ไงชวนคนดี ๆ เข้าป่าเพื่อกินเหล้า ดูหนังสือโป๊ และก็อัพยา หนำซ้ำวิ่งหนีเอาตัวรอดคนเดียวทิ้งเพื่อนเอาไว้ข้างหลัง นี่มันเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า น่าจะจับมานุ่งกระโปรงผู้หญิงซะให้เข็ด”

มะยมฉุนกึกขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงภาพคนร่างสูงตรงหน้ากำลังประคองร่างตัวเองให้อยู่ใยสภาพปกติทั้งๆที่ยากลำบากเต็มทีแถมยังล้มไปกับพื้นได้บาดแผลถึงเลือด ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ ขณะที่ส้มโอ เพื่อนสาวกวักมือเรียกตนเองให้รีบวิ่งไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่ครูอำนาจจะมาถึง แต่สายตาของเด็กสาวแว่บหางตามองเห็นคนร่างสูงคุ้นเคยตากำลังล้มกลิ้งไปกับพื้นจึงโบกมือให้เพื่อนวิ่งนำหน้าไปก่อน ก่อนที่ตัวเองจะวิ่งกลับมาดูร่างที่ล้มให้แน่ใจอีกครั้ง ...

“ ตอนนั้นมันชุลมุนมากไม่รู้ใครเป็นใครกัน ผมก็กำลังมึนหัว เลยสับสนทิศทาง วิ่งหนีอาจารย์ตามเพื่อนๆ แต่ไม่ทัน แถมชนก้อนหินบะเร้มเทิ้ม หัวเลยทิ่มพื้นอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ..” อิสราแก้ตัวให้พวกเดี่ยวด้วยความรู้สึกจริงใจ แต่มะยมกลับส่ายหน้าไม่เชื่อ ...

“ ฉันว่า ... ถ้าคิดจะเป็นเพื่อนแท้ก็ไม่ควรจะทิ้งกันแบบนั้นนะ..”

มะยมเอ่ยมาลอย ๆ ก่อนจะพยุงแขนอิสราให้กระชับแน่นอีกครั้งเมื่อต้องปีนขึ้นตลิ่งคลอง ก่อนจะบ่นออกมาเมื่อเห็นว่าอิสราเงียบไปกว่าปกติ

“ นายคงอยากรู้ใช่มั้ยว่าฉันไปที่นั่นทำไม บอกให้ก็ได้ที่ไปโผล่ที่นั่นก็เพราะตามนายไปเองแหละ ฉันเห็นท่าทางที่โรงอาหารของไอ้เดี่ยวมันล่อกแล่กพิกลเลยชวนไอ้ส้มกับป้อมตามพวกมันไปดู จนเห็นพวกนายกำลังกินเหล้าคุยกันเสียงดัง ก่อนที่อาจารย์อำนาจจะโผล่มา ... พวกฉันเลยต้องพรวดพลาดตามพวกรุ่นน้องที่หนีโรงเรียนไป จนไปเจอนายที่นั่น แต่ขอออกตัวไว้ก่อนนะฉันไม่ได้พิศวาสอะไรนายเลยอย่าเข้าใจผิด ”

“ คะ..ครับ เข้าใจและขอบใจมากที่ช่วยเหลือ ผมติดหนี้บุญคุณมะยมอีกแล้วนะครับ เมื่อไหร่ผมจะได้ตอบแทนคุณคืนมั่ง”

“ นายไม่ต้องมาตอบแทนอะไรหรอก ตอนนี้แค่เอาตัวให้รอดเข้าเรียนให้ได้ก่อนก็แล้วกัน รอให้หมดชั่วโมงอาจารย์สมหญิงแล้วพักสิบนาที เราค่อยเข้าห้องเรียนกันนะ..”

“ ตกลงครับ..”

กว่าที่ทั้งสองจะเข้าห้องเรียนได้ในเวลาต่อมา มะยมก็แอบพาอิสราเข้าไปทำแผลในห้องพยาบาลจนเรียบร้อยเสร็จสรรพ แล้วเดินเข้าห้องก็ไม่มีใครสังเกตความผิดปกติได้ เพราะมะยมบอกอิสราว่าให้เดินตรง ๆ อย่าแสดงอาการเจ็บขาออกมาให้เห็น เด็กหนุ่มจึงทำตาม เหตุการณ์ตื่นเต้นจึงเข้าสู่ความปกติได้เมื่อทั้งสองนั่งที่โต๊ะเรียนได้แล้ว ก่อนจะหันหน้ามามองกันแล้วอมยิ้มถอนหายใจโล่งไปพร้อมกัน ...

แต่พอหันไปมองเดี่ยวกับพวก อิสราต้องตกใจเพราะสังเกตเห็นเหงื่อกาฬที่ไหลย้อยเปื้อนใบหน้าออกมา พร้อมเสื้อผ้าที่สกปรกมอมแมม เด็กหนุ่มจึงเฉยๆ แล้วจึงก้มหน้าหยิบหนังสือมากางบนโต๊ะเพื่อเรียนต่อไป ...

......................................................

ในทุกวันตอนค่ำ ๆ เช่นนี้มะหมี่ สาวสวยประจำกลุ่มสาวซ่าส์มักจะคลุกกับมะยมและเพื่อน ๆ ไม่ว่าจะเล่นวอลเล่ย์บอล เล่นเปตอง รดน้ำแปลงปลูกผักของโรงเรียน หรือแม้กระทั่งนั่งล้อมวงใต้ต้นหูกวางเพื่อทำการติวหนังสือหรือทำการบ้านกัน แต่วันนี้มะหมี่ถูกครูพักตร์วิไลวานใช้ให้สอนนาฎศิลป์น้อง ๆ ชั้นมอสอง มะหมี่ตอบตกลงในทันที เพราะเหตุผลเพียงข้อเดียวก็คือ กำลังเหล่เด็กผู้ชายในห้องนั้นพอดี แต่มะหมี่กะคำนวนเวลาไว้ว่าจะช่วยเร่งเวลาสอนครูพักตร์ให้เสร็จไวไวจะได้มีเวลาป้อเด็กชายในห้องนั้นมาก ๆ หน่อย แต่แล้วทุกอย่างก็ผิดแผนไปหมด เมื่อการเรียนการสอนติดพันไปจนหลายชั่วโมง น้อง ๆ ไม่ยอมเข้าใจท่ารำวงมาตรฐานเอาซะเลย มะหมี่มองนาฬิกาแล้วถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกเพราะอีกไม่กี่นาทีก็จะค่ำมืดแล้ว อดกันพอดี …กว่าที่จะปิดไฟปิดประตูห้องนาฎศิลป์หมดเวลาการเรียนการสอนได้ก็เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว มะหมี่เดินออกมาจากอาคารเรียนด้วยความเงียบเหงาของอาคารเรียนทั้งหมดทอดเงาตามหลัง เด็กหนุ่ม เอ๊ย เด็กสาวเดินทอดน่องเดินออกไปตามถนนลูกรังไปด้านหน้าโรงเรียน เพื่อรถโดยสารเที่ยวสุดท้ายหกโมงเย็น ซึ่งตอนนี้ยังพอมีนักเรียนเล่นบาสอยู่ปะปรายสองสามคน มะหมี่เดินจนถึงป้ายรถเมล์ แต่ต้องชะงักก่อนจะก้าวขึ้นไปในป้ายรถเมล์ เมื่อสายตาอันแหลมคม (เฉพาะหนุ่มๆ) มองเห็นคนร่างสูงคิ้วเข้ม นัยน์ตาสีเหล็ก ผิวพรรณขาวละเอียด กำลังนั่งจดจ้องอยู่กับหนังสือเล่มบางตรงหน้าไม่สนใจใคร จึงรีบเดินเข้าไปจนสะดุดเก้าอี้ร้องออกมาดังโอ๊ย ...

“ โอ๊ย ! เจ็บจังเลย ...” ทำให้ร่างสูงต้องหันมาส่งยิ้มหวานให้ พร้อมเอื้อนเอ่ยไมตรี...

“ อ้าวมะหมี่ยังไม่กลับเหรอครับ ..”

“ ยังจ๊ะ พอดีเราไปช่วยอาจารย์พักตร์สอนน้องชั้นมอต้นรำไทยน่ะ ... แล้วนี่อิสราทำไมยังไม่กลับเหรอ ไปรถสองแถวโดยสารกับเรามั้ยประเดี๋ยวคงจะมาแล้ว..”

“ ผมรอลุงแม้นคนขับรถมารับอีกรอบหนึ่งครับ นี่แกไปส่งยายวิสายังไม่กลับมาเลย พอดีวันนี้ผมอ่านหนังสือในห้องสมุดเพลินไปหน่อย ออกมาใคร ๆ ก็กลับกันหมดแล้ว ... ผมว่ามะหมี่อย่ารอรถโดยสารเลยครับ เพราะเมื่อกี้ผมเห็นคันสุดท้ายเพิ่งออกไปเองครับ ”

“ ตายห่า! อุ๊ยขอโทษ ... รถโดยสารออกไปแล้วเหรออิสรา แล้วนี่ฉันจะกลับบ้านยังไงล่ะ..” มะหมี่ทำท่าสะบัดสะบิ้งบอกอาการตกใจเกินหญิงไทยไปมากมายหลายกิโล จนมองดูแล้วน่าหมั่นไส้มากกว่าสงสาร แต่อีกฝ่ายกลับฟังแย้มยิ้มเอ่ยชวนว่า

“ ไม่ต้องตกใจ เดี๋ยวผมไปส่งที่บ้านเองครับ แต่ตอนนี้ก็คุยกันไปพลางก่อนๆ ผมอยากรู้จักมะยมให้มากขึ้นน่ะครับ ช่วยเล่าให้เกี่ยวกับตัวเธอให้ผมฟังหน่อยได้มั้ยครับ..”

มะหมี่ทำหน้าบูดบึ้งไปเพียงครู่เดียวที่เด็กหนุ่มรูปหล่อตรงหน้าไพล่ไปถามหาเพื่อนรักอีกคนแทนที่จะถามตนเอง จึงสะกดอารมณ์ก่อนจะกลับมาเริงร่าอีกครั้ง แต่ก็ยังรู้สึกน้อยใจที่ตัวเองก็สวยเลิศเลอเปอร์เฟคเลิศสะแมนแตนขนาดนี้ แต่คนหล่อหน้าคมตรงหน้ากลับไปถามหาอีกคนซะเนี่ย แถมเป็นคนใกล้ชิดเพื่อนรักเพื่อนแค้นอีกต่างหาก ฮึ ... เล่าก็เล่า อยากรู้อะไรก็จะเล่าให้หมดเลย ...

“ แล้วอยากจะรู้จักยายยมในแง่ไหนจ๊ะอิส..”

“ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับมะยม รวมทั้งเรื่องทางบ้านด้วยได้ยิ่งดีครับ ...”

คนถามเอาจริงเอาจังมากยิ่งขึ้น “ ถ้าจะคุยกันเรื่องนังยม เรื่องมันยาวมากสงสัยวันนี้เราคงคุยกันไม่หมดแน่ เอาเป็นว่าฉันเล่าสั้น ๆ พอเป็นน้ำจิ้มก็พอนะอิสรา ยายมะยมเป็นลูกสาวคนที่สองของพ่อครูพล พี่สาวคนโตคือยายพลอยใส คนนี้แก๊งเราไม่มีใครปลื้มรายนี้เลยซักคน นิสัยชอบวางท่าข่มคนอื่น ทำตัวไฮโซหัวสูง ไม่รักน้องตัวเองเลย จะ พยายามทำตัวเด่นกว่าทุกเรื่อง ส่วนพ่อครูพล แกเป็นคนธรรมะธัมโมชอบเข้าวัดเข้าวา รักความยุติธรรม ชอบช่วยเหลือคนอื่นจนตัวเองแทบไม่เหลือสมบัติอะไร นี่พ่อครูเคยโดนโกงมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง... แต่แกเป็นคนดีจึงแคล้วคลาดไปได้ในทุกครั้ง ที่นี่มาถึงคนสำคัญของเธอ ยายมะยมเปรี้ยวซ่าส์น่าเป็นคนนี้ ที่นายพากันหนีไปเที่ยวกันในวันนี้นั้นนะ เป็นคนสวย เอ๊ะ ไม่ใช่สิคนเก่งมากกว่า ชอบแสดงน้ำใจดีกับเพื่อนเสมอๆ แต่มีข้อเสียคือ อารมณ์ร้อน มุทะลุดุดันไปตามเรื่อง รักเพื่อนพ้องและชอบช่วยเหลือคนทุกคน และท่าสำคัญสวยน้อยกว่าเราไปนิดเดียวเท่านั้นเองจ๊ะ ”

มะหมี่ทำท่าเชิดหยิ่งจริงจังขึ้นมาในทันที ในขณะที่คนร่างสูงตรงหน้ายิ้มกว้างไม่ยอมหุบไม่ลง เมื่อรู้ว่าสาวเจ้าที่เฝ้ามองเป็นคนดีอย่างที่วสดหวังไว้จริงๆ เพื่อนซี้อย่างมะหมี่ทั้งคอนเฟิร์มและฟันธง ...

อิสราคิดฝันไปถึงอนาคตว่าถ้ามะยมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว คงไม่ยากที่จะยกย่องเชิดชูให้อยู่ในวงศ์เทวัญได้ เพราะความเป็นคนดีของเด็กสาว ถึงแม้อนาคตอันใกล้จะยังไม่เป็นดังหวังเอาไว้...

“ แล้วมะหมี่สนิทกับมะยมแค่ไหนครับ..”

“ สนิทมากกกกกกกกจ๊ะอิสรา เราคบกันมานานหลายปี ตั้งแต่ฉันย้ายตามพ่อที่เป็นตำรวจมาเรียนที่นี่ตอนมอสองจากโรงเรียนในตัวจังหวัด ตอนนั้นนะยายมะยมยังผูกแกะเป็นหญิงเรียบร้อยอยู่เลย เราทั้งสองอยู่ห้องเดียวกันและสนิทกันเพราะเจ้าหล่อนมีเพื่อนสนิทเรียนที่โรงเรียนเก่าฉัน จนไม่นานหลังจากนั้น แม่ของมะยมได้เสียกะทันหัน พ่อครูพลเสียใจหนัก ชอบกินเหล้าและอยู่คนเดียวยายยมของเราเลยเปลี่ยนตัวเองเป็นดักแด้ เอ๊ยไม่ใช่ เปลี่ยนเป็นทอมบอยและมีแฟนอย่างยายน้ำหวานจนเป็นที่อิจฉาของพวกผู้ชายทั้งโรงเรียนมาจนทุกวันนี้ ว่าแต่ว่าอิสราอยากรู้เรื่องมะยมไปทำไมกันน่ะ อย่าบอกว่านายชอบทอมบอยโรคจิตเพื่อนซี้ของฉันคนนี้ .. ”

“ ใช่ครับ... ผมชอบมะยม ...”

“ อกอีแป้นจะแตก โอ๊ยอยากจะเป็นลม”มะหมี่รำพึงรำพันออกมาเมื่อได้ยินประโยคเด็ดจากอิสรา
จนกระทั่งรถสปอร์ตคันหรูสีดำสนิทมาจอดเทียบท่าป้ายรถเมล์ อิสราดีดตัวเด้งลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยปากชวนมะหมี่ขึ้นรถไปด้วยกัน ...

“ รถมาแล้ว ผมจะไปส่งมะหมี่ที่บ้านนะครับ”

พอมะหมี่ก้าวขาขึ้นไปนั่งบนเบาะนุ่มของเบนซ์สปอร์ตสีดำคันหรูได้เท่านั้น นึกว่าทางสะดวกไม่มีใครเพราะมองเห็นแต่ตามั่นคนขับ แต่แล้วก็ต้องขนลุกวูบวาบขึ้นมาทันทีเมื่อมองเห็นว่าหม่อมเจ้าปกรณ์เทวานั่งตัวตรงนิ่งอยู่ด้านหน้าไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา แต่แล้วอิสราก็กลับมาช่วยชีวิตอีกครั้ง เมื่อเอ่ยคำพูดแทรกบรรยากาศขมุกขมัวเสียก่อน ...

“ มะหมี่ เพื่อนในห้องครับ ท่านพ่อของผม...”

“ หวัดดีค่ะ เอ๊ย ครับคุณลุง..”

มะหมี่เอ่ยเสียงสั่นเมื่อก้มหน้าสวัสดีผู้อาวุโสที่ทรงภูมิและเคร่งขรึมอยู่ตอนหน้าของรถรถ ทอดสายตามองไปไกลไม่มีจุดหมาย ก่อนจะเอ่ยสุรเสียงออกมาออกมาเบาๆคล้ายกระซิบว่า ..

“ กลับไปวังก่อนนะนายมั่นแล้วค่อยออกมาส่งเพื่อนอิสรา..”

ท่านชายปกรณ์เทวาตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดเหลือบตามองมาด้านหลังเพียงแว่บเดียว ก่อนจะหันกลับไปกดเปิดเพลงบรรเลงด้านหน้ารถคลอเบาๆ ... อิสรายิ้มจางๆให้มะหมี่แล้วพยักหน้าเป็นอันเข้าใจกันว่าหลังจากนี้ให้เงียบเสียงไปก่อนจนกว่าจะถึงไร่ฟ้าเมฆาค่อยคุยกัน ....

“ เชิญเพื่อนทานข้าวด้วยกันสิอิส วันนี้เรามีแขกมาบ้านหลายคน รวมทั้งหม่อมน้าแม่วันวิสาด้วยนะ”

“ ครับท่านพ่อ..”

เด็กหนุ่มตอบไปในทันที ก่อนที่ผู้อาวุโสจะหันร่างและเดินลับขึ้นไปบนตึกในทันทีที่พูดจบ อิสราจึงเอ่ยเชิญมะหมี่อ้อมไปด้านหลังตึกเพื่อไปหาคุณอุ่นเรือนก่อนเป็นอันดับแรก โดยที่ไม่ทันได้สังเกตอาการตาโตกว่าปกติของอีกฝ่ายที่พอลงจากรถ หูตาก็เริ่มลายและเคลิ้มลอยเมื่อมองเห็นคฤหาสน์ใหญ่โตสีขาวตั้งเด่นตั้งอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาภูทิวภูคาอันใหญ่ตระหง่าน...

มะหมี่ตื่นเต้นไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าที่ใจอยากเป็น เมื่อเริ่มเดินเข้าไปใกล้ฟ้าเมฆาขนาดเอื้อมมือถึง บรรยากาศอันเงียบสงบวังเวงเสริมให้ตัวตึกใหญ่มหึมาดูมีมนต์ขลังพาให้ใครต่อใครที่อยู่ภายนอกมองเห็นว่าวังฟ้าเมฆามีเรื่องเล่าและความลึกลับมากมายให้เล่าขานปากต่อปาก ...

แต่ตอนนี้มะหมี่ไม่ได้มีคิดเช่นนั้นอยู่เลย เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นเหมือนโลกใหม่ที่จะได้สัมผัสด้วยประสาททั้งหมดแล้ว มันยังเหมือนยักษ์เคร่งขรึมตัวใหญ่เวลามองจากมุมไกล แต่พอเข้าใกล้กลับมีเรื่องราวมากมายให้ค้นหา ... ที่นี่น่ะหรือวังฟ้าเมฆาอันโอ่อ่าหรูหรา จนยากที่คนจนตัวเล็กอย่างตัวเองจะมีโอกาสได้ย่างกรายมาที่นี่ได้ แต่ถึงยังไงฉัน...นางสาวมะหมี่ ผู้สวยสดก็ได้มาเหยียบสถานที่นี้แล้ว แถมยังได้รับการเชิญให้ร่วมรับประทานอาหารโดยเจ้าของบ้านอีกต่างหาก มะหมี่สูดลมหายใจแห่งความสุขเข้าอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินตามคนตัวสูงเข้าไปข้างในด้วยอาการตัวลีบตัวงอ...

“ เชิญทางนี้ครับมะหมี่ ท่านแม่อยู่ในครัว เราจะไปที่นั่น..”

“ เดี๋ยวก่อนสิอิสราขอถามอะไรหน่อย ฉันจะต้องเรียกนายอย่างที่ลุงมั่นเรียกหรือเปล่า”มะหมี่หมายถึงว่าตนเองจะต้องเรียก“ อิสรา” ว่า “ คุณชายอิส” อย่างที่คนสวน คนใช้ หรือลุงมั่นคนขับรถที่นี่เรียกหรือเปล่า เด็กหนุ่มระบายยิ้มเต็มหน้าแล้วตอบว่า...

“ ไม่เป็นไรผมไม่ถือ เราเป็นเพื่อนกันไม่ต้องทำตามแบบพวกเขาก็ได้ ทำตัวตามสบายเลยนึกว่าที่นี่เหมือนเป็นบ้านของมะหมี่เอง การที่ที่นี่มีกฎระเบียบเคร่งครัดก็เพราะเราอยู่กันหมู่มาก ทั้งคนที่วังนี่และในไร่องุ่นก็ร่วมสามร้อยครับมะหมี่ ..”

“ ขอบใจนะ ... ฉันก็สบายใจขึ้นบ้างแล้วล่ะ”

“ งั้นเรารีบไปกันดีกว่า ผมได้กลิ่นอาหารเย็นที่ท่านแม่ทำแล้ว..”

พอมะหมี่โผล่เข้าในห้องครัวของวัง ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นอิสราวิ่งโผเข้าไปกอดสตรีร่างเล็กบาง ผิวขาวนวลละเอียด สวยหวานละมุนใจ สวมเครื่องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวสลับชมพูทั้งชุด ดูเรียบร้อยรัดกุมเหมาะสม ใบหน้าที่แย้มยิ้มส่งมาให้ทันทีที่มะหมี่ก้มกราบสวัสดี พร้อมเอื้อนเอ่ยวาจาไพเราะต้อนรับ

มะหมี่เดาได้ว่าผู้หญิงที่กิริยามารยาทดีเรียบร้อยเป็นกุลสตรีไทยทุกประเบียดนิ้วคนนี้ ต้องเป็นคุณอุ่นเรือน แม่ของอิสราแน่นอน...

“ มาทางนี้เลยลูก มานั่งตรงนี้กินน้ำกินท่าแล้วค่อยกลับบ้าน เดี๋ยวให้อิสราไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวก่อน เราอยู่กับแม่ที่ครัวนี่แหละ ...”

“ คะ...ท่านแม่ เอ๊ย คุณป้า ”มะหมี่ยังตื่นเต้นไม่หายพูดผิดพูดถูกกลัวใช้คำสุภาพไม่ถูกเมื่อพูดกับคนที่นี่ “ คุยกับแม่ตามสบายก็ได้นะลูกคนกันเองทั้งนั้น ..”

“ คะ..ครับ..”

กว่ามะหมี่จะนั่งรถสปอร์ตคันหรูออกมาจากวังฟ้าเมฆาได้ก็เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว ไหนจะอิ่มท้อง ไหนจะอิ่มความหรูหราฟู่ฟ่าของชนชั้นสูงที่ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสแน่ๆ คนตัวสูงที่นั่งอยู่ในตอนหน้าของรถเอ่ยถามขึ้นมาแทรกความเงียบว่า...

“ เงียบไปเลยนะครับมะหมี่ เป็นยังไงบ้างบ้านผมพอจะต้อนรับพวกเพื่อนเราได้มั้ยครับ..”

“ โอ๊ยตายอกอีแป้นจะแตก ... พูดอะไรอย่างไงล่ะอิสรามะหมี่ว่าบ้าน เอ๊ย วังฟ้าเมฆาทั้งหรูหรา สง่างามควรค่าแก่ความงามของสตรีไทยอย่างมะหมี่อย่างที่สุด สามารถต้อนรับเพื่อนเราทั้งโรงเรียนได้สบาย ๆ ว่าแต่ว่าท่านพ่อของอิสหน้าดุจังนะ แถมเจ้าป้า แม่ของวันวิสาก็น่ากลัวเหลือเกิน อิสไม่รู้สึกอึดอัดเหรอถ้าเจอเหตุการณ์อย่างวันนี้ทุกวัน ถ้าเป็นเรานะ เราจะหนีออกมาอยู่ข้างนอกแน่ถ้าเจอรังสีอำมหิตของหม่อมป้าอะไรนั่นน่ะ ...”

“ ฮ่ะ ๆๆ มะหมี่เข้าใจผิดแล้ว หม่อมป้าเค้าก็มีวังอยู่กรุงเทพฯ พอดีวันนี้แวะมาคุยธุระส่วนตัวกับท่านพ่อ เรื่องที่เจอในวันนี้ผมต้องขอโทษด้วย หม่อมป้าท่านเป็นคนอย่างงี้แหละ เจ้ายศเจ้าอย่าง วางอำนาจกับคนอื่นเขาไปทั่ว แต่จริงๆ ก็ไม่มีอะไร..”

“ ค้ามะหมี่เชื่ออิสเสมอ แต่ทำไมหม่อมพรรณรายถึงไม่มองโลกในแง่ดีอย่างนายหนอ นี่แค่เจอหน้าครั้งแรกยังมองหัวจรดเท้า เท้าจรดหัวอยู่นั่นแหละเรารู้สึกอึดอัด..”

มะหมี่บ่นพึมพำอยู่ในลำคอแต่อิสราได้ยินชัดเจน จึงเอ่ยถามว่า ..

“ หาอะไรนะครับมะหมี่ ใครคือหม่อมพรรณราย”

“ โฮ่ ๆๆ ขอโทษๆ อิสรา ฉันกำลังอินจัดนึกถึงหนังบ้านทรายทองไปหน่อย ลุงแม้นเกือบถึงบ้านหฯแล้วจอดตรงป้ายโรงเรียนข้างหน้านี่แหละลุง..”

“ จอดตรงนี้ครับลุง พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะครับ..”

“ จ๊ะบ๊ายบาย ขอบคุณสำหรับทัวร์วังหัสดินทร์และอาหารค่ำ ที่อิ่มแปล้ ท้องแทบแตกแน่ะ..”

“ ไม่เป็นไรวันหลังไปอีกก็ได้ แต่อย่าลืมชวนมะยมกับเพื่อน ๆ ไปด้วยก็จะดี..”

“ จ๊ะๆงั้นเราไปนะอิส..”

พอคล้อยร่างมะหมี่ที่เดินสะบัดสะโพกไหวไปมาน่ากลัวเอวจะหักเอาได้ในวันใดวันหนึ่งแล้ว อิสราจึงสั่งตามั่นออกรถในทันที รถสปอร์ตหรูมาถึงวังฟ้าเมฆาไม่กี่อึดใจ อิสราก้าวเท้าขึ้นทางด้านหน้าเทอเรซไม่เดินอ้อมเหมือนตอนแรก แล้วมุ่งตรงไปยังห้องหนังสือของท่านชายปกรณ์เทวาทันที เพราะก่อนที่จะไปส่งมะหมี่ ลุงมั่นได้เกริ่นไว้ว่า ท่านชายเรียกหาที่ห้องหนังสือ มีเรื่องสำคัญที่อิสราต้องรับทราบในวันนี้ ..

พออิสราก้าวไปถึงห้องหนังสือขนาดใหญ่อันเต็มไปด้วยหนังสือมากมายเกือบสามพันเล่ม เด็กหนุ่มเคาะที่ประตูหน้าห้องสองครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปยังข้างในห้องทันที จนมองเห็นผู้เป็นบิดากำลังอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ชาติตะวันออกเล่มโต จึงกระแอมไปหนึ่งครั้งเพื่อไม่เป็นการขัดจังหวะ ผู้อาวุโสเงยหน้าขึ้นมามองอย่างช้าๆ ก่อนจะผายมือให้บุตรชายนั่งลงในเก้าอี้ตรงกันข้าม ...

“ รู้ใช่มั้ยว่าพ่อเรียกลูกมาพบอย่างเร่งด่วนในวันนี้ทำไม ”

“ พอจะเดาออกครับท่านพ่อ ..”

“ งั้นก็ดีแล้ว พ่อจะไม่เยิ่นเย่อยืดความให้มากเรื่อง ในวันนี้แม่ของวันวิสามาปรึกษาเรื่องงานหมั้นของลูกกับวันวิสาในสามสี่เดือนข้างหน้า แต่พ่อได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่มีคำตอบให้กับทางนั้น เพราะพ่อต้องการคำยืนยันให้แน่ใจจากลูกว่าพร้อมแค่ไหน ..”

ท่านชายปกรณ์เทวาอดที่จะลอบมองเสี้ยวหน้าที่เคร่งขรึมของอิสรา บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวที่เฝ้าประครบประหงมมาตั้งแต่แบเบาะ อบรมเลี้ยงดูมาด้วยความรักจากคนสองคนเท่าที่พ่อกับแม่คู่หนึ่งพึงมีต่อบุตรที่รักได้ จนคนร่างสูงคมเข้มเอ่ยปากออกมาอย่างยากลำบากว่า…

“ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการคลุมถุงชนแบบนี้เลย มันน่าจะหมดสมัยไปนานแล้ว และอีกอย่างคำมั่นที่ไร้สาระแบบนั้นก็ไม่ควรจะยึดถือสืบต่อมาให้ลูกหลานต้องลำบากเช่นนี้ ผมไม่พร้อมจะหมั้นกับวิสาครับท่านพ่อ”

“ พ่อเข้าใจลูกนะอิส เข้าใจความรู้สึกว่าตัวเองเหมือนไม่เป็นอิสระและ ถูกบังคับอย่างไม่เป็นธรรมใช่มั้ยลูก แต่เราไม่มีทางเลือกอีกแล้ว หม่อมย่าท่านก็เร่งรัดมาอีกคน บอกด้วยว่าได้หาฤกษ์ยามที่ดีแล้ว ควรจะงานหมั้นหมายในสามเดือนหน้าเป็นอย่างน้อย ถึงตอนนั้นลูกก็จบพอดี ..”

“ ลูกกราบขอโทษท่านพ่อที่ทำตามที่ต้องการไม่ได้ เพราะลูกไม่ได้คิดอะไรกับวันวิสาเกินน้องสาว ลูกรักเธอเหมือนน้องสาวแท้ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ความรู้สึกพิเศษจะไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่ได้อยู่กับคนที่เรารักไม่ใช่เหรอครับท่านพ่อ ..”

อิสราย้อนถามผู้เป็นบิดาอย่างสงสัยว่า การที่ท่านชายปกรณ์เทวาก็เคยเลือกความรักมาก่อนชาติตระกูลจนเกิดหน่อเนื้อทายาทออกมาก็คือตนเอง แล้วทำไมถึงยังต้องบังคับแต่งงานตามคำมั่นเก่าๆ ที่ผ่านมาเกือบร้อยปีเล่า แต่ผู้อาวุโสกลับนิ่งเงียบงันไปอึดใจ พลางยกแก้วชามะลิที่ตั้งวางอยู่ด้านข้างขึ้นมาจิบช้าๆ ทอดอารมณ์อยู่ในความคิดเงียบๆ ไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยวาจามั่นคงว่า …

“ เรายังมีความคิดที่เป็นมุมมองของเด็กอยู่นะอิสรา บรรพบุรุษของเรากับทางฝั่งวันวิสาเกื้อกูลกันมานานหลายชั่วอายุคน เราค้าขายและรับราชการมาด้วยกัน รบพุ่งเคียงบ่าเคียงไหล่ หลั่งเลือดชโลมแผ่นดินกันมาก็หลายครั้งหลายครา จนมาวันนี้เราร่ำรวย เราเป็นปึกแผ่น เราอยู่สบายก็เพราะคนรุ่นก่อนสร้างมาให้เรา จนมาถึงตอนนี้พวกเขาเหล่านั้น ขอให้พวกเราคนรุ่นหลังสืบทอดสายสัมพันธ์สองตระกูลได้เกี่ยวดองกันเป็นเครือญาติกัน เพื่อสืบทอดสายเลือดนักสู้เหมือนเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมาให้คงอยู่ตลอดไป … แล้วอย่างนี้อิสจะให้พ่อปฏิเสธหม่อมน้า แม่ของวันวิสาไปได้อย่างไรเล่าลูก พ่อขอถามหน่อย..”

ท่านชายปกรณ์เทวาเอ่ยตรัสด้วยน้ำเสียงละห้อย คล้ายความเศร้าเปี่ยมล้มเต็มหฤทัย คำมั่นสัญญาคนรุ่นก่อนที่เป็นเหมือนดั่งตรวนตรึงยึดร่างกายไม่ให้กระดุกดิกใดใดได้อีกแล้ว ท่านชายสบตานิ่งกับอิสราที่มองมาอย่างเข้าใจ ไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมาด้วยเช่นกัน แต่เด็กหนุ่มอดรนให้เรื่องนี้ผ่านไปไม่ไหวเพราะมองเห็นเมฆดำแห่งความยุ่งยากกำลังก่อเค้ามาแต่ไกลแล้ว จึงตัดสินใจพูดประโยคที่ใจตัวเองต้องการออกมา

“ ท่านพ่อครับ …ลูกสำนึกในพระคุณของท่านพ่อกับแม่ที่เลี้ยงดูลูกได้จนเป็นคนเต็มคนในทุกวันนี้อย่างที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบได้ แต่การที่ลูกจะต้องตอบแทนพระคุณของท่านพ่อด้วยการแต่งงานกับคนที่ลูกต้องอยู่ด้วยตลอดชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่จะสร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จากการไม่รักครั้งนี้ ... จริง ๆ แล้วลูกก็ไม่อยากจะขัดพระทัยท่านพ่อหรอกนะครับ แต่การหมั้นของลูกกับวันวิสาไม่ได้เกิดจากความรักฉันท์อื่น นอกจากพี่กับน้องเท่านั้น เพราะแท้ที่จริงแล้วลูกกำลังมีความรักกับคนอื่น …”

“ แล้วคน นั้นก็คือเด็กที่ชื่อ มะยมนั่นใช่มั้ยอิสรา”

ท่านชายเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยความรู้คำตอบอยู่แล้ว

“ ใช่ครับท่านพ่อ ผมชอบมะยม เพื่อนร่วมห้องผมคนนั้น..”

“ แล้วลูกคิดหรือว่าอย่างเด็กมะยมนั่นจะเข้ามารับรู้เรื่องราวในวังฟ้าเมฆาได้ทุกอย่าง ไม่ว่าค่านิยม ธรรมเนียมปฏิบัติ รวมทั้งกฎระเบียบที่มีมากมายจดจำไม่หวาดไม่ไหว นี่ยังนับรวมญาติพี่น้องวงศาคณาญาติของพวกเราอีกล่ะอิสรา ลูกคิดว่ามะยมจะผ่านด่านเหล่านี้ไหวเหรอลูก”

“ ความสัมพันธ์ของเราสองคนยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้นนะครับท่านพ่อ ลูกรู้แต่ว่าลูกมีความสุขทุกครั้งที่ได้พูด ได้คุย ได้เห็นหน้ามะยม ซึ่งท่านพ่อก็เคยมีความรู้สึกเช่นนี้กับแม่แล้วนี่ครับ...นั่นเป็นความรู้สึกพิเศษที่เราจะมีกับคนคนเดียวไม่ใช่เหรอครับท่านพ่อ ”

“ เอาเป็นว่าลูกยืนยันว่าจะไม่หมั้นกับวินวิสา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับวังเราก็ตาม..”

“ นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ลูกอยากจะขอร้องท่านพ่อให้ไปเจรจากับหม่อมป้าหม่อมย่าอีกสักครั้ง หลังจากนั้นจะบัญชาให้ลูกทำอะไรก็ได้ครับ ”

“ ฟังพ่อนะอิส พิธีการหมั้นหมายครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับวังเรา การปฏิเสธการหมั้นในทันทีที่ทางโน้นยื่นข้อเสนอมาจะ เท่ากับเราท้าทายวังทางโน้นนะลูก พ่อคิดว่าทางที่ดีเราควรจะรอเวลาที่เหมาะสม เพื่อลูกกับวันวิสาจะได้เรียนรู้กัน จนกว่าจะถึงวันนั้น ”

“ ผมเข้าใจและเห็นใจท่านพ่อนะครับ แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกแล้ว ผมคงต้องรอคอยเวลาบางอย่างอย่างที่ท่านพ่อตรัสเท่านั้น”

“ ดีแล้วอิสราลูกรัก …วันนี้พ่อมีธุระจะคุยกับลูกเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ไปอาบน้ำแล้วพักผ่อนให้สบายใจได้แล้วนะ วันหลังถ้าเป็นไปได้ลูกพามะยมมาให้พ่อกับแม่รู้จักไว้บ้างก็ดีนะ พ่อก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนที่ลูกชายคนเดียวของพ่อเลือกหญิงสาวไว้แล้วในใจตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่มอย่างนี้ เด็กคนนี้ต้องมีอะไรดีแน่นอน ”

“ ได้ครับท่านพ่อ ลูกจะชวนมะยมมาบ้านเราให้เร็วที่สุดครับ..”

“ เอาล่ะกลับไปอาบน้ำได้แล้วนะลูก พ่อจะอ่านหนังสือไปอีกสักพักค่อยขึ้นไปนอน ”

“ ครับ..”

--------------------------------------------------

แสงเงินแสงทองเริ่มจับที่ขอบฟ้าระยิบระยับรับวันใหม่ มะยมทำกิจวัตรในเช้านี้เสร็จสิ้นทุกอย่างแล้ว กำลังจะสตาร์ทเจ้าแก่คันเก่าคู่ชีพบึ่งออกจากโรงเรียนท่าวังหินด้วยความเร็วเริ่มต้นไม่เร็วไม่ช้า แต่ขณะยังไม่พ้นประตูรั้วโรงเรียน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอนงค์นาถนางหนึ่ง กำลังยืนสะบัดสะบิ้งอยู่หน้าป้ายโรงเรียน ทาแป้งหนา ดูขาววอกคล้าย ลิงถือลูกท้อทาแป้งทานาคายังไงยังงั้น เพียงแค่แวบแรกมะยมก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเพื่อนกึ่งสาวกึ่งหนุ่มหนึ่งเดียวประจำกลุ่มนั่นเอง จึงรีบเบรกแล้วเอ่ยถามไปด้วยความประหลาดใจว่า …

“ นี่หล่อน !มาล่าเหยื่ออะไรแถวบ้านฉันย่ะ แถวนี้ไม่มีผู้ชายหล่อล่ำตามสเป็คเธอหรอกนะ มีแต่ชะนีหล่อๆ อย่างชั้นพอจะรับประทานไหวมั้ย”

“ แกล่ะทำเป็นพูดเรื่อยเปื่อยไปได้ ฉันมารอหล่อนที่นี่ตั้งแต่ไก่โห่ มันต้องมีเรื่องซักเรื่องสิยะหล่อน”

“ มามา แกขึ้นมานั่งบนรถฉันนี่ก่อนแล้วค่อยเล่าไปหรือจะเล่าให้เพื่อนเราฟังที่โรงเรียนยังไหวนะ”

“ แหงมๆอยู่แล้ว ฉันมีเรื่องจะโพนทะนาไขข่าว คันปากยุบยับไปหมดแล้วเนี่ย ”

“ แกไปทำอะไรผู้ชายมาเหรอนังมะหมี่ ถึงร้อนปากอยากเห่า เอ๊ย อยากเล่าให้ฉันฟังแต่เช้าอย่างงี้ ”

“ ต๊ายตายนังยม …หน้าตาก็สะสวย ทำไมปากไม่สร้างสรรค์สังคมเหมือนละครน้ำเน่ายังงั้นล่ะยะ”

“ ตกลงแกจะเล่าหรือไม่เล่านี่ ถ้าไม่เล่าก็กรุณาขึ้นเจ้าแก่นี่เร็วไว จะเล่าอะไรก็ไปเล่าที่โรงเรียน ตอนนี้ฉันรีบไปเพราะจะไปแวะรับน้ำหวานก่อนด้วยแม่สาวหน้าเด้ง”

มะยมเน้นย้ำคำพูดคล้าย ๆ ออกคำสั่งกลายๆ จนมะหมี่ต้องรีบสวมวิญญาณชายมาดแมนรีบกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซต์คันเก่าของเพื่อนสาวมาดทอมบอยไปด้วยความรวดเร็วยิ่งนัก จนกระทั่งสามสาววัยทีนมาถึงโรงเรียนท่าวังหินพิทยาคมโดยสวัสดิภาพครบสามสิบสองประการ...

มะยมเอารถไปเก็บที่โรงจอดรถใต้ถุนอาคารหนึ่งแล้วเดินมาสมทบกับเพื่อนๆร่วมแก็งที่โต๊ะประจำใต้ต้นหูกวางข้างสนามวอลเล่ย์บอล แต่ไม่ทันจะถึงโต๊ะม้าหินอ่อนมะยมก็แว่วยินเสียงหัวเราะดังลั่นของเพื่อนๆ ดังมาแต่ไกล จนเจ้าตัวต้องเร่งฝีเท้าไปในกลุ่มสนทนาในทันที มะหมี่เงยหน้าจากการหัวเราะจนหน้าเขียวคล้ำเอ่ยทักมาทันที …

“ แกทำไมมาช้าวะนังยม ข้ากำลังเล่าเรื่องไปวังฟ้าเมฆาให้พวกนี้ฟัง ดูตาพวกมันก่อนสิมะยม .. ตากลมโตจนจะเท่าไข่ห่านแล้ว น่าสงสารคนขี้อิจฉาทั้งหลายไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมวิมาน สวรรค์บนดินอย่างชั้น ”

“ อะไรนะ แกไปวังฟเดมฆามาเหรอ ไปเมื่อไหร่กัน…โม้หรือเปล่า”

“ เห็นมั้ยพวกเรา อย่างที่ฉันพูดไว้ไม่ผิดจริงๆยายรักยมต้องไม่เชื่อแน่ว่าฉันไปที่นั่นมาแล้ว”

“ อ้าว! นังนี่กวอนโดนเตะซะแล้ว มีอะไรก็รีบเล่ามาฉันจะขึ้นห้องเรียนไปทำการบ้านคณิตศาสตร์ที่เหลือต่อเมื่อวาน ”

“ โอ้โห้ดุจัง มันก็ไม่เห็นจะต้องใช้อารมณ์อะไรเลยนี่นา หรือว่าแกอิจฉาที่ฉันจะได้เข้าไปวังฟ้าเมฆาอันลึกลับนั่น”

มะหมี่ทำตาลอยเหมือนคนกำลังมีความสุขที่ได้ฝันดี แต่ในสายตามะยมดูแล้วกลับรู้สึกอยากจะถีบ เพราะท่าทางเจ้าหล่อนน่าหมั่นไส้มากๆ จึงได้แต่เอ่ยคำพูดไปจิ๊กกัดคนแซวอย่างคนทันกันเป็นการตัดปัญหาว่า .. “ ฉันเชื่อว่าแกไปที่นั่นจริงว่ะนังหมี่ แต่ไหนลองเล่าสิว่าว่าเป็นไงมาไงถึงไปที่นั่นได้ …”

“ แฮ่ๆชักสนใจแล้วล่ะสิ เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อตอนเย็นวานนี้ฉันได้ไปรับประทานอาหารค่ำมื้อพิเศษสำหรับคนพิเศษที่วังโดยบังเอิญ เพราะฉันกลับบ้านค่ำเลยเจออิสราที่ป้ายรถเมล์ พอรถฟักทอง เอ๊ย รถในวังมารับท่านพ่อของอิสราที่นั่งอยู่ในรถเอ่ยปากชวนชั้นไปที่วัง …แล้วเรื่องอะไรที่ชั้นจะปฏิเสธโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในชีวิต ฉันจึงรีบขึ้นรถทันทีกลัวท่านพ่อเปลี่ยนใจ พอรถจอดเทียบชั้นบันใดด้านหน้าของวังอิสราก็พาชั้นไปพบท่านแม่ เอ๊ย ท่านป้า แม่ของอิสรา … ท่านเป็นผู้หญิงที่สวยอ่อนหวานที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา คำพูดคำจาไพเราะรื่นหูและทำกับข้าวเก่งและอร่อยชั้นหนึ่งเลย นี่ถ้าได้ไปที่นั่นอีกชั้นว่าจะไปขอฝึกทำอาหารด้วยดีกว่า พอได้เวลารับประทานอาหารค่ำ อิสราก็พาฉันไปยังโต๊ะที่จัดไว้อย่างเลิศหรูอลังการ ..โอ้แม่เจ้ายัยยมเอ๊ย …ฉันไม่อยากจะเล่าแล้วว่าทำไมสังคมผู้ดี สังคมชั้นสูงถึงได้แตกต่างจากพวกเราอย่างฟ้ากับเหวนะ เอาแค่การจัดช้อน จัดซ่อม การวางจาน และอื่น ๆ อีกจิปาถะ มันล้วนแต่มีขั้นมีตอนจนฉันทำตามไม่หวาดไม่ไหว นี่ถ้าอิสราไม่ช่วยสอนชั้นในระหว่างนั้นนะ ฉันคงแย่ไม่ได้เป็นสะใภ้จ้าว….อุ๊ย ... อุ๊บ ”

“ แกว่าอะไรนะมะหมี่จะเป็นสะใภ้จ้าวเหรอ ฮ่ะ ๆ เพ้อเจ้อจริงเชียว”มะยมหัวเราะออกไปจนสุดเสียงตามด้วยเสียงขานรับของเพื่อนในวงสนทนาเกือบทั้งหมด ยกเว้นน้ำหวานที่นั่งยิ้มมองพี่ๆ อย่างเงียบ ๆ

“ พวกแก แก และก็แก … มาหัวเราะใส่ฉันทำไมย่ะหล่อน นี่ฉันยังเล่าได้ไม่ถึงครึ่งเรื่องเลยนะตกลงจะฟังต่อหรือเปล่า”คนพูดทำหน้าเง้างอ ปากเชิด จมูกงอนขึ้นมารอให้เพื่อนง้อ ๆ …

“ เอ้าแม่นางฟ้าสะใภ้จ้าวคนสวยเล่าต่อไปสิแก..”



“ เออ..นังส้มเน่า เอ๊ย ส้มโอเอ็งพูดจาภาษาดอกไม้ก็เป็นกับเขาเหรอเนี่ย งั้นฉันเล่าต่อเลยนะระหว่างที่รับประทานอาหารกับท่านพ่อ เอ่อ ของอิสราร่วมกับพระญาติและแขกผู้มีเกียรติท่านอื่น ๆ บนโต๊ะอาหารสุดหรูหราอลังการเท่าที่ฉันเห็นมาในชีวิต จนทุกคนเริ่มอิ่มหนำสำราญถ้วนหน้าแล้วเดินไปตามสวนดอกไม้ด้านนอกวัง ส่วนฉันกับอิสรากลับไปยังครัวตามเดิมจนต้องเดินผ่านหม่อมป้าพักตร์พิลาส แม่ของยายวันวิสาที่มองชั้นตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัวเหมือนไม่ใช่คนเดินดินด้วยกัน แถมเหน็บคำพูดว่าฉันเป็นคนบ้านนอกไม่เจียมกะลาหัว ริอยากจะเป็นหงส์ ทั้ง ๆที่ไม่คู่ควรชาวฟ้า … ฉันรู้สึกฉุนกึกขึ้นมาทันทีกำลังจะอ้าปากเถียงพวกผู้ดีไป แต่อิสราดึงอารมณ์ฉันเอาไว้ให้เย็นลงไว้ได้ก่อน ฉันนิ่งไปสักพักเพื่อสงบสติอารมณ์ข่มใจไว้ได้แล้วจึงเดินเลี่ยงออกไปในทันที แต่มิวายได้ยินเสียงนังแม่มด แม่วันวิสาเปรยให้ได้ยินมาว่า ฝากไปบอกคนที่ชื่อ “ มะยม ” ด้วยว่าอย่าหวังสูงเกินไป เพราะเวลาตกมามันจะเจ็บเอาได้ … ฉันจึงหมดอารมณ์ที่จะชื่นชมวังหัสดินทร์ไปในทันที ก่อนจะเอ่ยขอให้อิสราพาฉันกลับบ้านโดยด่วนด้วยความหงุดหงิด … แต่อิสราก็เป็นคนดีเหลือเกินนะ พาชั้นไปลาท่านชายปกรณ์เทวากับแม่บุญเรือนอีกครั้ง ทั้งสองพระทัยดีมาก เอ่ยชวนพวกเรามาเที่ยวได้ในวันหลัง ฉันจึงรับปากท่านทั้งสองด้วยความเกรงพระทัยจริง ๆ เรื่องมันเลยมีที่มาที่ไปเช่นนี้แลเพื่อน ๆ แกคงสงสัยใช่มั้ยล่ะนังยมที่ฉันไปหาแกเมื่อเช้า ก็เพราะฉันจะเล่าเรื่องคับใจเรื่องนี้ให้ฟังไงล่ะ..”

“ นั่งฟังเสียตั้งนานมีแค่นี้เหรอ เสียเวลาล่ำเวลาทำมาหากิน ฉันจะไปหาอาจารย์เมตตาล่ะ..”

พอพูดจบประโยคคนพูดทำท่าจะลุกหนีไปซะดื้อๆ จนเพื่อนที่นั่งด้วยต่างฉุดยื้อดึงเสื้อมะยมเป็นการใหญ่ ก่อนที่ป้อม เพื่อนสาวมาดเข้มอีกคนมาร่วมดึงดึงเสื้อมะยมไว้พร้อมเอ่ยถามว่า..

“ เฮ้ย ! เดี๋ยวๆนังยมแกไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอเนี่ยที่โดนด่าฝากมาอย่างงี้น่ะ ”

“ เฮอะ ๆ คนหน้าหนาอย่างชั้นน่ะเหรอจะรู้สึกกับคำพูดลอยลมขี้ประติ้วพรรณนั้น จะฝากด่ามามากกว่านี้ก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริงที่ชั้นจะยึดเอามาใส่ใจ ขอบใจมากนะมะหมี่เพื่อนรักที่คาบข่าวเอามาบอก ความจริงฉันว่าคนในวังน่าจะหึงเธอมากกว่านะ ทั้งสวย ทั้งหวานขนาดนี้ …”

“ ไหงเป็นยังงั้นไปวะเพื่อนเรา นี่ถ้าฉันไม่ติดภาพเป็นกุลสตรีเรียบร้อยนะ ฉันคงจะอดใจไม่ไหวลงไม้ลงมือไปหลายครั้งแล้ว ดีที่อิสราช่วยสะกิดให้รักษาภาพคนสวยเอาไว้ ไม่งั้นมีตบ มีตืบกันแน่”คนเล่าทำท่าทางยกไม้ยกมือประกอบแต่เพื่อนๆ กับเฮดังขึ้นกว่าเดิม จนเจ้าตัวต้องค้อนไปมาหลายตลบ..

“ แหม !ฉันล่ะ หมั่นไส้นังหมี่ซะจริ้ง หน๊อยริอยากจะเป็นสะใภ้จ้าว หัดเบิ่งกระจกดู พิจารณาดูสารรูปตัวเองซะมั่ง หน้าตาเหมือนผีปั้นหลุดมือขนาดนี้ใครเขาจะมาแลหล่อน แค่เห็นหน้าปุ ๆ ก็เผ่นแน่บป่าแตกกันแล้ว”


คราวนี้ป้อมเอ่ยขึ้นมาขัดจังหวะมะหมี่ที่กำลังโม้ เอ๊ย กำลังเล่าเรื่องไปฟ้าเมฆาด้วยความนึกหมั่นไส้แกมรำคาญ ที่เพื่อนกึ่งหนุ่มกึ่งสาวออกอาการสะดีดสะดิ้งเกินเหตุไปหน่อย …

“ อีป้อม ทอมบอยโรคจิต แกคิดว่าทำตัวผิดเพศอย่างงี้ มันเท่ห์นักเหรอ ..”

“ ก็ดีกว่ากระเทยหลงตัวเองอย่างแกก็แล้วกัน ความจริงคนที่ถูกด่ามาน่าจะเป็นแก ไม่เป็นนังยมเลย เอ หรือว่าเขาด่ากระทบแก แล้วแกโยนความผิดให้นังยมแทน ใช่หรือเปล่านังหมี่พันปี..”

“ กรี๊ด ๆๆ นังทอมบ้าสมองหนาปัญญาควาย”

มะหมี่ทำท่าเหมือนดาวพระศุกร์ตอนเด็กถูกรังแกโดยแม่เลี้ยงใจร้าย ดิ้นพล่าน ๆ ไปมาน่าเวียนหัว จนป้อมต้องทำหน้าถลึงใส่พร้อมกำหมัดคล้าย ๆ จะชกไปข้างหน้า...

“ นังมะหมี่ เดี๋ยวพ่อต่อยซะมั้ยนี่”

.. กรี๊ด ๆๆๆๆๆ ..

“ เฮ้ย !สองคนนี่หยุดซะทีได้มั้ยวะ ทั้งคู่พอกันเลย กัดกันอยู่ได้น่ารำคาญจริง” ส้มโอกระโดดเข้าไปแทรกกลางระหว่างที่ทั้งสองกำลังชุลมุนดึงและทึ้งกัน จนมะยมต้องเข้าไปช่วยส้มโออีกคน …

“ เอาล่ะเพื่อน ๆ วันนี้สนุกสนานพอหอมปากหอมคอนะจ๊ะ มะหมี่ขอบใจมากเพื่อนรักที่นำข่าวดีมาเล่าให้ฟัง นังป้อมข้าก็ขอบใจเอ็งที่เป็นทุกข์เป็นร้อนแทนข้าว่ะ ข้าจะขึ้นห้องเอาของไปเก็บก่อน ใครจะฝากกระเป๋ามั่ง ยื่นมาได้เลย”

สาวๆในแก๊งสาวซ่าส์ที่ล้อมวงในวงสนทนาพากันส่ายหน้าทุกคนยกเว้นน้ำหวาน แล้วโบกมือให้มะยมไปได้ ด้วยไม่มีใครจะฝากอะไรขึ้นไปห้องเรียน เด็กสาวแย้มยิ้มที่มุมปากเพราะเชื่อว่าถ้าตนเองคล้อยหลังไปเพียงครู่เดียวเพื่อนๆจะต้องส่งเสียงซุบซิบนินทาเรื่องตนเองกับวังฟ้าเมฆาและนายอิสราเป็นแน่แต่ก็คิดได้ว่าเรื่องนินทาคนอื่นเป็นเรื่องธรรมชาติของพวกผู้หญิงอยู่แล้ว...

มะยมจึงเร่งฝีเท้าก้าวขึ้นบนอาคารเรียน จนสวนทางกับครูพักตร์วิไลที่หน้าบูดบึ้งเปื้อนด้วยน้ำตา วิ่งร้องโฮลงไปโดยไม่ได้เหลือบตามองมาทางเลย เด็กสาวนึกแปลกใจทำไมครูพักตร์จึงร้องไห้ลงมาจากห้องพักครูแต่เช้าอย่างนี้ จึงทำได้แต่เก็บความสงสัยไว้เพียงเท่านั้น เพราะเห็นตัวปัญหาของมะหมี่เดินยิ้มแฉ่งตรงมาหาตนในขณะที่กำลังเก็บของเข้าไปใต้โต๊ะ ก่อนจะหยุดร่างสูงไว้ตรงหน้าแทบจะชิดติดกับโต๊ะเรียน...


“ เป็นไงครับวันนี้อากาศสบายดีมั้ยครับ”เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน จนมะยมต้องเงยหน้าขึ้นมองให้เต็มตาว่า วันนี้จะมาไม้ไหนอีก …

“ ก็สบายตามปกติไม่มีอะไรพิเศษนี่ ว่าแต่นายเหอะนึกยังไงพายายคนสวยประจำกลุ่มฉันไปที่วัง จนยายป้อมแทบจะตบตีกับนังมะหมี่เข้าให้แล้ว” คนพูดเน้นน้ำเสียงให้คนฟังรู้สึกอะไรขึ้นมาบ้าง

“ ตอนเย็นวานผมเห็นว่ามะหมี่กลับบ้านคนเดียว ถ้าเดินออกไปถึงประตูหน้าโรงเรียนก็ไกลร่วมกิโล เลยอาสาไปส่งที่บ้าน พอดีท่านพ่อเอ่ยชวนไปทานข้าวที่วังในตอนค่ำด้วย มะหมี่คงจะไม่กล้าปฏิเสธคำเชิญ ก็เลยพาไปส่งที่บ้านช้าประมาณเกือบสามทุ่ม”

“ แล้วก็เลยเกิดเรื่องอะไรขึ้น ..”

“ อ้อ !คงจะเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะครับ หม่อมป้าอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เช้าเลยหาที่ลงไม่ได้ ประจวบเหมาะกับมะหมี่ไปถูกจังหวะนั้นพอดี เลยเกิดเรื่องราวที่คาดไม่ถึงขึ้นครับ ..”

“ นายแน่ใจนะว่าไม่มีใครพาดพิงถึงฉัน”มะยมพยายามจะเค้นเอาความจริงจากอิสราให้ได้เพราะดูๆจากปฏิกิริยาของมะหมี่ที่แสดงออกมาแล้ว ตนเองเชื่อว่าเรื่องนี้ยังไม่จบลงง่ายแน่นอน แต่คนตัวสูงที่ยืนค้ำหัวตรงหน้ากลับไม่ปริปากพูดเรื่องนี้แม้แต่น้อย …

“ แน่ใจครับ ผมอยากให้มะยมวางใจในเรื่องราวทุกอย่าง เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ผมจะเป็นคนบอกมะยมเองเป็นคนแรกว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง ตอนนี้ไม่ต้องคิดมากหรือต้องฟังใครอะไรที่ไหน”

“ ฉันอยากจะขอร้องนายอยู่เรื่องหนึ่ง ”

“ ว่ามาสิครับ จะให้ผมทำอะไร”

“ ฉันอยากจะฝากนายไปเตือนแม่คู่หมั้นสาวสวยปากมากของนายว่า วันหน้าถ้าไม่อยากเจ็บตัวอีกก็อย่าคิดมายุ่งกับฉันหรือแม้แต่เพื่อนฉันทุกคน และที่สำคัญอย่าไปปลุกปั่นอาจารย์ทั้งหลายว่าฉันเป็นคนเลว คนชั่วแย่งแฟนชาวบ้าน มันฟังแล้วดูทุเรศ น้ำเน่าสุดสุด..”

“ ผมรับปากว่าจะเตือนวิสาให้ และผมก็ต้องขอโทษเรื่องยุ่งๆ พวกนี้ด้วย มันไม่น่าจะเกิดที่ท่าวังหินได้อย่างที่มะยมว่า ... แล้วตอนเย็นว่างหรือเปล่าครับมะยม”


“ ไม่ว่างค่ะคุณชายอิสรา ดิฉันจะต้องไปทำกับข้าวให้พ่อ และหาอาหารให้เจ้าแสนดี เลยไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นเหมือนคนอื่นๆค้า ..”มะยมเน้นคำพูด ทำปากเบี้ยวไปมาล้อเลียนอิสราที่หัวเราะฮึฮีอยู่ในลำคอ ..

“ งั้นเอาเป็นวันหลังแล้วกัน ผมจองตัวมะยมไว้ในตอนเย็น”

“ เชิญนายรอตอนชาติหน้าตอนบ่ายๆก็แล้วกัน นี่ขนาดฉันพยามยามหลบหน้านายแล้วนะ มิวายที่จะเกิดเรื่องต่างๆ มากมาย ตอนนี้ฉันขออยู่คนเดียวได้หรือเปล่า..”

“ ได้ ได้ ตามสบายครับ ผมกำลังจะไปหาเดี่ยวอยู่พอดี”พอเอ่ยจบคนร่างสูงคมเข้ม ผิวขาวเนียนละเอียดผละจากไปในทันที มะยมมองตามร่างสูงไปจนลับตา ก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษที่ได้รับมาจากจากครูเมตตาเมื่อวันวานขึ้นมาอ่านอีกครั้ง …

“ ไม่รู้งานออกค่ายในอาทิตย์หน้า ฉันจะเจอเรื่องบ้าบออะไรอีกหรือเปล่าเน้อ ... เฮ้อ ! คิด ๆ ไปก็น่าเวียนหัวดีชะมัดที่เกิดมาเป็นนางสาวมะยม ณ ท่าวังหิน นี่ถ้าเลือกเพศตอนเกิดได้จะขอเลือกเกิดเป็นผู้ชายให้รู้แล้วรู้รอดกันไป จะได้ไม่ต้องกลุ้มใจว่าใครจะแย่งใคร ใครจะแอบชอบใครเหมือนในตอนนี้ ”


วันนี้เป็นวันจันทร์ที่แสนวุ่นวายสำหรับมะยมอีกวันหนึ่ง เพราะในอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ เนื่องจากในวันจันทร์ถึงวันพุธ นักเรียนชั้นมัธยมปลายทุกคนต้องออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทยังหมู่บ้านกันดารห่างจากตัวอำเภอไปร่วมสิบกิโล ....

บ้านป่าน้ำไคร้เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าหนึ่งที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง ถนนหนทางเข้าหมู่บ้านเป็นดินลูกรังที่เต็มไปด้วยร่องและหลุมบ่อ ฉะนั้นอย่าไปถามถึงความเจริญต่าง ๆ แม้แต่ร้านค้าดีๆ ย่อมจะไม่มีแน่นอน และการที่คณาจารย์เลือกเอาบ้านป่าน้ำไคร้แห่งนี้ก็ด้วยเล็งเห็นแล้วว่าทางโรงเรียนมัธยมท่าวังหินน่าจะมาพัฒนาอะไรให้หมู่บ้านนี้ได้ไม่มากก็น้อย จึงนำคณาจารย์และนักเรียนร่วมสองสามร้อยชีวิตมาทำคุณประโยชน์ที่นี่ รวมทั้งมีกิจกรรมเดินทางไกลในตอนกลางคืนอันเป็นไฮไลต์ของงานนี้ด้วย …

กว่าคณะค่ายอาสา ฯ จะออกเดินทางการเดินเท้าไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระและเป็นหลุมเป็นบ่อได้เวลาก็ล่วงเลยมากระทั่งถึงเกือบตะวันขึ้นตรงหัวแล้ว เพราะการที่จะเคลื่อนย้ายกำลังคนจำนวนกว่าร้อยสองร้อยด้วยการเดินทางไกลคงไม่ใช่เรื่องง่ายและมีเรื่องวุ่นวายมากมายจิปาถะทั้งครูและนักเรียน ..

ถึงแม้ว่ามะยมกับพวกจะเล่นกีฬากันอยู่เป็นประจำแทบทุกวัน แต่ตอนนี้กลับกำลังทรุดลงนั่งกับพื้นจับกลุ่มพักเหนื่อยที่ใต้ต้นตะขบริมทางลูกรัง ท่าทางอิดโรยกันทุกคน จนมีเสียงหนึ่งบ่นแว่วขึ้นมาให้นักเรียนที่เดินทางไปข้างหน้าได้ยินว่า ..

“ ใครเป็นคนคิดโครงการออกค่ายวันนี้นะ ฉันว่าเป็นโครงการที่ทรมานเด็กชัดๆเลยว่ะ ”

สาวจิ๊บคนเรียนเก่งสุดในแก๊งสาวซ่าส์ ที่ปกติจะเป็นคนไม่ค่อยพูดอะไรให้มากความ อดที่จะบ่นอุบ
ออกมาไม่ได้เพราะความเหนื่อย จึงทิ้งข้าวของที่หอบหิ้วพะรุงพะรังติดตัวมาลงไปบนพื้นถนนอย่างไม่ใยดี จนคนอื่น ๆ ต้องทำตามบ้างคือนั่งพักใต้ต้นไม้ริมทางไปด้วยความเหนื่อยแรง ..

“ ถ้าแกอยากจะรู้จริงๆ ก็ลองไปถามอาจารย์ประสงค์ดูสิ ..” ใครบางคนเอ่ยตอบมาให้ไปถามอาจารย์ใหญ่ว่าทำไมถึงเลือกบ้านเป้าหมายที่ทั้งไกลและกันดารเช่นนี้ …

“ บ้าสิ …ใครจะกล้าไปถามแก หน้าตาดุดันออกซะอย่างงั้น เออ แล้วนี่ใครเห็นนังมะหมี่มั่ง มันหายหัวตั้งแต่ออกมาจากโรงเรียนแล้วนะ”หยาดทิพย์ตอบออกมาพร้อมกับถามหาสาวสวยประจำกลุ่ม ..

“ ใช่ ๆ ฉันไม่เห็นนังปอบหยิบมะหมี่เลยหรือว่ามันไปแร่ดกับพวกของไอ้เดี่ยววะ”จิ๊บเอ่ยถามขึ้นมาด้วยอีกคน “ ไม่น่าใช่ เมื่อกี้ตอนเดินมาเรายังเห็นคุยกับอิสราอยู่นะ ..”

“ เออ นังนี่เป็นซะยังงั้นไป เห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน”

“ แกพูดผิดแล้วนะนังส้ม อย่าลืมสิว่านังมะหมี่มันเป็นผู้ชายกลายร่างเป็นผู้หญิง ถ้ามันเกิดอารมณ์เปลี่ยวนึกอยากเป็นผู้ชายขึ้นมาวันไหนนะ มันอาจจะปล้ำแกเป็นกิ๊กก็ได้นะโว้ย ฮ่ะ ๆๆ ..”

“ อีบ้า …ฉันว่ามันคงไม่คิดอะไรสั้นอย่างงั้นหรอก”

“ มันก็บ่แน่ดอกนา ไอ้นี่ยิ่งหูตาแพรวพราวเกินหญิงอยู่ แกเข้าใกล้รับรองเสร็จแน่ ว่าแต่ว่าตอนนี้นังมะหมี่ที่เดินทางมากับอิสราถึงไหนแล้วก็ไม่รู้..”

“ไม่ต้องถามคนที่เอ็งพูดถึงมาโน้นแล้วโว้ย ”

แต่มะยมเหลือบตาไปมองเห็นคนสองคนที่กำลังก้าวโผล่พ้นเนินถนนมาอย่างช้า ๆ จึงแกล้งไม่สนใจ แต่กลับสนใจป้ายสีขาวสว่างที่ปักอยู่ใกล้ๆ บอกระยะทางไปถึงบ้านป่าน้ำไคร้อีกประมาณ 8 กิโลก็จะถึงจุดหมายปลายทางแล้วจึงบอกเพื่อน ๆ ว่า …

“ เราใกล้ที่จะถึงแล้วนะเพื่อนๆ ฉันว่าเราลุกขึ้นเดินทางต่อกันดีกว่า …”

“ เฮ้ย!นังยมแกจะรีบไปไหนวะเพิ่งได้ยอบนั่งเมื่อกี้เอง ดูอิสรากับนังหมี่มันก็กำลังตรงมาทางนี้นี่..”

“ พี่มะหมี่ พี่อิสราทางนี่จ้า ..”

น้ำหวานที่ปาดเหงื่อออกจากหน้าแล้วสดชื่นขึ้นแล้ว กวักมือร้องเรียกคนทั้งสองให้เข้ามาที่ใต้ต้นชงโคต้นนี้ก่อน ทั้งสองจึงลิ่วเดินตรงมาพอดี …

มะยมมองเห็นแล้วว่าอิสรากำลังเดินตรงมาจึงรีบลุกขึ้นหยิบข้าวของสัมภาระของตนเองจนได้เกือบครบแล้ว เหลือแต่หม้ออลูมิเนียมขนาดใหญ่สองใบที่ตอนนี้ไม่มีมือเหลือที่จะหยิบแล้วจึงทำท่าพยายามอยู่อย่างนั้นหลายนาที จนกระทั่งคนร่างสูงรีบเดินเข้ามาพร้อมกับเอ่ยทักทายว่า ..

“ มามาผมช่วยถือเจ้านั่นดีกว่า ..”

“ ไม่ต้อง …ฉันถือเองได้ นายอย่ามายุ่งดีกว่า ”

เด็กสาวทำท่าฮึดฮัดไม่ยอมให้คนตัวสูงที่ยืนเท้าสะเอวถือหม้ออีกสองใบ แต่เด็กหนุ่มงกลับยึดไว้แน่นแล้วเดินต่อไปหน้าตาเฉย จนมะยมต้องรีบแบกสัมภาระแล้วรีบวิ่งตามไป …

“ หยุดเอาหม้อของฉันมานี่นะ ฉันบอกให้หยุดเดี๋ยวนี้ ..”

มะยมร้องเรียกหาคนร่างสูงไปตลอดทางที่ไปยังบ้านป่าน้ำไคร้ เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มเริ่มเดินหนีด้วยใบหน้าที่ยิ้มระรื่นดูไม่เหน็ดเหนื่อย ออกไปไกลห่างเรื่อย ๆ

“ รอด้วย รอฉันด้วย”

(จบตอน ๘)






Create Date : 15 ตุลาคม 2561
Last Update : 15 ตุลาคม 2561 12:33:43 น.
Counter : 48 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สมาชิกหมายเลข 4063778
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]