ไม่มีสิ่งใดดีที่สุดเท่ากับความรัก

 
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
16 ตุลาคม 2552
 

http://www.pantip.com/cafe/richtext/**อาถรรพ์ป่าดิบ โดย ฟ้า พนมฉัตร

ตอนที่ 1

"ถ้ำมรณะ"



อากาศยามเช้าของฤดูหนาววันนี้ มันช่างหนาวเย็นยะเยือกทะลวงไปจับขั้วหัวใจ ละอองหมอกสีขาวนวลปกคลุมไปทั่วหมู่บ้าน ที่ลานบ้านของผมมีพ่อแม่เพื่อน ๆ และเพื่อนบ้านอีกหลายคน มานั่งล้อมกองไฟเพื่อเอาความอบอุ่น แม้เดวงตะวันจะโผล่พ้นขอบเขาขึ้นมามากแล้ว ความหนาวเหน็บในปีนั้นก็ดูจะยังไม่สร่างซาลง กลิ่นจากกระบอกข้าวหลามที่ตั้งเผาอิงอยู่ข้างกองไฟ ส่งกลิ่นหอมยวนยั่วน้ำย่อยในกระเพาะให้ไหลออกมา กลิ่นข้าวหลามเผาทำให้ผมหวนคิดไปถึงเรื่องราวอาถรรพ์มรณะ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำใหญ่แห่งภูเขาควาย ที่ยืนทะมึนเสียดฟ้าท้าแดด ท้าลม ท้าหนาว ท้าฝน ท้าแล้ง มานานนับพัน ๆ ปี อยู่ ณ แดนดินถิ่นล้านช้างโพ้น ซึ่งมองจากหมู่บ้านของผมไปเห็นชัดเจนเหมือนมันอยู่ที่ชายหมู่บ้านนี้เอง
ภาพเหตุการณ์เรื่องราวอาถรรพ์ที่หลวงปู่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง มันผุดขึ้นมาชัดเจนในมโนสำนึกของผม สามเณรอายุประมาณสัก 18 ปีเนื้อตัวมอมแมม ตามใบหน้าเลอะเทอะไปด้วยคราบเหงื่อ ตามผ้าจีวรที่ห่มกายยับยู่ยี้ไม่เป็นระเบียบนั้น เต็มไปด้วยคราบด่างดวงของเลือดมนุษย์ ในมือทั้งสองของเณรน้อยถือห่อผ้าจีวรขาดๆ มาสองห่อ หน่อเนื้อเชื้อศาสนามีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก นัยตาทั้งสองเหมือนคนสติไม่สมบูรณ์มันเหม่อลอยและหวาดหวั่น ท่านเดินโซซัดโซเซมาจากทิศทางของภูเขาควาย ภูเขาที่ผู้คนทั้งหลายเลื่องลือถึงเรื่องอาถรรพ์ดิบทั้งหลาย
“เอ้า.นั่นเณรน้อยเจ้าไปไหนมานะ และในมือของเจ้ามันห่ออีหยัง (ห่ออะไร) ละหือ?” พระที่ดูมีอายุมากกว่าเอ่ยทักถามเณรน้อย ที่กำลังเดินกระหืดกระหอบก้มหน้าก้มตา แทบจะเดินชนกับคณะพระธุดงค์สามรูปที่กำลังเดินสวนทางมุ่งหน้า ไปยังทิศทางเดียวกันกับที่เณรน้อยกำลังเดินจากมา ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยพลังแห่งเมตตา ทำให้เชื้อพระศาสนาตัวน้อยหยุดชะงัก “โอ...หลวงพ่อขอรับ ชะ..ช่วยผมด้วย” สามเณรผู้มีใบหน้าซีดเผือดเหมือนเพิ่งได้สติ พูดละล่ำลักพร้อมกับทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง
“ไหน..ๆ ค่อย ๆ ตั้งสติให้ดีสิ๊ลูกเณร เจ้าจะให้พวกหลวงพ่อเนี้ย ช่วยอะไรเจ้า เจ้ามาจากไหน และ เป็นอะไรกันแน่ ดูท่าทางเจ้าจะตกใจเอามาก ๆ เลยทีเดียว” นักรบแห่งกองทัพธรรมที่มีอายุอ่อนกว่าองค์แรก เอ่ยถามเณรน้อย ต่างรอฟังคำตอบที่ดูว่าน่าจะมีอะไรที่นำความตื่นตระหนกตกใจมาสู่สามเณรแน่ เป็นไปตามความคาดคิดจริง ๆ เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวค่อย ๆ ไหลพรั่งพรูออกจากปากอันสั่นระริกของลูกเณร “เอาละ ๆ เณรน้อยเอ๋ย เจ้าหายกลัวได้แล้วเน้อ ตอนนี้เจ้านะ กำลังอยู่ต่อหน้าเฮาหลวงพ่อเสาร์ หลวงพ่อมั่น หลวงพ่อสิงห์ แล้ว เจ้าฮู้จักหลวงพ่อทั้งสามมั๊ยละหื้อ ?” จบคำปลอบประโลมและแนะนำตัวของพระผู้เป็นหัวหน้าและยังเป็นพระอาจารย์ของพระอีกสององค์ เณรน้อยก็เหมือนได้น้ำทิพย์ชโลมใจ อาการหวาดกลัวและตื่นตระหนกเหมือนคนจะเป็นบ้าเมื่อสักครู่ ได้มลายหายเป็นปลิดทิ้ง หน่อเนื้อเชื้อพระพุทโธยิ้มทั้งน้ำตา ก้มลงกราบแทบเท้าพระอริยะเจ้าทั้งสามอย่างไม่ต้องคิดอะไรอีก
“เออนี้ เจ้าเณรน้อย เจ้ายังไม่ได้บอกพวกเราเลยว่า ในห่อผ้านั้นนะมันคืออะไร หือ?” มันคือเศษผ้าจีวร เศษรองเท้า และก็ใบสุทธิของหลวงพี่ทั้งห้าองค์ที่มรณะไปแล้วนั่นแหละขอรับ ผมกำลังจะเอาไปให้ญาติโยมของท่านเพื่อเป็นหลักฐานขอรับหลวงพ่อ” “อืม..เอายังงี้ หนทางที่เจ้ากำลังจะเดินต่อไปข้างหน้านั้นมันยังอีกไกลนา เจ้าซ่อนห่อผ้าเอาไว้แถวนี้ก่อนเถอะนะ แล้วเจ้าก็นำทางหลวงพ่อกลับไปที่ถ้ำเหล็กไหลอีกครั้งก่อน” สามเณรน้อยมีอาการหวาดหวั่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเอ่ยถึงสถานที่แห่งนั้น แต่เมื่อถูกปลอบใจก็คลายความหวาดหวั่นลง แล้วออกเดินนำทางคณะอริยะธุดงค์ตามคำสั่งของหลวงปู่เสาร์ผู้เป็นหัวหน้าคณะ เหตุผลทราบภายหลังว่า “ถ้าให้เณรน้อยกลับบ้านเพียงลำพังจะตายด้วยเป็นเหยื่อของเสือร้าย ให้เดินตามหลังก็มีอันตรายถึงชีวิตเช่นกัน และครูบาอาจารย์ทั้งสามก็เล็งแลเห็นด้วยอนาคะตังสะญาณว่า เฌรตัวน้อยๆ รูปนี้จะเป็นขุนศึกแห่งกองทัพธรรมอีกรูปหนึ่งในโลกพระบวรพุทธศาสนาสืบต่อไป”

"สู่แดนอาถรรพ์"

คืนนั้นสี่เชื้อพุทธวงศ์ต้องปักกลดค้างคืนที่ท้ายหมู่บ้านป่าที่อยู่ระหว่างหนทาง หลังจากฉันภัตตาหารเช้าเสร็จ ก็รีบออกเดินทางด้วยหนทางข้างหน้านั้นต้องป่ายปีนเขาเป็นช่วงๆ และเป็นหนทางที่เต็มไปด้วยตัวทาก ขวากหนามต้นไม้น้อยใหญ่เครือเขาเถาวัลย์อันหนาทึบ ขุนเขาทะมึนที่ยืนตระหง่านเสียดฟ้าอยู่เบื้องหน้านั้น มองดูด้วยสายตาเปล่ามันเหมือนอยู่ห่างเพียงชั่วไก่บินตก แต่ความจริงแล้วต้องใช้เวลาในการเดินทางนับจากหมู่บ้านนี้ไป และในช่วงเพลาดวงตะวันเพิ่งจะโผล่พ้นเหลี่ยมเขาเพียงไม่กี่อึดใจ จะถึงจุดหมายปลายทางอย่างเร็วก็ช่วงก่อนเพลนิดหน่อย
สี่หน่อพุทธางกูร มาถึงจุดหมายปลายทางตอนตะวันตรงศีรษะพอดี ช้ากว่าคาดคะเนหนทางด้วยสายตา ภาพเหตุการณ์ที่พรั่งพรูออกจากปากของสามเณรน้อยเมื่อวานนี้ ได้ปรากฏชัดขึ้นในทิพย์จักขุของสามหน่ออริยะเจ้า พระหนุ่มวัยประมาณ สัก 30 เศษ ๆ ถึง 40 ปี จำนวน 5 รูป กำลังเดินออกจากถ้ำ เสียงสวดมนต์บทพุทธคุณต่าง ๆ สลับกับสวดคาถาภาษาแปลก ๆ ดังก้องกังวานสะท้านป่า พระรูปที่เดินนำหน้าในมือถือขันบรรจุน้ำผึ้งป่า ปากก็สวดคาถาไปด้วย รูปที่สอง ถือมีดหมอยาวประมาณเกือบศอกขาววาววับเมื่อต้องแสงวตะวันยามใกล้เที่ยง อีกสามรูปที่เดินตามหลังก็พนมมือสวดพุทธมนต์และคาถาเสียงก้องกังวานสะท้อนหุบเขา ฟังแล้วชวนขนพองสยองเกล้า แต่สิ่งที่น่าตื่นตะลึงและน่าขนพองยิ่งกว่าก็คือ สายแร่เหล็กสีดำปนเขียวปีกแมลงทับมันแวววาวพราวพรายระยับยามต้องแสงตะวัน ที่สาดแสงส่องลอดกิ่งไม้ใหญ่ที่ขึ้นหนา แน่นอยู่ที่บริเวณปากถ้ำ มันยืดตัวออกมาจากถ้ำตามดูดกินน้ำผึ้งในขันที่พระถืออยู่ในมือ มันมีลักษณะลำตัวกลมเกลี้ยงเหมือนลำตัวของอสรพิษยักษ์ที่มีขนาดลำตัวเท่ากับต้นตาลต้นใหญ่ที่สุด แต่ไม่มีสีสันอื่นๆ เหมือนงู มันไม่มีลูกนัยน์ตาแต่มันสามารถยืดตัวตามแหล่งอาหาร ที่พระผู้ปรารถนาในตัวของมันถือเดินล่อออกมาจากในถ้ำได้อย่างไร น่าแปลกประหลาดนัก หัวของมันจุ่มลงในขันน้ำผึ้งเหยื่อล่อโดยไม่ยอมถอน สมดังพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้ที่ตกเป็นทาสของความอยาก ย่อมพินาศทั้งในโลกนี้แหละโลกหน้า”
พระจอมขมังเวทย์ทั้งห้า เดินออกห่างจากปากถ้ำราว ๆ สัก 30 วา ก็เดินวนรอบต้นไม้ใหญ่ขนาด 5 คนโอบต้นหนึ่ง เดินวนอยู่หลายรอบ สายแร่เหล็กอาถรรพ์ที่หลงใหลในรสชาติอันโอขะของน้ำผึ้งป่า ได้พันโอบรอบต้นไม้ใหญ่นั้น ดั่งพญางูเหลือมยักษ์กำลังพันรอบรัดเหยื่อตัวมหึมาฉะนั้นแล
เมื่อเป็นที่พอใจแล้ว ภิกษุผู้เรืองเวทย์ทั้งห้าก็หยุดเดิน เพื่อกระทำสุดยอดพิธีช่วงสุดท้ายให้เสร็จทันฉันเพล มุมหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากจุดประกอบพิธีกรรมอาถรรพ์ประมาณสัก 20 วา เณรน้อยรูปหนึ่งกำลังนั่งเผาข้าวหลามตามคำบัญชาของพระอาจารย์ทั้งห้า ข้าวหลามที่อิงผิงเปลวไฟอยู่ขณะนี้มันคืออาหารมื้อเพลในวันนี้ เณรน้อยเบิกตาโพลงตะลึงค้างเป็นเวลาหลายนาทีแล้ว ตั้งแต่กลุ่มหลวงพ่อหลวงพี่เดินสวดมนต์สวดคาถาพาสายเหล็กสีดำมะเมื่อมออกมาจากถ้ำ ขนาดไฟโหมลุกไหม้กระบอกข้าวหลามที่กำลังหอมกรุ่นกำลังได้ที่ดีแล้ว เจ้าเณรก็ยังไม่รู้สึกตัวเลย ก็ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเพียงชั่วไม่กี่วาชีวิตทั้งชีวิตนี้ ก็ไม่สามารถจะหาดูได้ที่ไหนแน่นอน มันน่าตื่นเต้นน่าสะพรึงกลัว น่าขนพองสยองเกล้าเกินจะคณาได้




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2552
1 comments
Last Update : 16 ตุลาคม 2552 18:27:02 น.
Counter : 914 Pageviews.

 
 
 
 
ชีวิตคือความหวังของทุกสรรพสิ่ง
 
 

โดย: สุริยะ จักรวาล IP: 125.26.255.129 วันที่: 31 ตุลาคม 2552 เวลา:11:31:53 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สุริยะ จักรวาล
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เราคือนักเขียนมือใหม่ที่อยากถ่ายทอดเรื่องราวความจริงที่จดจำจากการฟังและประสบมาด้วยตัวเอง ((อาถรรพ์ป่าดิบ)) ป่าดงดิบยังเต็มไปด้วยสิ่งอาถรรพ์เร้นลับ ((ข้ามกาลเวลา)) จะกี่ภพชาติฉันยังรักเธอเสมอ
[Add สุริยะ จักรวาล's blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com