Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2561
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
27 ตุลาคม 2561
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๔๘ กบฏใต้เงาจันทร์



บทที่ ๔๘

กบฎใต้เงาจันทร์



เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ฉันกับมิรายาก็เดินทางผ่านเข้าไปในเขตเมืองชั้นนอก หลังจากนั้น จึงรุดไปหลังสำนักงานบริษัทของแฮรอนก่อนจะควบเจ้าดำด้วยความเร่งรีบเพื่อหวังเข้าไปให้ถึงประตูเขตเมืองชั้นใน...ในขณะนั้นเองจึงเห็นแสงไฟจำนวนมากพุ่งโค้งลงมาจากบนเขา

‘เมราวางแผนให้ยิงธนูไฟจากบนเขา...เพื่อให้เกิดความโกลาหล ทหารขององค์สุลต่านส่วนหนึ่งจะได้สาละวนออกไปดับไฟที่เชิงเขาภายในเขตเมืองชั้นใน‘ มิรายายอมเฉลยแผนการณ์ในที่สุด

      เมื่อเข้าไปในเขตเมืองชั้นในได้สำเร็จภาพที่เห็นคือกองกำลังทหารขององค์สุลต่านกว่าสองร้อยคนกำลังรีบรุดไปช่วยกันดับไฟอย่างโกลาหล ในขณะที่กองกำลังทหารส่วนหนึ่งกว่าร้อยคนซึ่งคาดผ้าสีเขียวไว้ที่แขนกำลังมุ่งหน้าไปที่วังองค์สุลต่าน

       'ข้าเป็นห่วงพ่อ...ขอให้ข้าแยกไปช่วยเขาก่อนด้วยเถอะ‘ มิรายาบอกก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า และหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว

ส่วนฉันก็รีบควบเจ้าดำไปขวางทางกองกำลังทหารที่กำลังมุ่งหน้าไปยังวังองค์สุลต่านทันที...จึงได้เผชิญหน้ากับเมราอีกครั้ง...เขาเป็นผู้นำของกองกำลังทหารคาดผ้าสีเขียวนั่นเอง

      'ข้ายูซุบ...บุตรชายท่านอิบรามัน...หากใครยังภักดีกับท่านอิบรามันก็ขอให้ผนึกกำลังโค่นล้มมุสตาฟา’ เมราประกาศกร้าว

       เมื่อฉันเพ่งมองไปยังกองกำลังทหารด้านหลังของเมรา จึงได้เห็นทหารของอิบรามันเข้าช่วยทหารของยูซุบเพราะเข้าใจว่าท่านอิบรามันหนุนหลังการกระทำของยูซุบ...โดยหารู้ไม่ว่าชายผู้นี้ไม่ใช่ยูซุบตัวจริง...แต่เป็นบุตรชายลับ ๆ ของอิบรามันอีกคน

เมราเกิดจากหญิงชาวพื้นเมืองสิงหลาที่อิบรามันไม่ยอมรับเขามีใบหน้าคล้ายยูซุบมาก

ทันใดนั้นเอง เสียงยิงปืนใหญ่จากป้อมปืนฝั่งประตูเมืองด้านทิศเหนือก็ดังกระหึ่มขึ้น...นั่นแสดงว่าทัพบกของพระยารามเดโชได้เข้ามาใกล้ประชิดกำแพงเมืองแล้ว

‘ในภาวะศึกนอกรุมโหมรุกสิงหลาขนาดนี้...พวกเจ้ายังคิดการณ์ร้ายต่อสิงหลาได้เชียวหรือ‘ ฉันตะโกนสุดกำลังแข่งกับเสียงยิงปืนใหญ่ด้านนอก

‘พวกข้าไม่ได้คิดการณ์ร้ายต่อสิงหลา...ตรงกันข้าม พวกข้าจะใช้โอกาสนี้ทำให้สิงหลาแข็งแกร่งขึ้น‘เมราใช้วาทศิลป์จูงใจกำลังทหารของเขาต่อไป

‘แต่พวกเจ้ากำลังหลงผิด...‘ฉันตะโกนบอก ขณะเดียวกันก็สังเกตเห็นกองกำลังคนส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าห้าสิบนายกำลังวิ่งออกมาจากเขตวังองค์สุลต่าน

องค์สุลต่านมุสตาฟา และองค์อุสเซน นำกำลังทหารออกมาด้วยตนเอง...ฉันกระโดดลงจากหลังม้าทันทีเพื่อสมทบกับพวกเขา

‘ในที่สุด...เจ้าก็ยอมเผยตัวตน...ยูซุบ‘ องค์อุสเซนชี้หน้าเมรา

‘รักษาตัวเองให้รอดไว้ก่อนไม่ดีกว่ารึ...อุสเซน จะกระโผลกกระเผลกมาขวางทางข้าทำไม...อย่างไรเสีย เจ้าก็ช่วยชีวิตพี่ชายเจ้าไว้ไม่ได้หรอก‘

‘บังอาจ‘ องค์สุลต่านมุสตาฟาตวาดด้วยน้ำเสียงกร้าว‘เหตุไฟไหม้คงเป็นกลลวงกำลังทหารของข้าไปจากที่นี่‘

ประโยคหลังนั้นองค์สุลต่านหันมาทางฉันโดยตรง...ฉันจึงพยักหน้าเป็นคำตอบ

‘ข้าไม่เสียเวลามากไปกว่านี้แล้ว...ทหาร...จงจับตัวมุสตาฟากับอุสเซน ไปขังไว้เพื่อสำเร็จโทษต่อไป‘ เมราตะโกนสั่งกำลังทหารของตนก่อนจะโผวิ่งเข้ามาหาพวกเราทันที

มีดสั้นที่ฉันมีอยู่...ช่วยป้องกันตัวได้จากระยะไกลเท่านั้น...แม้จะแย่งดาบยาวจากทหารฝ่ายกบฎมาได้ ก็ยากที่จะปะทะกำลังกับฝ่ายตรงข้าม

เมื่อเทียบกันแล้วกองกำลังทหารของฝ่ายเราที่เหลือมีเพียงครึ่งหนึ่งของกองกำลังฝ่ายตรงข้ามเพราะส่วนใหญ่นั้นองค์สุลต่านสั่งให้ไปช่วยกันดับไฟที่กำลังลุกโชนอยู่แถบบริเวณบ้านริมเชิงเขา...หนึ่งในนั้นก็คือบ้านของฉันด้วย

เสียงยิงปืนใหญ่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศจนทำให้ฉันมีอาการหูอื้อขึ้นมาแล้ว...ขณะกำลังใช้ดาบยาวต่อสู้เพื่อป้องกันตัวอยู่นั้นหางตาก็เห็นว่าองค์อุสเซนเพลี้ยงพล้ำถูกจับกุมเข้าไปในตัวอาคารวังส่วนองค์สุลต่านมุสตาฟากำลังปะทะดาบยาวกับเมรา...ก่อนจะผละวิ่งตามเข้าไปในตัววังอีกคน

ฉันหลบทหารกบฏได้ทันและวิ่งตามสมทบเข้าไปทันที จึงทันเห็นองค์สุลต่านมุสตาฟากับเมราต่อสู้กันในห้องโถงประชุมและองค์สุลต่านกำลังจะเพลี้ยงพล้ำดาบหลุดจากมือ

จังหวะนั้นเอง...ฉันก็กระโดดเข้าไปขวางไว้ทันการณ์ ส่งผลให้ถูกดาบของเมราฟันแฉลบเข้าที่แขนซ้ายก่อนจะถูกถีบล้มลงไป

’เจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้หรอกเพนนี...เราปะทะกันมาหลายครั้ง แม้จะพลาดท่าให้กับมีดสั้นของเจ้า...แต่ในระยะปะทะแบบนี้...มีดสั้นของเจ้าก็ไร้ความหมาย’ เมราหัวเราะลั่น ‘แม้ข้าจะมีใบหน้าคล้ายยูซุบให้เป็นที่สังเกตแต่แค่ข้าไว้หนวดเคราปกปิด ก็ไม่มีใครจำหน้าข้าได้แล้ว...ข้าต้องทำงานรับใช้พวกขี้ขลาดมานานนักหนา ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะต้องจัดการทุกอย่างให้แล้วเสร็จเรียบร้อยเพื่อตัวข้าเอง’

ฉันนึกจินตนาการไปถึงภาพดวงหน้ายามมีหนวดเคราของเมรา...ก็ถึงบางอ้อว่า เขาคือคนที่ทำงานลับ ๆ ให้ฝ่ายคิดร้ายต่อองค์มุสตาฟามาตลอด...เราเคยปะทะกันตั้งแต่เมื่อครั้งที่เขาลอบทำร้ายเปอลุสเพื่อแย่งชิงผังลับในวังสุลต่าน

       เมราเงื้อดาบขึ้นเหนือร่างสุลต่านมุสตาฟา

‘หากเจ้าฆ่าองค์สุลต่าน...เจ้าจะไม่ได้รับการยอมรับขึ้นเป็นเจ้าเมืองสิงหลา’ ฉันวางแผนหลอกล่อ

เมราค้างดาบไว้แค่นั้น เขาหันมาจ้องตากร้าวใส่ฉัน

‘ข้าน่ะรึ...จะไม่ได้รับการยอมรับขึ้นเป็นเจ้าเมืองสิงหลา’

‘ตอนนี้เจ้ามีกองกำลังทหารฝ่ายในเท่านั้น...แต่เมื่อเสร็จศึกกับอโยธยา...เจ้าจะเอาชนะกองกำลังผู้จงรักภักดีต่อองค์สุลต่านมุสตาฟาและกองกำลังทหารขององค์อัสซัน และองค์อุสเซนได้หรือ’

‘เจ้าก็รู้นี่...อุสเซนบาดเจ็บหนักตอนนี้ก็ถูกคนของข้าจับกุมตัวไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน...และอย่าคิดประมาทว่าข้าไม่มีกำลังทหารด้านนอก’เมรายิ้มแสยะราวกับกำลังดูถูกคำห้ามปรามของฉันอยู่ในที ‘เมื่อสิ้นมุสตาฟา...อุสเซน...ข้าก็แค่รอเวลาอัสซันกลับเข้ามาที่นี่...และนั่นก็คือวันตายของเขา...ส่วนกำลังทหารเรือของอัสซันข้างนอกเมื่อขาดเสบียง...จะกระทำการใดได้’

‘แต่หากความลับเรื่องเจ้าไม่ใช่ยูซุบตัวจริงแพร่งพรายออกไป...ทหารฝ่ายในคนไหนจะยอมบ้างเล่า’ ฉันใช้ไม้เด็ดสุดท้าย

‘จะมีใครเชื่อเรื่องที่เจ้ากล่าวอ้าง...เพราะพ่อข้า...อิบรามันย่อมไม่บอกกล่าวต่อผู้ใด’ เมราพูดด้วยสีหน้าย่ามใจ

‘อิบรามันรักยูซุบมากจริง ๆ...มากถึงขนาดขอยอมตายเพื่อจะช่วยรักษาชีวิตของยูซุบไว้ตามคำขู่ของเจ้า’ ฉันใช้น้ำเสียงราบเรียบ แต่มาดหมายให้ทิ่มแทงใจเมรา ’แต่หากเขารู้ว่ายูซุบ ลูกชายที่เป็นเหมือนดวงใจของเขาได้ตายไปแล้ว...คิดหรือว่าเขาจะยอมรับการกระทำของลูกนอกศาสนาอย่างเจ้า...ลูกที่เขา...ไม่เคยยอมรับ’

‘เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจกำจัดองค์สุลต่าน....อิบรามัน...ก็ต้องตายหลังจากนี้อยู่ดี’เมราส่งสายตาอำมหิตเย็นชามาให้จนฉันยังรู้สึกขยะแขยง ‘ข้ามีสิทธิ์ครองเมืองสิงหลา...ข้ามีสิทธิ์ทุกประการ...เชื้อสายบรรพบุรุษของข้าอยู่ที่นี่ก่อนที่ดาโต๊ะโมกอลจะมายึดถือครองแผ่นดินผืนนี้เสียอีก’

‘บรรพบุรุษที่เป็นพวกโจรสลัดคอยดักปล้นเรือสินค้าที่ผ่านไปมาน่ะหรือ’ ฉันบอกพลางหัวเราะเยาะอย่างรู้ทัน ‘ถึงเจ้าจะแย่งอำนาจได้สำเร็จแต่ผู้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจและยอมรับเจ้าขึ้นเป็นเจ้าเมืองได้ง่าย ๆ รึ...หากเจ้าฆ่าองค์สุลต่าน...ในสายตาบรรดาทหารผู้จงรักภักดีต่อองค์มุสตาฟา...เจ้าก็คือกบฎเท่านั้น’

‘นังปากดี...เจ้าเองก็จะไม่มีลมหายใจเพื่อใช้ปากว่าร้ายข้าต่อไปได้อีก’เมราแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยว

’ข้าจะจัดการนางเอง’ เสียงใครคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง

แต่ช้าเกินไปที่จะป้องกันตัว ฉันถูกล็อคตัวจากด้านหลังและลากไถลออกไปอย่างรวดเร็ว

‘หนีไป...หากยังไม่อยากตาย‘ น้ำเสียงของทหารกบฏทำให้ฉันรู้สึกคุ้น ๆ และเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาผลักฉันเข้าไปในห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งสำหรับใช้เป็นที่เก็บของ

เมื่อมีจังหวะหันตัวอีกครั้ง ฉันจึงเห็นว่าทหารกบฏคนที่ลากตัวฉันออกมา...คืออัสฟา

เขาใช้ผ้ามาผูกคล้องที่แขนซ้ายของฉันอย่างรวดเร็วเพื่อห้ามเลือด

‘อย่าเพิ่งถาม...รีบใช้จังหวะนี้หนีไป...ท่านไม่มีทางช่วยองค์สุลต่านได้หรอก...ส่วนข้าจะรีบขึ้นไปช่วยท่านเนปาที่ป้อมปืนเขาแดง...มีการวางแผนฆ่าท่านเนปาที่นั่น‘

ฉันอยากจะกระโดดกอดอัสฟาในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น...เพราะอัสฟาคิดได้แล้วในตอนนี้ แต่ฉันก็จำต้องรีบลุกขึ้น หวังจะกลับเข้าไปช่วยองค์สุลต่าน

‘ข้าไม่หนี...ข้าทิ้งองค์สุลต่านให้อยู่ในเงื้อมมือยูซุบตัวปลอมไม่ได้‘

‘ข้าแอบได้ยินเรื่องนี้แล้ว...แต่แม้เขาจะเป็นยูซุบตัวปลอม...ท่านก็แก้ไขอะไรไม่ได้ในตอนนี้‘

‘นายทหารยูซุบที่เจ้าเห็น...คือเมรา...บุตรชายอิบรามัน...ส่วนยูซุบตัวจริงนั้นตายไปแล้ว‘ ฉัยยังย้ำซ้ำไปมา

‘ถึงอย่างไร ตอนนี้ท่านก็ช่วยองค์สุลต่านไม่ได้‘

ฉันไม่ฟังอัสฟา และทำท่าจะวิ่งออกจากห้องนั้น แต่แล้วก็เห็นเมราเดินนำทหารกลุ่มหนึ่งที่กำลังคุมตัวองค์สุลต่านมุสตาฟาผ่านหน้าห้องที่ฉันซ่อนตัวอยู่

‘หากท่านล่วงรู้อนาคตจริง...ท่านก็ต้องรู้ว่าควรจะทำอย่างไร...รีบหนีไปจากที่นี่ก่อนเถอะ‘อัสฟากระซิบบอกก่อนจะวิ่งออกไปจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อหลบออกมาจากตัววังสุลต่านได้แล้ว โชคดีที่เห็นเจ้าดำยังยืนซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้...ฉันเป่าปากส่งสัญญาณให้เจ้าดำวิ่งมาหา...เจ้าม้าแสนรู้วิ่งมาในทันทีเมื่อกระโดขึ้นขี่หลังเจ้าดำแล้ว ฉันก็มุ่งหน้าไปยังที่ที่ควรไป

ประตูเมืองด้านทิศเหนือคือที่หมายของฉัน ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ที่ดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับความโกลาหลจากทั่วสารทิศในเขตเมืองสิงหลา...ทำให้ฉันคิดได้แล้วว่า...ในยามนี้ฉันควรทำอย่างไร

‘เปิดประตูเดี๋ยวนี้‘ ฉันสั่งนายทหารผู้บังคับบัญชาเขตประตูเมืองในทันทีที่ควบเจ้าดำไปถึงที่หมาย

‘เปิดไม่ได้...ทหารนครประชิดประตูเมืองด้านนอกแล้ว....และตอนนี้พวกเรากำลังระดมยิงปืนยาวลงไปสกัดกั้นทหารฝ่ายนั้นไว้‘

‘จงสั่งให้หยุดยิงและเปิดประตูเดี๋ยวนี้‘ ฉันใช้มีดสั้นจ่อที่คอหอยนายทหารผู้นั้น ‘ขอให้เชื่อข้า...นี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยองค์สุลต่านได้ทันเวลา...มีกบฏในวังสุลต่าน...ท่านถูกจับกุมตัวไว้โดยพวกทหารองครักษ์ที่กบฎ‘

นายทหารผู้บังคับบัญชาจ้องหน้าฉันเขม็ง...ฉันจ้องกลับไปอย่างไม่ลดละหวังให้เขาได้รับรู้ความจริงและเชื่อตามที่ฉันบอก

‘ข้าคือ เพนนี ฟาน เมอตเตส...ข้าคือผู้ที่องค์สุลต่านไว้ใจมากเพียงใด...ท่านก็รู้ข้อนี้ดี‘ แต่เมื่อเห็นท่าทีแข็งขืน ไม่เชื่อใจและหวาดระแวง ฉันจึงกดมีดแรงขึ้นเพื่อให้เขารู้สึกเจ็บจากฤทธิ์คมมีด ‘สั่งให้เปิดประตู หรือ เจ้าเลือกที่จะตาย‘

ในที่สุด...เขาก็สั่งการให้หยุดยิงปืนและเปิดประตูเมือง...จากนั้น ฉันจึงบังคับพาเขาเดินออกไปนอกประตูเมืองด้วยกัน...แค่เพียงไม่เกินสิบก้าว...เราก็ถูกขวางไว้โดยแถวกองกำลังทหารเมืองนครกว่าห้าร้อยนาย

โชคดีที่พระยารามเดโช คือคนที่ก้าวเท้าออกมาหาฉันอย่างรวดเร็ว

‘ข้าทำตามที่ท่านต้องการแล้ว...จงอย่าลืมพันธะสัญญาที่ให้ไว้...และขออย่าทำร้ายทหารสิงหลาด้วย‘ ฉันรีบบอก ‘ยกเว้นทหารที่มีผ้าสีเขียวพันแขนซ้าย...พวกนั้นคือกบฎ‘

‘ทหารที่มีผ้าสีเขียวพันแขนซ้าย...แบบเดียวกับเจ้าน่ะรึ‘

คำพูดและสายตาของพระยารามเดโชทำให้ฉันก้มลงมองแขนซ้ายของตัวเอง...จึงได้เห็นว่ามีผ้าสีเขียวพันไว้...มันเป็นผ้าที่อัสฟาใช้พันแผลให้ฉันนั่นเอง

‘ใช่...ผ้าผืนสีเขียวแบบนี้....พวกมันคือ...กบฎของสิงหลา...ขอท่านได้โปรดช่วยองค์สุลต่านด้วย‘

‘แม้นเจ้ามิได้ร้องขอในยามนี้...แต่นั่นคือภาระแห่งข้าที่ต้องกระทำให้สำเร็จอยู่แล้ว‘

พระยารามเดโชพูดเสร็จก็หันไปสังการทหารให้บุกเข้าเมืองสิงหลาในทันที

กองกำลังทหารบกกว่าห้าร้อยนายของพระยารามเดโชสามารถเข้าไปในเขตเมืองของสิงหลาได้อย่างง่ายดาย...แต่ขณะเดียวกันเพลิงจากเชิงเขาฝั่งทิศใต้ก็กำลังลามปะทุจากเขตชั้นในออกมายังเขตเมืองชั้นนอกอย่างรวดเร็ว

ฉันปล่อยนายทหารประจำประตูเมืองให้เป็นอิสระ ก่อนจะกระโดดขึ้นขี่เจ้าดำควบวิ่งตามไปสมทบกับพระยารามเดโช

‘เพนนี...นางกบฏ...เปิดประตูเมืองให้ทัพนคร’ ทหารสิงหลาร้องตะโกนบอกต่อกันเสียงดังเซ็งแซ่แต่ฉันไม่มีเวลาที่จะอธิบายอะไรทั้งนั้น

เพราะตอนนี้การช่วยเหลือองค์สุลต่านมุสตาฟา และองค์อุสเซนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน

‘นางกบฏ...เพนนี ฟาน เมอเตส...เป็นหนอนบ่อนไส้’ เสียงทหารสิงหลาที่ประตูเมืองยังดังไล่หลังมาขณะที่ฉันควบม้านำทางพระยารามเดโชและทหารนครเข้าไปปราบกองกำลังทหารกบฎ

ด้วยกองกำลังของทัพนครที่มีมากกว่าหลายเท่า ทหารกบฏจึงยอมพ่ายแพ้แต่โดยดี

‘องค์สุลต่านอยู่ที่ไหน‘ ฉันเค้นคำตอบจากทหารคนที่ฉันจำได้ว่าเป็นคนคุมตัวองค์สุลต่านไป

‘ห้องลับในวัง‘ เสียงผู้หญิงดังตอบขึ้นมาแทนเมื่อหันไปดูจึงเห็นมิรายาเดินออกมาจากกลุ่มทหาร ‘ข้าช่วยพ่อได้ทันพอดี...ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้ว...และข้าแอบหลบอยู่ในวังเพื่อตามหาที่ที่พวกเขากักตัวองค์สุลต่านไว้‘

‘ขอบใจเจ้ามากมิรายา‘ฉันบอกก่อนที่จะได้ยินเสียงอลหม่านแตกตื่นจากบรรดาผู้คนแถวเขตเมืองชั้นนอก ‘ตอนนี้เหตุการณ์เขตเมืองชั้นนอกกำลังโกลาหลนัก...ไฟก็กำลังโหมไหม้ลามไปที่สำนักงานของแฮรอน...เจ้าจงไปช่วยท่านหญิงปารีซาก่อนเถอะ....พาเจ้าดำไปจะได้ทันการณ์‘

เมื่อเห็นมิรายากระโดดขึ้นขี่เจ้าดำควบออกไปแล้ว ฉันจึงรีบตามกลุ่มทหารของพระยารามเดโชเข้าไปในวังองค์สุลต่านและก็พบว่าเมราได้นั่งอยู่บนบัลลังค์องค์สุลต่านอย่างสุขใจ โดยไร้วี่แววขององค์สุลต่านมุสตาฟาในห้องนั้น

       'ห้องลับที่เจ้ากักตัวองค์สุลต่านมุสตาฟาอยู่ทีไหน’ ฉันถามด้วยความรู้สึกใจหายใจคว่ำ จ้องหน้าเมราที่ดูเหมือนตอนนี้จะฉายความโรคจิตออกมาจากแววตาอย่างชัดเจน

      'ไม่มีองค์สุลต่านใด ๆ อีกแล้ว...มีแต่ข้า..เมรา...เจ้าเมืองสิงหลาคนปัจจุบัน...และข้าขอยอมสวาภิภักดิ์ต่ออโยธยานับแต่นี้สืบไป’

     ฉันหันไปเห็นพระยารามเดโชแย้มยิ้มกว้างจนน่าแปลกใจทำให้ฉันรู้สึกใจหายและมีความหวาดหวั่น...เมรายอมสวามิภักดิ์ต่อพระยารามเดโชเพื่อเอาตัวรอด..เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว พระยารามเดโชยังจะช่วยองค์มุสตาฟาต่อไปอีกหรือไม่

      'ถ้าอย่างนั้น...ก็จงลงมาจากบัลลังค์นั่น...และเดินมาก้มลงกราบตีนข้า...บัดเดี๋ยวนี้’ พระยารามเดโชบอกเสียงดังฟังชัด

       เมรามีอาการสะดุ้งส่งสายตาเคียดแค้นชิงชังมาให้พระยารามเดโชในทันที แต่แล้วเขาก็มีอาการสงบลง

“เจ้านั่นเล่าที่บังอาจ...มีเพียงผู้เดียวที่ข้าจะยอมสวามิภักดิ์...คือองค์พระนารายณ์ ...หาใช่ทหารกระจอกอย่างเจ้าไม่” เมราพูดภาษาอโยธยา “ว่าแต่...เพนนีหาได้รู้ไม่จริงหรือ...ว่าพระยารามเดโชผู้นี้ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนการก่อกบฏของข้า”

ประโยคท้ายสุดของเมรา ทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าข้อต่อของหัวเข่าได้หลุดหายไป...ไร้เรี่ยวแรงที่จะยืนทรงตัว

ฉันทำผิดพลาดไปอย่างใหญ่หลวง...ฉันกลายเป็นกบฏ ผู้สมรู้ร่วมคิด เป็นผู้เปิดประตูให้ทัพทหารเมืองนครบุกเข้ามาในสิงหลาได้สำเร็จ

‘นางกบฏ...เพนนี ฟาน เมอเตส...เป็นหนอนบ่อนไส้’ ในหัวของฉันผุดเสียงอื้ออึงตอกย้ำวนเวียน ‘เพนนี...นางกบฏ...เปิดประตูเมืองให้ทัพนคร’

ฉันกุมขมับไว้ด้วยความสับสนปวดร้าว...ในขณะที่น้ำตาได้ไหลออกมานองหน้าเมื่อหันไปจ้องมองพระยารามเดโชเพื่อหาคำตอบที่แท้จริง 

******************************





Create Date : 27 ตุลาคม 2561
Last Update : 28 ตุลาคม 2561 13:40:01 น. 2 comments
Counter : 206 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณlovereason


 
สวัสดีค่ะ..

เขียนได้สนุกดีนะคะ..น่าติดตาม..

เป็นกำลังใจให้นะคะ



โดย: อ้อมแอ้ม (คนผ่านทางมาเจอ ) วันที่: 27 ตุลาคม 2561 เวลา:14:53:55 น.  

 
มาแล้วๆ มาอ่านต่อค่า
เพนนีแย่แล้ว โดนว่าเป็นนางกบฏ
โอยยย นานๆมาทีจะลืมแล้วนะคะ


โดย: lovereason วันที่: 6 พฤศจิกายน 2561 เวลา:0:23:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.