Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2561
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
11 ธันวาคม 2561
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๕๑ เงื่อนไขสำคัญ





บทที่ ๕๑
เงื่อนไขสำคัญ


ฉันกับเนปาได้มีโอกาสขึ้นไปบนเรือของบริษัทอังกฤษอีกครั้ง เพื่อส่งสร้อยและโดโลฮอฟให้เดินทางไปกับแฮรอน...แล้วก็ได้รับข้อมูลที่ทำให้ฉันรู้สึกหวาดหวั่น

แฮรอน แจ้งให้ฉันทราบว่า บรรดาคนในสังกัดบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ เพราะเบอร์นาบี ซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีการค้าประจำอโยธยามาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๒๑ ได้เจรจาความไว้เพื่อขอให้ทหารอโยธยาคุ้มครองคนในสังกัดบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ  อีกทั้ง เบอร์นาบี ยังมีจดหมายแจ้งให้แฮรอน เดินทางไปยังอโยธยาอีกด้วย


'แต่ฉันไม่อยากให้พวกท่าน เดินทางไปอโยธยา...สถานการณ์ที่นั่นในอนาคตไม่ปลอดภัยสำหรับชาวอังกฤษเลย' ฉันบอกแฮรอนไปตามตรง

ภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ตามที่ได้มีการบันทึกไว้...การปฏิวัติที่เมืองมะริด ทำให้ชาวอังกฤษหลายร้อยคน ทั้งทหาร พ่อค้า ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงและเด็ก ถูกฆ่าหมู่อย่างน่าเวทนา

ฉันไม่รู้ว่าในเหตุการณ์นั้น จะมีแฮรอน สร้อย โดโลฮอฟ และชาวอังกฤษคนอื่น ๆ ที่ฉันรู้จักอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยหรือไม่

'ในเมื่อเธอต้องไปอโยธยา...ในฐานะพ่อ...สมควรหรือที่ฉันจะทอดทิ้งเธอไปที่อื่น...เราควรไปด้วยกัน'

'ใช่...พวกเราควรไปด้วยกัน' สร้อยยืนยันอีกเสียง ทำให้ฉันรู้สึกดีใจขึ้นมาบ้างเมื่อนึกว่าเธอก็เป็นห่วงฉันอยู่เหมือนกัน 'ฉันวางใจเพียงอาเนปาคนเดียวเท่านั้น...จะให้ฉันเดินทางไปกับคนอื่นที่ฉันไม่สนิทใจด้วยได้อย่างไร'

ประโยคหลังของสร้อยทำให้ฉันต้องถอนหายใจออกมา...ความอคติของสร้อยที่มีต่อฉัน คงต้องใช้เวลาในการพยายามทำความเข้าใจและชี้แจงความจริงหลายอย่างให้เธอรู้หลังจากนี้

เมื่อตกลงกันแล้วว่าเรือของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษจะเดินทางไปอโยธยาด้วย ฉันกับเนปาจึงเดินทางกลับไปที่ลานท่าเรือ

ระหว่างทางนั้น พวกเราได้เจอกับมะเตโอส...น่าแปลกที่ฉันรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากที่เห็นว่าเขาปลอดภัยดี และยังมีโอกาสได้ปะทะฝีปากกันก่อนที่จะแยกย้ายจากกันไปตามทาง  

'พี่ชายกำมะลอ และพี่สะไภ้จอมลวง...อธิบายไม่ถูก...ที่เห็นว่ายังปลอดภัยดีกันทั้งคู่...ตายยากดีจริง' มะเตโอสมีดวงตาแดงก่ำ กลิ่นเหล้าที่โชยออกมาจากตัวเขา สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าเขาคงผ่านความกลัดกลุ้มมาเช่นกัน  

'ขอโทษ ที่ทำให้เจ้าผิดหวัง...อีกแล้ว' ฉันสวนกลับทันที 'แต่อย่างที่เคยบอก...ความรื่นรมย์ของฉัน คือการที่ได้เห็นสีหน้าผิดหวังของเจ้า'

'ฉันคงร้ายกาจกับพวกเจ้ามามากสินะ...ช่างเถอะ...ฉันอุตส่าห์ไปเจรจากับแม่ทัพฝ่ายนั้นว่าขอให้ปล่อยตัวพวกเจ้าไป ในฐานะที่คนหนึ่งก็ได้ชื่อว่าเป็นพี่สะไภ้ และอีกคน...เป็นลูกบุญธรรมของพ่อฉัน...บริษัท วี.โอ.ซี. ของเรามีสิทธิ์ร้องขอความอิสระให้พวกเจ้าได้' สิ่งที่ได้ยินจากมะเตโอสทำให้ฉันเปลี่ยนอารมณ์แทบไม่ทัน ไม่นึกว่าเขาจะพยายามช่วยเหลือฉันกับเนปา  'แต่แม่ทัพนั่นไม่ยอมความ...ตอนแรก ฉันจึงคิดว่าต้องรีบเดินทางไปปัตตาเวีย และขอให้หัวหน้าสถานีใหญ่ที่นั่นทำหนังสือถึงหัวหน้าสถานีการค้าอโยธยา เพื่อเจรจาให้อโยธยาปล่อยตัวพวกเจ้าโดยเร็วอีกครั้ง'

ฉันกับเนปาได้แต่มองหน้ากัน ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความตื้นตันใจ

'ขอบใจมาก...มะเตโอส' เนปาเป็นคนพูดออกไปก่อน 'แต่ในเมื่อเพนนีตัดสินใจแล้วว่ายินดีจะยอมไปอโยธยา...ฉันก็เชื่อมั่นว่าเธอย่อมตัดสินใจถูกต้องแล้ว'

'นั่นสิ...เมื่อได้เห็นพวกเจ้าทั้งสองยังคงเป็นอิสระดีอยู่ในตอนนี้...ฉันก็คิดว่า...อโยธยาคงไม่น่าจะนำตัวพวกเจ้าไปทรมานหรอกน่า'' มะเตโอสพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่แววตาสื่อถึงความแปลกใจอยู่ครามครัน 'ที่อโยธยา...หากต้องการความช่วยเหลือ...ขอให้พวกเจ้าติดต่อ โยฮัน คีทซ์ หัวหน้าสถานีบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตซ์ ประจำสยาม...เพราะภายใต้ข้อสัญญา คนของบริษัทจะได้รับความคุ้มครองในดินแดนสยามแห่งนี้'

พวกเราทั้งสามยืนมองหน้ากัน...นิ่งเงียบไปชั่วครู่  ความรู้สึกหลายอย่างแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจ

ฉันเองก็รู้ดีว่า มะเตโอส นั้น ไม่ได้ร้ายกาจตามที่ปากพูดไปเสียทั้งหมด...การแยกจากกันในครั้งนี้ ฉันจึงมีความรู้สึกอาวรณ์และเป็นห่วงเขาอยู่พอสมควร

'ท่านมะเตโอส...ได้เวลาออกเดินทางแล้ว' ลูกน้องของเขาตะโกนมาจากเรือเล็กที่จอดเทียบท่าไม้ 'ท่านก็ได้เห็นแล้วว่าพวกเขาทั้งสองปลอดภัยดี และไม่ได้ต้องการเดินทางไปกับเรา...ท่านรีบมาขึ้นเรือเถอะ...เราจะได้ออกเดินทางไปปัตตาเวียกันเสียที'

ขณะกำลังเดินจากไป มะเตโอสโบกมือให้โดยไม่หันหลังมาที่พวกเราอีก เขากระโดดลงเรือเล็กไปอย่างรวดเร็ว เพื่อเดินทางไปยังเรือสำเภาลำใหญ่ของบริษัท วี.โอ.ซี. ที่จอดรออยู่

************

"บัดนี้ บรรดาเรือสำเภาสินค้าของพวกต่างเมืองกว่าสามสิบลำ ได้แล่นออกไปจากสิงหลาแล้ว...เหลืออีกเพียงเรือสำเภาบรรษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษที่ต้องการเดินทางไปยังอโยธยาด้วยในเพลาพรุ่ง" ทหารอโยธยานายหนึ่งรายงานข่าวต่อพระยารามเดโช

"เรือพ่อค้าชาวเปอร์เซีย ก็ได้ออกเดินทางไปเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่" ฉันโพล่งถามออกไปทันที เมื่อนึกถึงท่านหญิงปารีซาด้วยความเป็นห่วง

"ถ้าเจ้าหมายถึงเรือของท่านมุสซาร์ล่ะก็...เขาแลบริวารล้วนปลอดภัยดี" พระยารามเดโช เป็นผู้หันมาให้คำตอบ

ฉันสงสัยเหลือเกินว่า พระยารามเดโชรู้จักท่านมุสซาร์ได้อย่างไร...แววตาของเขาทำให้ฉันอดคิดไปเองไม่ได้ว่า...เขากำลังล่วงรู้ความคิดว่าฉันกำลังเป็นห่วงใครบนเรือลำนั้น

"อ้าว...เร็วเข้า...จงเร่งลำเลียงผู้หญิงกลุ่มสุดท้ายลงเรือเล็กไปยังสำเภามุ่งหน้าสู่เมืองไชยา...อย่าให้ทันเย็นค่ำ" พระยารามเดโชหันไปสั่งการต่อ "บรรดาชายฉกรรจ์ นักรบ ทหารสิงหลา ให้ลำเลียงขึ้นสำเภาใหญ่ รอเวลาเดินทางไปอโยธยาในเพลารุ่งสาง"

ฉันได้ยินเสียงบรรดาผู้หญิงร่ำไห้ขณะทยอยลงเรือลำเล็ก เชลยสิงหลาล้วนถูกมัดมือไพล่หลัง และโยงเชือกผูกต่อๆ กันให้เดินเรียงเป็นแถว

ในกลุ่มสุดท้ายนั่นเอง ฉันเห็นมิรายาถูกคุมตัวอยู่ด้วย ฉันรีบวิ่งไปหา มีทหารอโยธยาขวางไว้...แต่พระยารามเดโช ยกมือเป็นสัญญาณสั่งห้าม  ...ทหารจึงปล่อยให้ฉันเข้าไปถึงตัวมิรายาได้แต่โดยดี

'มิรายา...ทำไมเจ้าจึงไม่ได้อยู่บนเรือกับท่านหญิง' ฉันกระซิบถาม 'ข้านึกว่าเจ้าปลอดภัย และเดินทางไปพร้อมกับท่านหญิงแล้ว'

'ข้าได้นำตัวท่านหญิงปารีซาส่งถึงมือท่านมุสซาร์เรียบร้อยแล้ว...เมื่อเห็นว่านางปลอดภัย ข้าจึงขอลงจากเรือ' มิรายาตอบเสียงเบาแหบพร่าโดยไม่หันมามองฉันเลย 'พ่อข้า...อิบรามัน...ถูกนำตัวลงเรือไปเมืองไชยาแล้ว...ข้าจึงตัดสินใจออกมาจากที่ซ่อน และยอมถูกควบคุมตัวไปเมืองไชยาด้วย' 

'เมื่อเจ้าตัดสินใจเช่นนี้...ข้าก็ขออวยพรให้เจ้าเดินทางโดยปลอดภัย' ฉันตบไหล่มิรายาเบา ๆ ก่อนจะเดินจากมา

"ป่าวประกาศออกไปให้ทั่วถึงกัน...หากยังมีผู้ใดหลบซ่อนตัวอยู่ในส่วนใดของเมืองสิงหลา...ข้าจักให้โอกาสยินยอมออกมาอยู่ใต้อาณัติก่อนเพลาพระอาทิตย์ตก "  พระยารามเดโชประกาศก้อง "หาเช่นนั้น...ข้าจักมิอาจรับรองความปลอดภัยให้แก่ผู้ใดได้...ด้วยเมืองสิงหลาจักต้องสิ้นลงอย่างราบคาบ"

"กองกำลังของข้า ได้ยึดปืนใหญ่ตามป้อมปราการต่าง ๆ ของสิงหลามาจนหมดสิ้นแล้ว...บัดนี้กำลังลำเลียงขึ้นเรือสำเภาเพื่อนำไปอโยธยาตามคำสั่งขอรับท่านแม่ทัพ" ขุนอาบซึ่งเพิ่งเข้ามาสมทบในกลุ่ม รายงานด้วยเสียงอันดังฟังชัด

ฉันสังเกตุเห็นว่าขุนอาบจงใจหันมามองเนปาด้วยแววตาเย้ยเยาะ...เพราะส่วนหนึ่งมีปืนใหญ่บนป้อมปราการหัวเขาแดงซึ่งเคยอยู่ในความดูแลของเนปามาก่อน

เมื่อมองไปที่ท่าน้ำอีกด้านหนึ่ง ก็ได้เห็นเหล่าทหารอโยธยากำลังช่วยกันยกแบกหามปืนใหญ่ซึ่งหลอมด้วยทองเหลืองลงเรือเล็กอย่างทุลักทุเล โดยใช้เครื่องชักรอกของบริษัท วี.โอ.ซี. ช่วยทุ่นแรงอีกที

ฉันยืนมองปืนใหญ่เหล่านั้นด้วยความรู้สึกปล่อยวาง...เพราะในยุคปัจจุบันของฉันนั้น หนึ่งในบรรดาปืนใหญ่เหล่านี้ ซึ่งถูกเรียกขานว่า..."ปืนทองเหลืองสยาม" ถูกจัดแสดงอยู่ที่รงพยาบาลรอยัล ในเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ  ฉันเคยได้เข้าไปดูปืนใหญ่นั่นด้วยตาตัวเอง ยังจำได้ว่ามีป้ายอธิบายประวัติว่าปืนนั้นถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1623 หรือ พ.ศ.2166 ในเมืองสงขลา ก่อนจะถูกกองทัพพม่ายึดได้จากอยุธยาในช่วงเสียกรุงครั้งที่ 2 ราว พ.ศ.2310 และกลายเป็นของอังกฤษในเวลาต่อมาหลังพม่าตกเป็นอาณานิคม

"อย่าสักแต่ว่าปืนใหญ่เหล่านี้เลย...สิ่งใดก็ตามที่เคยเป็นของสิงหลา...ก็หาใช่จักต้องเป็นของสิงหลาสืบไป" เสียงขุนอาบปลุกฉันจากภวังค์การหวนคิดถึงเรื่องปืนใหญ่ที่เมืองอังกฤษ 

จากสีหน้าและแววตาของเขาที่กำลังจ้องมองมาทางเนปานั้น ทำให้ฉันเข้าใจได้ว่าเขาหมายถึงอะไร

เนปายังคงยืนนิ่งเฉยไม่ตอบโต้ ฉันเอื้อมมือไปจับแขนเนปาไว้เป็นเชิงปลอบโยน  จึงได้สัมผัสรับรู้อาการเกร็งข้อมือไว้อย่างสุดฤทธิ์ของเขา

"อย่าได้พูดพร่ำทำเพลงเจื้อยแจ้วนัก...จงเร่งคุมตัวชายฉกรรจ์และทหารชาวสิงหลาที่เหลือไปลงเรือสำเภาอโยธยาให้แล้วเสร็จก่อนพระอาทิตย์ตก" พระยารามเดโชสั่งเสียงเข้มเด็ดขาด ก่อนจะหันมาทางฉันกับเนปา "ส่วนพวกเจ้าทั้งสองจักต้องเดินทางไปกับข้าบัดเดี๋ยวนี้"

"จะไปไหน" ฉันสงสัยขึ้นมาทันที

พระยารามเดโชไม่ตอบ เขานำเดินออกมาจากกลุ่มทหาร เมื่อถึงจุดที่ทหารยืนคุมม้าฝูงหนึ่งอยู่เพื่อรอลำเลียงขึ้นเรือ เขาก็กระโดดขึ้นขี่ม้าตัวหนึ่งทันที

"เพลิงในเมืองสิงหลาสงบลงแล้ว เราจักขี่ม้าเดินทางผ่านไปยังฝั่งทิศเหนือ" พระยารามเดโชคลายข้อสงสัย ที่ยิ่งสร้างความน่าสงสัยใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก  "พวกเจ้าทั้งสองจงเร่งขึ้นขี่ม้า แล้วตามข้ามา"  

ฉันกับเนปามองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้แก่กัน ฉันหันไปดูม้าที่เหลือเพื่อเลือกขึ้นขี่สักตัวหนึ่ง...ทันใดนั้น ฉันก็สามารถยิ้มกว้างออกมาได้ เมื่อเห็นเจ้าดำอยู่ในกลุ่มม้าฝูงนั้นด้วย

"ดีใจเหลือเกิน ที่เจ้ายังปลอดภัยดี" ฉันบอกออกไปขณะลูบหลังมันเบา ๆ ด้วยความรัก

ฉันกระโดดขึ้นขี่เจ้าดำอย่างรวดเร็ว...เราควบม้าตามพระยารามเดโชไปติดๆ 

เมื่อผ่านเข้าไปถึงแถบตัวเมืองชั้นนอก ความร้อนของซากกองเพลิงยังคงระอุปะทะผิวหน้า...พระยารามเดโชนำขี่ม้าลัดเลาะไปตามทางเดินชายฝั่ง ซึ่งที่นั่นรอดจากฤทธิ์เพลิงไหม้ไปได้

"หยุดบัดเดี๋ยวนี้...อย่าคิดหนีการควบคุม" เสียงตะโกนโวยลั่นของทหารอโยธยาตรงชายฝั่งทำให้พวกเราต้องหยุดดูเหตุการณ์

ฉันอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นสามเณรรูปหนึ่งยืนตัวสั่นหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ 

"พ่อ..." ฉันบอกตัวเองเมื่อเห็นได้ชัดว่านั่นคือ สามเณรแสง

ฉันลืมไปเสียสนิทถึงเรื่องที่พ่อเคยบอกไว้...พ่อของฉัน ซึ่งในขณะนี้ก็คือสามเณรแสง ได้เดินทางมายังเมืองสิงหลา และท่านจะถูกทหารอโยธยาจับตัวให้เดินทางไปอโยธยาด้วยในครั้งนี้

ฉันรีบกระโดดลงจากหลังม้า วิ่งไปหาท่านในทันที โดยมีเนปาตามมาอย่างกระชั้นชิด

"โยมเพนนี...โยมเนปา" สามเณรแสงยิ้มกว้าง ก่อนจะโผออกมาจากใต้ต้นไม้ "สิงหลาพ่ายลงแล้ว...อาตมาเพียงหวังมาดูเหตุการณ์ ด้วยเป็นห่วงหลายคนที่นี่...แต่พวกทหารอโยธยาพยายามจับตัวอาตมา"

"ท่านปลอดภัยดี...ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรใช่หรือไม่" ฉันรู้สึกห่วงใยพ่อมากที่สุด  

"อยู่นี่เอง" เสียงทหารอโยธยานายหนึ่งหอบฮั่ก ๆ "จงไปกับพวกเราเสียเถิด...หากเณรยังหลบอยู่แถบนี้  จักเป็นอันตรายถึงตาย...ด้วยรุ่งสางนี้ สิงหลาจักถูกยิงถล่ม"

"จงทำตามนั้นเถิด" เสียงพระยารามเดโชดังขึ้นมาจากด้านหลัง เขายังนั่งอยู่บนหลังม้า ขณะจ้องมองมาที่สามเณรแสง 

"โยมทั้งสองต้องถูกนำตัวไปอโยธยาด้วยหรือไม่...หากเป็นเช่นนั้น อาตมาก็ยินดีไปด้วย" สามเณรแสงบอกในที่สุด

ความกล้าหาญในแววตาสามเณรแสงทำให้ฉันเห็นแววตาของพ่อที่ฉันเคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก...ถ้าไม่ติดตรงที่ท่านเป็นสามเณรแสงในขณะนี้...ฉันคงโผเข้าไปกอดท่านและร้องไห้โฮออกมาแล้ว

"เราต้องไปอโยธยาด้วย" เนปาเป็นคนให้คำตอบ ส่วนฉันนั้นมีแต่อาการจุกตีบตันอยู่ที่ลำคอเมื่อนึกถึงเรื่องราวของพ่อที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

"โยมสร้อย...ปลอดภัยดีหรือไม่" สามเณรแสงถามต่อ

ฉันพยักหน้า และนึกขึ้นได้ว่าต้องรีบบอกบางอย่างให้พ่อรับรู้

"ยายจันทร์เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสร้อยให้เณรรับรู้แล้วใช่หรือไม่" เมื่อสามเณรแสงพยักหน้า ฉันจึงรีบบอกต่อไป "เมื่อพ่อนำตัวแก้วกลับบ้าน...จิตของแก้วที่เคยอยู่ในร่างสร้อยจะกลับเข้าร่างของตัวเองหลังจากอาทิตย์ตกดิน"

"อะไรกัน...อาตมาไม่เข้าใจ" สามเณรแสงบอกกลับมา ทำหน้ามึนงง

"เมื่อถึงเหตุการณ์นั้น...เณรก็จะเข้าใจเอง" ฉันย้ำแบบอ้อม ๆ ไปก่อน เพราะคงไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้โดยละเอียดในขณะนี้

"นำตัวสามเณรไปเถิด" พระยารามเดโชสั่งการเสียงเข้ม "ส่วนพวกเจ้าทั้งสอง...รีบเร่งเดินทางไปกับข้า ก่อนพระอาทิตย์ตก"

ฉันจำต้องทำตามที่พระยารามเดโชสั่ง รีบกระโดดขึ้นขี่ม้าและบอกลาสามเณรอีกครั้ง

เมื่อแยกจากมาได้เพียงครู่...จึงหันหลังไปมองสามเณร เห็นท่านเดินไปกับทหารอโยธยาด้วยอาการสงบนิ่งและสำรวมสง่างามยิ่งนัก

********************

เมื่อเดินทางถึงนอกเมืองด้านทิศเหนือ พระยารามเดโชนำลัดเลาะไปตามแนวป่าเลียบชายฝั่ง เมื่อถึงเป้าหมายฉันจึงได้เห็นกองกำลังทหารบกชุดใหญ่ของเมืองนคร และเมืองอโยธยา ที่ยังคงตรึงกำลังอยู่แถบนี้

ที่ฉันมั่นใจว่ามีกองกำลังทัพหลวงอโยธยาร่วมศึกทัพบกของเมืองนคร ก็เพราะมีช้างศึกร่วมอยู่ด้วยกว่ายี่สิบเชือก...นี่ถ้าหากเมืองสิงหลาไม่ถูกเพลิงไหม้ไปเสียก่อน ช้างศึกพวกนี้คงบุกเข้าไปในเมืองด้วยเป็นแน่

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ แจ้งไว้เพียงว่าทัพอโยธยา ร่วมกับทัพเมืองนคร และทัพเมืองปัตตานี บุกโจมตีเมืองสิงหลาทั้งทางบก และทางทะเล...แต่ฉันไม่นึกว่าจะมีทัพช้างศึกมาร่วมด้วยอย่างที่ได้มีโอกาสเห็นของจริงในครั้งนี้

"ช้างศึก...ให้ตายเถอะ...ตัวโตใหญ่ยักษ์กว่าที่เคยเห็นในสวนสัตว์ตั้งเยอะ" ฉันบอกตัวเอง เผลอตื่นเต้นเก็บอาการไม่อยู่ เมื่อช้างตัวหนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าพวกเรา

"โดยปกติ ทัพช้างศึกของข้า จักต้องนำทัพในทุกครา...ครั้นเมื่อมาเจอกับปราการด่านที่ตั้งของเมืองสิงหลา...ก็จำต้องกลายเป็นทัพหลังเสียนี่" เสียงห้าวกังวาลของชายที่อยู่บนหลังช้าง ทำให้ฉันต้องรีบแหงนขึ้นไปมองด้วยความสนใจ

"ท่านแม่ทัพ สหายข้าเอ๋ย...ข้าเองก็ใคร่อยากให้ทัพช้างศึกของท่านนำเข้าตีเมืองสิงหลาอยู่ดอก...แต่อย่างที่เคยแจ้งไว้ ปราการเมืองสิงหลานี้มั่นคงนัก  ยากจักฝ่าเข้าไปได้...แม้นทัพช้างของท่านนำหน้ามาก่อนนี้...มีแต่จักพาลถูกถล่มยิงด้วยห่ากระสุนปืนใหญ่ของสิงหลาเสียก่อนเป็นแน่แท้"

"กำแพงปราการเมืองสิงหลามั่นคงยิ่งดังคำเจ้าว่าไว้...จึงต้องใช้วิธีหนอนบ่อนไส้ ให้ทำลายกันเองเสียก่อนกระนั้นใช่หรือไม่เล่า" คำพูดของชายที่กำลังลงจากที่นั่งบนหลังช้าง ทำให้ฉันรู้สึกนึกขึ้งโกรธพระยารามเดโชขึ้นมาอีกครั้ง "เจ้ากรมคชบาลเช่นข้า...สู้อุตส่าห์นำทัพช้างศึกมาด้วยตนเอง...แต่หาได้แสดงฝีมือกระไรเลย...ขากลับแวะเมืองนคร...ขอท่านจงเลี้ยงปลอบใจข้าให้หนักด้วยเถิด"

สิ้นเสียงพูด เจ้าตัวก็หัวเราะลั่น...แต่ฉันกลับมีอาการตัวชาขึ้นมาอย่างกระทันหัน

ชายคนดังกล่าว เรียกตัวเองว่า เจ้ากรมคชบาล...ในสมัยนี้ของอโยธยา...เจ้ากรมคชบาล จะเป็นใครเสียไม่ได้นอกจาก...พระเพทราชา  หรือ นั่นก็คือ สมเด็จพระเพทราชา กษัตริย์ผู้ครองเมืองอโยธยาในอนาคตหลังสิ้นสมัยองค์สมเด็จพระนารายณ์ในปี พ.ศ. ๒๒๓๑ 

แปดปีนับจากนี้ ชายที่กำลังเดินก้าวเข้ามาหาพระยารามเดโช จะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งสยาม 

ยิ่งไปกว่านั้น นับจากนี้ไปอีกสิบสองปี ชายที่กำลังตบไหล่แม่ทัพเมืองนคร สหายร่วมศึก ด้วยความสนิทสนมอยู่นี้  จะเป็นกษัตริย์ผู้สั่งการให้ทัพอโยธยาบุกเมืองนครและเอาชีวิตพระยารามเดโช เจ้าเมืองนคร ในข้อหากระด้างกระเดื่องไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติกษัตริย์อโยธยา

ขณะกำลังนึกถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น ฉันก็แทบสะอึกด้วยความเกร็ง เมื่อพระเพทราชาตวัดกวาดสายตามองมาทางฉันกับเนปาที่ยืนอยู่ด้านหลังพระยารามเดโช

แววตาของพระเพทราชาคมกริบดุจดังพญาเหยี่ยวที่กำลังบินลาดตระเวนระวังภัย เมื่อฉันเผลอจ้องมองกลับไปจึงเห็นว่าผิวหน้าสีทองแดงเข้มของพระเพทราชาช่วยขับให้ดวงตาโตนั้นดุกร้าวน่าเกรงขาม 

"เจ้าสองคนนี้คือผู้ใดกัน...แต่งตัวแปลกประหลาดราวคนต่างเมือง...หาใช่เชลยสิงหลาดอกรึ จึงมิได้ทำการควบคุมตัว" พระเพทราชากล่าวด้วยสีหน้านิ่งเรียบเฉย  ยากที่จะเดาความรู้สึก

พวกแม่ทัพนักรบส่วนใหญ่ที่ฉันเจอมา...ก็มักจะมีสีหน้าท่าทางนิ่งเรียบเฉยเมยแบบนี้...เนปาก็หนึ่งในนั้น

"พวกเขา...คือ สหายของข้า" พระยารามเดโชตอบสั้น ๆ แต่ทำให้ฉันถึงกับผงะ 

"ไม่ใช่..." เนปาค้านออกไปทันควัน ในขณะที่ฉันยังคงค้านอยู่ในใจไม่ทันได้เอ่ยปาก "ข้าไปเป็นสหายของท่านตอนไหนกัน"

"ถามเมียเจ้าทีรึ...ว่านางเป็นสหายข้ารึไม่" พระยารามเดโชหันมาทำตาดุใส่ ก่อนจะขยิบตาข้างขวาเป็นนัยๆ ให้เราเออออห่อหมกด้วย  

"หากท่านเห็นว่าข้าเป็นสหาย...ก็ขอให้ทำในสิ่งที่คู่ควรกับความเป็นสหายด้วยก็แล้วกัน" ฉันไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ โดยพยายามพูดให้สำเนียงฟังดูโบราณ ๆ มากที่สุด 

"ชาวอโยธยาดอกรึ...แต่รูปร่างหน้าตา...หาใช่ไม่" พระเพทราชายังคงจ้องมองไปทั่วตัวราวกับกำลังสแกนเอกซเรย์หาชาติกำเนิดของฉันกับเนปาให้ได้

"เรื่องมันยาว...ท่านอยากฟังเรื่องของสองคนนี้...หรืออยากจักไปพบอดีตเจ้าเมืองสิงหลามากกว่ากันเล่า" พระยารามเดโชตัดบท แต่สร้างความฉงนใจให้กับฉันมากขึ้นไปอีก

เนปาหันมามองฉัน แววตาบ่งบอกเป็นเชิงคำถามอยู่ในทีเช่นกัน

ก็เมื่อตอนบ่าย ที่ลานท่าเรือ พระยารามเดโชแจ้งว่าองค์มุสตาฟา องค์อุสเซ็น และองค์อัสซัน อยู่บนเรือสำเภาและรอเวลาจะออกเดินทางไปอโยธยาในรุ่งเช้าของพรุ่งนี้นี่นา 

"กระนั้น ก็เร่งนำข้าไปพบอดีตองค์สุลต่าน เจ้าเมืองสิงหลาโดยเร็วเข้าเถิด" เจ้ากรมคชบาลยิ้มออกมานิดๆ ก่อนจะหันไปทางกระโจมใหญ่ที่สร้างไว้ชายป่าซึ่งฉันสังเกตุเห็นมันแล้วตั้งแต่แรกที่มาถึง

"ท่านแจ้งว่าองค์สุลต่าน ลงเรือสำเภาอโยธยาไปเรียบร้อยแล้ว" ฉันแอบกระซิบถามพระยารามเดโชทันทีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าพระเพทราชาเดินก้าวนำออกไปห่างพอควรแล้ว "ท่านโกหกอีกเหรอ"

"ก็เพื่อให้ทหารสิงหลา แลชาวบ้านซึ่งตกเป็นเชลยศึกยอมสงบลง แลง่ายต่อการลำเลียงลงเรืออย่างไรเล่า" พระยารามเดโชกระซิบให้คำตอบกลับมา "แต่แผนการตอนท้ายจักจริงตามข้าว่าไว้...คือ มุสตาฟา อุสเซน แลอัสซัน จักเดินทางในเพลาพรุ่งรุ่งสาง"

หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ ขณะก้าวเดินตามพระยารามเดโชเข้าไปในกระโจมใหญ่ ซึ่งสร้างเป็นที่พักชั่วคราวของทัพนคร

ฉันกับเนปา ไม่ควรมาปรากฏตัวที่นี่...ไม่ควรได้มาเห็นองค์มุสตาฟา องค์อุสเซน และองค์อัสซัน ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนแคร่ด้านซ้าย ทั้งสามถูกมัดมือไพร่หลังไว้ มีทหารอโยธยากว่าสิบคนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ขณะที่พระเพทราชาเดินไปนั่งแคร่ด้านขวา ส่วนพระยารามเดโช เดินผ่านไปนั่งที่ตั่งใหญ่ตรงกลาง 

ฉันเข้าใจว่าในขณะนี้ พระยารามเดโช ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนคร น่าจะมียศศักดิ์สูงกว่าพระเพทราชา  


"สองสหายของท่านเจ้าเมืองนคร...เหตุใดจึงยืนอยู่เช่นนั้นเล่า" คำถามด้วยแววตาตำหนิของพระเพทราชาทำให้ฉันรู้สึกหายใจไม่ออก...ยิ่งเมื่อเหลือบสายตาไปมององค์มุสตาฟา ที่ยังคงนั่งนิ่ง หน้าตรง ไม่แม้จะมองกลับมา ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่ากำลังมีเชือกรัดแน่นอยู่ตรงคอหอย 

ฉันกับเนปาเดินไปคุกเข่านั่งอยู่ตรงกลาง ซึ่งไม่เกินแนวแคร่ที่นั่งในกระโจม 

"ข้าไม่ได้เป็นสหายของท่านเจ้าเมืองนคร" เนปายังคงย้ำให้พระเพทราชารับรู้ข้อมูลนี้

"เมียเจ้าเป็นสหายเจ้าเมืองนครแต่เพียงผู้เดียวกระนั้นดอกรึ" พระเพทราชาตีความไปเอง

"ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น" เนปารีบค้าน "นางไม่ได้เป็นสหายเจ้าเมืองนคร"

"อุบ๊ะ...แล้วมันยังไงวะ" พระเพทราชาตบเข่าฉาดใหญ่ หันไปทางพระยารามเดโชเพื่อขอคำตอบ "นี่ข้าชักสนใจเรื่องของมันสองคนนี้ มากกว่าเรื่องการบ้านการเมืองที่จักเจราจาพาทีเข้าให้แล้ว...ดูรึ...มิซ้ำยังเป็นคนต่างเมืองที่พูดภาษาอโยธยาได้คล่องแคล่ว แม้จะฟังแปร่งหูอยู่บ้างก็เถิด...ในบรรดาพวกฝาหรั่งในสยาม ข้าก็เห็นมีแต่ไอ้ฟอลคอลที่พูดอโยธยาได้ดีอยู่พอควร...แต่ครั้นมาที่นี่...มันสองคนนี้...กลับพูดชัดราวกับลืมตามาเกิดที่เมืองอโยธยาก็ไม่ปาน"

'ข้ารู้ว่าเพนนีพูดภาษาอโยธยาได้...แต่เพิ่งรู้ว่าเนปาเองก็พูดภาษาอโยธยาได้เหมือนกัน' ฉันได้ยินองค์อัสซันกระซิบคุยกับองค์อุสเซนอยู่บนแคร่ที่นั่งด้านซ้ายด้วยภาษาเปอร์เซีย

'ข้าพาเขาทั้งสองมาพบพวกท่านตามที่ต้องการแล้ว' พระยารามเดโชหันมาพูดกับทางฝ่ายเจ้าเมืองสิงหลาด้วยภาษาเปอร์เซียด้วยอีกคน 'มีความประการใด...ที่เจ้าต้องการแจ้ง ก่อนจะเดินทางไปอโยธยา..ก็ขอจงแจ้งมาเถิด'

ฉันไม่ประหลาดใจเรื่องนี้ เพราะรู้ตามประวัติศาสตร์ว่า พระยารามเดโชมีเชื้อสายแขกขาวชาวเปอร์เซียที่มารับราชการถวายตัวต่อสมเด็จพระนารายณ์

จะว่าไปแล้ว พระยารามเดโช กับสามพี่น้อง...บุตรแห่งองค์สุลต่านสุลัยมาน ซาห์ มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดชาวเปอร์เซียเหมือนกัน

กาลภาคหน้า..จึงไม่แปลกที่พระยารามเดโชจะมีความสนิทสนมคบหากันฉันท์สหายกับองค์มุสตาฟา องค์อุสเซน และองค์อัสซัน

โดยเฉพาะคนสุดท้าย...องค์อัสซัน ซึ่งมีชะตาชีวิตจะต้องถูกสมเด็จพระเพทราชาสั่งประหาร ด้วยข้อหาช่วยเหลือพระยารามเดโชให้หนีรอดไปได้

การมานั่งอยู่กลางวงประวัติศาสตร์ของทั้งสามฝ่ายเช่นนี้...ทำให้ฉันรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ได้แต่รอให้ถึงเวลาการเฉลยความจากทุกฝ่ายในกระโจมแห่งนี้เสียที

'ข้า...จะไม่ไปจากเมืองสิงหลา...หากไม่ได้ตัดหัวพวกมันทั้งสองด้วยตนเอง'  องค์มุสตาฟาเอ่ยปากออกมาในที่สุด 

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังอย่างเหลือคณานับ

***********




Create Date : 11 ธันวาคม 2561
Last Update : 11 ธันวาคม 2561 20:19:01 น. 0 comments
Counter : 409 Pageviews.

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.