Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2561
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
11 พฤศจิกายน 2561
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๔๙ ไฟหลงลม





บทที่ ๔๙

ไฟหลงลม



ฉันโผเข้าหาพระยารามเดโชด้วยความโกรธแค้น แต่ถูกกลุ่มทหารอโยธยาควบคุมตัวจับแขนไพล่หลัง    ผูกผ้าปิดปาก


“ข้าก็แค่ช่วยชี้ทางให้พวกเจ้าเดินมาถึงเหตุการณ์ ณ เพลานี้” พระยารามเดโชบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแววตานั้นยิ้มกริ่มเปิดเผย


เมราไม่มีท่าทียี่หระอะไรขณะยังนั่งเท้าแขนอยู่บนบัลลังค์สุลต่าน


“ท่านคงพึงพอใจที่หลอกใช้คนอื่นได้สำเร็จ...แต่สำหรับข้า...เต็มใจให้ท่านหลอก...เพราะถึงอย่างไรเสีย...บัดนี้...ข้ากำลังจักได้ครองเมืองสิงหลาสมดังใจหวังแล้ว”


“สุลต่านมุสตาฟา...ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เล่า...หากเขาไร้ซึ่งลมหายใจ...เท่ากับว่าพันธะระหว่างเรานั้น...ย่อมสิ้นไปเช่นกัน”พระยารามเดโชถามขึ้นเมื่อสิ้นคำเมราในทันที


“ท่านกำชับมิให้ข้าคร่าชีวิตมุสตาฟา...เพื่อจะได้ใช้เป็นเครื่องมือล่อบีบบังคับให้เพนนีเป็นผู้ไปเปิดประตูเมืองให้กองทัพของท่านเข้ามายังสิงหลาได้สำเร็จ...ราวกับว่า...ท่านล่วงรู้อนาคตได้ปานนั้น”คำบอกเล่าของเมรายิ่งทำให้ฉันมีอาการตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ


“ข้าหาได้ล่วงรู้อนาคตไม่...รู้เพียงเพลานี้เหตุการณ์ได้เป็นไปตามที่ควรจักเป็นแล้วก็เท่านั้น”เสียงพระยารามเดโชยังคงมีความเยือกเย็น ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใด ๆ ของเจ้าตัว


‘ตอนนี้...คงมีเสียงแซ่ซ้องไปทั่วสิงหลาแล้วว่า...กบฏผู้ก่อการณ์ก็คือเพนนี ฟาน เมอเตส’ เมราเปลี่ยนมาพูดภาษาพื้นเมือง เขาตอกย้ำความหวาดหวั่นที่มีอยู่ในใจของฉัน ’และข้าจะคอยดูน้ำหน้า...เมื่อมุสตาฟาต้องเป็นผู้บั่นคอสหายหญิงอันเป็นที่รักของเขา ในฐานะที่นางเป็นกบฏ’


ม่านน้ำตาของฉันไหลบ่ายิ่งขึ้นเมื่อเห็นองค์สุลต่านมุสตาฟาถูกคุมตัวเดินก้าวออกมาตรงประตูห้องโถง พร้อมกับการปรากฎตัวของอีกสองคนที่ทำให้ฉันแทบหัวใจแตกสลาย


เนปาถูกอัสฟาคุมตัวเดินออกมายืนอยู่ด้านหลังองค์สุลต่านมุสตาฟา...ฉันเห็นแววตาของเนปาเต็มไปด้วยความสับสนในขณะที่องค์มุสตาฟาจ้องหน้าฉันด้วยแววตาเรียบเฉยและเย็นชา


เมราหัวเราะลั่นขึ้นมาพร้อมกับปรบมือด้วยความพึงพอใจ


“ขอบน้ำใจท่านยิ่งนัก...ที่ทำให้ข้ามีวันนี้”เมรากล่าวด้วยภาษาอโยธยาพร้อมกับหันมาสบตากับพระยารามเดโช


ทุกอย่างคงถูกพวกเขาร่วมกันวางแผนไว้เป็นอย่างดี


‘ท่านจะทำอย่างไรกับนางกบฏผู้นี้ให้หายแค้นดีเล่า‘ เมราเปลี่ยนมาพูดด้วยภาษาสิงหลากับองค์สุลต่านมุสตาฟา


‘หากนางเป็นกบฏจริง...ทำไมนางจึงถูกพวกเจ้าจับกุมตัวไว้แบบนี้‘เนปาพูดสวนขึ้นทันควัน ก่อนที่จะถูกอัสฟาใช้ผ้าปิดปากไว้อีกคน


‘เพนนีฟาน เมอเตส เคยไปยังอโยธยา...ด้วยนิสัยนักล่ารางวัล มีหรือจะไม่รับสินบนจากอโยธยาเพื่อหวังโค่นสิงหลาตามคำสั่ง‘ เมรายังคงพล่ามใส่ความฉันต่อไป...ตอนท้ายเขาตั้งใจพูดกับองค์สุลต่านโดยตรง  ‘ข้าจึงได้ควบคุมตัวนางไว้ก่อน...เพราะไม่ไว้ใจความกลับกลอกของนาง...ข้าเคยเตือนท่านแล้วมุสตาฟา...ว่านางคนนี้มันคืองูพิษดี ๆ นี่เอง‘


‘เจ้าต่างหากที่เป็นงูพิษ’ องค์สุลต่านมุสตาฟาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาฉันมองเห็นเลือดเกรอะกรังอยู่บนหัวไหล่ขวาของเขา...องค์สุลต่านได้รับบาดเจ็บ


‘ข้านึกแล้วว่าท่านต้องไม่เชื่อ...ถ้านางไม่ร่วมก่อกบฏ...นางจะไปเปิดประตูเมืองให้ทัพนครเข้ามาถึงที่นี่ทำไมกัน’ เมรายังพยายามเติมเชื้อบาดหมาง ‘นางยังเคยร่วมมือกันโกหกท่าน...เพื่อให้ข้ารอดจากการถูกประหารมาแล้ว...ลองนึกทบทวนเมื่อครั้งที่ข้าแอบจับตัวท่านหญิงปารีซาไปที่หมู่บ้านนอกเมืองด้านทิศเหนือสิ...ใครกันที่ช่วยยืนยัน...ว่าข้า...คือผู้บริสุทธิ์...ทุกอย่างที่นางทำต่อหน้าท่านล้วนเป็นการเสแสร้งโป้ปด’


เมราหัวเราะลั่นชอบอกชอบใจขณะจ้องมองตรงมายังฉันซึ่งพยายามสะบัดตัวให้พ้นจากการควบคุมของทหารอโยธยา


ความปวดเจ็บแปลบที่แผลตรงแขนซ้ายของฉันยังไม่เท่ากับความเจ็บปวดในหัวใจเมื่อได้เห็นแววตาสับสนขององค์สุลต่านมุสตาฟา


ท่ามกลางความเงียบในห้องโถง เมราค่อย ๆ ก้าวเดินลงมาจากบัลลังค์ ยื่นกริซเล่มหนึ่งมาต่อหน้าองค์สุลต่านมุสตาฟาพลางยิ้มกว้างตาโตราวคนเสียสติ


‘ใช้กริซประจำตัวท่าน...ฆ่านางเสีย...หากท่านยังอยากมีชีวิตรอดต่อไป’


องค์มุสตาฟารับกริซมาถือไว้ สายตายังคงจับจ้องฉันไม่ลดละ


‘แต่อย่าได้คิดตุกติก...ทหารเมืองนคร...ล้วนอยู่ฝ่ายข้าทั้งสิ้น...ถึงตอนนี้ท่านต้องเลือก...ระหว่างชีวิตของนาง...กับชีวิตของตัวท่านเอง พี่น้อง และลูกเมีย’


องค์สุลต่านมุสตาฟายื่นกริซมาจ่อที่หน้าอกตรงหัวใจของฉัน...ทว่าหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ฉันจ้องมองสองดวงตานั้นด้วยความเข้าใจ...ก่อนที่ฉันจะปิดตาลง


แต่แล้วก็ได้ยินเสียงของหล่นกระทบพื้น...เมื่อลืมตาขึ้นมา จึงเห็นว่ากริซเล่มนั้นตกอยู่ที่พื้นห้องส่วนมือขององค์มุสตาฟาถูกพระยารามเดโชจับไว้แน่น


“เจ้าได้นั่งบนบังลังค์เมืองสิงหลาตามปรารถนาแล้ว...ก็จงรักษาพันธะสัญญา” พระยารามเดโชพูดแทรกขึ้น ประโยคนั้น พระยารามเดโชหันไปพูดกับเมราที่ยืนอยู่ไม่ไกล “มอบตัวองค์มุสตาฟาให้แก่ข้า”


“ท่านมาขัดจังหวะได้เยี่ยงไร...ท่านไม่อยากเห็นสหายคู่นี้บั่นคอกันเองหรอกรึ...มันช่างน่าสนุกเสียนี่กระไร”เมรายังแสดงความวิปริตออกมาอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าเดินขึ้นไปบนบัลลังค์อีกครั้งราวกับว่าที่ตรงนั้นจะทำให้เขาสามารถสยายปีกกว้างได้อย่างมั่นใจ


แต่คราวนี้ทหารอโยธยานายหนึ่งได้เดินออกมาและยื่นดาบไปขวางทางเมราไว้เสียก่อน...และนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นขุนอาบในเมืองสิงหลาอีกครั้ง


“ก่อนหน้านี้เจ้าได้นั่งบนบัลลังค์ตามที่ขอแล้ว...เมรา”พระยารามเดโชเดินไปพูดใกล้ ๆ “แต่หาได้หมายความว่า หลังจากนี้เจ้าจักได้เป็นเจ้าเมืองสิงหลาไม่”


“หมายความเยี่ยงไรกัน...ท่านจะหักหลังข้ารึ”


“หาได้หักหลังไม่...อย่างที่เห็น...เจ้าได้นั่งบนบัลลังค์ตามคำขอเรียบร้อยแล้วมิใช่รึ...แต่อย่างที่เจ้าว่านั่นเล่า...ข้าเป็นแค่เพียงทหารกระจอก...จักมีสิทธิ์อันใดยกท่านเป็นเจ้าเมือง...อำนาจนั้น...ขึ้นกับองค์สมเด็จพระนารายณ์...กษัตริย์อโยธยาต่างหากเล่า...แลพันธะที่ข้าต้องกระทำคือนำตัวองค์มุสตาฟาไปยังอโยธยา แลทำลายเมืองสิงหลาไม่ให้เหลือซาก”


“พวกเล่นลิ้นปลิ้นปล้อน” เมราตวาดลั่นก่อนจะถุยน้ำลายใส่พระยารามเดโช “ข้าจักฆ่าพวกมึง”


เมราเดือดดาน โถมตัวเข้าหาพระยารามเดโช แต่ปลายดาบของขุนอาบยังเป็นอุปสรรคขวางทางเขาไว้


“ไฟไหม้...ไฟไหม้ลามมาถึงตัววังหลังนี้แล้ว...รีบออกไปจากที่นี่เถิด”เสียงทหารอโยธยาดังลั่นมาจากนอกห้องโถง


เสียงอื้ออึงเริ่มดังมาจากข้างนอก เมื่อขุนอาบชะงักเมราจึงใช้จังหวะนั้นวิ่งหนีไปหลังบัลลังค์ทันที


“กูจะจัดการพวกมึงให้ราบคาบ” เมราส่งสายตาอาฆาต ก่อนจะมุดเข้าช่องลับใต้แท่นบังลังค์หนีหายไปอย่างรวดเร็ว


ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ฉันหลุดจากการคุมตัวของทหารอโยธยาซึ่งกำลังกระเจิงเพราะกระแสความร้อนของเพลิงที่ปะทุมาจากด้านนอกและเป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันเห็นอัสฟาช่วยคลายเชือกที่มัดตัวเนปาออก


ฉันสบตากับเนปาในวินาทีนั้น...เขาส่งสัญญาณมือบอกว่าปลอดภัยดี หลังจากนั้นเขาหันไปพยักหน้ากับอัสฟาแล้วทั้งสองก็วิ่งหายออกไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว


“ขุนอาบ...รีบนำตัวองค์สุลต่านไปที่ปลอดภัย...บัดเดี๋ยวนี้” เสียงพระยารามเดโชตะโกนบอกเสียงดัง


ฉันวิ่งเข้าไปขวางขุนอาบและพระยารามเดโช


“เจ้าไม่ควรมาขวางทางข้าในยามนี้...ด้วยองค์สุลต่านจักปลอดภัยภายใต้ความอารักขาของข้า...แต่สิ่งที่เมรากำลังมุ่งหน้าไปกระทำการนั้นจักเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่ในเมืองนี้ แลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง...อันตรายต่อแม่ทัพเรือสิงหลา...จงรีบไปช่วยเขา...อย่าให้เมราใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มเรือแม่ทัพ”


“องค์อัสซัน” ฉันเอ่ยชื่อนั้นออกมาในทันที...แล้วก็รู้สึกใจสั่นไม่เป็นจังหวะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตามบันทึกประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น


หลังเมืองสิงหลาพ่าย ผู้คนถูกกวาดต้อนไปยังอโยธยาและหัวเมืองไชยา กาลต่อมาพระนารายญ์แต่งตั้งองค์อัสซันเป็นพระยาราชบังสันคุมทัพเรืออโยธยา ด้วยมีความสามารถเชี่ยวชาญการทัพเรือเป็นที่ประจักษ์ ส่วนพระยารามเดโชได้ครองเมืองนครสืบมา


ครั้นเมื่อพระเพทราชาขึ้นเป็นกษัตรย์อโยธา พระยารามเดโชแข็งเมืองต่ออโยธยาด้วยเข้าใจว่าพระเพทราชาและพระเจ้าเสือแย่งชิงราชสมบัติจากพระนารายณ์


พระเพทราชาจึงให้กองกำลังทหารอโยธยามาปราบเจ้าเมืองนคร โดยองค์อัสซัน ซึ่งเป็นพระยาราชบังสันเป็นแม่ทัพเรือมาล้อมเมืองนคร


เมื่อพระยารามเดโชถึงภาวะจนตรอกไม่มีทางสู้ก็ทำจดหมายถึงพระยาราชบังสัน ให้ช่วยเหลือในการหลบหนี พระยาราชบังสันใจอ่อน ได้จัดสำเภาให้พระยารามเดโชแล่นหนีออกทะเลไปได้สำเร็จพระยาราชบังสัน หรือองค์อัสซันจึงถูกประหารชีวิต


ในยุคปัจจุบันของฉันนั้น หลุมศพขององค์อัสซัน อยู่ติดกับหลุมศพขององค์สุลต่านสุลัยมาน ซาร์ โดยสุสานตั้งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอสิงหนครจังหวัดสงขลา


“ท่านรู้ว่ากาลภาคหน้า...องค์อัสซันจะเป็นผู้ช่วยชีวิตของท่าน...ใช่หรือไม่” ฉันพรั่งพรูคำพูดพร้อม ๆ กับสายน้ำตา “ท่านเป็นใครกันแน่...ท่านรู้อนาคตเช่นเดียวกันใช่มั้ย...คุณรู้ว่าฉันจะเป็นคนเปิดประตูเมืองสิงหลา...ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณทำทุกอย่างเพื่อหลอกล่อให้ฉันเดินไปตามเส้นทางเพื่อเป้าหมายของคุณ”


ประโยคตอนหลังนั้นฉันจงใจพูดด้วยภาษาไทยยุคปัจจุบันเพื่อดูลักษณะอาการของพระยารามเดโชแต่สีหน้านิ่งเฉยของเขาไม่ได้ช่วยให้ฉันพบคำตอบใด ๆ


เสียงปะทุของเพลิงจากด้านนอก และความร้อนวาบที่แผ่กระจายเข้ามายังห้องโถงทำให้ฉันต้องรีบตัดสินใจ


“ขุนอาบ...รับปากข้าสิ...ว่าจะดูแลองค์สุลต่านให้ปลอดภัย” ฉันบอกขุนอาบ “และที่ชายฝั่งท่าเรือ...ท่านจะได้เจอกับเด็กสาวที่พูดภาษาอโยธยา...ขอให้ช่วยชีวิตนางด้วย”


เมื่อขุนอาบพยักหน้า ความโล่งใจก็ค่อย ๆ ขยายตัวออกมาอีกครั้ง


‘เจ้ารู้จักกับพวกทหารอโยธยาจริง ๆ...เพนนี‘ ฉันหันไปเห็นสายตาขององค์สุลต่านซึ่งมีแต่ความเรียบเฉยเย็นชาใส่ฉัน  ‘ไม่ว่าเจ้าจะทำไปเพราะสาเหตุอะไร...แต่เจ้าได้ทำลายศักดิ์ศรีของข้าและของเมืองสิงหลาจนหมดสิ้นแล้ว‘


“รีบนำตัวองค์สุลต่านออกไป” พระยารามเดโชสั่งกำชับขุนอาบ ก่อนจะดึงแขนฉันให้รีบออกมาจากบริเวณห้องโถง


โชคดีที่ไฟลามมาจากด้านหน้าของวังสุลต่านทางออกด้านหลังจึงไม่ได้ถูกล้อมด้วยเปลวเพลิง


“ไปยังป้อมด้านทิศเหนือ...ที่นั่นจะปลอดภัยจากเปลวเพลิง”พระยารามเดโชสั่งการทหาร


และคำสั่งนั้นทำให้ฉันเริ่มแน่ใจมากขึ้นแล้วว่า...พระยารามเดโชรู้ข้อมูลสถานการณ์ในอนาคต


***************

ท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวงและเพลิงไฟจ้าที่โหมกระหน่ำเมือง ทำให้ฉันสามารถเห็นเส้นทางลัดที่จะขึ้นไปยังป้อมปืนบนเขาแดงได้อย่างรวดเร็ว


ตรงทางแยกใกล้จะถึงเขตรวมพลบนป้อมปืนเขาแดงนั้นฉันเห็นใครคนหนึ่งวิ่งตัดหน้าฉันไป...จากลักษณะรูปร่างที่เห็น และหากเดาไม่ผิด คนๆ นั้น คือ อัสฟา


และอีกไม่ช้า ฉันในร่างสร้อยก็จะตามขึ้นมาบนป้อมปืนหัวเขาแดงด้วยเช่นกัน


‘อัสฟา’ ฉันส่งเสียงเรียก


ร่างนั้นหยุดนิ่งรอ


‘ทำไมเจ้าจึงจับตัวเนปาไปให้เมรา...แต่ข้าเห็นเจ้าช่วยปล่อยตัวเขาในท้ายที่สุด‘


      ‘หลังแยกกับท่าน  ข้าขึ้นมาห้ามคนของข้าไม่ให้กระทำการร้ายต่อไปแล้ว...แต่ชักจูงได้แค่บางส่วนเท่านั้น...ส่วนท่านเนปาพอเขารู้เรื่องเมราคิดการร้าย ด้วยความใจร้อนเขาจึงลงไปหวังช่วยท่านกับองค์สุลต่าน จึงพลาดท่าถูกทหารกบฏจับตัวได้ ข้าจึงต้องแกล้งทำเป็นผู้ควบคุมตัวท่านเนปาไว้เสียก่อน’


     ‘ตอนนี้ เมรา...หรือยูซุบตัวปลอมนั่น...ขึ้นมาบนป้อมปืนแล้วใช่ไหม’


     ‘เมื่อผิดไปจากแผนที่วางไว้...ข้าไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไป’ อัสฟาบอก ‘เมื่อออกมาจากห้องโถง ท่านเนปาต้องแยกกลับมาที่ป้อมปืน...เขาบอกว่าที่ป้อมปืนกำลังจะมีอันตรายเช่นกัน...ส่วนข้าได้ไล่ตามเมราและเห็นเขาขึ้นมาบนป้อมปืนนี่ด้วยจริงๆ’


‘ถ้าอย่างนั้น รีบขึ้นไปเร็ว ๆ เถอะ’


      ‘ข้าจะแยกไปด้านหลัง’ อัสฟาบอก ก่อนจะวิ่งผลุบหายไปอย่างรวดเร็ว


และแค่เพียงแว่บเดียว ร่างสร้อยก็วิ่งผ่านหน้าขึ้นไปบนลานของป้อมปืนโดยไม่สังเกตุสถานการณ์รอบๆ


ฉันวิ่งตามไปติด ๆ เห็นเนปากำลังยืนสั่งการทหารกลุ่มหนึ่งด้วยท่าทางขึงขังและเป็นจังหวะเดียวกับที่เห็นตัวเองในร่างสร้อยผลักคนร้ายที่กำลังเล็งปืนไปยังเนปาให้เสียหลัก...และฉัน..เพนนีฟาน เมอเตส เขวี้ยงมีดสั้นปักหน้าผากคนร้ายได้ทันการณ์ก่อนที่มันจะเล็งปืนกลับมาที่ร่างสร้อย


‘ทหารทุกคน กลับไปประจำการ’ เนปาสั่งเสียงเข้ม


เมื่อพวกทหารวิ่งแยกย้ายกันไปประจำที่มั่นของตัวเองแล้วเนปาก็ขู่ฟ่อใส่หน้าสร้อยทันทีด้วยภาษาไทยยุคปัจจุบัน


“เธอขึ้นมาทำบ้าอะไรบนนี้”


“เด็กนี่ช่วยชีวิตคุณไว้” ฉันช่วยบอก “เขาผลักคนที่กำลังเล็งปืนยิงคุณได้ทัน”


ฉันแค่นหัวเราะเบาๆ ออกมาเพื่อระบายความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง


“คน ๆ นั้น กำลังจะฆ่าฉัน แต่...แต่...เพนนีช่วยฉันเอาไว้” เสียงพูดออกมาจากปากของสร้อยมีน้ำเสียงเหวอ ๆ สั่นๆ


ฉันจำได้ว่า...ดวงจิตฉันเองในร่างสร้อย กำลังด่าเพนนีฟาน เมอเตส ว่าเป็นโรคจิต...เพิ่งฆ่าคนมาหยก ๆ ยังหัวเราะได้อีก


“ฉันว่าพวกเราไปให้พ้นจากตรงนี้เถอะ บริเวณนี้เป็นเป้าเสี่ยงเกินไป”ฉันเปลี่ยนน้ำเสียงมาจริงจังขึ้น


“แก้วต้องกลับลงไป” เนปายังไม่ยอมถอยไปจากบริเวณนั้น “ที่นี่อันตรายมาก”


เนปาเรียกชื่อที่แท้จริงของฉันให้ได้ยิน...แก้ว...ชื่อจริงของฉันซึ่งอยู่ในร่างของสร้อย ...และนั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกเหวอไปเหมือนกัน


“ฉันอยากเจออัสฟา” สร้อยบอก “ฉันเห็นเขาขึ้นมาบนนี้”


“เนปา...รีบออกไปจากตรงนี้” ฉันร้องตะโกนเมื่อนึกถึงอันตรายที่แท้จริง “นี่ฉันแก้ไขอะไรไม่ได้เลยรึไง”


ไม่ทันจะสิ้นเสียงของฉันเสียงปืนดังมาจากพุ่มไม้ด้านหลังพวกเราหลายนัด ฉันกระโดดหลบไปยังฝั่งตรงข้ามพร้อมๆ กับเนปา...ฉันเห็นเมราวิ่งตรงเข้าหาพวกเรา ฉันจึงเอาตัวเองบังเนปาไว้แต่เนปากลับผลักฉันออกไป เขาจึงถูกยิงเข้าที่แขน เมรากำลังจะยิงซ้ำ แต่ฉันตัดสินใจใช้ช่วงเวลาเพียงวินาทีดึงร่างเนปาให้ล้มลงพวกเราทั้งสองจึงกลิ้งตกลงมาค้างเติ่งที่ตะแกรงเชือกด้านล่างไม่สูงนัก


ไม่ได้ตกลงไปจากภูเขาอย่างที่ฉันคิดเมื่อตอนอยู่ในร่างสร้อย


“โชคดีที่พวกทหาร ทำตะแกรงไว้สำหรับนอนพัก” เนปาบอกขณะช่วยพยุงตัวฉันให้ลุกขึ้นและไต่ขึ้นไปตามราวเชือกที่สามารถมองเห็นได้เลือน ๆ อย่างทุลักทุเล


ฉันได้ยินเสียงปืนยาวดังรัวขึ้นอีกหลายนัดบนลานป้อมปืนแต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้แต่ว่าตอนอยู่ในร่างสร้อย...ฉันลงไปด้านล่างแล้วเพราะเข้าใจว่าเพนนีกับเนปาตกจากภูเขา จึงคิดที่จะลงไปช่วย


เมื่อแอบลอบขึ้นไปบริเวณลานป้อมปืนเขาแดงได้อีกครั้ง...เสียงปืนยาวสงบลง...ฉันเห็นเมรานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น มือประสานไว้ที่ท้ายทอย โดยมีอัสฟายืนถือปืนจ่อหัวเขาอยู่


ใกล้ ๆ กันนั้น มีทหารกว่ายี่สิบนายถูกยิงนอนจมกองเลือดอย่างน่าเวทนามีห้าคนในกลุ่มนั้นผูกผ้าเขียวที่แขนซ้าย...พวกเขาเป็นสมุนของเมรา


เนปาจ้องมองบรรดาศพลูกน้องของเขาด้วยแววตารันทดและเคียดแค้น


‘ข้าจับตัวเขาไว้ได้แล้ว’ อัสฟาบอกในทันทีที่ฉันกับเนปาเดนเข้าไปหยุดอยู่ใกล้ ๆ ‘แต่ดูเหมือนสถานการณ์การรบทางชายฝั่งของเราจะเพลี่ยงพล้ำ เพราะปืนใหญ่จากป้อมนี้ยิงไปช่วยสกัดเรือเล็กหน่วยทหารจู่โจมของอโยธยาไว้ไม่ทัน...พวกเจ้างั่งนี่พยายามจะหันกระบอกปืนไปทางเรือรบของสิงหลาเสียเอง’


คำบอกเล่าของอัสฟา ทำให้ฉันขนลุกซู่เมื่อนึกถึงคำพูดของพระยารามเดโช ‘...จงรีบไปช่วยเขา...อย่าให้เมราใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มเรือแม่ทัพ‘


‘ข้าต้องนำกำลังส่วนหนึ่งลงไปช่วยทหารด้านล่างสกัดกองกำลังเรือเล็กจู่โจมของทหารอโยธยา...ส่วนเจ้า...คุมกำลังพลที่เหลือระดมยิงปืนใหญ่สกัดไว้อย่างต่อเนื่องอย่าให้อโยธยายกพลขึ้นบกมากกว่านี้‘ เนปาสั่งการนายทหารผู้ช่วยของเขา


‘แต่...คงไม่ทันแล้ว‘ ฉันบอกเนปาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ‘อย่างที่ท่านเห็น...ทหารอโยธยาเข้ามาในเมืองสิงหลาได้แล้ว...และตอนนี้เขายังคุมตัวองค์สุลต่านมุสตาฟาไว้‘


“ในเมื่อฝ่ายนั้นบอกว่าจะไม่ฆ่าองค์สุลต่าน...จะด้วยเพราะอะไรก็แล้วแต่...เราก็ต้องยับยั้งจำนวนทหารของอโยธยาไม่ให้เข้ามาได้มากกว่านี้...ตอนนี้พวกกบฎยอมล้มเลิกการแย่งชิงบัลลังค์สุลต่านแล้ว...เราจึงน่าจะรวมกำลังกันสู้กับอโยธยาได้แล้วหาทางช่วยองค์สุลต่านให้รอดจากการควบคุมตัวของพระยารามเดโชในภายหลัง“เนปาบอกแผนการ


“ทหารสิงหลาแตกฮือไม่เป็นทิศทาง เพราะไฟที่กำลังโหมอยู่ด้านล่างนั่น” ฉันชี้ให้เนปาดูเพื่อหวังเรียกสติเขากลับมา “เราไม่มีทางต้านอโยธยาได้”


แต่ดูเหมือนเนปาจะไม่ฟังในสิ่งที่ฉันพูดเขาสั่งการทหารกลุ่มหนึ่งให้ตามลงไปด้านล่างในทันที


'นำตัวยูซุบตัวปลอมนี่ไปมัดไว้กับต้นไม้ข้างป้อมปืน' อัสฟาสั่งการลูกน้อง 


ในขณะที่ลูกน้องของอัสฟาเดินเข้าไปหาเมรา เพื่อจะทำการมัดตัวเขาไว้ด้วยเชือกนั้น  เมรากลับฮึดลุกขึ้นสู้ และแย่งปืนไปจากอัสฟาได้สำเร็จ พร้อมกับจับล็อคคอทหารลูกน้องของอัสฟาเป็นตัวประกัน


‘ปล่อยข้าไป’ เมราตะโกนบอกเสี่ยงสั่น แววตาแดงก่ำ ‘ข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้สิงหลาเสียหายพ่ายยับลงเช่นนี้...ข้าเพียงวางแผนหวังให้แม่ทัพเมืองนครมาช่วยข้าทำการยึดบัลลังค์สุลต่านแล้วยกข้าขึ้นเป็นเจ้าเมืองสิงหลา...หลังจากนั้น ข้าจะหักหลังพวกมันให้พ่ายแพ้กลับไป....ข้าไม่นึกว่าแผนการยิงธนูไฟเพื่อล่อทหารสิงหลาให้มาดับไฟที่เชิงเขาจะทำให้บ้านเมืองถูกไฟเผาทำลายเสียหายไปมากมายแบบนี้...


เมราพูดคร่ำครวญอธิบายอีกยืดยาว แต่ฉันไม่ได้ยินเสียงของเขา เพราะเสียงปืนใหญ่ที่ระดมยิงออกไปอีกครั้งได้บดบังเสียงพูดของเขาไปหมดสิ้น


เมราผลักทหารที่เขาจับเป็นตัวประกันให้ล้มลงก่อนที่ตัวเขาเองจะวิ่งหลบหนีหายไปอย่างรวดเร็ว


‘ข้าจะตามไปจับตัวมันมาให้ได้’ อัสฟาบอกก่อนจะวิ่งตามเมราไป


ฉันรีบวิ่งลงจากป้อมปืนเขาแดงในทันทีเช่นกัน ในใจตอนนี้นั้นนึกเป็นห่วงคนหลายคน...แต่ก็ไม่สามารถที่จะแยกร่างไปช่วยใครได้ทั้งหมด...เส้นทางที่วิ่งไปจึงเป็นเส้นทางที่หัวใจกำหนด...เนปาคือเป้าหมายของเส้นทางนั้น


แต่เมื่อถึงทางผ่านท่าเรือไม้ เป็นจังหวะที่ได้เห็นโดโลฮอฟถูกแทงและตกลงไปจากท่าเรือฉันวิ่งลงไปที่ชายฝั่งและว่ายน้ำไปยังจุดที่โลโลฮอฟตกลงไป...พยายามว่ายวนเพื่อคว้าตัวเขาไว้...และในที่สุดฉันก็คว้าหาตัวเขาเจอ ก่อนจะรีบดึงร่างนั้นขึ้นฝั่ง และพาไปหลบที่หลังโขดหินข้างสถานีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออก


แผลของโดโลฮอฟไม่ได้ลึกมากนักฉันจึงใช้ผ้ามัดปิดปากแผลไว้...โลโลฮอฟยังรู้สึกตัว


‘ท่าน...เพนนี’


‘หลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ก่อน...สร้อยปลอดภัยดี อย่าเป็นห่วงเลย’ ฉันรีบพูดดักไว้เมื่อเห็นเขาทำท่าจะลุกขึ้น


ใจของโดโลฮอฟคงเป็นห่วงสร้อย และอยากไปตามหาเธอ


แสงสว่างเริ่มฉายขึ้นในยามใกล้รุ่งสาง ฉันเห็นเรือลำเล็กเทียบชายฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ ...เรือรบหน่วยจู่โจมของอโยธยายกพลขึ้นบกได้สำเร็จ


สถานการณ์ของสิงหลาพ่ายแพ้แล้วในทุกทาง


เมื่อโดโลฮอฟยอมรับปากว่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ตรงนั้นฉันจึงรีบวิ่งออกไป มองหาร่างของเนปา


ในที่สุดก็เห็นว่าเขากำลังถูกต้อนอยู่ในวงล้อมของทหารอโยธยา ฉันจึงวิ่งไปสมทบช่วยเขาต่อสู้


ในช่วงการต่อสู้นั้นฉันเห็นสร้อยปรากฎตัวอีกครั้ง...เธอมาพร้อมกับขุนอาบ


ตอนนี้...ฉันรู้ดีว่า...ฉันในร่างสร้อยก็กำลังเป็นห่วงเนปามากมายเช่นกัน


      “วางอาวุธลง แล้วท่านจะปลอดภัย” เสียงของสร้อยตะโกนร้องบอก...ฉันจำได้ว่า...ฉันเป็นคนพูดเอง...ไม่ใช่สร้อย


“ฉันทำไม่ได้หรอกแก้ว” เนปาหันไปบอกฉันเห็นดวงตาของเขาแดงก่ำ “ฉันต้องทำหน้าที่ถึงแม้จะรู้ความจริงว่า... ”


มีเสียงหนึ่งมาขัดจังหวะการพูดของเนปา เป็นเสียงหวูดดังกึกก้องมาจากทะเล


มันคือเสียงเป่าแตรเขาควาย...เป็นสัญญาณยุติการสู้รบจากฝ่ายสิงหลา


“สัญญาณยุติการสู้รบ” ฉันตะโกนบอก “สิงหลายอมแพ้ศึกแล้ว”


“จงวางอาวุธลงเสียเถิด”  ขุนอาบตะโกนบอกสำทับ  “พวกเจ้าแพ้ศึกแล้ว ได้ยินเสียงแตรขอยอมแพ้นั่นมิใช่รึ”


“จับตัวทหารพวกนี้ไปเป็นเชลยศึก” เสียงตะโกนมาจากทหารอโยธยาอีกคนหนึ่ง  “ผู้ใดขัดขืนปลิดชีพเสียให้สิ้น...มิต้องเสียเวลาเจรจาพาที...ทหารรับจ้างผมแดงผมเหลืองพวกนี้มิเข้าใจที่พวกเราเจราจาดอกท่านขุน”


“จงอย่าปลิดชีพผู้ใด หากมิจำต้องทำเยี่ยงนั้น”ขุนอาบพูดเสียงเข้ม ส่งสายตาตำหนิห้ามปรามอย่างเปิดเผย


เมื่อสิ้นเสียงแตรเขาสัตว์ ไม่นานนักก็มีแสงไฟลอยสูงเป็นแนวตรงขึ้นไปบนท้องฟ้า


‘ท่านเนปา...จะเอาอย่างไรต่อไป...โน่น...ในทะเลมีการจุดพลุสัญญาณให้ยอมวางอาวุธแล้ว’ทหารรับจ้างคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ พูดถามขึ้น


‘นิ่ง ๆ ไว้ก่อน รอดูทีท่าว่าพวกเขาจะเอาอย่างไร’ เนปาพูดตอบทหารรับจ้างคนนั้นไป


“องค์สุลต่าน คงตัดสินใจยอมยุติศึกเพื่อคุ้มครองชีวิตชาวเมือง...ตอนนี้บ้านเรือนและวังถูกเผาทำลายไปหมดแล้ว”ฉันบอกเนปา


“อาเนปา เมืองถูกเผาหมดแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปรึ” เสียงสั่น ๆ จากสร้อยถามขึ้น


แต่ยังไม่ทันที่สร้อยจะได้รับคำตอบจากเนปาก็มีเสียงสั่งการจากทหารอโยธยา


“จับเชลยพวกนี้ไปมัดรวมกันไว้ให้มั่นรอคำบัญชาของท่านแม่ทัพว่าจะให้ทำเยี่ยงไรต่อไปในภายหน้า...ท่านขุนอาบจงดูแลย่านนี้มิให้ขาดตกข้าจักไปสั่งการด้านกระโน้น”


สีส้มสว่างรำไรของดวงอาทิตย์ที่เริ่มแย้มแสงออกมาให้เห็นบนริมขอบฟ้าทางฝั่งทะเลอ่าวไทยทำให้ฉันรู้สึกสติขึ้นมาเป็นที่แน่ชัดอีกครั้งว่า...ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาของเมืองสิงหลาได้จริงๆ เพราะเช้าวันใหม่นี้ ยังคงเป็นเช้าที่สิงหลาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว


“เพนนี...” ฉันได้ยินเสียงขุนอาบ...เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นฉันไม่รู้ตัวเลย


“ข้าหาใช่เด็ก ๆ ที่จะยอมให้ท่านสอบความได้ง่าย ๆ นักดอก...ท่านขุนอาบ” ฉันตั้งใจยั่วยุอารมณ์โมโหของเขา พาลรู้สึกเคียดแค้นที่เขาร่วมกับพระยารามเดโช โดยใช้ฉันเป็นเครื่องมือ “หวังว่าท่านจักมิลืมคำของตัว”


“บอกให้ทหารคนนั้นวางดาบลงเสียเถิด”ขุนอาบตวัดสายตาไปทางเนปา


แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะทำอะไรต่อไป ก็เห็นทหารอโยธยาคุมตัวอิบรามันเดินผ่านมา


อิบรามันก่นด่ากราดเกรี้ยว


‘พวกคนทรยศ...ข้าสังเกตเห็นการกระทำแปลก ๆของพวกเจ้ามาตลอด ที่แท้ พวกเจ้าก็สมคบคิดกับอโยธยาจริง ๆ’


ฉันรู้ว่าอิบรามันจะต้องสะบัดตัวหนีจากทหารคนที่จับกุมตัวเขาไว้ และแย่งดาบสั้นมาได้ก่อนจะพุ่งเข้าหาแต่ฉันในร่างสร้อยก็ปามีดสั้นมาขวางอิบรามันไว้ทันเสียก่อน


อิบรามันล้มลงร้องโอดโอย เลือดไหลออกมาจากน่องขาซ้ายซึ่งมีมีดสั้นปักคาอยู่เมื่อเขาชักมีดออกก็ลุกขึ้นพุ่งไปยังร่างสร้อยทันที แต่เนปาก็เข้าไปขวางไว้


‘วันนี้ฉันจะตัดหัวคนทรยศให้ได้’อิบรามันตะคอกขณะใช้ดาบต่อสู้กับเนปา


‘ท่านเข้าใจผิดแล้ว’ เนปาตอบโต้


‘สิงหลาจะไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ถ้าไม่มีไส้ศึก’ อิบรามันตะโกนพลางหอบแฮก


‘ฉันไม่ใช่ไส้ศึก’ เนปาตอบโต้


‘แล้วทำไมปืนใหญ่บนฐานเขาแดงในการบัญชาการของเจ้าจึงไม่เร่งยิงเรือรบของข้าศึกออกไปเมื่อมันล่วงเข้ามาในวิถีการยิง’


‘ฐานของเราถูกลอบโจมตี...’ เนปาอธิบาย


ฉันรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของอิบรามัน เขาทำราวกับไม่รู้ว่าเมราเป็นต้นเหตุในความพ่ายแพ้ของเมืองสิงหลา


แต่ในจังหวะนี้เอง ฉันเห็นพวกทหารอโยธยาพากันขบขันและปล่อยให้เนปากับอิบรามันต่อสู้กัน...พวกเขาพากันโห่ร้องส่งเสียงเชียร์สนุกสนาน


ฉันจึงใช้จังหวะนี้ก้าวเดินออกมาอย่างเงียบที่สุด...แม้ขุนอาบจะหันมาเห็นแต่เขาก็ไม่ได้แสดงอาการหรือท่าทีที่จะขัดขวางฉันแต่ประการใด


เหตุการณ์หลังจากนี้ ฉันรู้เพียงว่า เนปาจะถูกควบคุมตัวส่วนอัสฟาจะมาช่วยแอบพาสร้อยไปหลบซ่อนตัวที่โพรงหิน...และฉันซึ่งอยู่ในร่างเดียวกับสร้อยก็จะกลับคืนสู่ร่างของตัวเอง


* * * * * * * * * * * * * *





Create Date : 11 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 11 ธันวาคม 2561 18:52:14 น. 2 comments
Counter : 196 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**, คุณlovereason


 
แวะมาเยี่ยมครับ


โดย: **mp5** วันที่: 11 พฤศจิกายน 2561 เวลา:20:40:24 น.  

 
โหย
คนนึงเป็นเชลย
อีกคนโดนหาว่าเป็นกบฏ
เอาใจช่วยเพนนีเนปานะคะ


โดย: lovereason วันที่: 13 พฤศจิกายน 2561 เวลา:20:47:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.