Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2561
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
2 ธันวาคม 2561
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๕๐ วันสุดท้าย




บทที่ ๕๐
วันสุดท้าย


เมื่อแยกตัวออกมา ฉันไปหาโดโลฮอฟที่หลบกำบังตัว
อยู่ในซอกหินใกล้สถานีการค้า บริษัท วี.โอ.ซี.
แต่ไม่พบเขาอยู่ที่นั่นแล้ว

ฉันรู้สึกมืดมนเพราะไม่รู้อนาคตหลังจากนี้ จึงไม่รู้ว่าควร
ทำอย่างไรต่อไปดี ในใจหวังจะไปพบพระยารามเดโช
และองค์สุลต่าน ก็พบว่าเพลิงที่กำลังเผาบ้านเรือนใน
เขตเมืองชั้นนอกกลายเป็นกำแพงขวางไม่ให้สามารถ
เดินทางไปยังเขตเมืองด้านทิศเหนือได้
ลานนอกกำแพงเมืองแถวท่าเรืออัดแน่นไปด้วยผู้คนละลานตา ทหารอโยธยากวาดต้อนชาวบ้าน แยกให้อยู่ห่างจากกลุ่มทหารสิงหลาซึ่งถูกมัดมือไพล่หลังและบังคับให้นั่งประจำที่ห้ามขัดขืน

'เพนนี ฟาน เมอเตส....นางกบฏ' เสียงทหารสิงหลาคนหนึ่งส่งเสียงขึ้นเมื่อหันมาเห็นฉัน  ทำให้ทหารคนอื่น ๆ ก่นด่าตามกัน

'นางเป็นไส้ศึก เปิดประตูเมืองให้ทัพอโยธยา'

'เสียแรงที่เป็นคนสนิทองค์สุลต่าน...นางงูพิษ'

เสียงก่นด่า และอาการทำท่าจะลุกฮือของทหารสิงหลาหลายคนทำให้กลุ่มทหารอโยธยาต้องเข้ามาจัดการทำให้สงบ

ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำให้กับบรรดาชาวสิงหลาว่าฉันเป็นกบฏจริงตามที่ถูกกล่าวหา

เมื่อทหารอโยธยาใช้กำลังบังคับให้พวกทหารสิงหลา
ต้องยอมสงบลง เสียงชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดง
กลับร้องระเบ็งเซ็งแซ่ยิ่งขึ้น 

บ้านเรือนของพวกเขาถูกเผาทำลายหมดสิ้น อีกทั้งยังไม่รู้ชะตากรรมว่าชีวิตหลังจากนี้จะดำเนินไปอย่างไร ทุกสายตาของบรรดาชาวสิงหลาที่ถูกควบคุมตัวจึงจ้องมองมาที่ฉันด้วยความโกรธแค้นชิงชัง

"จงเร่งแยกเชลยหญิง เด็ก แลคนเฒ่า ลงเรือไปยังเมืองไชยา" เสียงสั่งการเด็ดขาดดังขึ้นมาจากด้านหลัง

เมื่อฉันหันไปดู จึงเห็นพระยารามเดโชกำลังเดินขึ้นจากเรือเล็ก เขาก้าวเท้าเข้ามาหาฉัน แววตาของเขาราบเรียบเฉยชาจนฉันกริ่งเกรง

"องค์สุลต่านมุสตาฟา ปลอดภัยดีหรือไม่" ฉันเร่งเร้าสอบถามเมื่อไม่เห็นองค์สุลต่านและบรรดาคนใกล้ชิด

"ข้ารับปากแล้วมิใช่หรือ ว่าองค์สุลต่านจักปลอดภัย" พระยารามเดโชยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยทำให้ฉันไม่วางใจ "มุสตาฟา กับบรรดาญาติพี่น้องลูกเมืย แลทหารผู้ใกล้ชิด พักอยู่นอกเมืองด้านทิศเหนือ"

"พัก...หรือถูกจับกุมคุมตัวไว้กันแน่" ฉันอดรู้สึกหมั่นไส้พระยารามเดโชขึ้นมาไม่ได้ แต่ก็ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้เพื่อหวังต่อรองเขาอีกหลายเรื่อง "ข้ารู้ว่าชาวสิงหลาจะต้องถูกกวาดต้อนออกไปจากที่นี่...และเมืองสิงหลาจะถูกยิงถล่มทำลายจนเหลือแต่ซาก"

"นั่นก็เพื่อกำราบมิให้ผู้ใดใช้ที่แห่งนี้เป็นฐานแข็งข้อต่ออโยธยาอีก" พระยารามเดโชพูดโดยไม่หันมาสบตาแต่อย่างใด "แลก็เพื่อมิให้เป็นที่ต้องใจของพวกฝรั่งเศส...ซึ่งเจ้าย่อมรู้ดีว่าในอนาคตเมืองแห่งนี้จักถูกเสนอยกให้แก่ผู้ใด"

ฉันอ้าปากค้าง...เพราะจากคำพูดของพระยารามเดโช  เขาได้เฉลยออกมาแล้วว่า...เขารู้ว่าฉันมาจากอนาคต...และตัวเขาเองก็เช่นกัน

"ท่านมาจากอนาคต...และมาอยู่ในร่างนี้นานแล้วเหมือนกัน...ใช่มั้ย" ตอนท้ายฉันใช้สำเนียงภาษาไทยยุคปัจจุบัน

พระยารามเดโชหันมาสบตากับฉัน เขากำลังจะอ้าปากพูด แต่ก็มีเสียงขุนอาบดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน

"ข้าแยกพวกต่างเมืองออกไปอีกกลุ่มทางโน้นตามที่ท่านสั่งการไว้แล้ว...แต่ข้ามิเห็นด้วยที่ท่านจักปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระ แลลงเรือเดินทางไปที่อื่น...พวกทหารรับจ้างใช่จักไว้ใจได้" 

ฉันมองไปตามทิศทางที่ขุนอาบชี้  แม้จะอยู่ในระยะไกล แต่ลักษณะรูปร่างสูงใหญ่และสีผมที่เด่นชัด ทำให้ฉันเห็นว่าเนปาอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย 

ด้านหน้าของเนปา คือฉันในร่างเดียวกันกับสร้อยที่กำลังมีอาการหันรีหันขวางด้วยความกังวล

"พวกต่างเมือง ไม่ว่าอังกฤษ โปรตุเกส หรือฮอลันดา ไม่ว่าจักเป็นบรรดาพ่อค้า หรือทหารรับจ้าง ต่างได้รับสิทธิ์คุ้มครองโดยกษัตริย์ของพวกเขา" พระยารามเดโชบอกเสียงดังฟังชัด "พวกเขาหาได้ขัดขืนต่อสู้...เราจึงจำเป็นต้องปล่อยพวกเขาไป"

"พวกพ่อค้าเหล่านั้นข้าเห็นควรปล่อยตัวไป...แต่พวกทหารรับจ้างที่ทำศึกกับเราอโยธยา...จักควรปล่อยไปด้วยกระนั้นหรือ"

"ข้ามิจำเป็นต้องฟังความจากเจ้า...ขุนอาบ" พระยารามเดโชขึ้นเสียงดุคล้ายคำราม จนฉันสังเกตุเห็นอาการประหม่าในดวงตาของขุนอาบ "เจ้าอยากกำจัดผู้ใดเป็นการส่วนตัวเสียมากกว่า"

"หากหมายถึง...ท่านต้องการกำจัดนายทหารเนปา...คนรักของข้า" ฉันรีบเสริมสำทับ จ้องหน้าเพื่อกำราบขุนอาบ "ท่านกับข้าจะต้องตายกันไปข้างหนึ่งเป็นแน่"

ขุนอาบเงียบไป แต่มีอาการกระฟัดกระเฟียดให้เห็นในท่วงทีของการหายใจ เขาสั่งการทหารให้ไปจัดระเบียบเชลยให้แยกออกเป็นกลุ่ม

และจังหวะนั้นเอง  เมื่อกลุ่มชาวต่างเมืองถูกสั่งให้ลุกขึ้น ฉันเห็นทหารอโยธยานายหนึ่งดึงตัวสร้อยออกไปจากกลุ่มของเนปา...และฉันรู้ว่าทหารอโยธยาคนนั้น คืออัสฟาที่ปลอมตัวไปช่วยสร้อย

ฉันรู้ว่าอัสฟาจะพาสร้อยไปหลบที่โพรงหิน  และมีเหตุการณ์หินถล่มปิดปากทางเข้า...ทำให้ฉันกับสร้อยหมดสติ  และฉันได้กลับไปยังร่างที่แท้จริงของตัวเองในอนาคต

ขณะที่กำลังจะตัดสินใจตามอัสฟากับสร้อยไปนั้น ก็เกิดจราจลขึ้นในกลุ่มชาวบ้านที่ถูกแยกครอบครัว พวกทหารอโยธยาใช้กำลังปรามชาวบ้านชายฉกรรจ์ให้หมอบนอนลง ก่อนจะแยกบรรดาผู้หญิง เด็ก และคนชรา ลงเรือลำเล็ก เพื่อลำเลียงขึ้นเรือสำเภาใหญ่ที่จอดรออยู่ด้านนอก

ส่วนเนปากับขุนอาบก็เกิดการกระทบกระทั่งกันหลังจากเนปาถูกปล่อยตัว....ฉันได้ยินเนปาส่งเสียงตะโกนเรียกหาแก้ว...ซึ่งก็คือฉันในร่างสร้อยนั่นเอง

ฉันรีบวิ่งไปหาเนปา เพราะกลัวว่าขุนอาบจะถือโอกาสนี้กล่าวหาว่าเขาขัดขืนต่อสู้ "เนปา...แก้วจะปลอดภัยดี...อย่างที่ฉันเคยบอก...เพราะแก้วก็คือฉัน"

ฉันกระซิบบอกข้างหูเนปา

"ผมลืมตัวไป...แต่...ผมก็ยังรู้สึกเป็นห่วงอยู่ดี" เนปายอมรับ แววตามีความกังวล

เมื่อพวกผู้หญิง เด็ก และคนชรา ถูกลำเลียงลงเรือลำเล็ก พวกชายสิงหลาต่างร่ำไห้...และพยายามลุกฮือต่อต้านอีกครั้ง

เสียงปืนยาวดังสนั่นขึ้นหนึ่งชุด  ทำให้ความสงบกลับมาอีกครั้ง....นั่นเพราะพระยารามเดโชรัวกระสุนปืนยาวลงดินเพื่อกำราบความวุ่นวาย

"หากมันผู้ใดบังอาจแข็งขืนอีก...ข้าจักไม่ละเว้นโทษ" พระยารามเดโชตะโกนก้อง "สิงหลาพ่ายสูญสิ้นถิ่นให้พวกเจ้าอยู่อาศัย...องค์สุลต่านเจ้าเมืองสิงหลาประกาศยอมแพ้อยู่ในอาณัติแห่งอโยธยาแล้ว...ใยพวกเจ้าจึงไม่ยอมรักษาชีวิตตนไว้เล่า...จากนี้สิงหลาจักไร้พื้นที่ให้อาศัย หามีประโยชน์อันใดที่พวกเจ้าจักยื้อเวลา...แลนี่คือสิ่งที่จักบังเกิด...หากพวกเจ้ายังไม่ยอมแต่โดยดี"

เมื่อพูดจบพระยารามเดโชเรียกหาแตรเขาสัตว์จากทหาร...เขาเป่าสัญญาณออกไป...เพียงชั่วครู่  ก็มีเสียงยิงกระสูนปืนใหญ่จากเรือรบของอโยธยาด้านนอก...วิถีกระสุนพุ่งแหวกอากาศไปยังเชิงเขาแดง

"สร้อย...อัสฟา" ฉันกรีดร้องตะโกนสุดเสียง เมื่อรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้หินถล่มปิดปากทางเข้าโพรงหิน

ฉันรีบวิ่งไปตามทางสู่โพรงหินทันที โดยมีเนปาวิ่งตามมาติด ๆ ส่วนขุนอาบกับทหารอโยธยากลุ่มหนึ่งก็วิ่งตามมาด้วย

"หยุดบัดเดี๋ยวนี้...พวกเจ้าคิดจักหนีไปไหน" เสียงขุนอาบตะโกนไล่หลังมาไม่ไกล

ฉันไม่มีเวลาอธิบายตอบคำถามได้ในตอนนั้น  เพราะหัวใจวิ่งไปถึงโพรงหินแล้ว

เมื่อไปถึง ภาพที่เห็นคือ ร่างของอัสฟาถูกหินก้อนใหญ่ปิดทับ โผล่ให้เห็นแต่ส่วนของหน้าอกขึ้นไปถึงศีรษะ...เลือดกระอักออกมาจากปากและจมูก  

ใกล้ ๆ อัสฟา มีโดโลฮอฟซึ่งกำลังพยายามผลักก้อนหินก้อนใหญ่นั้นออกไปจากร่างของอัสฟา

'เร็วเข้า...ช่วยกันเอาหินออกจากร่างเขา' โดโลฮอฟบอกเสียงตะกุกตะกัก 'ฉันตามแกรรี่กับเขามาที่นี่...และตอนนี้แกรรี่ติดอยู่ข้างใน...หินถล่มมาปิดทางหมดแล้ว'

เมื่อขุนอาบสั่งการให้พวกทหารอโยธยาช่วยกันผลักหินออกจากร่างอัสฟา  โดโลฮอฟก็วิ่งไปคุ้ยก้อนหินที่ปิดปากโพรง

ฉันกับเนปาช่วยกันอย่างขะมักเขม้นในการคุ้ยหินออกจากปากทางเข้าโพรงหิน

"ให้ทหารช่วยขนหินออกจากปากโพรงถ้ำนี่ด้วย...มีคนติดอยู่ข้างใน" ฉันขอร้องขุนอาบ

เขาสั่งการทหารอโยธยาในทันที...แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าปากทางจะเปิดออกให้คนมุดเข้าไปได้

"ฉันขอเข้าไปก่อน" ฉันหันไปบอกเนปา "ปากทางที่เปิดได้เล็กมาก...มีแต่ฉันที่เข้าไปได้"

"จักเข้าไปจริงรึ...หินด้านบนอาจถล่มลงมาอีก" ขุนอาบเตือน

แต่ฉันไม่รอให้ใครเห็นชอบ จึงคลานมุดตัวเข้าไปในโพรงหินทันที

อากาศข้างในแม้จะมีความอึดอัด แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีออกซิเจนเข้ามาแล้ว...เสียงไอแค่ก ๆ ที่ดังออกมาจากด้านหนึ่ง ทำให้ฉันรู้ว่าสร้อยอยู่ตรงจุดไหน

แน่นอน...ตอนนี้...ร่างนั้น  มีสร้อยเพียงลำพังแล้ว

"แก้ว...แก้วอยู่ไหน" เสียงสร้อยเรียกหาอีกดวงจิตที่อยู่ในร่างเดียวกันกับเธอ  "นางผีบ้า...อย่าเงียบไปแบบนี้สิ...ตอบข้ามาสิ...เธอเป็นอย่างไรบ้าง...แก้ว"

"สร้อย...ฉันอยู่นี่" ฉันเผลอตะโกนบอก ก่อนจะโผไปกอดสร้อยไว้

"ใคร"  สร้อยถามกลับมาเสียงสั่น

ท่ามกลางความมืดสลัว ฉันเดาว่าเธอจึงไม่ทันจะรู้ในทันที

"รีบตามฉันออกไปจากที่นี่...ก่อนที่หินจะถล่มลงมาอีก" ฉันบอกเสียงดังจริงจังขึ้น

"พะ...เพนนี" สร้อยรู้ในที่สุด "มาได้อย่างไร...ทำไมจึงมาช่วยข้า"

"อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้...ตามข้ามาเร็วเข้า" 

ฉันบอกพลางดึงแขนให้สร้อยเดินค้อมตัวตามไป ก่อนจะจัดการให้เธอมุดตัวคลานออกไปข้างนอกก่อน

ในขณะที่กำลังมุดตัวออกไปนั้น  ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องเสียงแหลมของสร้อยดังขึ้น...เธอคงเห็นอัสฟาแล้วในตอนนี้

เมื่อฉันออกมานอกโพรงหินได้สำเร็จ...ภาพที่เห็นคือ สร้อยกำลังกอดร่างที่แน่นิ่งของอัสฟาไว้...จากสภาพที่เห็น ร่างกายท่องล่างของอัสฟาแหลกเหลวจนเกินจะเยียวยาช่วยเหลือไว้ได้อีกแล้ว

'พี่ขอโทษ...ที่ดูแลสร้อย...ไม่ได้อีก...ต่อไปแล้ว' เสียงอัสฟาเบาหวิวแผ่วยิ่งกว่าสายลม

'ไม่...ช่วยด้วย...ใครก็ได้โปรดช่วยอัสฟาด้วย' สร้อยหันบอกทุกคนที่ยืนอยู่รอบตัวเธอและอัสฟา "อาเนปา...เพนนี...ช่วยอัสฟาด้วย"

'พี่...รัก...สร้อย'

สิ้นคำนั้น...อัสฟาก็สะดุ้งเฮือก ดวงตาปิดลง ก่อนจะปลดปล่อยลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

สร้อยกรีดร้องเสียงหลง ซบหน้าลงบนร่างไร้วิญญาณของอัสฟา 

"พวกเราต้องออกไปจากที่นี่" ขุนอาบตะโกนบอก "ข้ารู้สึกถึงแรงทะเทือนของหินด้านบนโน้น"

ขุนอาบพูดไม่ทันขาดคำ...เสียงครืนก็ดังขึ้น เศษหินจากภูเขาด้านบนเริ่มหล่นลงมาอีกครั้ง พวกทหารอโยธยาวิ่งนำออกไปก่อน เนปาดึงสร้อยให้ลุกขึ้น เมื่อเธอดึงดัน เขาจึงยกเธอขึ้นอุ้มและพาออกไป

'อัสฟา...อัสฟา' เสียงสร้อยตะโกนดังลั่น ' จะทิ้งร่างเขาไว้ที่นี่รึ'

'ฉันจะพาร่างเขาออกไปด้วย' โอโลฮอฟซึ่งอยู่รั้งท้ายกับฉัน บอกในที่สุด  

แต่ในขณะที่เขากำลังจะทรุดเข่าลงไปยกร่างของอัสฟาขึ้นมานั้น  ก้อนหินก้อนใหญ่ก็กลิ้งตัวลงมาจากภูเขาด้านบน...โชคดีที่ฉันดึงตัวโดโลฮอฟออกมาทันก่อนจะถูกหินถล่มใส่

'ชะตาของอัสฟา...ต้องอยู่ที่นี่' ฉันพูดออกมาได้เพียงแค่นั้น ก่อนจะวิ่งนำโดโลฮอฟออกมา โดยมีขุนอาบ เนปา กับสร้อยยืนรออยู่ด้านนอก

สร้อยทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เมื่อไม่เห็นร่างของอัสฟาออกมาพร้อมกับพวกเรา...เสี้ยงสะอื้นฮักของสร้อยทำให้ฉันอยากจะโผเข้าไปกอดเหลือเกิน

แต่ก็ช้ากว่าโดโลฮอฟ ซึ่งได้ดึงตัวสร้อยเข้ามากอดไว้...และน่าแปลก ที่คราวนี้ สร้อยก็ไ่ม่มีท่าทีรังเกียจการแตะเนื้อต้องตัวของโดโลฮอฟอีกแล้ว...ทว่า นั่นอาจเพราะเธอไร้เรี่ยวแรงจะผลักไสนั่นเอง

"พวกเจ้าต้องไปสมทบกับคนอื่น ๆ ที่ลานท่าเรือ" ขุนอาบแจ้งทันทีเมื่อได้ยินเสียงแตรสัญญาณบางอย่าง 

"เมื่อไหร่เราจึงจะได้พบองค์สุลต่าน" เนปาเป็นผู้ถามออกไป

"นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้าจักต้องตอบ" ขุนอาบทำหน้าตึงใส่เนปาก่อนจะก้าวเดินนำ 

เมื่อไม่มีเส้นทางอื่น ฉันกับเนปาจึงได้แต่จับมือกันและกันเดินตามขุนอาบไป ส่วนโดโลฮอฟก็เดินประคองสร้อยตามฉันกับเนปามาติด ๆ 

"องค์มุสตาฟา องค์อุสเซน  แลองค์อัสซัน ขึ้นเรือสำเภาอโยธยาไปเรียบร้อยแล้วเพื่อมุ่งหน้าสู่อโยธยา" พระยารามเดโชบอก หลังจากพวกเราเดินทางไปถึงลานท่าเรือ และสอบถามถึงองค์สุลต่านมุตตาฟา

"ข้าต้องการให้เด็กชาวอังกฤษสองคนนี้ไปขึ้นเรือของพวกเขา...เรือสำเภาสินค้าของบริษัทอังกฤษ จอดรออยู่ในทะเลสาบด้านใน" ฉันยื่นความต้องการแก่พระยารามเดโช

"ข้าไม่ขัดความประสงค์นั้น...เพราะคนของบรรษัทอังกฤษ แล บรรษัท วี.โอ.ซี. ของฮอลันดา ย่อมได้รับความคุ้มครอง ...แต่ตัวเจ้า...เพนนี...แม้จักเป็นชาวฮอลันดา ทว่า...เจ้าจักต้องไปยังอโยธยา" พระยารามเดโชแจ้งในที่สุด "แม้นข้ามิบอก...เจ้าก็ต้องไปยังอโยธยาแน่นอนอยู่แล้ว มิใช่หรือ"

"ข้าก็ยินดีจะไปอโยธยาด้วยเช่นกัน" เนปารีบบอกทันที  "เมียข้าอยู่ที่ไหน...ข้าก็จะอยู่ที่นั่น"

ประโยคนี้ของเนปา ทำให้ขุนอาบหันมามองด้วยแววตาโกรธขึ้งก่อนจะเดินผละจากไป

"ถ้าอาเนปาไปอโยธยา...ข้าก็ขอตามท่านไปด้วย...ข้าหาได้อยากไปกับพ่อค้าชาวอังกฤษไม่" สร้อยจับแขนเนปาไว้แน่น สองแก้มมีน้ำตาไหลรินออกมาอีกครั้ง 

โดโลฮอฟซึ่งฟังภาษาอโยธยาไม่ออก ได้แต่มองหน้าคนโน้นทีคนนี้ที...ฉันจึงแอบกระซิบแปลความให้เขาเข้าใจ...และบอกเขาว่า  ให้หาทางนำตัวสร้อยไปขึ้นเรือของแฮรอน เพื่อความปลอดภัยของสร้อยเอง

เพราะการเดินทางไปอโยธยานั้น...ฉันยังไม่รู้เลยว่า...จะเกิดอันตรายอะไรขึ้นอีกบ้างหลังจากนี้...ในฐานะเชลยจากสิงหลา 

* *  *  *  *   *   *  * *












Create Date : 02 ธันวาคม 2561
Last Update : 11 ธันวาคม 2561 18:53:44 น. 0 comments
Counter : 194 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.