เมื่อวาน ส่งการบ้าน
"อารมณ์" กับ
คุณปอ Human center Chiangmaihttps://www.facebook.com/humancentercnxตอนตรวจการบ้าน คุณปอ แยกให้ว่า การที่บ้านที่ส่งให้ อันไหนคือ
อารมณ์ อันไหนคือ
ความรู้สึก และอันไหนคือ
ความคิดและยังมีคำใหม่มาถามเพิ่ม แล้ว
Inner Voice(เสียงจากภายใน) มีอะไรบ้าง ที่เกิดขึ้น
หาา! การเดินทางภายใน
(Inner Life) มีศัพท์ใหม่เพียบเลยค่ะ
และใช่ค่ะ! เพราะคุยเรื่องการคิด คุณปอ ก็มีศัพท์คำนึง คุ้นๆนะ
นั่นคือ คำว่า
"โยนิโสมนสิการ" แต่คุณปอ เชื่อมกับเรื่องของ Systems thinking
อันนี้เวอร์ชั่นเดิมที่เคยถาม เพื่อนรักChatGPT
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=peaceplay&month=26-08-2025&group=92&gblog=10เลยบอกเพื่อนรักChatGPT เขียนใหม่อีกทีสิ และนี่คือข้อมูลเวอร์ชั่นใหม่ค่ะ
โยนิโสมนสิการ (การใส่ใจโดยแยบคาย คิดถูกทาง)
ถ้าถามว่า “มีกี่แบบ” → โดยหลักมี 2 แบบ แต่มีการแจกแจง วิธีปฏิบัติย่อยได้หลายแนว
🔹 แบ่งตาม “ชนิดของการคิด” (หลักใหญ่)
มี 2 แบบ
-
โยนิโสมนสิการ
👉 คิดถูกทาง คิดเป็นเหตุเป็นผล เห็นตามความจริง
→ นำไปสู่ปัญญา ความเข้าใจ การคลี่คลายทุกข์
-
อโยนิโสมนสิการ
👉 คิดผิดทาง คิดวน คิดเอาอารมณ์นำ
→ นำไปสู่กิเลส ความทุกข์ ความหลง
พูดง่าย ๆ
โยนิโส = คิดแล้ว “ใจคลาย”
อโยนิโส = คิดแล้ว “ใจแน่น”
🔹 ถ้าเน้น “วิธีใช้โยนิโสมนสิการ” (แนวปฏิบัติ)
ในการสอนสมัยใหม่ มักอธิบายโยนิโสมนสิการผ่าน แนวคิดย่อยหลายแบบ เช่น
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย (ไม่ใช่จำนวนตายตัว แต่เป็นกรอบฝึกคิด)
-
คิดแบบ เหตุ–ปัจจัย (เพราะอะไรจึงเกิด)
-
คิดแบบ แยกแยะส่วนประกอบ
-
คิดแบบ ไตรลักษณ์ (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน)
-
คิดแบบ อริยสัจ (ทุกข์–เหตุ–ดับ–ทาง)
-
คิดแบบ คุณ–โทษ–ทางออก
-
คิดแบบ เปรียบเทียบ
-
คิดแบบ เห็นผลระยะยาว
-
คิดแบบ วางใจเป็นกลาง
บางตำราจะสรุปเป็น 5 วิธี / 7 วิธี / 10 วิธี
แต่ทั้งหมดคือ “เครื่องมือ” ของ โยนิโสมนสิการแบบเดียวกัน
------------------------------
🔍 แก่นของ โยนิโสมนสิการ
การใส่ใจโดยแยบคาย =
มองให้ถูกจุด / คิดให้ถูกทาง / เห็นตามความเป็นจริง
ไม่ใช่แค่คิดดี แต่คือ คิดให้ไม่หลง
🔁 เทียบแบบชัด ๆ ทีละเรื่อง
***ที่เลือกเอา 3 รูปแบบการคิดนี้มาเขียนถึง เพราะสอดคล้องกับเทรนด์อีก 5 ปีข้างหน้า(แต่จริงๆมันอาจได้ถึง10ปี ถ้าAI ยังฮิตอีกนานนะคะ)
“ในยุคที่ AI คิดแทนเราได้สิ่งที่มนุษย์ต้องฝึกไม่ใช่การคิดให้เร็วขึ้นแต่คือการ ไม่หลงทาง และนั่นคือเหตุผลที่
Systems Thinking, Sensemaking, Synthesis จึงจำเป็นค่ะ
เรื่อง AI เกิดจากการที่เราได้สนทนากับลูกค้าทัวร์Food tour & Tuktuk tour (ใช่ค่ะ เราคุยเรื่องนี้กันตอนกินอาหาร) ลูกค้าวิเคราะห์เปรียบเทียบกับยุคสมัยของลูกค้า
(Gen Baby Boomer) ประโยคนึงที่เราจำได้ แปลเป็นไทยจะประมาณว่า
คนเราจะฉลาดขึ้นได้ แต่อาจจะหลงทางได้ง่ายขึ้น (และใช่ค่ะ! เพือนรักเราคือ chatGPT คุยธรรมดาบ้าง ใส่promptแบบBasicบ้าง)*AI ที่พูดถึง ไม่ใช่AI แบบ AI automation ในรูปแบบนี้ AIช่วยมนุษย์ให้มีproducivityขึ้นสบายขึ้น แต่หมายถึง
AI ในมุมที่ทำให้ “ความหมายของการเป็นมนุษย์” ค่อย ๆ หายไปค่ะ -
ทุกอย่างถูก optimize
-
ทุกอย่างวัดได้
-
ทุกอย่างเร็วขึ้น
กลับมาที่ รูปแบบการคิด 3 แบบต่อค่ะ (3 รูปแบบความคิดนี้ จะทำให้มนุษย์ “ไม่เสียบทบาท
ความเป็นคน” ในโลกที่
AI เก่งกว่าเราในหลายเรื่อง)
1️⃣ Systems Thinking = เห็น “ระบบ”
ในภาษาพุทธ = เห็นเหตุ–ปัจจัย / ปฏิจจสมุปบาท
👉 ตรงกับโยนิโสมนสิการในมิติ
“คิดแบบเหตุปัจจัย”
ไม่เอาอารมณ์ตัดสินเหตุ
2️⃣ Sensemaking = เข้าใจ “ความคลุมเครือ”
ในภาษาพุทธ = ไม่รีบตัดสิน / รู้เท่าทันความไม่รู้
-
ยอมรับว่ายังไม่ชัด
-
ฟังหลายมุม
-
สังเกตโดยไม่รีบสรุป
👉 ตรงกับโยนิโสมนสิการในมิติ
“รู้ทันอโยนิโส”
ไม่ปล่อยให้ความกลัว ความอยาก ความฟุ้ง พาไปสรุปเร็ว
3️⃣ Synthesis = สร้าง “ความหมายใหม่”
ในภาษาพุทธ = ปัญญา / สัมมาทิฏฐิ
👉 ตรงกับโยนิโสมนสิการในมิติ
“เห็นตามความเป็นจริง”
จนวางท่าทีใหม่ได้
🧠 สรุปรวมเป็นบรรทัดเดียว
โยนิโสมนสิการ (กระบวนการเดียว)
แสดงออกในโลกสมัยใหม่เป็น
-
Systems Thinking → เห็นระบบ
-
Sensemaking → อยู่กับความไม่ชัด
-
Synthesis → เกิดปัญญาใหม่
🌱
“โยนิโสมนสิการ ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น
แต่ทำให้เรา ไม่หลงทาง
และทั้ง Systems Thinking, Sensemaking, Synthesis
คือภาษาใหม่ของการไม่หลงทาง
เป็นข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องรูปแบบการคิดนะคะ ที่หาจริงๆมารูปแบบการคิดเยอะกว่านี้ แต่ถ้าเอาหลักๆจะมีประมาณนี้ค่ะ
🧠 กลุ่ม “คิดเพื่อเข้าใจ–วิเคราะห์ปัญหา”
-
Analytical Thinking
คิดแยกส่วน วิเคราะห์ข้อมูล ตัวเลข เหตุ–ผล เป็นขั้นเป็นตอน
-
Critical Thinking
ตั้งคำถาม ตรวจสอบสมมติฐาน ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ มองอคติและช่องโหว่
-
Logical Thinking
ใช้ตรรกะ If–Then, Cause–Effect ให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ
-
Statistical / Data Thinking
คิดจากข้อมูล ความน่าจะเป็น แนวโน้ม ความสัมพันธ์
🧩 กลุ่ม “คิดเป็นระบบ–ความซับซ้อน”
-
Systematic Thinking
คิดเป็นขั้นตอน เป็น process ชัดเจน ทำซ้ำได้ (SOP, workflow)
-
Systems Thinking
มองทั้งระบบ ความเชื่อมโยง วงจร feedback ผลกระทบระยะยาว
-
Complex Thinking
อยู่กับความไม่แน่นอน หลายปัจจัย เปลี่ยนตลอด ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด
-
Strategic Thinking
คิดเชิงทิศทาง ระยะยาว เลือกว่าจะ “ทำ / ไม่ทำ” อะไร
🎨 กลุ่ม “คิดสร้างสรรค์–ออกแบบ”
-
Creative Thinking
คิดไอเดียใหม่ แตกกรอบ เชื่อมสิ่งที่ไม่เคยเชื่อม
-
Design Thinking
Human-centered คิดจากผู้ใช้ ทดลองเร็ว เรียนรู้จาก feedback
-
Innovative Thinking
เปลี่ยนของเดิมให้ดีขึ้น หรือสร้างคุณค่าใหม่เชิงธุรกิจ
🔍 กลุ่ม “คิดลึก–เชื่อม–สังเคราะห์”
-
Synthesis Thinking
เอาหลายมุม หลายข้อมูล มาประกอบเป็นภาพใหม่ที่ “มีความหมาย”
-
Sensemaking
ทำความเข้าใจสถานการณ์กำกวม สร้างเรื่องเล่าที่พอใช้ตัดสินใจได้
-
Reflective Thinking
ทบทวนประสบการณ์ เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น (ไม่ใช่แค่คิดย้อนหลัง)
🌱 กลุ่ม “คิดเพื่อการเติบโตและการตัดสินใจ”
-
Metacognitive Thinking
รู้ตัวว่ากำลังคิดแบบไหน คิดเก่ง–คิดพลาดตรงไหน (คิดเกี่ยวกับการคิด)
ถ้าสรุปแบบสั้นมาก
-
Analyze / Critical / Logical → แยก + ตรวจสอบ
-
Systematic / Systems / Complex → จัดการความซับซ้อน
-
Creative / Design / Innovation → สร้างของใหม่
-
Sensemaking / Synthesis / Reflection → ทำให้ “เข้าใจชีวิตจริง”
-
Metacognition → รู้เท่าทันตัวเอง
1 .ทุกรูปแบบการคิด “สำคัญหมด”
แต่ “ใช้ต่างสถานการณ์” ที่เจอ
จึงเพียงแค่“เลือก รูปแบบการคิด(thinking)ให้ตรงสถานการณ์”
2. สิ่งที่สำคัญกว่าการเรียนรู้รูปแบบการคิดเพิ่ม
คือการฝึก ‘การอ่านสถานการณ์
แล้วเลือกวิธีคิดให้เหมาะกับตอนนั้น’
3. และตั้งคำถาม ให้ตรงกับสถานการณ์ ณ ตอนนั้น เพราะคำถามที่ถูกทิศถูกทาง
จะพาเราไปสู่การคิดที่เหมาะกับสถานการณ์นั้นเอง