12 วัน 12 หนัง Star Trek : Day 1 - The Motion Picture


นี่คือ "12 วัน 12 หนัง Star Trek" เป็นการเอาหนัง Star Trek กลับมาดูอีกรอบรวดเดียว 12 ภาค (ยกเว้น Insurrection กับ Nemesis ที่นับว่าเป็นการดูครั้งแรก) แล้วอัพบล็อกแบบ "1 วันต่อ 1 ภาค"

อนึ่ง#1 ไม่นับ Star Trek Beyond ซึ่งยังอยู่ในโรงภาพยนตร์และมีเขียนเอาไว้แล้ว
อนึ่ง#2 คะแนนที่ให้เป็นแค่ความชอบส่วนตัว หาได้เป็นตัวกำหนดความคลาสสิคหรือความนิยมไม่



Star Trek: 
The Motion Picture (1979)


[เรื่องราวเป็นแบบไหน]

เนื้อหาของ The Motion Picture ต่อเนื่องจาก Star Trek ภาคโทรทัศน์ เจมส์ ที เคิร์กได้เลื่อนขั้นจากกัปตันยานเอนเตอร์ไพรซ์เป็นพลเรือเอกแล้ว จู่ๆวันดีคืนดีก็มีวัตถุประหลาดที่ชื่อวีเจอร์กำลังมุ่งหน้ามายังโลกมนุษย์ วีเจอร์มีพลังทำลายล้างสูงมาก เคิร์กจึงต้องกลับมารับหน้าที่คุมยานเอนเตอร์ไพรซ์ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในการรับมือกับวิกฤติมากมาย เดินทางไปตรวจสอบและหยุดยั้งวีเจอร์ให้ได้ก่อนที่โลกจะบึ้ม



Smiley


[มันเป็นยังไง]

Star Trek: The Motion Picture ถูกอัพเกรดจากทีวีซีรีส์ให้กลายเป็นหนังใหญ่โดยมีจีน รอดเดนเบอรี บิดาของ Star Trek เป็นโปรดิวเซอร์ ผู้สร้าง Star Trek มาทำเองกับมือแบบนี้ มันน่าจะเวิร์คใช่ไหม? แต่ผลลัพธ์ออกมากลายเป็นว่า มันถูกนักวิจารณ์กว่าครึ่งจวกเละ และรายได้ก็ไม่ได้ถล่มทลายเหมือน Star Wars อย่างที่ทางสตูดิโอคาดหมายไว้ แต่ก็มากพอจะสร้างภาคต่อได้



Smiley

[รายได้]
82.2 ล้านเหรียญสหรัฐ

Smiley

[คะแนนส่วนตัว]
7/10

Smiley

[ความเห็นของข้าพเจ้า]

ผมดู The Motion Picture ครั้งแรกคือเมื่อสิบปีกว่าปีก่อนนับจากตอนนี้ รู้สึกว่าตอนนั้น UBC (เคเบิ้ลทีวี) เอา Star Trek มาฉายแบบมาราธอน ผมเลยได้ดู เนื้อหาของหนังภาคนี้ต่อเนื่องจากภาคทีวีซีรีส์ แต่ผมไม่มีปัญหาในการติดตามสักเท่าไหร่ แค่รู้ว่ามีเคิร์ก มีสป็อก มียานเอนเตอร์ไพรซ์ มีมนุษย์ต่างดาว แค่นี้ก็โอเคแล้ว (ย้ำว่าสำหรับผมนะ)



การดำเนินเรื่องเชื่องช้าและเนิบนาบมาก หลายจังหวะของหนังอ้อยอิ่งไปกับซีเควนซ์ยาวๆ ฉากแอ็กชั่นหรือฉากผจญภัยก็แทบไม่มีเลย นอกจากจะไม่มีความบันเทิงแล้ว ภาพรวมยังไม่ได้ดีพอทั้งในแง่ของบท การแสดง และการกำกับ ฉะนั้นจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่นักวิจารณ์จะไม่ชอบ และคนดูส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนุกไปกับมัน เพราะมันไม่ใช่หนังดีหรือหนังสนุกโดยเซนส์ของความเป็นหนังหนึ่งเรื่อง 

แต่ว่า ผมชอบว่ะ ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ดูด้วยซ้ำ ผมรู้สึกว่ามัน "สนุก" ก็ตรงที่มันมีโทน "หนังลึกลับ" ผสมอยู่ด้วยนี่แหละ 



ผมชอบที่... เราไม่รู้เลยว่ากัปตันเคิร์กและลูกเรือกำลังเผชิญหน้ากับอะไร จริงๆภัยร้ายนั้นรุนแรงมากพอจะกวาดล้างโลกได้ภายในพริบตา ทว่าวิธีการนำเสนอกลับออกไปในเชิง “ลึกลับ + ปรัชญา” มากกว่าจะเป็นหนังแอ็กชั่น-ผจญภัยแบบ Star Wars เมื่อศัตรูนาม “วีเจอร์” พยายามจะติดต่อกับเอนเตอร์ไพรซ์และเคิร์กกับลูกเรือพยายามทำความเข้าใจมัน สุดท้ายเรื่องราวก็นำไปสู่แง่มุมของ “ตัวตน”, “ความเป็นมนุษย์”, “ตรรกะและอารมณ์ความรู้สึก” 

โว้ว... ฟังดูก็น่าจะเข้าใจแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าทำไมหลายคนถึงไม่ชอบ แต่นั่นคือคนส่วนใหญ่ ผมกลับมองอีกแบบหนึ่ง



ผมชอบที่หนังพยายามจะผูกเรื่องของสป็อกกับวีเจอร์เข้าด้วยกัน ตอนเริ่มเรื่อง สป็อกกำลังอยู่ในช่วงพิธีกรรมที่จะสละอารมณ์ทั้งหมดแล้วเดินตามวิถีของชาววัลแคนโดยสมบูรณ์ คือการดำรงอยู่ด้วยเพียง “ตรรกะ” ล้วนๆ ทว่าการได้สัมผัสกับวีเจอร์ทำให้สป็อกรู้สึกเหมือนว่านี่คือ “เควสท์สำคัญ” จึงเลือกจะขอกลับมาร่วมเดิมทางไปกับเคิร์กและลูกเรือเอนเตอร์ไพรซ์ที่ตัวเองคุ้นเคย 

สป็อกเป็นลูกครึ่งระหว่างชาววัลแคนกับเทอราน (โลก) ดังนั้น ความที่สป็อกเดินอยู่กึ่งกลางระหว่าง “ตรรกะ” ในแบบชาววัลแคน กับ “อารมณ์” ในแบบของมนุษย์ สป็อกจึงกลายเป็นเหมือนสื่อกลางระหว่างวีเจอร์และมนุษย์ เป็นผู้นำทางทั้งเคิร์กและคนดูไปสู่ตัวตนของวีเจอร์ในเวลาเดียวกัน 



แล้วหนังยังเล่นเรื่อง “อารมณ์” กับ “ตรรกะ” ตลอดทั้งเรื่อง เช่น ความขัดแย้งระหว่างเคิร์กกับเด็คการ์ด 

หลังจากเคิร์กถูกเลื่อนขั้นเป็นพลเรือเอก เด็คการ์ดก็กลายมาเป็นกัปตันยานเอนเตอร์ไพรซ์แทน ทว่าเมื่อภัยลึกลับกำลังมุ่งหน้ามาทางโลก เคิร์กจึงได้กลับมาคุมยานเอนเตอร์ไพรซ์อีกครั้ง ทำให้เด็คการ์ดกับเคิร์กงัดข้อด้วย “อารมณ์” ตลอดเวลา ก่อนที่เคิร์กจะได้เข้าใจว่า “อารมณ์” ของตัวเองเกือบทำให้ยานและลูกเรือ “ฉิบหาย” เพราะไม่เข้าใจยานลำใหม่ดีพอ 

ซึ่ง “อารมณ์” ในแบบมนุษย์ก็เป็นหัวใจสำคัญเมื่อบทสรุปของหนังมาถึงเช่นเดียวกับเรื่อง “ตรรกะ” และสป็อก




สรุปแล้ว The Motion Picture ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน คำนิยามของคำว่า "ความบันเทิง" กลายเป็นเรื่องของส่วนบุคคล 

หนังมันอืด มันเชื่องช้า แต่ปริศนาเกี่ยวกับวีเจอร์นั้นน่าสนใจ มีฉากที่อลังการอยู่หลายฉาก มีเพลงประกอบที่ดี และมีปรัชญาแบบไซไฟฮาร์ดคอร์ 

อย่างไรก็ตาม มองในอีกมุมหนึ่ง ไอเดียเจ๋งๆในหนังเรื่องนี้อาจจะเข้าท่าในฐานะตอนๆหนึ่งในทีวีซีรีส์ แต่ไม่เหมาะกับการเป็นหนังใหญ่ก็ได้อีกเหมือนกัน 





[บล็อกที่เกี่ยวข้อง]

Smiley Star Trek: The Motion Picture (1979)  <----You're here.
Smiley Star Trek II: The Wrath of Khan (1982) <---- 9 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek III: The Search for Spock (1984) <---- 10 สิงหาคม 2559
Smiley Star Terk IV: The Voyage Home (1986) <---- 11 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek V: The Final Frontier (1989) <---- 12 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek VI: The Undiscovered Country (1991) <---- 13 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek Generations (1994) <---- 14 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek: First Contract (1996) <---- 15 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek: Insurrection (1998) <---- 16 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek: Nemesis (2002) <---- 17 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek (2009) <---- 18 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek Into Darkness (2013) <---- 19 สิงหาคม 2559





Create Date : 31 กรกฎาคม 2559
Last Update : 8 สิงหาคม 2559 12:08:49 น.
Counter : 378 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog