Star Wars : The Force Awakens – Kylo Ren กาก? (Spoilers)
(Smileyมีการเปิดเผยเนื้อเรื่อง)


ไคโลเรน (Kylo Ren) ใน The Force Awakens กาก?

No.

NO!

No! No! NO!

ผมคิดว่าไคโลเรนเป็นตัวร้ายที่น่าสนใจมากๆเป็นอันดับต้นๆของจักรวาล Star Wars เลยทีเดียว

ทำไมน่ะหรือ?



แน่นอนว่าคาแร็กเตอร์ของไคโลเรนไม่ทรงพลังเท่ากับดาร์ธเวเดอร์ ของมันตายอยู่แล้ว และดูเหมือนว่าผู้สร้างหรือเจ.เจ.เอบลัมส์ก็รู้ตรงจุดนั้นด้วย

เพียงแต่จะบอกว่าไคโลเรนกากนั้นมันก็กระไรอยู่

ยอมสารภาพว่าตอนดูรอบแรกแล้วเห็นไคโลเรนถอดหน้ากากอย่างง่ายๆ แล้วเปิดเผยว่าเป็นเด็กหนุ่มหน้าใสแบบง่ายๆนั้น... ค่อนข้างน่าผิดหวัง

แต่ว่า!

หลังจากที่ผมดูรอบสอง แล้วจับตาดูทุกๆซีนที่เกี่ยวกับไคโลเรน ผมเริ่มชอบตัวละครตัวนี้และมีความรู้สึกว่าน่าสนใจมากถึงมากที่สุด

ทำไม?

ง่ายมาก

Star Wars เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่าง “ความสว่าง” กับ “ความมืด” มาตั้งแต่ภาค A New Hope ฉายเมื่อปี 1979 ในไตรภาคคลาสสิคคือ IV, V, VI นั้น เราได้เห็นตัวแทนของด้านสว่าง (ลุค สกายวอล์กเกอร์) ออกเดินทางเพื่อต่อสู้กับฝ่ายจักรวรรดิอันเป็นด้านมืด นี่คือเรื่องราวคลาสสิคแบบง่ายๆที่เห็นได้จากทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งเกม RPG อย่าง Final Fantasy ยังต้องเอามาใช้เล่นหลายต่อหลายภาค

ก่อนที่ภาค V : The Empire Strikes Back จะเฉลยว่าขุนพลของด้านมืดหรือดาร์ธเวเดอร์คือ พ่อของตัวเอก... ลุค สกายวอล์กเกอร์

หลังจากนั้นโลกของนิยายแฟนตาซี-ไซไฟ (คืออย่างแรกมันหนักกว่าอย่างหลัง) อย่าง Star Wars ก็พลิกผัน เมื่อมาถึง VI : Return of the Jedi ลุคไม่เพียงแค่ต้องต่อสู้กับด้านมืดที่เป็นฝ่ายจักรวรรดิ แต่ยังต้องสู้กับด้านมืดที่อยู่ข้างในตัวเองด้วย พูดง่ายๆคือ ถ้าดาร์ธเวเดอร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจไดผู้ทรงพลังยังตกสู่ด้านมืดได้ แล้วทำไมตัวเอกอย่างลุคจะตกสู่ด้านมืดแบบพ่อตัวเองบ้างไม่ได้

ความเข้าใจแบบเดิมๆที่ว่า “แค่พระเอกฟาดผู้ร้ายก็จบเรื่องแล้ว” แบบ A New Hope หรือ The Empire Strikes Back กลับซับซ้อนกว่าที่คิด มันกลายเป็นตรงกันข้าม ถ้าลุคฟาดดาร์ธเวเดอร์หรือจักรพรรดิจนตายด้วยความเกลียดชัง ตัวลุคเองนั่นแหละที่จะตกลงสู่ด้านมืด

เพราะฉะนั้น วินาทีที่ลุคฟาดฟันกับพ่อของตัวเองใน Return of the Jedi ลุคสามารถฟันมือของดาร์ธเวเดอร์จนขาดและสามารถปลิดชีพพ่อของตัวเองได้ทุกเมื่อ ทว่าลุคกลับไม่ทำ เขาเลือกที่จะไม่ตกลงสู่ด้านสว่างและตั้งใจจะทำในสิ่งที่ตัวเองควรต้องทำมาตลอด

ลุคสัมผัสได้ว่าดาร์ธเวเดอร์ยังมีด้านสว่างอยู่ในตัว เป้าหมายของลุคคือต้องการจะปลุกด้านสว่างในตัวพ่อขึ้นมา และในวินาทีที่ลุคกำลังถูกจักรพรรดิเล่นงานจนเจียนตาย ดาร์ธเวเดอร์ก็ได้สติ เขากลับมาสู่ด้านสว่างและใช้พลังเฮือกสุดท้ายของตัวเองในการจัดการกับจักรพรรดิ

เมื่อถึงตอนจบของ Return of the Jedi เราได้เห็นคอนเซ็ปท์ของ Star Wars ที่กว้างขึ้นว่าเจไดที่เป็นด้านสว่างสามารถตกสู่ด้านมืดกลายเป็นซิธได้ ซิธก็กลับมาสู่ด้านสว่างได้เช่นเดียวกัน

คอนเซ็ปท์ของ “ด้านมืด” กับ “ด้านสว่าง” ใน Star Wars จึงไม่ใช่แค่การแบ่งขาวกับดำธรรมดาๆเสียแล้ว



ในไตรภาค I, II, III เราได้เห็นอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ค่อยๆตกลงสู่ด้านมืดจนกลายเป็นดาร์ธเวเดอร์ เราได้รู้ว่าต้นตอของพลังด้านมืดคือความรู้สึกกลัว ความกลัวนำมาซึ่งความโกรธ ความโกรธนำมาซึ่งความเกลียด และความเกลียดพาไปสู่ความทุกข์ทรมาน

เชื่อผม ผมเข้าใจว่าสิ่งที่โยดาพูดเมื่อข้างต้นนี่มันเป็นจริง

ผมคือคนที่ตกสู่ด้านมืดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การตกสู่ด้านมืดมันเป็นอย่างไรน่ะหรือ? มันคือแบบนี้...

ผมรู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อย รู้สึกเหมือนตัวเองไร้พลัง ความรู้สึกไร้พลังทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวต่อสถานการณ์หรือสิ่งต่างๆ มันทำให้ผมโกรธมากถึงมากที่สุด โกรธคนอื่นๆที่คอยมาคุกคามผม โกรธที่ตัวเองไร้พลังที่จะต่อกรกับอีกฝ่าย ความโกรธนั้นมันอัดแน่นมากขึ้นเรื่อยๆจนอยากจะลุกขึ้นมาทำเรื่องเลวร้ายหลายต่อหลายครั้ง และความคิดนั้นมันทำให้ผมเกลียดตัวเองในบางครั้ง ความเกลียดตัวเองยิ่งกลายเป็นไฟสุมให้ความรู้สึกกลัวและโกรธมันแรงขึ้นไปอีกจนเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด

พอถึงจุดๆหนึ่ง แม้แต่ใบหน้าบนกระจกของตัวเองก็ยากที่จะมองตรงๆได้แล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมไม่ใช่เพราะดูหนังแล้วอินจนเอามาใช้ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆในตัวผม 

ดังนั้นผมจึงเข้าใจในตัวไคโลเรน

ไคโลเรนใน The Force Awakens กำลังเดินไปๆมาๆอยู่ระหว่างด้านมืดกับด้านสว่าง เราไม่รู้ว่าสโน๊คซึ่งเหมือนจะเป็นซิธลอร์ดได้เสี้ยมไคโลเรนมาแบบไหน ไคโลเรนหรือเบน โซโล (ออร์กาน่า) จึงเห็นดาร์ธเวเดอร์เป็นตัวแทนของพลังอันแข็งแกร่ง และตนสมควรที่จะเป็นแบบนั้น

แต่ผมเข้าใจได้ว่าด้านในความแข็งกร้าวของเบนคงเต็มไปด้วยความรู้สึกความโกรธ โกรธทั้งตัวเองที่ไม่แข็งแกร่งพอ โกรธทั้งคนอื่นๆหรือจักรวาลที่อยู่รอบตัว ฉะนั้นมันจึงสมเหตุผลมากที่เวลาไคโลเรนไม่ได้ดังใจ จะอาละวาดอย่างรุนแรง ด้านหนึ่งมันทำให้คาแร็กเตอร์หมดความน่าเกรงขามเพราะเป็นเด็กอีโมเอาแต่ใจ แต่อีกด้านหนึ่ง มันสื่อถึงตัวละครของเบนที่อัดแน่นไปด้วยจิตใจที่สั่นคลอน

ความน่าสนใจชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเบนเผชิญหน้ากับเรย์ แล้วเรย์พูดออกมาตรงๆว่าเบนกำลังกลัว กลัวที่จะไม่สามารถเป็นแบบดาร์ธเวเดอร์ได้

ในความหมายทางจิตใจของเบนก็คือ... กลัวที่จะไม่สามารถเป็นดาร์ธเวเดอร์ = กลัวที่ตัวเองจะไร้ซึ่งพลังและอำนาจ



อย่างที่บอก เราไม่รู้ว่าสโน๊คไปเสี้ยมเบนยังไง แต่เบนน่าจะรู้สึกหวาดกลัวในความไร้ค่าและความต่ำต้อยของตัวเอง ไม่อย่างนั้นคงไม่ตกลงสู่ด้านมืดมาแบบนี้

ปรากฏว่าหนึ่งในเสี้ยนหนามที่ขัดขวางเบนไม่ให้ตกสู่ด้านมืดอย่างแท้จริงคือพ่อแม่ตัวเอง... ฮาน โซโลและเลอา ออร์กาน่า

ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง เบนจำต้องเผชิญหน้ากับพ่อของตัวเองเหมือนลุคใน Return of the Jedi แต่ด้วยอเจนด้าที่ต่างกัน เบนต้องเผชิญหน้ากับพ่อเพื่อพาตัวเองสู่ด้านมืดโดยสมบูรณ์ ส่วนลุคต้องการพาพ่อตัวเองกลับสู่ด้านสว่างโดยต้องก้าวข้ามด้านมืดของตัวเอง

ดังนั้นในฉากตอนไคลแม็กซ์ที่ฮาน โซโลเดินตามหลังไคโลเรนแบบง่ายๆ บางคนมองว่าไคโลเรนกาก เพราะแม้แต่พ่อตัวเองเดินอยู่ข้างหลังยังไม่รู้ตัว

แต่มันไม่ใช่ ถ้าดูดีๆ ไคโลเรนต้องการเผชิญหน้ากับพ่อตัวเองด้วยความหมายที่ผมบอกมาข้างต้น มันมีอยู่ฉากหนึ่งที่สโน๊คบอกแล้วว่าเบนจะต้องเผชิญหน้ากับพ่อของตัวเองเหมือนเป็นบททดสอบด่านสุดท้าย ซึ่งเป็นด่านที่หินที่สุด ตอนที่มิลเลนเนียมฟอลค่อนมาถึงฐานสตาร์คิลเลอร์ เบนรู้แล้วว่าพ่อตัวเองมา และเมื่อฮาน โซโลเดินตามหลังเบน เบนก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับฮาน โซโลและบอกว่า “ผมรอเวลานี้มานานแล้ว” 

เพราะแบบนั้นผมถึงบอกว่า เบนจงใจจะโผล่ไปตรงจุดที่ฮาน โซโลอยู่ เบนจงใจจะให้ฮาน โซโลตามหลังมา ข้างในใจของเบนนั้นค่อนข้างจะชัดเจนว่าเขากำลังหวั่นไหว ด้านหลังของเขาคือพ่อของตัวเอง ผู้ที่จะพาเขากลับสู่ด้านสว่างได้ (หรือเสี้ยนหนามสำคัญที่จะพาไปสู่ด้านมืดโดยสมบูรณ์) อย่างที่บอกว่าเบนยังคงอยู่กึ่งกลางระหว่างการต่อสู้ของด้านสว่างและด้านมืดภายในจิตใจ ดังนั้นตอนที่เขาถอดหน้ากากและหันมาเผชิญหน้าฮาน โซโล สีหน้าของเบนจึงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น สับสน

อดัม ไดรเวอร์ที่แสดงเป็นเบน โซโล (ออร์กาน่า) หรือไคโลเรนนั้น แสดงได้ใช้ได้ทีเดียว เขาทำให้ไคโลเรนกลายเป็นตัวร้ายที่มีมิติ มันดูอ่อนแอกว่าดาร์ธเวเดอร์ แต่นั่นแหละคือประเด็นของเรื่อง ไคโลเรนไม่สมควรจะแข็งแกร่งเหมือนดาร์ธเวเดอร์มาตั้งแต่ต้น เรื่องราวของไคโลเรนคือ ชายที่เป็นลูกของฝ่ายตัวเอกแต่กลับถูกชักจูงไปสู่การเป็นตัวร้าย มันคือการเดินทางของวายร้ายคนหนึ่ง ไม่ใช่การเป็นวายร้ายที่เป็นอุปสรรคของฝ่ายตัวเองเพียงอย่างเดียว

ฉะนั้น Star Wars : The Force Awakens กับไตรภาคที่เหลือ จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้ระหว่างด้านมืดกับด้านสว่างธรรมดาๆ มันได้พาคอนเซ็ปท์ด้านมืดด้านสว่างให้ดูคลุมเครือยิ่งขึ้น มันคือการเดินทางของสองเส้นทางซึ่งจะต้องเดินไปด้วยกันตลอดไตรภาคนี้ หนึ่งคือด้านสว่างหรือเรย์ อีกหนึ่งคือด้านมืดหรือเบน 

ซึ่งพอถึงตอนท้าย อาจจะมีจุดหักมุมอะไรสักอย่างเกิดขึ้นก็ได้ 



เบนเป็นเหมือนกับลุคเวอร์ชั่นด้านมืด ในขณะลุคเลือกจะไม่ฆ่าพ่อของตัวเอง เบนกลับเลือกฆ่าพ่อตัวเอง ลุคเลือกจะเผชิญหน้ากับเส้นทางที่ยากกว่า คือต่อต้านด้านมืดที่อยู่ในตัวเอง แต่เบนกลับเลือกเส้นทางที่ง่ายกว่า คือลื่นไหลไปตามด้านมืดที่อยู่ในตัวเอง

ผมจึงชอบฉากที่เบนโดนยิงได้รับบาดเจ็บ แล้วตอนต่อสู้กับฟินน์ด้วยไลท์เซเบอร์ เบนต้องกระตุ้นตัวเองด้วยการทุบแผลตัวเอง

ภายในใจของเบนตอนนั้นคงประมาณว่า “มึง สู้สิ มึงไม่เจ็บหรอก ไอ้สัตว์ มึงสู้สิโว้ย มึงไม่เจ็บ” อารมณ์แบบไม่ยอมรับในความอ่อนแอของตัวเอง ต้องการจะก้าวข้ามความอ่อนแอของตัวเอง เขาฆ่าพ่อตัวเองมาแล้ว วินาทีนั้นมันมีแต่จะต้องแข็งแกร่งขึ้น

เรื่องของไคโลเรนจึงไม่ใช่แค่การเป็นตัวร้ายธรรมดาๆ แต่เราได้เห็น “การเดินทางของตัวละครตัวหนึ่งที่เดินไปสู่ด้านมืด” แบบเดียวกับที่เราได้เห็น “การเดินทางของตัวละครตัวหนึ่ง (เรย์) ที่เดินไปสู่ด้านสว่าง”

ผมเชื่อการเดินทางของสองเส้นทางจะพาไปสู่คำตอบที่แท้จริงของการ “นำความสมดุลมาสู่พลัง” 

สมดุลของพลังคืออะไร?

เอาง่ายๆ อะไรคือความสมดุล?

การที่มีด้านมืดแต่เพียงอย่างเดียว? ไม่ใช่แน่ๆ

การที่มีด้านสว่างแต่เพียงอย่างเดียว? แล้วมันจะสมดุลยังไงล่ะ

ดังนั้นสมดุลของพลังน่าจะเป็น “การที่จักรวาลนี้มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง” อยู่ในตัว

ดังนั้นผมจึงสนใจมากๆว่า เส้นทางของไตรภาคนี้จะเดินไปทางไหน เรย์จะกลายเป็นด้านสว่างไปตลอดการเดินทางหรือไม่ เบนจะกลับคืนสู่ด้านสว่างหรือไถ่บาปตัวเองแบบอีท่าไหน สรุปแล้วคอนเซ็ปท์ “นำความสมดุลมาสู่พลัง” จะเป็นอย่างไร

ดังนั้นผมเชื่อว่าการเดินทางของไคโลเรนจึงสำคัญพอๆกับการเดินทางของเรย์ 

ดังนั้นผมจึงมองว่า ไคโลเรนไม่ได้กากเลย ตรงกันข้าม กลับเป็นหนึ่งในตัวละครวายร้ายที่น่าสนใจที่สุดเท่าที่ผมเห็นมาในปีนี้ด้วยซ้ำ! 





Create Date : 26 ธันวาคม 2558
Last Update : 26 ธันวาคม 2558 18:42:20 น.
Counter : 1798 Pageviews.

1 comments
  
เห็นด้วยครับว่าเร็นเป็นตัวร้ายที่มีมิติมาก น่าสนใจจริงๆ แต่การเป็นเด็กอีโม ฟาดงวงฟาดงา สับสนในจิตใจนั่นแหละที่เป็นความกากหละ

ส่วนตัวผมมองว่าไคโลเร็นคือตัวละครที่กาก(มาก)
แต่เป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก
โดย: ไคโลเร็นกาก IP: 192.99.14.36 วันที่: 19 มกราคม 2559 เวลา:15:52:25 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog