เนื้อเรื่องในเกมนั้นสำคัญไฉน?

วาทะเผ็ดร้อนจากนักวิจารณ์หนังชื่อดังผู้ล่วงลับไปแล้ว (ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาบทความตรงๆ แต่จู่ๆก็นึกถึงคำพูดนี้ขึ้นมา)


ถ้ามีคนบอกผมว่า เกมมันก็ควรจะเป็นเรื่องของเกมเพลย์สิ ไม่งั้นมันก็ไม่ใช่เกมแล้ว (กรณีความเห็นของคุณ TeeYai จากบทความ MGS V อันนี้)

ผมว่าเขาถูก ผมจะไม่เถียงเขามากมายนะ

ดูอย่างเกมมาริโอสิ! เกมพัซเซิลอย่าง Tetris ต้องใช้เนื้อเรื่องถึงจะเป็นเกมที่ดีได้อย่างนั้นหรือ? Donkey Kong ล่ะ? Winning Eleven ล่ะ? พวกนี้จำเป็นต้องมีเนื้อเรื่องเพื่อจะเป็นเกมที่ดีอย่างนั้นหรือ?

แม้กระทั่ง Pong ...ใช่ Pong ผมไม่ได้ประชด แต่ Pong คือเกมระดับตำนานที่ใครๆก็ยกย่อง เรื่องทฤษฎีที่ว่าด้วยการทำเกม (Rules of Play) ก็ยกเรื่อง Pong มาพูดถึง “หัวใจของเกม” ดังนั้น Pong จึงเป็นเกมที่ดีโดยไม่เห็นต้องมีเนื้อเรื่อง!  


Pong เกมระดับตำนานยุคแรกๆ


แต่นั่นแหละ ที่ทำให้ผมรู้สึกสนใจในคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว...

เนื้อเรื่องในเกมนั้นสำคัญไฉน? 

นี่เป็นหัวข้อที่ผมรู้สึกว่ามันน่าสนใจ เลยอยากจะลองมองลึกลงไปในความรู้สึกของตัวเองดู



ย้อนกลับไปปี 2012 เกม “ปิดไตรภาค” ระดับตำนาน AAA อย่าง Mass Effect 3 สร้างความผิดหวังให้กับคนทั่วโลก มีเสียงก่นด่าเกิดขึ้นจนถึงขั้นที่ผู้สร้างเกมต้องกล่าวขอโทษขอโพยและปล่อยตัว Extended Cut ออกมาให้โหลดกันฟรีๆ! 


Patch ขยายเนื้อหาตอนจบที่แจกกันฟรีๆ


ทั้งที่พูดจริงๆแล้วตัว “เกมเพลย์” ไม่ได้มีปัญหาอะไร กลับจะลื่นไหลกว่าภาคก่อนๆด้วยซ้ำ

แต่ที่คนรับกันไม่ได้ก็คือ “เนื้อเรื่อง” ซึ่งบทสรุปของเรื่องราวกลับทอดทิ้ง “ทางเลือก” ที่ผู้เล่นได้เลือกมาตลอดตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคสาม ได้ทอดทิ้งความสัมพันธ์ระหว่างหมู่ผองเพื่อนรอบตัวละครเอกชื่อ “เชพพาร์ด” หนำซ้ำยังไร้เหตุผลชนิดที่เรียกว่า “เหมือนฝันร้ายของเชพพาร์ด” มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์จริงๆ และมีคนตั้งทฤษฎีว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาคสามคือความฝันเสียด้วยซ้ำ!

ที่คนเขาด่า Mass Effect 3 กันเพราะพวกเขา “ผูกพัน” กับ “เรื่องราว” และ “ตัวละคร” ที่อยู่ในเกม ซึ่งมันเป็นคุณค่าที่มากไปกว่า “ความสนุกที่ได้รับจากเกมเพลย์” ยังไงละครับ!!




ลองถอยออกมาจาก Mass Effect 3 เสียหน่อย

จำตอน Final Fantasy VII ออกได้ไหมครับ? จำตอนที่เอริธถูกเซฟิรอธเสียบตายได้ไหมครับ? ตอนนั้นคนเล่นเกมรู้สึกอินกับฉากนี้มาก ฉากนี้มันจะสร้างผลกระทบต่อความรู้สึกกับคนเล่นเกมไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะความผูกพันกับตัวละคร... “ซึ่งเกิดมาจากเนื้อเรื่อง”


ฉากคลาสสิคที่คนเล่นเกมรุ่นหนึ่งจะต้องเคยได้ซาบซึ้งไปด้วย


จำตอน Final Fantasy VI ได้ไหม? พวกคุณสนุกกับกลุ่มของทีน่า (เทอร่า), เซเรส ฯลฯ ในครึ่งแรกแค่ไหน? พวกคุณประทับกับฉากของเซเรสหลังโลกบึ้มมากแค่ไหน? ความรู้สึกผูกพันกับตัวละครเหล่านี้จะไม่สมบูรณ์ถ้าขาดสิ่งที่เรื่องว่า “เนื้อเรื่อง” จริงไหมครับ?


อีกหนึ่งฉากคลาสสิค เซเลสโศกเศร้าก่อนจะโดดหน้าผาตอนกลางเรื่อง


ผมยังจำตอนที่เล่น The Legend of Zelda : Ocarina of Time ได้ ผมไม่ได้คาดหวังอะไรจากเนื้อเรื่องของเกม Zelda มากนัก เพราะจุดเด่นของซีรีส์นี้คือ “เกมเพลย์” แต่! แต่! พอถึงตอนจบ ผมรู้สึกประทับใจ รวมทั้งรู้สึกอ้างว้าง การผจญภัยอันยาวนานได้จบลง ลิ้งค์ได้เป็นผู้กล้าช่วยเหลือโลก ช่วยเหลือเจ้าหญิงเซลด้า แต่ต้องจากเพื่อนๆที่ได้พบเจอระหว่างทางมา...

อารมณ์ตรงนี้มันจะไม่เวิร์กเลย ถ้าเนื้อเรื่องของ Ocarina of Time ไม่ดี เนื้อเรื่องใน Ocarina of Time นั้นสุดแสนจะเรียบง่าย แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก มันทำให้ผมทั้งประทับใจและเศร้าในเวลาเดียวกันอย่างที่ว่ามา

ฉากจบนี้ผมรู้สึกว้าเหว่มาก


ยังจำ Silent Hill ได้ไหมครับ?

Silent Hill เป็นเกมสยองขวัญที่มีจุดเด่นด้าน “บรรยากาศ” กับ “ตัวเนื้อเรื่อง” แต่ถ้าพูดถึงระบบการต่อสู้ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เกมซีรีส์นี้ไม่เคยมีจุดแข็งที่ระบบการต่อสู้” สิ่งที่คนพูดถึง Silent Hill เป็นเรื่องของบรรยากาศและการวิเคราะห์เรื่องราว เพราะเนื้อเรื่องของ Silent Hill นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อน และเชื่อมโยงกับ “จิตใจ” ของตัวละครได้อย่างแนบเนียน 

จนแม้แต่ผมยังต้องสละเวลามานั่งวิเคราะห์มันเลยนะ!






เกมนี้ไม่ใช่เรื่องความสยองขวัญ แต่มีเรื่องจิตวิเคราะห์แฝงอยู่ด้วย


แล้ว Tales of the Abyss ล่ะ? Kingdom Hearts ล่ะ? Persona 4 ล่ะ? The Witcher ทั้งสามภาคล่ะ? Half Life ทั้งสองภาคล่ะ? Batman Arkham ทั้งสามภาคล่ะ? Resident Evil? Deus Ex กับ Deus Ex Human Revolution? เกมค่าย Tell Tales อย่าง The Walking Dead หรือ The Wolf Among Us ล่ะ?

ไม่ใช่ว่าเกมเหล่านี้สร้างความประทับให้แก่ผู้เล่นเกมเพราะมีเนื้อเรื่องที่ดี ไม่ใช่แค่เกมเพลย์อย่างเดียวหรอกหรือ?

แม้กระทั่ง Metal Gear Solid ก็มีจุดเด่นด้านเนื้อเรื่องตลอดมา!! 


ผมเคยพูดถึง Spec Ops : The Line ที่มีจุดเด่นในการเอาวรรณกรรม Heart of Darkness มาดัดแปลง (Apocalypse Now ที่เป็นหนังออสการ์ก็ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องเดียวกัน)

เกมควรจะเป็นเรื่องของเกมเพลย์ อันนี้ถูกต้องอย่างที่สุด

แต่ถ้าเนื้อเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของเกมเพลย์ล่ะ?



ผมอยากแนะนำให้ทุกคนเล่น Her Story ครับ เคยเขียนบทความไว้แล้ว ไปอ่านกันก่อนได้เลยครับ



Her Story เป็นตัวอย่างที่เนื้อเรื่องกับเกมเพลย์มารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน 

ทั้งเกมคือคุณจะต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ และเลือกดูวิดีโอ (เนื้อเรื่อง) หลังดูวิดีโอเสร็จ คุณต้องเสิร์ชหาคำโดยค้นหาจากคำในวิดีโอเช่นคำว่า “murder” เพราะได้ยินตัวละครพูดคำว่า “murder” เมื่อตะกี้นี้ (เกมเพลย์) แล้วคุณก็ค้นพบวิดีโอใหม่เพื่อที่จะมานั่งดูเนื้อหาอีกครั้ง (เนื้อเรื่อง) แล้วก็ค้นหาคำน่าสงสัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดตัวละครอีกครั้ง (เกมเพลย์) 

สลับกันไปเรื่อยๆแบบนี้จนคุณได้ข้อสรุปด้วยตัวของคุณเองว่า “เฮ้ย หรือว่ามันจะเกิดเรื่อง...ขึ้น?”



ภาพโดยรวมจึงออกมาเป็น "เกมเพลย์" --> "เนื้อเรื่อง" --> "เกมเพลย์" --> "เนื้อเรื่อง" --> "บทสรุปที่คนเล่นต้องสรุปเอง"

เนื้อเรื่องกับเกมเพลย์ได้หลอมรวมตัวผู้เล่นให้กลายเป็นหนึ่งในตัวละคร ที่ต้องค้นหาความเป็นจริงของผู้หญิงที่อยู่ในวิดีโอคำให้การไปเสียแล้ว!!

ถ้าเอา “เนื้อเรื่อง” ออกก็ไม่มี “เกมเพลย์” 

ถ้าไม่มี “เกมเพลย์” ก็ไม่มี “เนื้อเรื่อง”!!

ผมคิดว่าเกม Her Story เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจมากครับ!


ผมรักเกม

แต่ผมก็รักเนื้อเรื่องในเกม

เพราะฉะนั้นบล็อกผมจึงมักจะพูดถึงเนื้อหาที่อยู่ในเกม 

การพูดถึงระบบเกมเพลย์นั้น ใครๆก็มักจะพูดถึงกัน แต่ประสบการณ์ที่ได้จากเนื้อหากลับเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากไปกว่าคำว่าความบันเทิง

Metal Gear Solid V : The Phantom Pain ที่มีคนตำหนิเนื้อเรื่องของเกมนี้ไม่ใช่เพราะคนเล่นเกมหรือว่าตัวผมใจร้าย แต่เป็นเพราะ Metal Gear Solid มันเคยมีจุดเด่นด้านเนื้อเรื่องมาก่อน มันเคยมีตัวร้ายที่ดีกว่านี้ 

อย่าง Metal Gear Solid 3 : Snake Eater ผมคิดว่านี่เป็นเกม MGS ที่มีเนื้อหาลงตัวที่สุดแล้ว ผมค่อนข้างประทับใจมากทีเดียว


The Boss เป็นตัวละครที่มีความน่าสนใจกว่าตัวละครใน The Phantom Pain หลายตัวมารวมกันเสียอีก


เมื่อเกมที่มีจุดเด่นด้านเนื้อเรื่องออกเกมใหม่มา ผู้คนย่อมคาดหวัง 
ทุกคนยอมรับว่า The Phantom Pain มีเกมเพลย์ที่ดี และผมก็ให้ 8.9/10 

เพียงแต่ถ้ามองในแง่เนื้อเรื่องที่โคจิม่าเคยทำไว้ได้ดีมากๆแล้ว มันกลับรู้สึกผิดหวัง

แน่นอนว่า 8.9/10 ของ The Phantom Pain เป็นคะแนนที่วัดค่ามาจากตัวเกมเพลย์เป็นหลัก ไม่ใช่ว่าหักแต้มเพราะเนื้อเรื่องไม่ดีเท่าภาคอื่นๆเพียงอย่างเดียว

ขอบอกตามตรงนะ ผมไม่ได้ประทับใจ open world ในเกมนี้สักเท่าไหร่ และการสู้กับบอสก็น่าผิดหวัง (แต่ผมสนุกกับระบบบัดดี้ ระบบการต่อสู้-สเตลท์ และระบบการค้นหาทหารแล้วดึงกลับฐาน)



สรุปแล้ว

ถ้าเกมใดมีจุดเด่นด้านเกมเพลย์มาตลอด เช่น Mario, Tetris, Donkey Kong, Fallout , Elder Scroll ฯลฯ คนเล่นก็จะโฟกัสไปที่เกมเพลย์ เนื้อเรื่องจะเป็นยังไงก็ได้ ขอให้เกมเพลย์ออกมาสนุกก็พอ

ถ้าเกมใดเคยมีจุดเด่นด้านเนื้อเรื่องมาตลอด เช่น Final Fantasy, Metal Gear Solid, Silent Hill, Persona, The Witcher, Tales of… ฯลฯ คนเล่นย่อมจะคาดหวังที่เนื้อเรื่อง จะอดเปรียบเทียบกับความประทับใจด้านเนื้อเรื่องจากเกมภาคก่อนไม่ได้ ถ้าเนื้อเรื่องเกมภาคใหม่ไม่มีความน่าสนใจเท่า คนเล่นก็จะอดเอามาเปรียบเทียบและก็ต้องรู้สึกผิดหวังเป็นของธรรมดา

เกมเป็นเรื่องของเกมเพลย์ ข้อนี้ถูกต้องอย่างที่สุด

แต่ถ้าเนื้อเรื่องของเกมบางเกม มันสามารถมาเติมเต็มประสบการณ์ที่มากไปกว่าความสนุก ได้ผูกพันกับตัวละคร ได้ตื่นเต้นไปกับเรื่องราว ได้ครุ่นคิดไปกับเนื้อหา นั่นย่อมเป็นประสบการณ์ที่ทั้งล้ำลึกและรู้สึกพึงพอใจจนยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้ 

เพราะฉะนั้น ผมจึงรักทั้งเกมเพลย์ และผมก็รักเนื้อเรื่องในเกมเช่นเดียวกันครับ




Create Date : 25 ตุลาคม 2558
Last Update : 26 ตุลาคม 2558 5:24:25 น.
Counter : 1648 Pageviews.

1 comments
  
TPP เนื้อเรื่องไม่ดี เพราะเกมออกมาไม่จบปะครับ
โดย: gab IP: 192.99.14.36 วันที่: 11 มกราคม 2559 เวลา:12:34:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog