Jumanji : ทอยลูกเต๋าต่อไป เอาให้จบเกม!
พอดู Goosebumps แล้วก็อดคิดถึง Jumanji ไม่ได้เหมือนอย่างที่บอกไว้ในบทความ Goosebumps

Jumanji เป็นหนังปี 1995 ที่แสดงโดยโรบิน วิลเลียมส์ และกำกับโดยโจ จอห์นสตันที่กำกับ Jurassic Park III, Captain America : The First Avenger ดัดแปลงมาจากหนังสือเด็กปี 1981 ชื่อ Jumanji ของคริส แวน ออลส์เบิร์ก 



สมัยที่ผมอยู่ม.ปลาย เรื่องนี้นับเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่สนุก เดินออกมาจากโรงด้วยความรู้สึกประทับใจ แม้บรรดานักวิจารณ์หลายๆคนจะไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ 

ผมมันเป็นเด็กที่ชอบหนังง่ายเกินไป? หรือสาเหตุจะมาจาก CG ของหนังเพราะช่วงนั้นคือยุคต้นๆของหนังที่ใช้เทคนิค? CG หรือว่าเป็นเพราะเห่อกับโรงหนังที่ใช้ระบบเสียง SDDS (Sony Dynamic Digital Sound) กับ THX? 

ด้วยความข้องใจผมถึงได้มาหา Jumanji ดูอีกรอบ


Jumanji เปิดตัวด้วยปี 1989 เด็กสองคนกำลังกระวีกระวาดจะเอาหีบใบใหญ่ฝังลงในพื้นดิน ซึ่ง... หนังก็พยายามสร้างบรรยากาศ "ไม่ปกติ" แบบแปลกๆ อย่างเช่น ให้เด็กตกลงไปทั้งที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น (เหมือนจะบอกว่าไอ้สิ่งที่อยู่ในหีบมันไม่ยอมปล่อย อะไรแบบนั้น) ก่อนจะตัดเข้าสู่ปี 1969



เด็กชายอลัน แพร์ริชเป็นลูกเจ้าของโรงงานทำรองเท้าที่ถูกเด็กเกเรตามไล่แกล้ง ช่วงนี้จะเป็นการเซ็ทอัพว่าอลันเป็นเด็กที่ไม่ค่อยกล้าเผชิญหน้ากับความจริงสักเท่าไหร่ และค่อนข้างจะถูกพ่อเลี้ยงดูอย่างเข้มงวด โดยคำพูดประจำที่จะใช้ในหนังเรื่องนี้คือ "เผชิญหน้าแบบลูกผู้ชายสิ" อะไรทำนองนั้น




แล้วหลังจากจบเรื่องเด็กเกเร อลันก็ได้ยินเสียงกลองประหลาดๆ เขาเดินหาต้นตอของเสียงกลองที่เหมือนจะเรียกเขา ลงไปยังไซต์ก่อสร้างจนเจอกับหีบใบใหญ่ที่เป็นหีบใบเดียวกับตอนต้นเรื่อง

ตรงนี้แปลกมาก คือ... ฉากมันแปลกๆจริง แล้วเราจะเห็นอะไรที่แปลกๆทำนองนี้เกือบตลอดทั้งเรื่องเหมือนผู้กำกับกับคนเขียนบทไม่สนใจจะหาเหตุผลเท่าไหร่ คือ... ไซต์ก่อสร้าง มีคนงานเดินไปเดินมาตลอด แต่ปล่อยให้เด็กคนนึงเดินเพ่นพล่านอยู่ในสถานที่อันตราย? ใครเป็นฟอร์แมนคุมไซต์นี้สมควรโดนไล่ออกอย่างรุนแรงนะ 

แล้วจากนั้น อลันก็ดึงหีบออกมา... โดยที่ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนสนใจเลยสักคน? ตามปกติแล้วถ้าเป็นผม ถ้าผมเห็นเด็กคนนึงเดินเพ่นพล่านในไซต์ต่อให้เป็นลูกเจ้าของโรงงาน ผมก็จะจับตาดูไปตลอดตั้งแต่ต้นยันจบเพื่อความปลอดภัยเด็ก (หรือไม่ก็จับลากไปซะ) แล้วยังไงผมก็ต้องเห็นเด็กดึงหีบออกมาจากหน้าดินอย่างแน่นอน



จริงๆมันมีผู้ใหญ่มองอลันอย่างสงสัย แต่... เฮ้ย ทำไมมันไม่เข้ามาทำบ้าอะไรเลยวะ? โดยเซนส์ตามปกติแล้ว ไอ้หมอนั่นควรจะต้องวิ่งมาดูเด็กดึงหีบใบใหญ่ออกมาไม่ใช่เรอะ



เอาเป็นว่า ในหีบนั่นมีกล่องบอร์ดเกมชื่อ Jumanji อยู่ อลัน "ขโมย" มันกลับบ้านก่อนจะเข้าซีนที่อลันทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรง ระหว่างจะหนีออกจากบ้าน เด็กผู้ใหญ่ชื่อซาราห์ วิทเทิลก็เอาจักรยานที่แฟนของเธอขโมยไป ตอนนั้นเอง ซาราห์ก็ได้ยินเสียงกลองลึกลับด้วยเหมือนกัน อลันจึงเผยเรื่องบอร์ดเกม Jumanji ให้ดู


ทั้งคู่เริ่มเล่นเกมโดยไม่ได้ตั้งใจ หลังทอยลูกเต๋าแล้วก็มีอะไรประหลาดๆเกิดขึ้น พอมีตัวหนังสือ "คำใบ้" ขึ้น ทั้งคู่ก็ได้เจอประสบการณ์ประหลาดที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าหมากได้ "ขยับ" ไปอยู่ในช่องไหน อลันถูกดูดเข้าไปในเกมเพื่อจะรอให้ซาราห์ทอยออกมาได้แต้มห้าหรือเจ็ด...




ทว่าซาราห์ไม่ได้ทอยลูกเต๋าต่อ เธอตกใจที่อลันถูกดูดเข้าไปในเกม แล้วก็มีค้างคาวจากการทอยครั้งแรกบินเข้าจู่โจมเธอจนหนีออกจากบ้านอลันไป



ผ่านไป 26 ปี พี่น้องจูดี้กับปีเตอร์ แชพพาร์ดย้ายมาอยู่ที่บ้านร้างที่เคยเป็นของอลันพร้อมกับอาของทั้งสองคน จูดี้กับปีเตอร์เพิ่งจะสูญเสียพ่อไป ระหว่างที่กำลังจะรอรถบัสโรงเรียนมารับ ทั้งคู่ถูกกระตุ้นด้วยเสียงกลองจนต้องวิ่งขึ้นไปค้นหาต้นตอที่ห้องใต้หลังคา




ทั้งคู่เจอเกม Jumanji และทั้งคู่ก็เริ่มเล่นเกมจนกระทั่งมีอะไรแปลกๆออกมามากมาย อาทิ ยุงยักษ์, ฝูงลิงจอมแสบ, สิงโต และโรบิน วิลเลียมส์ในมาดคนป่าไว้หนวดไว้เครา ใช่แล้ว อลันที่ถูกขังอยู่ในเกม 26 ปีได้หลุดออกมาสำเร็จ




ตอนนั้นเราถึงได้รู้ว่าอลันไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าของเกม Jumanji มาตลอดจนรู้อะไรต่อมิอะไรอยู่พอสมควร เมื่อเขาได้กลับมาถึงบ้าน จึงได้รู้ว่าเวลามันผ่านมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว อลันได้รู้ว่าพ่อของเขาทอดทิ้งกิจการแสนรักเพื่อตามหาตัวเขา แล้วทั้งพ่อกับแม่ก็ตายไปแล้ว อลันได้รู้ว่าพ่อรักเขาแค่ไหนก็ตอนที่สายไปแล้วนั่นเอง

ขณะที่ฝูงลิงกำลังปั่นป่วนเมืองเล็กๆอยู่นั่นเอง จูดี้ค้นพบว่าวิธีจะทำให้ทุกอย่าง "กลับมาเป็นเหมือนเดิม" ได้ก็คือ ต้องเล่นเกมให้จบ!




อลันจึงต้องลงมาเล่นเกมทั้งที่ไม่เต็มใจเนื่องจากยัง "หวาดกลัว" กับประสบการณ์ที่เจอเมื่อตอนเด็กไม่หาย แต่ลำพังแค่อลัน จูดี้ และปีเตอร์ยังไม่พอ ต้องตามหาผู้เล่นอีกคนที่เคยทอดทิ้งเกมไป นั่นคือซาราห์นั่นเอง

ซาราห์นั้นหลังจากที่อลันหายตัวไป เธอต้องเข้าบำบัดทางจิตอยู่นาน พอเจออลันกลับมาและขอให้เล่นเกมต่อ จึงต้องสติแตกเป็นของธรรมดา กระนั้นอลันก็เล่นมุกจนหลอกให้เธอทอยลูกเต๋าต่อไปได้สำเร็จ



ทั้งสี่ต้องผจญภัยสิ่งที่ออกมาจากเกมมากมาย แต่ศัตรูที่สำคัญที่สุดคือ แวน เพลท์ นักล่าจากเกม Jumanji ที่หน้าตาเหมือนพ่อของอลัน... (เพราะเป็นนักแสดงคนเดียวกัน) แวน เพลท์ออกตามล่าอลันเพราะอลันคือคนทอยลูกเต๋า จึงเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่อลันต้องผ่านไปให้ได้ถ้าต้องการจะให้เกมจบ






โอเค พูดมายืดยาว แต่ผมจะไม่สปอยล์เรื่องราวหลังจากนี้

ในความเห็นของผม Jumanji เต็มไปด้วยไอเดียเข้าท่ามากมาย แต่รู้สึกว่าการนำเสนอมันแปลกๆ

อันดับแรก CG ช้างหรือฝูงลิง ค่อนข้างจะหลอกตามากถึงมากที่สุด ดูแล้วเหมือนไม่มีน้ำหนักอะไรเลย ทั้งที่เป็นฝีมือ ILM เจ้าเดียวกับที่ทำ Jurassic Park ซึ่ง... Jurassic Park ทำ CG ได้เนียนกว่าเยอะมาก ดังนั้นถ้าพูดถึงเรื่อง CG แล้ว Jumanji ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าผิดหวังแม้จะเทียบกับ CG ในยุคนั้นก็ตาม




อันดับสอง มันมีฉากอะไรแปลกๆมากมาย นอกจากฉากที่อลันตอนเด็กเจอหีบในไซต์ก่อสร้างแล้วไม่มีผู้ใหญ่คนไหนสนใจแล้ว อลันยังสามารถขโมยรถที่คนขับเจออุบัติเหตุโดยที่ไม่มีใครห้ามอีก! มันแปลกไปแล้วนะ!! แล้วยังมีฉากที่อลันต้องสู้กับจรเข้อีก งงว่าการที่อลันกระโดดลงไปนอนอยู่บนหลังของจรเข้มัน... เป็นการ "ปล้ำกับจรเข้" ตรงไหน มันเหมือนเกาะอยู่เฉยๆแล้วหุ่นจรเข้ก็กระดกขึ้นๆลงๆมากกว่า...



อย่างไรก็ตาม Jumanji มีสิ่งหนึ่งทีทำได้ถูกต้องยิ่งกว่า Goosebumps นั่นก็คือ "สายสัมพันธ์ของตัวละคร"

ทั้งอลันและจูดี้กับปีเตอร์ล้วนสูญเสียพ่อแม่ด้วยกันทั้งคู่ จึงมีความเห็นอกเห็นใจกันแทบจะในทันที ตัวปีเตอร์เองก็ค่อนข้างจะต่างจากอลัน ปีเตอร์เป็นเด็กผู้ชายที่ค่อนข้างจะกล้าถ้าเทียบกับอลัน แน่นอนว่าจะยังมีกลัวๆตามประสาเด็กบ้าง แต่ถ้าเทียบกับอลันตอนเด็กแล้ว ปีเตอร์ดูเข้มแข็งกว่าเยอะ 

ดังนั้นอลันกับปีเตอร์จึงเหมือนเป็นภาพสะท้อนกันไปตลอดทั้งเรื่อง

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อลันต้องพูดกับปีเตอร์ แล้วเขาก็เผลอพูดคำของพ่อขึ้นมา บอกว่าลูกผู้ชายก็ต้องเผชิญหน้าแบบลูกผู้ชาย... แล้วนั่นทำให้อลันได้เข้าใจว่าเขาได้กลายเป็นพ่อของเขาขึ้นมาเสียแล้ว



และเมื่อพูดถึง "ความกลัว" กับ "พ่อ" มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แวน เพลท์ นักล่าจากป่า Jumanji จะมีหน้าตาเหมือนพ่อของอลัน เพราะเป็นการต่อสู้ในเชิงความหมายว่า อลันกลัวพ่อมากที่สุด และเขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขากลัวที่สุด เผชิญหน้าแบบลูกผู้ชาย!

และเมื่อถึงจุดสุดท้ายของเรื่องแล้ว Jumanji เป็นการพูดถึงการเดินทางระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ที่จะต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัว ที่จะต้องรับผิดชอบ สะสางสิ่งที่ตัวเองทำค้างไว้ให้เสร็จ (นั่นคือต้องเล่นให้จบเกมแม้จะอย่างไรก็ตาม)



หัวใจสำคัญอีกอย่างก็คือ นักแสดงหลักทั้งสี่คน ไม่มีคนไหนเลยที่น่ารำคาญ แต่ที่ค่อนข้างประทับใจคือเคิร์สเตน ดันสท์สมัยยังเด็ก ก่อนหน้าที่เธอจะได้แต่วี้ดว้ายใน Spider-man ของแซม ไรมี่นั่นแหละ เธอฉายแววนักแสดงระดับคุณภาพมาตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว 




มาถึงตรงนี้ ผมสรุปได้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจใน Jumanji นั้น ไม่ใช่เทคนิค CG หรือระบบเสียงของโรงหนัง แต่เป็นความผูกพันระหว่างตัวละครสี่คนที่ค่อยๆผูกพันกันมากขึ้นระหว่างผจญภัยด้วยกันอย่างแน่นอน



ตัวผู้กำกับโจ จอห์นสตัน สำหรับผมแล้ว โจ จอห์นสตันไม่ได้กำกับหนังเก่งอะไรมาก จังหวะการเล่าเรื่องกับฉากแอ็กชั่นของเขาจะแปลกๆอยู่เสมอ โดยเฉพาะใน Jurassic Park III ส่วน Captain America : The First Avenger นั้นถือเป็นหนังที่เขาเล่าเรื่องที่โอเคที่สุดแล้ว ถึงอย่างนั้นตอนช่วงกลางเรื่องในกัปตันอเมริกาก็ยังแปลกๆอยู่ดี

กับใน Jumanji โจ จอห์นสตันไม่ได้ถึงกับกำกับแย่อะไร แต่ก็แค่ไม่ได้สุดยอดอะไรมากมายเช่นกัน



Jumanji ยังเป็นประสบการณ์ที่ดูสนุกแม้จะในทุกวันนี้ อาจมีอะไรเชยๆไปบ้าง โดยเฉพาะเทคนิค CG ในเรื่อง อาจมีจังหวะจะโคนการเล่าเรื่องแบบแปลกๆ แต่ไอเดียที่เข้าท่า, นักแสดงทั้งสี่คนที่แสดงได้ดี และสายสัมพันธ์ของตัวละครที่ส่งผลกระทบถึงตอนท้ายนั้น ทำให้ผมให้ Jumanji...

7 / 10

อย่างน้อยๆสามสิบนาทีแรกของ Jumanji ก็มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นมากกว่า Goosebumps และตัวละครก็น่ารำคาญน้อยกว่า

ใครอยากหามาระลึกความหลัง หรือยังไม่เคยดูก็แนะนำว่าให้จัดไป!



Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2559 12:07:46 น.
Counter : 1239 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog