12 วัน 12 หนัง Star Trek : Day 8 - First Contract


นี่คือ "12 วัน 12 หนัง Star Trek" เป็นการเอาหนัง Star Trek กลับมาดูอีกรอบรวดเดียว 12 ภาค (ยกเว้น Insurrection กับ Nemesis ที่นับว่าเป็นการดูครั้งแรก) แล้วอัพบล็อกแบบ "1 วันต่อ 1 ภาค" หลายๆภาค เมื่อเอากลับมาดูอีกรอบ จะรู้สึกยังไงกันนะ?

อนึ่ง#1 ไม่นับ Star Trek Beyond ซึ่งยังอยู่ในโรงภาพยนตร์และมีเขียนเอาไว้แล้ว
อนึ่ง#2 คะแนนที่ให้เป็นแค่ความชอบส่วนตัว หาได้เป็นตัวกำหนดความคลาสสิคหรือความนิยมไม่




Star Trek: 
First Contract (1996)


[เรื่องราวเป็นแบบไหน]

ครั้งหนึ่งกัปตันฌอง-ลุค พิคาร์ดแห่งยานเอนเตอร์ไพรส์ เคยมีอดีตกับเผ่าพันธุ์จักรกลมีชีวิตที่เรียกว่า "บอร์ก" เขาเคยถูกจับไปดัดแปลงเป็นหนึ่งในพวกมันมาก่อน และฝันร้ายในเหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงอยู่ ทว่าจนแล้วจนรอด พิคาร์ดก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับยานของบอร์กอีกครั้ง ถึงพิคาร์ดจะทำลายยานแม่ได้ แต่พวกบอร์กกลับปล่อยยานลูกลงไปยังโลกมนุษย์ แล้วย้อนเวลาไปยังปี 2063 ซึ่งมนุษย์เพิ่งจบจากการทำสงครามโลกครั้งที่สาม

ดูเหมือนว่าบอร์กต้องการจะเปลี่ยนมนุษย์โลกให้กลายเป็นพวกมัน จึงเลือกจะใช้ช่วงเวลานี้ในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ซึ่งแปลว่าสตาร์ฟลีทไม่เคยเกิดมาก่อน! ยานเอนเตอร์ไพรส์ของพิคาร์ดจึงเป็นเพียงความหวังเดียวที่จะหยุดยั้งภัยพิบัตินั้นได้



Smiley

[มันเป็นยังไง]

First Contract นับเป็นหนังภาคที่สองของทีม The Next Generation และมันประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นทั้งด้านเสียงวิจารณ์และรายได้ เทรกกี้ชอบ คนดูหนังทั่วไปก็ชอบด้วย แม้โทนเรื่องของ First Contract จะค่อนข้างมืดมนอยู่ก็ตาม 

ไม่ใช่เพียงแค่เป็นหนังของทีม The Next Generation ที่ดีที่สุด แต่ยังทำเงินมากที่สุดในบรรดา 4 ภาคของทีมนี้ด้วย



Smiley

[รายได้]
92 ล้านเหรียญสหรัฐ

Smiley

[คะแนนส่วนตัว]
7/10

Smiley

[ความเห็นของข้าพเจ้า]

First Contract เป็น Star Trek เรื่องแรกที่ผมดูในโรง และผมชอบมันมากกก แล้วหลังจากนั้นผมก็ดูอีกหลายๆรอบ 

แต่ในวันนี้ รู้สึกว่าความสนุกมันลดลงมานิดหน่อย

สิ่งหนึ่งที่ตัวผมในวันนั้นกับในวันนี้มองตรงกันก็คือ ชอบที่ความเป็น Die Hard เวอร์ชั่น Star Trek เพราะบอร์กยึดยานเอนเตอร์ไพรส์ และพิคาร์ดก็ต้องเอาตัวรอดจากการสู้กับบอร์ก แต่มันเจ๋งตรงที่บอร์กเป็นผู้ร้ายที่ออกแนวสยองขวัญหน่อยๆ คือมันจับลูกเรือของเอนเตอร์ไพรส์ไปเปลี่ยนเป็นพวกเดียวกัน 

นั่นแปลว่าถ้าใครถูกบอร์กจับเปลี่ยนเป็นพวก = ตายแล้ว 



แถมบอร์กยังเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ พอถูกปืนเฟเซอร์ยิงไปสักสองสามครั้ง พวกมันก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับอาวุธได้ และป้องกันการโจมตีได้เหมือนๆกันทุกตัวด้วย ส่วนราชินีบอร์กที่ควบคุมบอร์กทั้งหมด ก็ทั้งสง่างามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน



ขณะเดียวกัน ผมชอบที่ตัวละครของพิคาร์ดเผยด้านดาร์คๆออกมาให้เห็นค่อนข้างมาก ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกบอร์กจับไปดัดแปลง ฉะนั้นพอต้องเผชิญหน้ากับบอร์กอีกครั้ง พิคาร์ดก็ตกสู่ด้านมืดในทันที จนถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนกับกัปตันเอแฮบใน Moby Dick ที่ทิ้งจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ไป แล้วตามล่าวาฬยักษ์ที่ทำให้เขาต้องเป็นคนพิการอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนว่าลูกเรือจะเป็นยังไง 

พิคาร์ดถือว่าเป็นตัวละครตัวที่สองต่อจาก "ข่าน" ใน The Wrath of Khan ที่อิงจากกัปตันเอแฮบ (นับเฉพาะเวอร์ชั่นหนังใหญ่นะ) 




ส่วนตัวละครผู้หญิงชื่อลิลี่ (สาวผิวดำชาวโลกที่พิคาร์ดเจอหลังย้อนอดีต) ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกรำคาญ แต่ในขณะเดียวกัน ลิลี่ก็เป็นตัวละครเพียงตัวเดียวที่เรียกสติของพิคาร์ดกับคืนมาได้ เพราะในมุมมองของพิคาร์ด เขาอ้างว่าตัวเองสู้กับบอร์กเพื่อมนุษยชาติ ดังนั้นลูกเรือจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่ยานเอนเตอร์ไพรส์ต้องยังอยู่เพื่อรับมือกับศัตรูร้ายแบบนี้ ดูเหมือนว่าสังคมในศตวรรษที่ 24 ค่อนข้างจะเป็นสังคมยูโทเปีย เรื่องการล้างแค้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนในยุคของพิคาร์ดคิดกัน ฉะนั้นแม้คำพูดของพิคาร์ดจะดูสวยหรูแค่ไหน สุดท้ายสำหรับคนศตวรรษที่ 21 อย่างลิลี่ (ซึ่งค่อนข้างจะเถื่อนกว่า) พฤติกรรมแบบพิคาร์ดมันก็คือ "การล้างแค้น" ดีๆนี่เอง ไม่ต่างอะไรกับกัปตันเอแฮบ



ปัญหาของผมคือ ความเข้ากันได้ระหว่างพิคาร์ดกับลิลี่แทบเป็นศูนย์ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะลิลี่คือคนดำ แต่ดูแล้วมีความรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคู่นี้มันดูฝืนๆอย่างบอกไม่ถูก... เอาเป็นว่ามันเป็นส่วนที่ขัดใจพิลึก


อีกส่วนหนึ่งที่ชอบน้อยลงในรอบหลังก็คือ เรื่องราวบนพื้นโลกซึ่งความรู้สึกน่าสนใจค่อยๆลดระดับลงทุกครั้งที่ดู มันไม่ได้แย่อะไร แต่เรื่องราวบนยานมันสนุกกว่าจนเรื่องราวบนพื้นโลกมันเหมือนเอามาคั่นจังหวะให้คนดูได้หายใจหายคอกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง 



อย่างไรก็ตาม ผมชอบประเด็นเรื่องที่ว่า เอาจริงๆแล้วบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงมนุษยชาติให้ออกเดินทางสู่ห้วงอวกาศอันเป็นเขตแดนสุดท้าย (the final frontier) นั้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่ทำอะไรเพื่อสนองตัณหาตัวเองเท่านั้น 



ในด้านของฉากแอ็กชั่น เมื่อก่อนผมว่า First Contract มีฉากแอ็กชั่นที่เจ๋งสุดในบรรดาหนัง Star Trek แต่พอมาวันนี้ กลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว ราวกับว่าได้ถูกกาลเวลาพรากไปเช่นเดียวกับ The Wrath of Khan มันมีฉากยิงกัน มันมีฉากที่พิคาร์ดสู้กับบอร์กควีน แต่ทำไมดูแล้วมันรู้สึกเฉยๆนั้น ผมเองก็ตอบลำบาก

ถ้าบอกว่า Star Trek เวอร์ชั่นเก่าไม่ได้มีจุดแข็งอยู่ที่ฉากแอ็กชั่น... ผมจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะหลังจากที่ไล่ย้อนดูหนัง Star Trek ทั้งหมด ถ้าไม่นับ Star Trek 2009 เวอร์ชั่นรีบูทของเจ เจ อบลัมส์ ผมชอบฉากแอ็กชั่นของ The Undiscovered Country มากกว่า แม้จะเชยๆไปตามยุคสมัย แต่มันมีจังหวะจะโคนที่ทำให้ดูสนุกกว่าของ First Contract 

...ฉากแอ็กชั่นน่ะ ไม่ใช่แค่ยิงปิ้วๆหรือต่อยผัวะๆแล้วก็โอเคแล้ว แต่มันเป็นเรื่องของมุมกล้อง คิวสตันท์ และจังหวะจะโคนในการตัดต่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย



อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว ผมก็ยังมองว่า The First Contract เป็นหนัง Star Trek ที่ค่อนข้างแข็งแรงทั้งการแสดง พล็อต และการเล่าเรื่องโดยรวม แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม


[บล็อกที่เกี่ยวข้อง]


Smiley Star Trek: First Contract (1996) <----You're here.
Smiley Star Trek: Insurrection (1998) <---- 16 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek: Nemesis (2002) <---- 17 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek (2009) <---- 18 สิงหาคม 2559
Smiley Star Trek Into Darkness (2013) <---- 19 สิงหาคม 2559




Create Date : 03 สิงหาคม 2559
Last Update : 16 สิงหาคม 2559 5:03:27 น.
Counter : 260 Pageviews.

1 comments
  
mhnbvcxzdcerfgtbnju
โดย: manaow21 IP: 202.44.245.79 วันที่: 13 พฤษภาคม 2560 เวลา:16:31:25 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog