Tale of Tales : พลิกเรื่องเล่านิทานโหด (ไม่สปอยล์ + นิทานต้นฉบับ)






หมายเหตุ : นิทานต้นฉบับ จะอยู่ตรงท้ายสุดของรีวิวนี้



พวกเราหลายคนอาจเคยรู้กันอยู่แล้วว่า เทพนิยายเวอร์ชั่นโบราณนั้นเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่มืดมน, หดหู่, สยดสยอง เต็มไปด้วยตัวละครวิปลาสทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี มันมี "เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า" ในมุมที่แตกต่างจากเทพนิยายเวอร์ชั่นเด็กดี 

มันสะท้อนถึงความเป็นจริงอันเลวร้ายและ "สอนใจ" คนแบบตรงๆมากกว่าจะทำให้เด็กนอนหลับฝันหวาน ไม่ต่างอะไรกับตบหน้าสอนหรือตีก้นแรงๆให้จำ

เท่าที่ผมนึกออกตอนนี้ หนังแนวเทพนิยายสยดสยองตามแบบฉบับนิทานโบราณที่ผมเคยดูคือ Pan's Labyrinth และผมก็ชอบมันด้วย

เมื่อหลายวันก่อนผมเพิ่งได้รู้จักหนังเรื่อง Tale of Tales โดยบังเอิญ (ขณะเสิร์ชหาเรื่องนิทานเวอร์ชั่นดาร์คๆ) 

และ... พบว่ามันน่าสนใจเอาเรื่อง 





Tale of Tales เป็นหนังปี 2015 ที่กำกับโดย Metteo Garrone ...ซึ่งผมไม่รู้จัก และไม่เคยดูหนังของเขาเลยสักเรื่อง 

แต่ดูเหมือนว่าผู้กำกับคนนี้จะได้รับคำชมจากนักวิจารณ์และสายคนดูหนังต่างประเทศ (แบบอาร์ตๆ) อยู่เหมือนกัน ดูเหมือนว่าเรื่องที่ดังๆของเขาจะเป็น Gomorrah หนังที่กวาดรางวัลทั้งจากเทศกาลหนังเมืองคานส์และเคยเข้าชิงลูกโลกทองคำ

ส่วน Tale of Tales ไม่ได้ถูกเข้าชิงหรือไม่ได้รางวัลอะไรขนาดนั้น เอาจริงๆแล้ว รู้สึกสงสัยด้วยซ้ำว่าจะมีคนรู้จักเรื่องนี้กี่คน แถมรายได้ยังต่ำเตี่ยแม้แต่ต้นทุนก็ยังไม่คุ้มเลยด้วยซ้ำ (ต้นทุน 14.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทำเงินทั่วโลกได้แค่ 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ)

Tale of Tales ดัดแปลงจากนิทานสามเรื่องของ Giambattista Basile นักแต่งนิทานและนักกวีชาวนาโปลี ในผลงานปี 1634 ที่ชื่อ Pentamerone

นิทานสามเรื่องที่ว่าคือ La Pulce (The Flea - ตัวหมัด), La Cerva Fatata (The Enchanted Doe - กวางมหัศจรรย์), และ La Vecchia Scorticata (The Flayed Old Lady - หญิงแก่ผู้ถูกถลกหนัง)

ผมจะพูดถึงนิทานต้นฉบับในตอนท้าย แต่ตอนนี้มาว่ากันด้วยตัวหนังก่อน

Tale of Tales มีนิทานทั้งสามเรื่องอย่างที่ว่ามา ทว่านิทานทั้งสามเรื่องไม่ได้ถูกแยกออกมาอย่างชัดเจน เราจะไม่ได้ดูนิทานเรื่องหนึ่งจบ แล้วค่อยต่อด้วยนิทานเรื่องสอง พอนิทานเรื่องที่สองจบ ค่อยต่อด้วยนิทานเรื่องที่สาม

แต่ทั้งสามเรื่องถูกเล่าไปพร้อมๆกัน!

และหนังเรื่องนี้อ้างอิงจากนิทานก็จริง แต่มันมีฉากเซ็กส์ ฉากเห็นนมเห็นตูดแบบจะๆ และฉากโหดๆแบบที่เด็กไม่ควรดูเป็นอันขาด!




เรื่องแรก เป็นเรื่องราชาและราชินีแห่งดาร์กวู้ดที่แสดงโดยจอห์น ซี ไรลีกับซัลมา ฮาเย็ค ทั้งคู่อยากได้ลูกมาก หมอผีจึงแนะนำให้ราชาไปฆ่ามังกรทะเลเพื่อเอาหัวใจมาให้ราชินีกิน แต่ต้องเอาไปต้มโดยสาวบริสุทธิ์ก่อน ราชินีไม่สนใจผลลัพธ์ของสิ่งที่จะตามมา ไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าพระราชาจะต้องแลกชีวิตเพื่อเป้าหมายของเธอ



หลังจากได้หัวใจมังกรมา สาวบริสุทธิ์ก็เป็นคนเอามาต้มจนทำให้เธอท้องไปโดยปริยาย ส่วนหัวใจถูกเอามาให้ราชินีกินจนตั้งครรภ์ ต่อมา ราชินีได้ให้กำเนิดลูกชายชื่อเอเลียส ส่วนลูกของสาวบริสุทธิ์ชื่อโจนาห์ ทั้งคู่มีหน้าตาเหมือนกันราวกับฝาแฝด

เอเลียสกับโจนาห์สนิทกันมาก ราชินีไม่ชอบใจและสั่งแม่ของโจนาห์ว่าห้ามให้โจนาห์มาเล่นกับเอเลียสอีก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้เด็กชายทั้งสองมาพบกันได้ ราชินีจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาดโดยไม่สนผลกระทบที่จะตามมาอีกเช่นเคย



เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของพระราชาแห่งฮายเมาเท่น พระองค์มีลูกสาวเป็นเจ้าหญิงผู้น่ารักน่าชัง วันหนึ่งพระราชาได้พบกับ "ตัวหมัด" ที่เชื่องมาก และพระองค์ก็เลี้ยงดูอย่างรักใคร่จนแทบไม่ได้สนใจลูกสาวของตัวเองเลย

และบทเรียนของพระองค์ก็กำลังใกล้จะมาถึง




เรื่องที่สาม คือเรื่องของราชาแห่งสตรองก์โฮลด์ที่ลุ่มหลงในราคะสุดๆ มั่วกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา วันหนึ่งเกิดติดใจเสียงร้องของหญิงชาวบ้านที่มองเห็นอยู่ไกลๆ ไม่ได้เห็นหน้าค่าตา จึงพยายามจะเกี้ยวพาราสีโดยหารู้ไม่ว่า หญิงชาวบ้านที่น้ำเสียงไพเราะนั่น เป็นหญิงชราหนังเหี่ยวที่อยู่กับน้องสาว (หรือพี่สาวไม่แน่ใจ) 

พระราชาส่งของมีค่ามาให้หญิงชราโดยที่หญิงชรามักจะซ่อนตัวอยู่หลังประตูทุกครั้ง และเมื่อพระราชามาหาถึงบ้าน หญิงชราก็ยื่นนิ้วชี้ที่ถูกทำให้เต่งตึงออกไปให้พระราชาจูบอย่างดูดดื่มเล่น ก่อนจะนัดแนะว่าจะไปหาที่พระราชวัง แต่ต้องดับไฟทั้งหมดก่อน

หญิงชราไปหาพระราชาตามวันเวลานัดหมาย ทว่าเรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อล่ะ?






อย่างที่ได้บอกไปแล้ว หนังเรื่องนี้คือนิทานสามเรื่องที่ถูกเล่าไปพร้อมๆกัน จังหวะการเปลี่ยนจากนิทานเรื่องหนึ่งไปยังอีกนิทานเรื่องหนึ่ง จึงแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันจนเกือบแยกไม่ออก แน่นอนว่าตอนแรกๆผมรู้สึกสับสนอยู่นิดหน่อย เพราะไม่ได้เตรียมใจว่าจะเจอแบบนี้ 

ต่อพอดูต่อไปเรื่อยๆก็ชักจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เริ่มตามสถานการณ์ได้ว่าตอนนี้เป็นเรื่องเล่าของใคร ซึ่งก็ต้องชมว่าผู้กำกับค่อนข้างจะเล่าเรื่องได้เก่งพอสมควร 

องก์แรกของหนังจะรู้สึกว่าหนังค่อนข้างอืดเพราะเป็นการเซ็ทอัพเรื่องทั้งสามเรื่อง แต่พอช่วงกลางๆ หนังทั้งสามเรื่องเริ่มจะเข้าจุดพลิกผันที่ทำให้น่าติดตามขึ้น เลยดูสนุกขึ้นมาหน่อย

สิ่งที่ต้องชมเชยเลยจริงๆก็คือ งานทางด้านภาพค่อนข้างสวย การตัดต่อที่เหมือนจะสับสน เอาจริงๆกลับไม่ได้สับสนอะไรมากนัก (แค่คนดูต้องทำความเข้าใจกันสักหน่อย) แม้จะเล่าเรื่องสามเรื่องไปพร้อมกัน แต่ก็รู้ว่าช่วงนี้ควรจะโฟกัสไปที่อะไร ช่วงต่อมาควรจะโฟกัสไปที่อะไร และเพลงประกอบก็ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้กับบางฉากได้ค่อนข้างทรงพลังด้วย

มีอยู่หลายฉากที่ทั้งการเล่าเรื่องของผู้กำกับ การตัดต่อ เพลงประกอบ และการแสดงของนักแสดง ผสมผสานกันออกมาได้ค่อนข้างจะเจ๋งมาก!




และผมคิดว่าการเล่าเรื่องสามเรื่องไปพร้อมกัน มันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของหนังก็ได้

ลองคิดดูสิครับ ถ้าค่อยๆเล่าเรื่องไปทีละเรื่อง มันอาจดูสับสนน้อยกว่านี้ แต่พอเรื่องหนึ่งจบและเรื่องเริ่มใหม่ คนดูก็ต้องมานั่งปรับอารมณ์เพื่อมาดูการเซ็ทอัพเรื่องราวของตัวละครชุดใหม่อีกครั้ง

แต่พอเปลี่ยนมาเล่าเรื่องพร้อมกันทั้งสามเรื่อง เราจะแค่ใช้เวลาในการปรับตัวกับช่วงต้นๆของหนังเท่านั้น พอนิทานทั้งสามเรื่องเข้าช่วงองก์ที่สองพร้อมกัน เราก็รู้สึกว่ามันสนุกโดยไม่ต้องเสียเวลาปรับอารมณ์ พอนิทานทั้งสามเรื่องเข้าฉากไคลแม็กซ์และจบพร้อมกัน เราก็รู้สึกว่าเรื่องราวได้จบลงโดยที่ไม่เสียเวลามานั่งปรับอารมณ์อีกเช่นเดียวกัน

เพียงแต่ว่า...

ความพยายามในการเล่านิทานสามเรื่องไปพร้อมๆกันอาจส่งผลเสียในแง่ของความลงตัวของหนัง อาจทำให้คนดูทั่วไปไม่ชอบใจ โดยเฉพาะคนที่ต้องการดูหนังเพื่อความสนุกอย่างเดียว ไม่อยากตามหนังที่มีการเล่าเรื่องแบบแปลกๆ (จริงๆก็ไม่ค่อยแปลกในความเห็นผมนะ หนังที่มีการเล่าเรื่องหลายๆเรื่องไปพร้อมๆกันเนี่ย)

และเนื่องจากนิทานบางเรื่องค่อนข้างสั้นหรือไม่เหมาะจะเล่าเป็นหนังยาวๆ ผู้กำกับเลยพยายามดัดแปลงและเพิ่มเติมอะไรหลายอย่างเข้าไป ทำให้บางช่วงของหนังดูอืดๆอยู่พอสมควร



โดยรวมแล้วผมให้ Tale of Tales

7/10

มันมีความคิดสร้างสรรค์ในแง่ของการเล่าเรื่องกับการดัดแปลงนิทาน มีการกำกับที่ดี มีการแสดงที่ดี มีการกำกับภาพที่สวย

การเล่านิทานสามเรื่องไปพร้อมกันอาจเป็นจุดบกพร่องสำคัญของหนัง และการเพิ่มเติมบทนอกเหนือจากนิทาน บางครั้งก็ทำให้หนังดำเนินเรื่องไปอย่างอืดๆอยู่บางจังหวะ 

อย่างไรก็ตาม นิทานทุกเรื่องมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน และมันได้ให้คติสอนใจ (หรือตบหน้าสอน) เรื่อง "รักแท้" ได้ค่อนข้างดีทีเดียว



นิทานต้นฉบับของ Giambattista Basile แบบย่อๆ 

1. นิทานสามเรื่องนี้มีการเล่ากันมาอย่างยาวนาน ระดับเดียวกับซินเดอเรลล่าหรือสโนวไวท์ ดังนั้นการเล่านิทานพวกนี้จึงไม่ถือเป็นการสปอยล์หนัง แม้จะมีหลายจุดที่เหมือนกันอยู่ก็ตาม

2. แม้จะมีหลายจุดที่เหมือนกัน แต่หนัง Tale of Tales ก็มีดัดแปลงและ "บิดเรื่องเล่า" ในหลายจุดเช่นกัน




La Cerva Fatata 
(The Enchanted Doe - กวางมหัศจรรย์)



กาลครั้งหนึ่ง ราชาองค์หนึ่งต้องการลูกมากและมักจะบริจาคให้คนยากคนจนอยู่เสมอเพื่อให้เทพเจ้าบรรดาลลูกมาให้ แต่หลังจากที่บริจาคไปมากมายทว่าไม่เห็นผล พระองค์ก็ปิดตัวเงียบอยู่แต่ในหอและยิงธนูใส่ใครก็ตามที่โผล่หน้าเข้ามา 

วันหนึ่งมีนักเดินทางมาบอกพระองค์ว่า หากราชินีได้กินหัวใจของมังกรทะเลแล้ว ราชินีจะมีลูก พระองค์ได้ยินอย่างนั้นจึงไม่รอช้า รีบจัดการตามที่นักเดินทางบอกทันที จนในที่สุดพระองค์ก็มีลูกแฝดชื่อฟอนโซและคานเนโลโร

ราชินีรักใคร่ฟอนโซ-ลูกคนโตมากกว่าคานเนโลโร-ลูกคนเล็ก พอเห็นฟอนโซรักน้องชายมากกว่าตนก็เกิดริษยา วันหนึ่งได้พบสถานที่ที่ฟอนโซใช้ทำกระสุนสำหรับล่าสัตว์ (น่าจะเป็นแบบปืนคาบศิลาสมัยก่อน) จึงเอาลูกกระสุนร้อนๆลูกหนึ่งขว้างใส่คานเนโลโรจนเป็นแผลน่าเกลียด ราชินีตั้งใจจะขว้างอีกลูก แต่ฟอนโซกลับมาห้ามได้ทันก่อน

คานเนโลโรบอกว่าเขาต้องจำเป็นต้องจากไป และเพื่อโน้มน้าวให้ฟอนโซปล่อยเขาไปแต่โดยดี คานเนโลโรได้ใช้มีดปักพื้นจนกลายเป็นน้ำพุขนาดเล็กขึ้นมา พร้อมกับบอกกับพี่ชายว่าเมื่อใดที่น้ำพุยังใสสะอาด แสดงว่าเขาปลอดภัยดี เมื่อใดที่เริ่มขุ่น แสดงว่าเขาเกิดปัญหา เมื่อใดที่แห้งเหือด แสดงว่าเขาตายแล้ว เมื่อเขาปักมีดลงไปอีก ดอกเมอเทิลก็งอกขึ้น คานเนโลโรบอกพี่ชายว่า เมื่อใดที่เป็นสีเขียว แสดงว่าเขาสบายดี เมื่อใดที่เริ่มเหี่ยว แสดงว่าเขาป่วย เมื่อใดที่มันตาย แสดงว่าเขาตาย

จากนั้นคานเนโลโรก็จากไป

ต่อมาคานเนโลโรได้ไปแข่งขันการต่อสู้ ได้รับชัยชนะและแต่งงานกับเจ้าหญิงเฟนิเซีย วันหนึ่งเขาออกไปล่าสัตว์ทั้งที่พ่อตาได้เตือนเรื่องยักษ์ (โอเกอร์) ที่เปลี่ยนร่างได้ แล้วคานเนโลโรก็ได้เจอยักษ์นั่นจริงๆ! 

ยักษ์แอบเปลี่ยนร่างตัวเองเป็นกวาง และเมื่อยามเย็นมาถึง มันก็ขอมาผิงไฟกับคานเนโลโรโดยขอให้เขาผูกพวกสุนัขไว้ให้แน่น รวมถึงดาบของเขาด้วย มันจะได้เข้ามาผิงไฟได้อย่างสบายใจ 

คานเนโลโรยอมทำตาม ทำให้ยักษ์จับตัวเขาได้และขังเขาไว้ในหลุม

ทางด้านหนึ่ง ฟอนโซพบว่าดอกเมอเทิลได้แห้งเหี่ยวและน้ำพุกำลังขุ่นมัว จึงได้รีบพาสุนัขวิเศษสองตัวออกไปตามหาทันที ฟอนโซเดินทางจนมาถึงเมืองที่คานเนโลโรใช้ชีวิตอยู่และพบว่าทุกคนกำลังเศร้าโศก ถึงได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฝาแฝดของตน

ฟอนโซออกตามล่าและฆ่ายักษ์ได้สำเร็จ เมื่อสองฝาแฝดกลับมาถึงอาณาจักรของเฟนิเซีย เฟนิเซียก็แยกฝาแฝดสองคนออกด้วยรอยแผลที่แม่ของฝาแฝดได้ฝากรอยเอาไว้นั่นเอง


*******

La Pulce 
(The Flea - ตัวหมัด)

กาลครั้งหนึ่ง มีพระราชาองค์หนึ่งได้เลี้ยงตัวหมัดเอาไว้จนตัวมันโตเท่าแกะ หลังจากนั้นพระองค์ก็ถลกหนังมัน และสัญญาว่าใครก็ตามที่เดาได้ว่ามันเป็นหนังจากสัตว์อะไร คนนั้นก็จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ทว่ายักษ์ทายถูก ราชาจึงต้องยกเจ้าหญิงให้กับยักษ์ไป

ยักษ์พาตัวเจ้าหญิงกลับที่พักของมันซึ่งเต็มไปด้วยกระดูกมนุษย์ เธอพร่ำรำพันที่หน้าต่างและบอกเรื่องราวอันเลวร้ายกับหญิงชราที่อยู่แถวนั้น หญิงชราบออกว่านางมีลูกเจ็ดคนที่มีพลังวิเศษพอจะช่วยเหลือเธอได้ ในวันต่อมา หญิงชราก็มาพร้อมกับลูกชายเจ็ดคนและพาเธอออกมา

ลูกชายคนโตได้ยินว่ายักษ์กลับมาถึงบ้านแล้ว พวกน้องๆจึงช่วยกันวางอุปสรรคไว้ขัดขวางยักษ์ คนหนึ่งล้างมือจนเกิดเป็นทะเลฟองสบู่ขึ้น คนหนึ่งเปลี่ยนชิ้นเหล็กให้กลายเป็นดงใบมีด คนหนึ่งเปลี่ยนกิ่งไม้ให้กลายเป็นป่า คนหนึ่งเปลี่ยนน้ำเพียงเล็กน้อยให้กลายเป็นแม่น้ำ และคนสุดท้องเปลี่ยนกรวดให้กลายเป็นหอคอย เอาไว้ให้พวกตนขึ้นไปหลบหนีได้

อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับติดแหงกอยู่บนหอคอย และยักษ์ก็ปีนขึ้นบันไดมาแล้ว น้องคนสุดท้องจึงยิงตาและตัดหัวมันซะ

หลังจากฆ่ายักษ์ได้ พี่น้องเจ็ดคนก็พาเจ้าหญิงไปส่งราชา ต่างได้รับรางวัลเป็นของมีค่ากันถ้วนหน้า ส่วนเจ้าหญิงก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายที่เหมาะสมและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


*******

La Vecchia Scorticata 
(The Flayed Old Lady - หญิงแก่ผู้ถูกถลกหนัง)



นิทานเรื่องนี้เหมือนจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนัก แต่จริงๆแล้วมันติดอันดับนิทานที่มืดมนสุดๆเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

กาลครั้งหนึ่ง ราชาองค์หนึ่งเข้าใจผิดคิดว่าหญิงสาวสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านเป็นสาวสวย เพราะเพียงแค่ได้จูบนิ้วข้างหนึ่งของหญิงชราที่ยื่นออกมาจากรูกุญแจเล็กๆ 

พระราชาอ้อนวอนขอให้ได้หลับนอนกับเธอ หนึ่งในหญิงชรายอมรับคำชวน แต่ระบุว่าขอให้ช่วยดับไฟทั้งหมดและต้องมีเซ็กส์กันในความมืด ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าเพื่อปกปิดสภาพเหี่ยวย่นของตน หลังจากนั้นราชาจึงกลับปราสาทไปรอคอยให้ถึงกลางคืนอย่างใจจดใจจ่อ

หญิงชราพยายามดึงผิวหนังตัวเองให้ตึงด้วยเชือก ก่อนจะปกปิดตัวเองด้วยผ้าคลุมยาวรุ่มร่ามและซ่อนตัวในความมืดจนไปถึงห้องของราชา

หลังมีเซ็กส์กับหญิงที่ตนปรารถนาสมใจอยากแล้ว ขณะที่ฝ่ายผู้หญิงยังหลับอยู่ ราชาก็จุดเทียนเพื่อจะค้นพบว่าคนที่ตนเพิ่งมีเซ็กส์ด้วยเป็นอีแก่หนังเหี่ยว ด้วยความตกใจปนสยองจึงยกร่างหญิงชราขึ้นแล้วโยนออกไปนอกหน้าต่าง!

ทว่าหญิงชราไม่ตายเพราะผิวหนังที่เหี่ยวย่นได้ไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ไว้ แล้วก็ห้อยต่องแต่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมีนางฟ้าบินผ่านมา นางฟ้าขบขันกับภาพที่เห็น กระนั้นก็ช่วยบันดาลความปรารถนาของหญิงชราให้กลายเป็นจริง จนในที่สุด หญิงชราก็เปลี่ยนร่างเป็นเด็กสาวผิวเต่งตึง! เมื่อรุ่งเช้ามาถึง พระราชาได้มองออกมาจากห้องนอนและไปเห็นหญิงสาวผู้งดงามเข้า จึงรีบเอาตัวมาเป็นเมียในบัดดล กลายเป็นราชินีองค์ใหม่

เมื่อได้เจอกับน้องสาว (พี่สาว?) วัยชราของตน ราชินีไม่ต้องการเผยเคล็ดลับความงามให้ จึงบอกไปว่า เธอเต่งตึงได้แบบนี้ก็เพราะถลกหนังตัวเองเป็นๆ ดังนั้นหญิงชราอีกคนจึงไปหาช่างตัดผมมือดีพระนครเพื่อถลกหนังเป็นๆบ้าง 

แน่นอนว่าเมื่อช่างตัดผมถลกหนังทั้งเป็น หญิงชราอีกคนก็พบกับความตายอย่างเจ็บปวด

ส่วนพระราชากับราชินี (อดีตหญิงชรา)? ทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป




Create Date : 01 พฤษภาคม 2559
Last Update : 1 พฤษภาคม 2559 21:36:16 น.
Counter : 9481 Pageviews.

1 comments
  
เขียนได้ดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วช่วยให้เข้าใจอะไรได้หลายๆอย่าง นี่ดูหนังจบแล้วอีกหาบทความเกี่ยวกับหนังอ่านเลย ขอบคุณที่เขียนให้อ่านนะคะ
โดย: tong IP: 202.28.78.178 วันที่: 7 พฤษภาคม 2560 เวลา:22:24:33 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog