ขุมทรัพย์จากการลดน้ำหนัก : บทเรียนที่ 1
บทเรียนที่1
ขุมทรัพย์มักจะอยู่ในที่ยากจะเข้าถึงได้ง่าย


ผมไม่ได้มาอยู่ตรงนี้เพื่อบอกวิธีลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก หรือสูตรใดๆทั้งสิ้น ผมมาอยู่ตรงที่เพื่อเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่า เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจเล็กๆ ผมมีขุมทรัพย์ และอยากจะแบ่งปันให้กับคนอื่นบ้าง


ผมเป็นใคร?ผมเคยอ้วน น้ำหนักเคยขึ้นไปถึง 114 กิโลครึ่ง

ผมเป็นใคร?ผมเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะลดน้ำหนักได้

แต่วันนี้ผมก็ลดน้ำหนักได้

(ซ้าย) ตอนประมาณ 114 โล (ขวา) ตอนประมาณ 76-80 โล

(รูปภาพ : (ซ้าย) ประมาณ 114 กิโล (ขวา) ประมาณ 78-80 กิโล)


แต่กว่าจะทำได้ล่ะ?


ขุมทรัพย์อันล้ำค่าย่อมถูกซุกซ่อนอยู่ในหลืบของทางลับใต้ดินหรือใต้หุบเขา หรือที่ใดก็แล้วแต่ที่คนส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ยากลำบาก จะว่าน่าขำก็ได้แต่เส้นทางการลดน้ำหนักของผมมันเป็นเหมือนแบบนั้น มันจริงจัง เหมือนต้องเดินคลำทางในความมืดและต้องใช้พลังกายและพลังใจกว่าจะลดมันลงได้


ต้องทุ่มพลังเพื่อจะลุกขึ้นมาทำความอดทนที่จะลงมือทำอย่างต่อเนื่อง และความกล้าหาญที่จะต้องรับผิดชอบกับชีวิตตัวเองไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม


ผมนึกว่าจะต้องอ้วนไปตลอดทั้งชีวิตเสียแล้ว...


บทเรียนที่ผมได้จากมันนั้นช่างมีมากหลายมันเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในหลายๆเรื่องหลังจากนั้น ทั้งศาสนา จิตวิทยาปรัชญา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ


อย่างที่ผมบอก ขุมทรัพย์มักจะอยู่ในที่ลับ และถ้าฝ่าฟันไปถึง มันย่อมต้องได้อะไรกลับมาบ้าง


ผมควรจะพูดถึงจุดเริ่มต้นตรงไหนถึงจะเข้าใจกันได้ง่ายๆนะ...


ณ ปัจจุบัน...


ขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าห้องน้ำสายตาผมชำเลืองไปเห็นรูปตัวเองตอนเด็กซึ่งถ่ายคู่กับน้องสาวหมายเลขหนึ่ง(มีน้องสาวสองคน) ผมอดพิจารณาไอ้ห่วงยางที่อยู่ตรงพุงนั่นไม่ได้ คิดได้แค่ว่า“ตัวเองเจ้าเนื้อมาตั้งแต่เด็กเลยหรือนี่”


ใช่มันเป็นไปตามนั้น ผมระลึกถึงภาพตอนเด็กที่พ่อหรือแม่นี่แหละ อุ้มผมที่ชายทะเลจำได้ว่าตัวเองช่างเจ้าเนื้อเหลือเกิน ดูนมนั่นสิ ดูเนื้อตรงนั้นสิรูปร่างเราเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กเลยสินะ


นั่นคือข้อสรุปที่ว่าทำไมผมถึงอ้วนถึง114กิโลครึ่งอย่างนั้นหรือ? ถ้าเป็นผมเมื่อสมัยก่อนคงตอบอย่างสิ้นหวังว่า“ใช่ เพราะอ้วนมาตั้งแต่เด็ก มันก็คงจะต้องอ้วนต่อไปจนถึงแก่นั่นแหละ”   


แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆน่ะ?


นับตั้งแต่เป็นเด็กอนุบาลจนโตถึงเรียนจบและเข้าทำงานผมอ้วนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสื้อผ้าแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆปี ยังจำได้ดีเลยว่าตอนเด็กพ่อกับแม่บังคับให้ผมเรียนว่ายน้ำทุกเช้าวันเสาร์อาทิตย์นั่นคือช่วงเวลาแห่งความทรมาน ผมสารภาพว่าผมเกลียดมัน แม้มันจะส่งผลให้ร่างกายของผมมีภูมิต้านทานโรคระดับหนึ่งหรือมีทักษะในการช่วยเหลือตัวเองยามตกน้ำก็ตาม ทำไมผมถึงทรมาน?เพราะผมต้องโชว์ร่างอ้วนๆ ร่างเจ้าเนื้อนั่น ต้องทนกับสายตาและเสียงหัวเราะคิกคักของผู้คนนับตั้งแต่ลงรถอาบน้ำเปลี่ยนชุด เข้าแถวออกกำลังกาย จนไปถึงตอนฝึกว่ายน้ำน่ะสิ! (ในสายตาคนอื่นอาจเป็นเรื่องขำ แต่กับเจ้าตัวมันไม่ขำเลยสักนิด)


นอกจากจะโดนเพื่อนร่วมกลุ่มล้อแล้วเวลาว่ายน้ำยังเหนื่อยกว่าคนอื่น แตะขอบสระช้ากว่าคนอื่นเกลียดเวลาที่ต้องลงแข่งจับเวลาในทุกๆปีเพราะรู้สึกเหมือนจะต้องเป็นที่โหล่ทุกครั้ง


ผมเรียนว่ายน้ำตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมหกแต่ทำไมผมถึงยังอ้วนขึ้นเรื่อยๆ?


ผมนึกย้อนเพิ่มขึ้นอีกหน่อยจำได้ว่าช่วงตอนประถมสี่หรือห้าหรือหกนี่แหละผมกับพ่อแม่ไปหาหมอเพื่อหาทางลดน้ำหนัก และผมก็ได้ยาลดน้ำหนักมากินชุดหนึ่งได้ผลไหม? มันน่าจะได้ผลสิ ไอ้คนที่ถูกเพื่อนๆในชั้นเรียกว่า “แป๊ะยิ้ม”กำลังจะหายไปแล้ว!


แต่ว่า...ทำไมผมถึงยังอ้วนขึ้นเรื่อยๆล่ะ?


ทั้งช่วงประถมช่วงมัธยมต้น ช่วงประถมปลายผมต้องเจอเรื่องเลวร้ายมากมายที่เกี่ยวข้องกับความอ้วนของตัวเอง ทั้งตอนชั่วโมงพละ(เกลียดมาก โดยเฉพาะตอนที่ต้องทำอะไรอับอายต่อหน้าสาวที่ชอบ) ตอนวิ่งสอบร.ด.(แน่นอนว่าวิ่งไม่จบด้วยซ้ำ) แล้วพอทำงานก็ต้องมาแข่งกีฬาสีบ้าบอวิ่งแข่งบนชายหาดบัดซบนั่นอีก! เกลียดว่ะเกลียดไอ้เรื่องบ้าพวกนี้ชิบหาย!เวลาขึ้นรถเมล์มันก็ช่างอึดอัดเสียเหลือเกินโดยเฉพาะไอ้รถแอร์โกโรโกโสที่เก้าอี้มีขนาดเล็ก (จะทำใหญ่ๆหน่อยไม่ได้รึไงฟะ)ไอ้รถกระป้อเข้าซอยนั่นก็ด้วย ทำไมแม่งต้องเล็กจนเข้าออกไม่ได้(จะทำใหญ่ๆหน่อยไม่ได้รึไงฟะ)สุดท้ายต้องรอแต่รถสองแถวใหญ่ที่นั่งได้สะดวกขึ้นมาหน่อย แต่ต้องรอนานกว่ามันจะมาคันนึง  


ผมรู้ว่าความอ้วนเป็นปัญหาของผมมาตลอดผมพยายามจะลดน้ำหนัก พยายามไปวิ่งที่สนามกีฬา ...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว, ออกกำลังด้วยเครื่องออกกำลังกายของอา...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว, ไปเล่นยูโดฟรีๆที่ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว, วิ่งพร้อมกับพ่อตอนเย็นแถวหน้าบ้าน...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว, ทำงานแล้วมีตังค์ซื้อแผ่นวีซีดีออกกำลังกายมาเพื่อออกกำลังที่บ้าน...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว... 


ประสบการณ์ที่ล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนกัดกินจิตใจของผมจนเรียกว่าไร้ความหวังโดยสิ้นเชิง


ผมพยายามเดินไปหาขุมทรัพย์แต่ความอ่อนแอเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้อุปสรรคดูทรงอำนาจขึ้นกว่าเดิมผมเดินอยู่ท่ามกลางความมืดมิด สิ้นหวัง ท้อแท้


ผมเลิกคิดที่จะลดน้ำหนักแล้วละ


แต่อะไรที่ทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาลดน้ำหนักอย่างจริงจังจนกระทั่งลดจาก 114 กิโลครึ่งจนเหลือ 76 กิโลน่ะหรือ?


เรื่องมันเกิดขึ้นในค่ำคืนหนึ่ง


ผมเข้านอนเพื่อวันรุ่งขึ้นจะตื่นไปทำงานตามปกติ แล้วขณะนอนนั้นเอง...จู่ๆผมก็รู้สึกอึดอัด รู้สึกเหมือนมีก้อนไขมันไหลเวียนไปตามเส้นเลือด ไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกาย มันช่างขยะแขยง แล้วในฉับพลัน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหายใจติดขัด บริเวณหน้าอกเกิดอาการชา


ผมกลายเป็นโรคร้าย?ไม่ใช่หรอก เผอิญว่าจินตนาการเรื่องก้อนไขมันของผมมันดันไปกระตุ้นกลไกทางจิตอะไรสักอย่าง จนทำให้หายใจไม่เต็มปอดขึ้นมา และกล้ามเนื้อบริเวณอกก็คงเกิดอาการเกร็งจนชา ปัจจุบันเวลาวิตกกังวลอะไรมากๆก็ยังเป็นอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นผมไม่ได้คิดแบบนั้น ความกลัวกระตุ้นจินตนาการในทางลบจนเลวร้ายหนักขึ้นเรื่อยๆ


ผมกลัวตาย!


ความทรมานจากความกลัวตายทำให้ผมนอนไม่หลับอีกต่อไปผงะลุกขึ้นนั่งบนเบาะนอน ได้แต่คิดว่าไม่อยากตาย ไม่อยากตายเลยจริงๆระหว่างที่ในหัวคร่ำคราญถึงความรู้สึกที่ไม่อยากตายมันก็คิดหาทางออกของปัญหาตามมาด้วย


สิ่งที่ผมทำแล้วล้มเหลวอยู่บ่อยๆคราวนี้เกิดแรงกระตุ้นให้กลับมาทำมันอีกครั้งและผมรู้ว่าคราวนี้มันจะจริงจังมากกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา


ผมลุกขึ้นจากเบาะนอนเปิดคอมพิวเตอร์ และเริ่มลงมือค้นหาข้อมูลทันที!


(ยังมีต่อ)



Create Date : 01 มกราคม 2558
Last Update : 1 มกราคม 2558 11:27:48 น.
Counter : 683 Pageviews.

2 comments
  
ได้ความรู้ดี
ฝากเว็บด้วยค่ะ ข้อผิดพลาด 1ข้อที่ทำให้...ลดน้ำหนัก ไม่ได้ผล...คุณต้องรู้ รายละอียด goo.gl/y6lHsc
โดย: มะนาว (สมาชิกหมายเลข 1994291 ) วันที่: 28 กันยายน 2558 เวลา:15:37:07 น.
  
ได้ความรู้ดีค่ะ

แจกฟรี pdf วิธีลดน้าหนัก หลังคลอด 20 กิโล //bit.ly/24mMDv4
โดย: ได้ความรู้ดีค่ะ (สมาชิกหมายเลข 2959468 ) วันที่: 5 มีนาคม 2559 เวลา:10:15:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]