ตุลาคม 2563

 
 
 
 
2
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
17
19
20
22
23
24
26
27
30
 
All Blog
รัชทายาทบัญชา ม่านม่านเหอฉีตัว เขียน
21/10/2020

 


 

รัชทายาทบัญชา (2 เล่มจบ) 

ม่านม่านเหอฉีตัว เขียน  เกาลัดเดือนสิบสอง แปล 

สำนักพิมพ์ everY  ในเครือแจ่มใส 

719 บาท  858 หน้า 

 

#Yaoi #BoysLove #นิยายวาย #นิยายแปล #แปลจีน #รัชทายาทบัญชา #ม่านม่านเหอฉีตัว #everY #รีวิวนิยาย #ออโอ

 

*นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักระหว่างชายกับชาย 

 

หลังปก 

 

‘ไป่เริ่น’ ซื่อจือแห่งหลิ่งหนานเดินทางมายังเมืองหลวงในฐานะตัวประกัน ด้วยอ่อนด้อยไร้กำลัง จึงยิ่งพยายามหาทางดิ้นรนเอาตัวรอด ทว่าไป่เริ่นไม่อาจรู้ตัวเลยว่าการกระทำต่าง ๆ ของตนนั้นกำลังถูกคนผู้หนึ่งจับจ้อง คนผู้นั้นคือ ‘ฉีเซียว’ องค์รัชทายาทผู้ร้ายกาจและมากเล่ห์ เมื่อฉีเซียวพบเห็นและสืบรู้ว่าไป่เริ่นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนชายคนสนิท ยิ่งเห็นยิ่งรู้ ฉีเซียวยิ่งอยากพรากไป่เริ่นมาเป็นของตนเอง เขาจึงมอบข้อเสนออันเรียบง่ายอย่างความคุ้มครองแก่ไป่เริ่นและครอบครัว แลกกับบางสิ่งบางอย่าง...ที่น่าอับอายและอาจเป็นความอัปยศไปชั่วชีวิต ถึงยามนี้ไป่เริ่นจึงต้องเลือกแล้วว่าจะต่อสู้ไปอย่างไร้สิ้นความหวัง หรือจะฟังรัชทายาทบัญชา 

 



 

คุยกันหลังอ่าน 

 

หลิ่งหนานอ๋องเป็นหนึ่งในเจ็ดอ๋องที่แต่งตั้งจากการมีความดีความชอบร่วมสู้รบกับไท่จู่ (คำเรียกฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งบ้านเมือง) ยึดครองแผ่นดินมาได้  อย่างไรก็ตาม ไท่จู่เกรงกลัวว่าอำนาจที่ให้ไปจะมากจนกลับมาย้อนทำร้ายตน ทำให้บัลลังก์สั่นคลอน จึงเจตนาหาทางบีบอ๋องแต่งตั้งทุกราย สุดท้ายเหลือเพียงหลิ่งหนานอ๋องที่ยังเป็นเสี้ยนหนามในใจ 

 

จนกระทั่งสองสามปีที่ผ่านมา หลิ่งหนานประสบภัยพิบัติหลายครั้ง นอกจากจะไม่มีกำลังไปสู้รบกับเมืองหลวง ยังต้องขอหยิบยืมเสบียง โดยส่งตัวประกันมาแลกเปลี่ยน ตัวประกันคนนั้นก็คือ หลิ่งหนานอ๋องซื่อจื่อ (ซื่อจื่อเป็นตำแหน่งผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ ในที่นี้ก็คือสืบทอดบรรดาศักดิ์ของหลิ่งหนานอ๋อง ปกติแล้วตำแหน่งนี้จะตกสู่บุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก) 

 

หลิ่งหนานอ๋องซื่อจื่อ ชื่อไป่เริ่น นายเอก อายุเพียงสิบห้าปี ต้องจากบ้านมาไกล แม้ภายนอกฮ่องเต้จะต้อนรับขับสู้ ให้การดูแลดี แต่ไม่ว่าใครก็ทราบว่าไป่เริ่นอยู่ในฐานะตัวประกัน 

 

จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์พระนายเกิดจากการที่องค์หญิงใหญ่ตุนซู่ (ป้าแท้ ๆ ของฉีเซียว พระเอกที่เป็นองค์รัชทายาท) อยากให้ฉีเซียวแต่งจวิ้นจู่จากหลิ่งหนานมาเป็นชายารองเพื่อสร้างฐานอำนาจให้ตัวเอง ตัวเลือกจวิ้นจู่นั้นมีอยู่สองคน คนแรกเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของไป่เริ่น ที่เป็นบุตรที่เกิดจากชายาเอก แต่ไม่เป็นที่โปรดปรานของหลิ่งหนานอ๋อง ตัวเลือกที่สองเป็นบุตรสาวที่เกิดจากชายารอง แต่หลิ่งหนานอ๋องโปรดปรานมาก 

 

ก่อนหน้านี้ฉีเซียวบังเอิญไปเห็นฉากแนบชิดสนิทสนมระหว่างไป่เริ่นกับเพื่อนเรียนที่ติดตามมาจากหลิ่งหนาน ฉีเซียวที่รู้สึกถูกใจไป่เริ่นอยู่ไม่น้อยจึงอยากแย่งชิงไป่เริ่นมา 

 

ฉีเซียววางแผนออกอุบาย ทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาโดยไม่ให้ไป่เริ่นรู้ พร้อมกับยื่นเงื่อนไขให้ไป่เริ่นมาเป็นคนของตน แลกเปลี่ยนกับการที่ฉีเซียวจะไม่รับโหรวจยาจวิ้นจู่ พี่สาวของไป่เริ่นมาเป็นชายารอง ไป่เริ่นที่รักพี่สาวมาก ๆ จึงยอมเงื่อนไขนี้ 

 

จำเลยรักมาเลยเนอะ ตัวอย่างที่สำนักพิมพ์ลงให้จะจบประมาณนี้ ตอนอ่านตัวอย่าง โอรู้สึกสนใจพระเอกอย่างฉีเซียวที่ดูจะคาดเดายาก เดี๋ยวปล่อยเดี๋ยวจับ ล่อลวงให้ไป่เริ่นสับสนงงงวย และนายเอกอย่างไป่เริ่นที่ดูจะยอมรับชะตากรรม อยากรู้ว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้จะไปในทิศทางไหน 

 

พออ่านจริง ค่อนข้างต่างจากสิ่งที่คาด มีทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบค่ะ 

 

อย่างแรก แม้จะเปิดเรื่องแบบจำเลยรัก แต่นายเอกไม่ได้โดนกดขี่ข่มเหงเลยค่ะ แม้พระเอกอย่างฉีเซียวจะเป็นคนที่มีเล่ห์เพทุบายมาก แต่เขาไม่ได้ใช้กำลังกับนายเอกเลย จะออกแนวค่อย ๆ ตะล่อม หลอกเพื่อจับ แตะน้่น โอ้โลมนี่ พอนายเอกคิดว่าเสร็จแน่ฉันวันนี้ พระเอกก็ปล่อย แล้วก็แวบ หายไป อย่างนี้ตลอด แล้วพระเอกก็ดูแลนายเอกดี อาหารการกินไม่ขาด บำรุงบำเรอเต็มที่ กะให้นายเอกยินยอมพร้อมใจเอง 

 

อย่างที่สอง ตัวเดินเรื่องหลักไม่ใช่นายเอก แต่เป็นพระเอกค่ะ เขากุมอำนาจและบทบาทสำคัญ ปมหลักอยู่ที่เขา พระเอกเป็นรัชทายาทก็จริง แต่เขาไม่ใช่ลูกของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันค่ะ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นอาของเขา (เป็นน้องคนละแม่ของพ่อเขา) จริง ๆ แล้วตำแหน่งฮ่องเต้ในปัจจุบันต้องตกเป็นของฉีเซียว แต่เพราะอดีตฮ่องเต้ (พ่อของฉีเซียว) ด่วนจากไปตั้งแต่ฉีเซียวยังแบเบาะ อาก็เลยฉวยโอกาสกุมอำนาจแทน และด้วยกลัวจะโดนครหา จึงแต่งตั้งฉีเซียวเป็นรัชทายาทของตน 

 

ภายนอกฮ่องเต้ให้ความสำคัญ ดูแลปรนเปรอรัชทายาทอย่างฉีเซียวเป็นอย่างดี สร้างวังให้ใหญ่โต แต่จริง ๆ แล้วคือต้องการให้ฉีเซียวเสียคน โดนคนตราหน้าว่ารัชทายาทสุรุ่ยสุร่าย ไม่เป็นแบบอย่างที่ดี จะได้หาทางปลดรัชทายาทออกได้ง่ายภายหน้า 

 

เรื่องฉีเซียวไม่ใช่ลูกของฮ่องเต้นั้น จริง ๆ ก็ไม่ใช่ความลับอะไร คนเก่าแก่ในวังรู้เรื่องนี้หมด เพียงแต่เป็นเรื่องจริงที่ห้ามพูดถึง พอไม่พูดนาน ๆ เข้า เรื่องก็เงียบหายไป แต่ถ้าใส่ใจสืบสักหน่อยก็จะรู้ 

 

ฉีเซียวรู้ชาติกำเนิดของตนดี ไป่เริ่นที่ให้คนสืบก็รู้ 

 

พล็อตหลักของเรื่องจึงเป็นการพยายามชิงบัลลังก์กลับคืนของฉีเซียว การห้ำหั่น วางแผน ชิงไหวชิงพริบกับฮ่องเต้ ฮองเฮา และเหล่าองค์ชาย แก้แค้นให้พ่อกับแม่ของตน พล็อตรองเป็นเรื่องของไป่เริ่นที่เป็นซื่อจื่อจากหลิ่งหนาน ซึ่งมีปัญหาภายในครอบครัว พ่อไม่รัก อนุของพ่อก็หาทางเบียดเบียนกลั่นแกล้ง แล้วก็มีปัญหาแย่งชิงอำนาจภายใน เป็นสองคนที่โดนคนในครอบครัวแย่งชิงสิ่งที่ตนสมควรได้รับไป จะว่าไปสองคนนี้ก็เจออะไรมาคล้ายกัน ฉีเซียวจึงบอกว่า เห็นไป่เริ่นแล้วเหมือนมองเห็นตัวเอง 

 

ฉีเซียวฉลาด เจ้าเล่ห์ มากแผนการ ระหว่างเขากับฮ่องเต้ ฉากหน้ายิ้มแย้มรักใคร่ แต่ภายในพยายามหาช่องทำลายฝ่ายตรงข้ามตลอด การดึงไป่เริ่นเข้ามาเป็นคนของตนนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ อืม ต้องบอกว่า ฉีเซียวเป็นคนที่ใช้สิ่งที่ตนมีเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนมากที่สุด เป็นคนที่ไร้หัวจิตหัวใจก็ว่าได้ แต่สุดท้าย ก็มาแพ้ไป่เริ่น เพราะเขารักไป่เริ่น 

 

โออ่านแล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าทำไมฉีเซียวถึงรักไป่เริ่น ตามที่โอคาด ฉีเซียวสนใจหน้าตาไป่เริ่นในตอนแรก ต่อมาต้องการใช้ประโยชน์จากไป่เริ่น พออยู่ใกล้ชิดกัน ฉีเซียวรู้สึกว่าไป่เริ่นเหมือนตนในสมัยเด็ก ที่มีความแค้น ต้องการระบายโทสะนั้นออกมา จึงรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมโดยไม่รู้ตัว ต่อมาเมื่อไป่เริ่นยอมรับชะตาที่ถูกฉีเซียวหลอกได้โดยไม่โทษใคร เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ และตนก็อาจจะทำถ้าอยู่ในจุดที่ฉีเซียวยืน ฉีเซียวจึงใจอ่อน สงสาร ยอมรับนับถือหัวใจ จนกลายเป็นความรัก 

 

โทนของเรื่องไม่ค่อยดราม่าบีบคั้นเท่าไรนักนะคะ โอว่าไปในทางหวานเลยละ ฉีเซียวดูแลไป่เริ่นดีตั้งแต่แรก แบบตอนแรกอยากใช้ประโยชน์จากไป่เริ่นใช่ไหมคะ ฉีเซียวก็ดูแลดีทุกอย่าง ให้ไป่เริ่นกินอิ่มนอนหลับ เหมือนไป่เริ่นเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารัก ดูแลขุนให้อิ่มเอิบเลย ไป่เริ่นก็ให้ความร่วมมือดีมาก กินดีนอนดี ในเล่มแรก เกือบทุกครั้งที่ไป่เริ่นออกมา จะต้องมีฉากเขานอนหลับ นอนดีจริง ๆ  ... ต่อมา พอฉีเซียวรู้ตัวว่าความรู้สึกที่ตนมีให้ไป่เริ่นคือความรัก ก็ยิ่งใส่ใจเลย 

แต่มันมีความแตกต่างอยู่เหมือนกันนะ ช่วงที่ฉีเซียวรู้ตัวว่ารักไป่เริ่น เขาก็จะเปิดเผยกับไป่เริ่นมากขึ้น สองคนแลกเปลี่ยนมุมมอง ฉีเซียวมีแผนอะไรก็จะบอกไป่เริ่น แม้จะไม่ทุกอย่าง ซึ่งมันก็เป็นจุดที่โอชอบนะ โอรู้สึกว่า เออ มันมีการเปลี่ยนแปลงในแบบที่ดีขึ้น เห็นพัฒนาการด้านนี้ค่อนข้างชัดเลย ยิ่งต่อ ๆ มา สองคนต่างเชื่อใจอีกฝ่าย รู้ใจกัน ทุ่มเทให้กันและกัน 

ฉีเซียวเป็นตัวละครที่โอค่อนข้างชอบ เขาเก่งและฉลาด เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่เชื่อใจใครง่าย ๆ มีเล่ห์เหลี่ยม แต่ก็มีด้านที่อ่อนแอและอ่อนไหวเหมือนกัน ในเรื่องเขาเก่งมาก แต่ก็มีช่วงที่พลาด ทำให้เขาไม่ดูว่าได้ทุกอย่างมาอย่างง่ายดายเกินไป 

ข้อเสียของฉีเซียวคือเขาเป็นคนเผด็จการ ชอบให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม ชอบสั่ง (ชื่อเรื่องคือแทนตัวเรื่องและฉีเซียวทั้งหมดเลย) กับไป่เริ่น เขาก็จะชอบให้ไป่เริ่นอยู่ในโอวาท ต้องเชื่อฟังเขา ฉีเซียวมีลูกล่อลูกชนเยอะค่ะ เป็นพระเอกที่ในแง่หนึ่ง โอก็ว่าตลกดี เวลาเขาอยู่กับไป่เริ่น อารมณ์จะเหมือนเสี่ยหลอกอีหนูเลย ต้องเชื่อฟังเฮียนะ เดี๋ยวจะดีเอง ว่าง่าย ๆ นะ เฮียจะดูแลทุกอย่างไม่ต้องกลัว อารมณ์ประมาณนี้เลย 

แต่มันน่ากลัวนะ ถ้าฉีเซียวไม่ใช่พระเอก ถ้าเขาไม่ใช่คนดี ถ้าเขาไม่ได้หวังดีต่อไป่เริ่น เข้ามาควบคุมทุกอย่างเพื่อตนเอง 

อ่า แต่ในเรื่องเขาเป็นพระเอก เพราะฉะนั้น บรรทัดบนก็มองข้าม ๆ ไป 

 

เล่าถีงนายเอกอย่างไป่เริ่นบ้าง 

ต้องบอกก่อนว่า ไป่เริ่นไม่ใช่สไตล์นายเอกที่โอชอบเลยค่ะ โอไม่ชอบนายเอกแนวบอบบาง พระเอกต้องดูแลประดุจไข่ในหิน หน้าบาง เอะอะหน้าแดง เอะอะเขิน บางทีก็งอนตุ๊บป่อง พระเอกรุกก็จะปัดป้อง ปากบอกไม่ ๆ แต่ใจนี่ระทวย...  บ่อน้ำตาตื้น หลายอย่างคือผู้หญิงยังอาย แนวนี้ไม่ใช่ที่โอชอบเลย โอเลยเหนื่อยกับไป่เริ่นค่อนข้างมาก ภาพของไป่เริ่นที่โอรู้สึกได้คือกระต่ายน้อยสีขาวขนฟู ขี้ตื่น กินเก่งหลับง่าย เลี้ยงง่าย 

โชคดีที่ในเล่มสองดีขึ้น ตรงที่ไป่เริ่นซื่อตรงกับความรู้สึกตนเอง พูดตรงขึ้น และก็มีสถานการณ์ที่ให้เขาแสดงความเข้มแข็งออกมา ถึงจะขัด ๆ กับนิสัยที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องไปบ้าง หรือค่อนข้างโอเวอร์ไปหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ 

ความรักของไป่เริ่นที่มีต่อฉีเซียว โอก็มองจุดเริ่มต้นค่อนข้างยากเช่นกัน เหมือนรู้อีกทีจากปัด ๆ ป้อง ๆ ไม่เอา ๆ ก็กลายเป็นรักแล้ว แต่ถ้าให้วิเคราะห์ โอคิดว่าเป็นเพราะฉีเซียวเป็นคนที่ดีต่อเขาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ในดงศัตรูก็ว่าได้ แม้จะเข้ามาแบบมีแผนการ แต่สิ่งที่ฉีเซียวทำก็สัมผัสได้จริง รับปากอะไรไว้ก็ทำได้ 

จริง ๆ แล้วไป่เริ่นฉลาดนะคะ แต่เพราะฉีเซียวฉลาดกว่า แผนเยอะกว่า ไป่เริ่นเลยดูด้อยไป ในเรื่องฉีเซียวจะสอนไป่เริ่นหลายอย่าง แนว ๆ ว่าชีวิตมันไม่ได้ตรงไปตรงมาเสมอไป อย่าเชื่อใจใครง่าย ๆ และมองให้กว้าง อ่านเกมให้อยู่ อะไรประมาณนี้ 

ถึงไป่เริ่นจะไม่ใช่นายเอกในแบบที่โอชอบ แต่ก็มีด้านที่โอรู้สึกว่าเขาดีนะ อย่างการที่เขารู้สึกยังไงก็จะพูดออกมาตามตรง นุ่มนิ่มแต่ไม่ได้อ่อนแอ มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ได้มองโลกสดสวยไปหมด เขาร้ายได้ถ้ามีคนมาร้ายกับเขา และเขารับด้านที่ไม่ดีของฉีเซียวได้ 

ไป่เริ่นเชื่อใจฉีเซียวมาก อาจเพราะฉีเซียวเป็นคนที่สอนเขาหลายด้าน และฉีเซียวก็ดูแลไป่เริ่นและคนที่ไป่เริ่นรักเป็นอย่างดี สายตาที่ไป่เริ่นมองฉีเซียวจึงทั้งรักทั้งเทิดทูน 

ถึงตอนนี้ ความรู้สึกที่ว่า ‘ถ้าฉีเซียวไม่ใช่พระเอก’ ‘ถ้าเขาไม่ได้หวังดีต่อไป่เริ่นล่ะ’ ของโอก็กลับมาอีกละ  

...แต่ช่างมันแล้วกัน เพราะเรื่องนี้ฉีเซียวเป็นพระเอก เขารักไป่เริ่น และสองคนนี้รักกัน 

สงสัยเอง ปลอบใจตัวเอง ไม่งั้นมันก็ไม่จบ ไม่งั้นโอก็ข้ามผ่านเรื่องนี้ไม่ได้ เฮ้อ 

 

ไม่หนักหรือเบาไปค่ะ ชิงไหวชิงพริบ แผนมีตื้นบ้างลึกบ้างคละกัน โอชอบเล่มสองมากกว่าเล่มแรก เล่มแรกจะเล่าค่อนข้างช้า เรื่องจะวนเวียนอยู่กับพระนายเป็นหลัก เล่มสองจะเข้าสู่การห้ำหั่นชิงบัลลังก์มากขึ้น เดินเรื่องเร็วขึ้น นายเอกก็จะโตขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ในจุดที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน 

 

อย่างหนึ่งที่รู้สึกคือโอว่าเรื่องนี้เขายึดติดกับคำว่าสายตรงมากเกินไป สายตรงดีที่สุด บริสุทธิ์ สูงส่ง ถ้าเปลี่ยนเป็นเน้นเรื่องความถูกต้องและสิทธิที่มีน่าจะดีกว่านี้ 

 

น่าจะชอบเรื่องนี้ ถ้าชอบพระนายที่รักกันดี ชอบพระเอกที่ดูแลทุ่มเทให้นายเอก แนว ๆ ร้ายกับคนทั้งโลกแต่ดีกับเธอผู้เดียว (จริง ๆ ก็ไม่เชิง ฉีเซียวดีกับครอบครัวนายเอก ดีกับขันทีคนสนิท ดีกับป้า แต่กับไป่เริ่น ไป่เริ่นเป็นคนที่ทำใหฉีเซียวยอมข้ามขีดจำกัดของตัวเอง) ชอบเรื่องหวานที่มีเนื้อหาให้ติดตาม ชอบให้มีการชิงไหวชิงพริบ มีอุปสรรคบ้างอะไรอย่างนี้ เป็นแนวนิยายสายฟินที่ไม่ได้เบาจนเกินไป 

 

เรื่องนี้โอให้ 3 ดาวค่ะ อย่างที่บอกว่านายเอกไม่ใช่แบบโอชอบ และแผนหรือเรื่องบางอย่างค่อนข้างเข้าข้างพระนายมากเกินไป มีช่องโหว่ของแผนหรือรอยรั่วในบางครั้ง อย่างตอนออกอุบายให้เฉินเฉาเกอแฟนเก่านายเอกกลับหลิ่งหนาน ตอนแรกฉีเซียวบอกว่าคนทำรายชื่อผิด ชื่อของเฉินเฉาเกอเลยหลุดมาด้วย ต่อมาจึงบอกว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะเงินนายเอก คำมันแย้งกันเอง หรือเรื่องความสัมพันธ์ของไป่เริ่นกับเฉินเฉาเกอที่ฉีเซียวไม่ควรรู้ กลับรู้ และเก็บเอามาแหย่มาถามไป่เริ่นได้ แล้วไป่เริ่นก็ไม่เอะใจในจุดนี้ หรือการที่องค์หญิงใหญ่ตุนซู่มาวังหลวงจากที่ไม่ได้มาหลายปี จนจบเรื่องแล้วก็ไม่กลับบ้านเสียที กลายเป็นมาอยู่ที่นั่นแบบงง ๆ  โดยรวมเลยกลาง ๆ มีจุดที่ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง อ่านได้เรื่อย ๆ  

 

ไปอ่านตัวอย่างก่อนได้นะคะ ที่นี่

 

 

มีจุดที่อ่านแล้วติดขัดพอสมควรเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเว้นวรรคที่ไม่ดี ประโยคติดกันเป็นพืด ทำให้เนื้อความกำกวม และมีการใช้คำผิดความหมาย บางครั้งอ่านแล้วสับสนไม่แน่ใจความหมายที่ต้องการสื่อ 

 

 

 

เล่ม 1 

 

6 ดวงตาองค์หญิงใหญ่พรายรอยยิ้ม 

พราย  

น. ผีจำพวกหนึ่ง 

น. ต่อมน้ำเล็ก ๆ ที่ผุดกระจายขึ้นจากน้ำ 

ว. แวววาว, พราว, พร้อย 

 

มีแต่ยิ้มพรายน่ะค่ะ และพรายไม่ใช่คำกริยา 

จะเป็นแนวนี้ 

>> ดวงตาองค์หญิงใหญ่ผุดรอยยิ้มพราย 

 

องค์หญิงใหญ่ตุนซู่พยักหน้าแล้วถอนใจ “หลังผ่านภัยพิบัติครั้งใหญ่ย่อมมีโรคระบาด ด้วยบุญบารมีของฝ่าบาททำให้หม่อมฉันกับฟู่หม่าล้วนสบายดี ทีแรกหม่อมฉันยังไม่รู้สึก ทว่าหลังจากออกมาได้แล้วถึงตระหนักว่าปีนี้น้ำท่วมสูงมากจริง ๆ การเก็บภาษี...” 

“เรื่องนี้ยังพอประคับประคองไปได้” ตั้งแต่ฉีจิ้งขึ้นครองราชย์มาก็มีประกาศลดภาระราษฏรสะสมพละกำลัง ทางหนึ่งเพื่อชดเชยทรัพย์สินที่เสียไปจากการยกทัพจับศึกติดต่อกันหลายปีของอู่ตี้ สองสามปีมานี้ท้องพระคลังจึงมั่งคั่งขึ้นเป็นอย่างมาก ฮ่องเต้หัวเราะ “เคราะห์ดีที่ได้รับผลกระทบเพียงสองมณฑล” 

 

อ่านแล้วงงว่าฮ่องเต้เรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นหรือเก็บน้อยลงกันแน่ 

พอประคับประคอง ลดภาระราษฏร สองวลีนี้น่าจะหมายถึงเก็บภาษีน้อยลง 

แต่ ชดเชยทรัพย์สินที่เสียไป ท้องพระคลังมั่งคั่งขึ้น สองวลีนี้น่าหมายถึงเก็บภาษีมากขึ้น 

 

 

24  

ไป่เริ่นอ่านรายงานลับในมือด้วยสีหน้าขาวซีด ที่ปรึกษาข้างกายเห็นแล้วใจกระตุกวูบ ลดเสียงลงถามว่า “แต่ทางพระชายาอ๋อง...”  

“ไม่ใช่” ไป่เริ่นกดความกระวนกระวายใจลง 

 

มันเป็นประโยคขึ้นต้นเกริ่น ไม่น่าใช้คำเชื่อม ‘แต่’ หน้าประโยคนะคะ 

น่าจะเป็นแนวนี้ 

>> “ทางพระชายาอ๋อง..” หรือ “หรือพระชายาอ๋อง..” 

 

78 เจียงเต๋อชิงยิ้มน้อย ๆ “รัชทายาททรงใคร่ครวญลึกซึ้งยาวไกล เพียงแต่...ในเมื่อไม่รีบร้อนใช้งานคน เหตุใดต้องแตกหักไม่ไว้หน้ากันด้วยเล่า ซื่อจื่อกำลังเศร้าเสียใจเพราะคนแซ่เฉินผู้นั้น เวลานี้พระองค์ปฏิบัติต่อซื่อจื่อดี ๆ ดึงใจเขามาช้า ๆ ให้ซื่อจื่อผูกใจรักพระองค์ผู้เดียว เช่นนี้มิใช่ยอดเยี่ยมกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

ฉีเซียวแค่นยิ้ม “เจ้าคิดว่าข้าเป็นวิญญูชนหลายใจอย่างบนเวทีละครงิ้วอย่างนั้นหรือ ยังจะมารักเดียวใจเดียว...ข้าอยากแสดงเป็นคนดีต่อ แต่เวลากลับรีบด่วนเหลือเกิน...” 

 

อ่านแล้วไม่เข้าใจค่ะ เหมือนความมันขัดกันเองหรือเปล่า วิญญูชนหลายใจ? แล้วทำไมถึงบอกรักเดียวใจเดียว  

 

87 ไป่เริ่นปราดมองฉีหวา 

 

ปราด 

ก. เดินหรือวิ่งตรงเข้าไปหรือออกมาอย่างรวดเร็ว เช่น ปราดเข้าไป  

ว. อาการที่เดินหรือวิ่งตรงเข้าไปหรือออกมาอย่างรวดเร็ว 

 

มีแต่มองปราดเดียว ซึ่งหมายถึง มองแวบเดียว มองอย่างรวดเร็ว มองผาด ชำเลือง 

 

 

140 “ไม่เป็นไรแล้ว เจ้าอยู่ดี ๆ ที่นี่แล้วไม่ใช่หรือไร” 

ในความหมายที่นั้นหมายถึง ยังปลอดภัยที่นี่ดี จึงควรเป็น  

>> เจ้ายังอยู่ดีที่นี่ไม่ใช่หรือไร” 

 

154 ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะใช้เขาจัดการเจ้า...แต่เรื่องราวเหล่านี้ประจวบเหมาะเกินไป ปัจจัยภายนอกที่เหมาะสมทุกอย่าง ขอแค่เดินหมากตานี้ก็จะกำจัดเฝิงฮองเฮาได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย ซ้ำยังยืนดูอยู่ภายนอกได้ เห็นชัดว่านี่เป็นโอกาสที่สวรรค์เห็นข้าลำบากตรากตรำมาค่อนชีวิตแล้วทนไม่ได้ส่งมันมาให้ข้าโดยเฉพาะ” 

 

น่าจะเป็น 

 >> แต่เรื่องราวประจวบเหมาะพอดีกับปัจจัยภายนอกเหมาะสม 

 

169 ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเฝิงอี้ซานไม่เคยคิดเลยว่าฮ่องเต้จะมีความคิดต้องการแต่งตั้งฮองเฮาแล้ว 

>> ไม่ว่าอย่างไร เฝิงอี้ซานก็ไม่เคยคิดเลยว่าฮ่องเต้จะมีความคิดต้องการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ 

 

203 ไป่เริ่นเม้มริมฝีปากโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย ฉีเซียวดวงตาหม่นวูบ ก้มหน้าลงประทับจูบ... 

 

โอว่า ความมันแย้งกันทุกประโยคเลย เม้ม ขัดกับ เผยอ เผยอ (หมายถึงยอมกลาย ๆ ) ขัดกับดวงตาหม่น ดวงตาหม่น (สื่อความทุกข์) ขัดกับกิริยาเข้าไปประทับจูบ 

โอเลยงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลย ไม่รู้ว่าตัวละครกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่ 

 

209 ไม่พูดไม่ได้ว่าฉีเซียวใช้ชีวิตตามใจตนยิ่งกว่าไป่เริ่นนั้นเป็นคำกล่าวที่มีเหตุผล 

 

ไม่เข้าใจความหมายค่ะ 

 

230 “ไยจึงพูดเช่นนี้” องค์หญิงใหญ่ตุนซู่ยิ้มอย่างปลอบขวัญ “กลับไปพูดกับเฉินเอ๋อร์อย่างเต็มที่ ที่ควรตระเตรียมก็จัดเตรียมเสีย เฉินเอ๋อร์อายุไม่น้อยแล้ว ความหมายของข้าคือเมื่อตัดสินใจได้แล้วก็เริ่มจัดการขึ้นมา ลำพังแค่เฉินเอ๋อร์ก้าวหน้ายังไม่พอ อย่างไรก็ต้องให้คนเพียบพร้อมมีราศีขึ้นมา พวกเจ้าทั้งครอบครัวจึงจะนับว่าฟื้นฟูกลับมาได้อย่างแท้จริง” 

 

ไม่เข้าใจประโยคนี้ค่ะ ‘ความหมายของข้าคือเมื่อตัดสินใจได้แล้วก็เริ่มจัดการขึ้นมา’ 

 

238 “มีอันใดยากกัน เจ้าไปทำไม่ต้องละล้าละลัง เสร็จเรื่องค่อยบอกกับฝ่าบาทว่าเสิ่นซินถูกข้าซื้อตัว เจ้ากลัวเขาเปิดเผยเรื่องที่ไม่ควรพูด จึงจบชีวิตเขาก่อนก้าวหนึ่ง ไยมิใช่เรื่องสำเร็จแล้ว” 

 

ไย ว. ไฉน อะไร ทำไม เช่น จะช้าอยู่ไย ไยจึงไม่มา 

ไฉน ว. ฉันใด เช่นไร อย่างไร เช่น เป็นไฉน  

             ทำไม เหตุใด เช่น ไฉนจึงไม่มาให้ทันเวลา 

 

ไยมิใช่ จึงควรหมายถึง ทำไมไม่ใช่... อะไรไม่ใช่... ไฉนไม่ใช่... เหตุใดไม่ใช่... 

 

พอเอาไปแทนในประโยคแล้วไม่ตรงความหมายค่ะ 

 

307 “ในใจฮองเฮามีความคิดอยู่แล้ว ข้าไม่พูดมากความ จะได้ต้องแบกรับความผิดมากขึ้นอีก หวังเพียงวันข้างหน้ายามฝ่าบาททรงจัดการฉีหวา ฮองเฮาอย่าได้พาดพิงเรื่องนี้มาถึงตัวข้า” 

“จะได้ต้องแบกรับความผิดมากขึ้นอีก” ไม่เข้าใจค่ะ 

น่าจะเป็น >> “ประเดี๋ยวจะต้องแบกรับความผิดมากขึ้นอีก” 

 

381 “หากท่านพ่อได้ยินข่าวประโยคหนึ่งครึ่งประโยค เกิดตำหนิพี่ใหญ่ขึ้นมา ไยมิใช่ทำให้ข้าผู้เป็นน้องจิตใจไม่สงบหรือ” 

>> มิเป็นการทำให้ข้าผู้เป็นน้องจิตใจไม่สงบหรือ 

 

386 หากไม่กังวลว่าใกล้จะถึงงานแต่งของโหรวจยา ฉีเซียวแทบอยากจะปลิดชีวิตเหวินอวี้เสียทันที ผู้ใดจะสนว่าเขาเป็นลูกใคร่ รบกับหลิ่งหนานแล้วเกี่ยวอันใดกับตน! 

 

ใคร่ ก. อยาก ต้องการ ปรารถนา ใฝ่ 

  

โอคิดว่าในที่นี้หมายถึงว่า เหวินอวี้เป็นลูกรักของหลิ่งหนานอ๋อง แต่ ใคร่ เป็นคำกริยา ไม่ใช่คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายความ จึงใช้ในรูปแบบนี้ไม่ได้ 

 

 

 

ควรเว้นวรรคเพื่อไม่ให้ประโยคกำกวม 

 

62 “เฉาเกอ..หากเจ้าต้องการไปบอกมาตรงๆ  ก็ได้ ข้าจะถึงขั้นขวางเจ้าไว้เลยหรือ” 

>> “เฉาเกอ.. หากเจ้าต้องการไป บอกมาตรง ๆ ก็ได้ ้ข้าจะถึงขั้นขวางเจ้าไว้เลยหรือ” 

 

69 “นี่กลับเป็นวิธีการที่ดี ซื่อจื่อสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่งเพื่อทำให้ข้าชื่อเสียงป่นปี้ ถึงตอนนั้นการแต่งงานกับหลิ่งหนานก็คงล้มเลิกเช่นกันกระมัง” 

>>  “นี่กลับเป็นวิธีการที่ดี ซื่อจื่อ สู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่งเพื่อทำให้ข้าชื่อเสียงป่นปี้ ถึงตอนนั้นการแต่งงานกับหลิ่งหนานก็คงล้มเลิกเช่นกันกระมัง” 

 

71 “ไป่เริ่น ข้าไม่รังแกเจ้า แต่เส้นทางนั้นเจ้าเป็นคนเลือกเอง หากเจ้าปกป้องตัวเองเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ก็อย่าพูดถึงอีก ข้ารับโหรวจยามาเป็นชายาแน่” 

>> “ไป่เริ่น ข้าไม่รังแกเจ้า แต่เส้นทางนั้นเจ้าเป็นคนเลือกเอง หากเจ้าปกป้องตัวเอง เรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ก็อย่าพูดถึงอีก ข้ารับโหรวจยามาเป็นชายาแน่” 

 

83 “ด้วยหน้าตาสูงส่งของเสด็จป้าหลิ่งหนานอ๋องกับชายาย่อมยินดี” 

>> “ด้วยหน้าตาสูงส่งของเสด็จป้า หลิ่งหนานอ๋องกับชายาย่อมยินดี” 

 

83 “ไม่ปิดบังเสด็จป้า...เพื่อกำราบม้าพยศเช่นไป่เริ่น ข้าให้คำมั่นต่อเขาว่าการแต่งงานของโหรวจยาในวันหน้าจะให้เขาเป็นคนตัดสินใจ แต่เรื่องการแต่งงานของหญิงชายอย่างไรก็ไม่มีธรรมเนียมที่รัชทายาทคนหนึ่งจะยุ่มย่ามเรื่องในบ้านผู้อื่นจำต้องอาศัยเสด็จป้า ฐานะของเสด็ป้าไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอื่น ออกหน้ากล่าววาจานี้ฝ่ายหลิ่งหนานย่อมยินยอม” 

>> “ไม่ปิดบังเสด็จป้า...เพื่อกำราบม้าพยศเช่นไป่เริ่น ข้าให้คำมั่นต่อเขาว่าการแต่งงานของโหรวจยาในวันหน้าจะให้เขาเป็นคนตัดสินใจ แต่เรื่องการแต่งงานของหญิงชายอย่างไรก็ไม่มีธรรมเนียมที่รัชทายาทคนหนึ่งจะยุ่มย่ามเรื่องในบ้านผู้อื่น จำต้องอาศัยเสด็จป้า ฐานะของเสด็ป้าไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอื่น ออกหน้ากล่าววาจานี้ฝ่ายหลิ่งหนานย่อมยินยอม” 

 

84 เลือดย่อมข้นกว่าน้ำไม่ว่าก่อเรื่องใหญ่เพียงไรโทสะย่อมสงบลง 

>> เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ไม่ว่าก่อเรื่องใหญ่เพียงไรโทสะย่อมสงบลง 

 

104 “เมื่อครู่องค์ชายรองก็กระชากข้าตรงนี้ เกรงว่าคงช้ำแล้ว รัชทายาทจิตใจกว้างขวางขอข้าใส่ยาก่อนค่อยกุมใหม่เถิด” 

>> “เมื่อครู่องค์ชายรองก็กระชากข้าตรงนี้ เกรงว่าคงช้ำแล้ว รัชทายาทจิตใจกว้างขวาง ขอข้าใส่ยาก่อนค่อยกุมใหม่เถิด” 

 

151 นอกจากนี้ฟังจากคำพูดของผู้ติดตามไป่เริ่นบอกว่าได้ยินคำเล่าลือมานาน ในตรอกซูย่วนมีร้านภาพอักษรไม่เลวสองสามร้าน ต้องการไปดู 

>> นอกจากนี้ฟังจากคำพูดของผู้ติดตาม ไป่เริ่นบอกว่าได้ยินคำเล่าลือมานาน ในตรอกซูย่วนมีร้านภาพอักษรไม่เลวสองสามร้าน ต้องการไปดู 

 

374 ตอนที่ฉีเซียวกับไป่เริ่นมาถึงองค์หญิงใหญ่ตุนซู่กับเฮ่อไท่ไท่กำลังนั่งเล่นไพ่กระดูกบนคั่งในห้อง 

>> ตอนที่ฉีเซียวกับไป่เริ่นมาถึง องค์หญิงใหญ่ตุนซู่กับเฮ่อไท่ไท่กำลังนั่งเล่นไพ่กระดูกบนคั่งในห้อง 

 

379 ในจวนหลิ่งหนานอ๋องที่อายุบรรลุนิติภาวะก็มีแค่คุณชายสองคนนี้ 

>> ในจวนหลิ่งหนานอ๋อง ที่อายุบรรลุนิติภาวะก็มีแค่คุณชายสองคนนี้ 

 

434 ฉีเซียวไม่เอ่ยวาจา ในใจยิ้มหยามหยัน คิดอันใดได้อย่างนั้น ก่อนหน้านี้เขาลูบหน้าปะจมูกมาตลอด ติดขัดที่ไป่เริ่นไม่อาจปล่อยมือเท้าได้อิสระ ตอนนี้คนก็จะไปจากจวนหลิ่งหนานอ๋องเสียที...ในใจฉีเซียวลอบขบคิดแผนการ เหวินอวี้ทำร้ายไป่เริ่นหลายครั้งถึงเีพยงนั้น ตนเองต้องตอบแทนสักเล็กน้อยจึงจะยุติธรรม 

 

 

คนที่ไม่สามารถปล่อยมือเท้าได้อิสระคือฉีเซียว ไม่ใช่ไป่เริ่น เพราะฉะนั้นต้องเว้นวรรคค่ะ ไม่เว้นแล้วความหมายเปลี่ยนไปเลย 

 

>> ฉีเซียวไม่เอ่ยวาจา ในใจยิ้มหยามหยัน คิดอันใดได้อย่างนั้น ก่อนหน้านี้เขาลูบหน้าปะจมูกมาตลอด ติดขัดที่ไป่เริ่น ไม่อาจปล่อยมือเท้าได้อิสระ ตอนนี้คนก็จะไปจากจวนหลิ่งหนานอ๋องเสียที...ในใจฉีเซียวลอบขบคิดแผนการ เหวินอวี้ทำร้ายไป่เริ่นหลายครั้งถึงเีพยงนั้น ตนเองต้องตอบแทนสักเล็กน้อยจึงจะยุติธรรม 

 

 

 

 

เล่ม 2 

 

134-135 “เช่นนั้น...เช่นนั้นจะปล่อยองค์รัชทายาทไปหรือ ไยมิใช่เสียเปรียบเขาเกินไป” 

>> นี่มิเสียเปรียบเขาเกินไปหรือ 

 

175 “ลำบากอันใด ไยมิใช่ทำเพื่อต้าเซียง หวังเพียงแต่ความทุ่มเทลำบากของข้าคนรุ่นหลังจะเข้าใจได้...” 

>> “ลำบากอันใด นี่มิใช่ทำเพื่อต้าเซียงหรอกหรือ หวังเพียงแต่ความทุ่มเทลำบากของข้าคนรุ่นหลังจะเข้าใจได้...” 

 

186 ฉีเซียวสดับคำก็เหยียดยิ้มเย็นในใจ จะไม่ใช่ได้อย่างไร ทุกครั้งหลังหมอหลวงหลิ่วตรวจชีพจรแก่ฮ่องเต้ ก็จะให้หยุด ‘ยา’ หนึ่งวัน ฮ่องเต้ย่อมรู้สึกปลอดโปร่ง จึงยิ่งพึ่งพาหมอหลวงหลิ่วมากขึ้น 

>> จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร 

 

267 เฮ่อจื่อเฉินขึ้นตำแหน่งในสำนักราชบัณฑิตครั้งแล้วครั้งเล่า 

>> เลื่อนตำแหน่ง 

 

308 “ฝ่าบาทยังสลบไสล หากเกิดเหตุพลาดพลั้ง ไยมิใช่เป็นความผิดทั้งเจ้าทั้งข้า ต้องระมัดระวังเป็นการดี” 

>> “ฝ่าบาทยังสลบไสล หากเกิดเหตุพลาดพลั้ง มิเป็นความผิดทั้งเจ้าทั้งข้าหรอกหรือ ต้องระมัดระวังเป็นการดี” 

 

330 “หากกรอกยาเขาจริง ประเดี๋ยวคนทั้งหลายมาตรวจสอบ ข้าไยมิใช่อธิบายได้ไม่ชัดเจนหรือ” 

>> มิกลายเป็นข้าอธิบายได้ไม่ชัดเจนหรือ 

 

350 หากฮูหยินผู้เฒ่าของครอบครัวสามีมาได้ยินเข้า ไยมิใช่ต้องโมโหจนลมจับ 

>> มิต้องโมโหจนลมจับหรือ 

 

366 หากข้าจะต้องยกท่วงทีผู้อาวุโสเข้าบังคับขัดขวาง ไยมิใช่เป็นการทำร้ายเขาหรอกหรือ 

>> มิเป็นการทำร้ายเขาหรอกหรือ 

 

397 วันหน้ารับเด็กมาอยู่ข้างกายตนเองไยมิใช่วางใจได้กว่าที่ถือกำเนิดจากกูไหน่ไนรอง 

>> นี่มิวางใจได้กว่าที่ถือกำเนิดจากกูไหน่ไนรองหรือ 

 

 

ควรเว้นวรรคเพื่อไม่ให้ประโยคกำกวม 

 

25 หลังจากถวายความเคารพฮั่วหรงก็ลุกขึ้นเอ่ยเสียงเบา 

>> หลังจากถวายความเคารพ ฮั่วหรงก็ลุกขึ้นเอ่ยเสียงเบา 

 

37 องค์หญิงใหญ่ตุนซู่กับโหรวจยาสนทนากันที่เรือนหลัง ส่วนในห้องหนังสือหน้าฉีเซียวกันคนทั้งหมดออกไปและบอกเล่าเรื่องก่อนหน้านี้ให้ไป่เริ่นฟัง 

>> องค์หญิงใหญ่ตุนซู่กับโหรวจยาสนทนากันที่เรือนหลัง ส่วนในห้องหนังสือหน้า ฉีเซียวกันคนทั้งหมดออกไปและบอกเล่าเรื่องก่อนหน้านี้ให้ไป่เริ่นฟัง 

 

78 นางไม่เพียงโดนหลิ่งหนานอ๋องต่อว่ารุนแรง ยังถูกตบหน้าอีกฉาดหนึ่ง ว่ากันว่ายังโดนลงโทษให้ไปคุกเข่าในศาลบรรพชนอีก ตอนที่คนของพวกเรากลับยังไม่ได้ข่าวว่าถูกปล่อยออกมา 

>> นางไม่เพียงโดนหลิ่งหนานอ๋องต่อว่ารุนแรง ยังถูกตบหน้าอีกฉาดหนึ่ง ว่ากันว่ายังโดนลงโทษให้ไปคุกเข่าในศาลบรรพชนอีก ตอนที่คนของพวกเรากลับ ยังไม่ได้ข่าวว่าถูกปล่อยออกมา 

 

169 นับแต่หลิ่งหนานอ๋องสิ้นคุณชายรองก็อ้างว่าชายาอ๋องป่วยหนักมาตลอดเพื่อกักบริเวณนางในเรือนตนเอง 

>> นับแต่หลิ่งหนานอ๋องสิ้น คุณชายรองก็อ้างว่าชายาอ๋องป่วยหนักมาตลอดเพื่อกักบริเวณนางในเรือนตนเอง 

 

 




โอว่าเรื่องนี้ปกตรงลักษณะตัวละครดีนะคะ

 

 

 




Create Date : 21 ตุลาคม 2563
Last Update : 21 ตุลาคม 2563 9:15:23 น.
Counter : 256 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณnewyorknurse

  
ขอบคุณคุณhaiku, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณnewyorknurse สำหรับโหวตค่ะ
โดย: ออโอ วันที่: 24 ตุลาคม 2563 เวลา:14:49:19 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16



ออโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



โอเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก อ่านได้ทุกแนว เสาะแสวงหาเรื่องสนุกๆ แนวใหม่ๆ ตลอด หลายเรื่องไม่มั่นใจก็ค้นหารีวิว ถ้าชอบถ้าใช่ก็ลอง ลองแล้วชอบแล้วประทับใจก็อยากบอกต่อ บางครั้ง อ่านครั้งแรกรู้สึกอย่างนี้ อยากเก็บไว้เพื่อเป็นเรื่องราว บันทึกไว้กันลืม กลับมาย้อนอ่านก็จะได้รู้ว่า ครั้งหนึ่งที่เราเคยอ่าน เรารู้สึกอย่างนี้ เวลาผ่านไป เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็อาจจะได้มุมมองใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น "ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่าน" รู้สึกดีที่โลกนี้มีหนังสือ-โอ
New Comments