ตุลาคม 2563

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
​​​​​​​ยุคสมัยแห่งความสิ้นหวัง จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เขียน 
 
27/4/2019

 



ยุคสมัยแห่งความสิ้นหวัง Generation of Hopelessness 

จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เขียน 

สำนักพิมพ์แพรว  ในเครืออมรินทร์ 

245 บาท  286 หน้า 


#นิยายไทย #ยุคสมัยแห่งความสิ้นหวัง #GenerationofHopelessness #จิดานันท์เหลืองเพียรสมุท #แพรว #รีวิวนิยาย #รีวิวหนังสือ #ออโอ


 

หลังปก 



 

นวนิยายเรื่องนี้ คล้ายว่าจะเล่าถึงเมืองแห่งหนึ่ง เมืองที่แบ่งโครงสร้างออกเป็นเมืองชั้นบนและเมืองชั้นล่าง เมืองที่มีตัวละครเป็นนักนอนหลับ มีขุนนางเป็นนักดนตรีอพยพ มีคนใช้เป็นเด็กสาวหุ่นยนต์ 

 

บรรดาขุนนางและคนมีเงินเหล่านั้นล้วนไม่เคยเข้ามาถึงชั้นล่าง ที่แท้จริง ของเมืองหรอก เพราะชั้นล่างที่แท้จริงนั้นไม่ใช่สถานที่ แต่เป็น ความรู้สึก ความรู้สึกต่ำต้อย แปลกแยก 

 

"คนรวยก็อาจจะสิ้นหวัง โลกเราทุกวันนี้ ใครๆ ก็สิ้นหวังกันทั้งนั้น" 

 

"ความเป็นมนุษย์อะไรนั่นน่ะ พวกเราขายมันไปนานแล้วละครับ" ขุนนางส่ายหน้าและหัวเราะเบาๆ อย่างขันปนขื่น 

  

"ถ้าทั้งข้างบนข้างล่างเน่าเละพอกิน งั้นอีธาน บอยล์ ก็พูดถูก" 

 

"อีธาน...ใครกันครับ" 

  

"อีธาน บอยล์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ยุคสมัยแห่งความสิ้นหวัง มันเป็นหนังสือ...ไม่เชิงว่าเป็นวิชาการ ผมคิดว่าควรจะจัดอยู่ในประเภทนิยายมากกว่า อีธานเชื่อว่า การสิ้นสุดของโลกที่ครอบครองโดยมนุษย์กำลังจะมาถึง เขาตั้งข้อสังเกตว่าโลกของเราได้ถูกล้างใหม่มาหลายครั้งแล้ว เมื่ออารยธรรมหนึ่งดำเนินไปจนถึงจุดสูงสุด มันก็จะเสื่องลงและธรรมชาติก็จะสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมา..." 






 

คุยกันหลังอ่าน 



 

เห็นปกกับชื่อเรื่อง คิดไปก่อนเลยว่าเรื่องนี้ต้องหนักและอ่านยากแน่ ๆ ซึ่งปรากฏว่าผิดทั้งคู่ 

 

เรื่องนี้เป็นนิยายแนวแฟนตาซีค่ะ เจาะลึกลงไปอีกคือ เป็นไซไฟ แบบสตีมพังค์ 

 

โลกในเรื่องนี้จะว่าเป็นโลกสมมติคู่ขนานของเราก็ได้ แต่ในแบบที่ย้อนไปสมัยก่อนสงครามโลกในช่วงวิคตอเรีย ตัวละครชั้นสูงผู้ชายสวมหมวกถือไม้เท้า ส่วนผู้หญิงก็ใส่กระโปรงลากยาวแบบในปก แต่ในโลกนี้มีหุ่นยนต์ และมีวิทยาการประหลาดแบบหนึ่งอยู่ 

 

โจเอล ยังก์ หนึ่งในตัวเอกของเรื่อง เป็นชนชั้นล่าง ชีวิตที่ต้องกระเสือกกระสนของเขาผลักดันให้เขาก้าวข้ามเส้นเขตที่ไม่ควรข้าม เขากลายเป็นสลีปเปอร์ 

 

หน้าที่ของสลีปเปอร์คือการนอน ผู้จ้างจะดูดดึงความอิ่มเอม สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และความฝันจากสลีปเปอร์มาบรรจุในสลีปน็อก ซึ่งมีรูปร่างเหมือนถ่านไฟฉาย แล้วขายมันให้กับผู้ที่ต้องการของเหล่านั้นแทน 

 

สลีปเปอร์ หรือนักนอน เป็นอาชีพที่ทำเงินได้ดีในช่วงแรก แต่แล้วมันก็จะดูดพละกำลังและอิสรภาพของผู้ทำจนไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นอีกต่อไปได้ เมื่อพวกเขาแลกอะไรบางอย่างเพื่อเงิน ก็เท่ากับพวกเขาสูญเสียมันไปแล้ว สลีปเปอร์จะกลายเป็นคนนอนหลับยาก แต่มีสภาพอิดโรยเพราะขาดการพักผ่อนที่แท้จริง พวกเขาต้องใช้ยานอนหลับชนิดรุนแรงเพื่อให้นอนหลับได้ 

 

โอลิเวอร์ อีกหนึ่งตัวเอกของเรื่อง เป็นชนชั้นสูง ชนชั้นสูงผู้ว่างงานสนใจใคร่รู้ในตัวสลีปเปอร์ โอลิเวอร์ยอมจ่ายเพื่อให้โจเอลเล่าประสบการณ์นั้น ก่อนตัดสินใจลองเป็นผู้เสพสลีปน็อกบ้าง 

 

เมื่อมีผู้ขาย แสดงว่าต้องมีผู้ซื้อ ชนชั้นสูงเหล่านั้นบ้างใช้สลีปน็อกทดแทนการนอนเพื่อทำงานอย่างมีประสิทธิผล แต่บางคนก็ยอมจ่ายเพียงเพื่อลิ้มรสความอิ่มเอมสุขสม แต่สลีปเปอร์ไม่ใช่อาชีพที่มีเกียรติ ผู้เสพสลีปน็อกก็เช่นเดียวกัน  

 

โจเอลค้านโอลิเวอร์ในตอนแรก เช่นเดียวกับสลีปเปอร์ การเสพสลีปน็อกสร้างบาดแผลและความเจ็บปวด แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนที่ใช้สลีปน็อกจะเสพติดมัน  

 

แต่โอลิเวอร์ยืนยันหนักแน่น และเขาต้องการใช้สลีปน็อกจากโจเอลเท่านั้น 

 

พวกชนชั้นสูงไม่มีใครปกติหรอก 


 

+++ 


 

ถ้ามองในมุมของความเป็นเหตุเป็นผลหรือฐานที่มั่นคง เรื่องนี้ไม่ค่อยจะมีนักนะคะ หลายอย่างในเรื่องมีช่องโหว่และค่อนข้างจะล่องลอย แต่มันเป็นแนวที่เหมือนนำเสนอแนวคิดของเรื่องมากกว่า เพราะฉะนั้นโอถือว่ารับได้ และตอนนี้โอก็จะมองด้านแนวคิดเป็นหลักละ 

 

แนวคิดและมุมมองที่ต้องการถ่ายทอดในเรื่องจุดเริ่มต้นถือว่าน่าสนใจ แต่ไม่ถึงขั้นแปลกประหลาด มันไม่ใช่แนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ระหว่างที่อ่านไปโอก็กำลังรอว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางที่ทำให้เราตะลึงหรือสร้างแรงแกว่งให้ใจเราได้บ้าง ปรากฏว่าไม่ว้าวแฮะ เรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ ประเด็นที่นำเสนอยังไม่สามารถจับใจโอได้ จบได้ค่อนข้างธรรมดากว่าที่คิด จริงๆ เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องแปลกใหม่ก็ได้ แต่ต้องแตะและถึง เรื่องนี้ยังกึ่ง ๆ มีช่วงที่เกือบจะถึง กับช่วงที่ธรรมดา 

 

โอเคยเขียนถึงเรื่องที่โออ่านแล้วรู้สึกติดขัดในงานของผู้เขียน เรื่องนี้ก็ยังมีเรื่องเดิม ๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็น “อะไรประมาณนี้” “นั่นสินะ” และ อารมณ์ของตัวละครรุนแรงกว่าอารมณ์ของเรื่องและอารมณ์ของคนอ่าน อย่างตอนโจเอลอาเจียน โออ่านแล้วยังงงอยู่ว่าทำไมต้องอาเจียน มันไม่ใช่เรื่องน่าภิรมย์ แต่ไม่ถึงขั้นนั้น นี่เรียกว่าอารมณ์เขย่งหรือเปล่านะ... จะว่าจับผิดก็ว่าเถอะ เพราะโอดันเห็นและรู้สึกนี่นา  

 

ภาษาที่ใช้มีช่วงที่น่าสนใจ กับช่วงที่ยังไม่ค่อยลื่นไหลและสมบูรณ์ ภาพรวมเลยอยู่กลาง ๆ  

 

เนื้อหาจะถือว่าหนักเลยก็ได้ เพราะพูดถึงโลกที่น่าสิ้นหวัง แต่อ่านแล้วไม่รู้สึกหนัก สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะตัวละครหลักไม่ได้รู้สึกหนัก หรือถึงรู้ก็ไม่ได้พยายามทำให้รู้สึกหนัก และเป็นคนจิตใจดี อารมณ์เรื่องค่อนข้างรื่นรมย์ชื่นมื่นด้วยซ้ำ 

 

โอไม่ได้ว้าวมาก แต่โอว่าสนุกนะ อ่านแล้วอยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีก็อีกนิดใกล้จบแล้ว งั้นก็อ่านให้จบเลยละกัน สรุปรวดเดียวจบ อดนอน เอิ๊ก 


 

3.5 ดาว 



 

ช่วงรำพึงรำพัน  

sle นี่เป็นโรคฮิตตอนนี้เหรอ อ่านเจอสองเรื่องแล้ว princess syndrome กับเรื่องนี้ แถมแต่ละคนก็นะ ...แต่ก็นั่นแหละ ถ้าให้คนป่วยแข็งแรงแล้วจะสร้างคนป่วยมาในเรื่องทำไมล่ะเนอะ  

จบการรำพึง  

 

 




Create Date : 07 ตุลาคม 2563
Last Update : 7 ตุลาคม 2563 13:52:13 น.
Counter : 224 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสองแผ่นดิน, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณhaiku

  
ชื่อหนังสือแปลกดีครับ นิยายไทย แต่ชื่อตัวละครเป็นต่างชาติ
ถ้าไม่ได้อ่านหน้าปก ปกหลัง คิดว่าเป็นนิยายแปล
คุณโอใช้สลีปน็อก เลยไม่ต้องนอน
SLE หรือ โรคุพุ่มพวง เป็นไปตามเหตุการณ์ของบ้านเมือง มีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากโรคนี้
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 7 ตุลาคม 2563 เวลา:15:44:30 น.
  
คุณสองแผ่นดิน ไม่เอาสิ ประโยคสุดท้ายนั่น

ขอบคุณสำหรับโหวตค่ะ

ขอบคุณคุณสายหมอกและก้อนเมฆและคุณhaikuที่โหวตให้ด้วยนะคะ
โดย: ออโอ วันที่: 10 ตุลาคม 2563 เวลา:14:05:26 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16



ออโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



โอเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก อ่านได้ทุกแนว เสาะแสวงหาเรื่องสนุกๆ แนวใหม่ๆ ตลอด หลายเรื่องไม่มั่นใจก็ค้นหารีวิว ถ้าชอบถ้าใช่ก็ลอง ลองแล้วชอบแล้วประทับใจก็อยากบอกต่อ บางครั้ง อ่านครั้งแรกรู้สึกอย่างนี้ อยากเก็บไว้เพื่อเป็นเรื่องราว บันทึกไว้กันลืม กลับมาย้อนอ่านก็จะได้รู้ว่า ครั้งหนึ่งที่เราเคยอ่าน เรารู้สึกอย่างนี้ เวลาผ่านไป เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็อาจจะได้มุมมองใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น "ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่าน" รู้สึกดีที่โลกนี้มีหนังสือ-โอ
New Comments