ฉันชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย สไตล์มินิมอลลิสม์ เก็บเงินดีกว่าเก็บสิ่งของ ใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่ไม่มักง่ายกับการใช้ชีวิต ไม่เบียดเบียนใคร ไม่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ใคร ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร และไม่คดโกงใคร ความกตัญญูกตเวที รู้จักบุญคุณคน ตอบแทนบุญคุณคนเป็นเรื่องที่ฉันให้ความสำคัญมากที่สุด
Group Blog
 
All blogs
 

รีวิวสลากธกส.(ชุดเกษตรมั่งคั่ง4)ซื้อ1ล้านบาท ครบอายุฝาก3ปีแล้ว

สลากธกส.ชุดเกษตรมั่งคั่ง4
จำนวนเงินที่นำไปซื้อสลาก1ล้านบาทถ้วน
(ซื้อแบบกระจาย ฉบับละ1แสนบาท จำนวน10ฉบับ)
เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2565 ลุ้นรางวัลงวดที่36
ครบอายุฝากสลากธกส.ชุดนี้ 3ปีแล้วค่ะ

ฉันซื้อสลากธกส.ชุดนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562

เริ่มมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลงวดแรกวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2562
และลุ้นรางวัลงวดสุดท้าย(งวดที่36)วันที่16 พฤษภาคม พ.ศ.2565

ฉันถูกเลขท้าย3ตัวทุกงวด งวดละ900บาทตลอดระยะเวลาฝาก36งวด(3ปี)

ฉันถูกรางวัลเลขท้าย4ตัว รางวัลละ90บาท รวม32งวด (เนื่องจากซื้อแบบกระจาย ฉบับละ1แสน จำนวน10ฉบับ จึงทำให้ฉันไม่ถูกรางวัลเลขท้าย4ตัวทุกงวดค่ะ ถ้าอยากถูกรางวัลเลขท้าย4ตัวทุกงวด จะต้องซื้อสลาก1ล้านบาทซื้อ1ฉบับ ให้เลขเรียงต่อกันยาวๆไปเลย
การที่ฉันตัดสินใจซื้อเลขกระจายแบบนี้มันทำให้เสียโอกาสที่จะถูกรางวัลเลขท้าย4ตัวทุกงวดค่ะ ถือว่าตัวเองพลาดมาก ช่างน่าเสียดายจริงๆค่ะ)

ฉันถูกรางวัลที่5 (รางวัลละ1,000บาท) รวม3ปี ถูกรางวัลที่5 แค่6ครั้งเท่านั้นค่ะ

รางวัลเลขท้าย3ตัว งวดละ900บาท จำนวน36งวด
รวมเท่ากับ32,400บาท

รางวัลเลขท้าย4ตัว งวดละ90บาท จำนวน32งวด
รวมเท่ากับ2,880บาท

รางวัลที่5 งวดละ1,000บาท จำนวน6งวด
รวมเท่ากับ6,000บาท

เงินรางวัลที่ได้รับ ตลอดระยะเวลา3ปี
รวมเท่ากับ41,280บาท

ดอกเบี้ยเมื่อสลากธกส.ชุดนี้ครบอายุฝาก
ได้ 75สตางค์(สามสลึงไม่ถึงหนึ่งบาท) ต่อสลาก1หน่วย

สลากราคาหน่วยละ100บาท ซื้อ1ล้านบาท เท่ากับ10,000หน่วย คูณ75สตางค์
ฉันได้รับดอกเบี้ย 7,500บาท/เงินต้น1ล้านบาท

**รวมเงินรางวัล+ดอกเบี้ย เท่ากับ 48,780บาท**


กลับไทยคราวหน้าฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไปปิดบัญชีเงินฝากและจะถอนเงินออกจากธกส.ทั้งหมด
ย้ายเงินไปฝากที่อื่นแทนและนำเงินไปลงทุนทำอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าสลากธกส.ค่ะ

ทดลองซื้อติดต่อกันมา9ปี สลากธกส.3ชุด ไม่เคยถูกรางวัลใหญ่กว่ารางวัลที่5เลยตั้งแต่ซื้อสลากธกส.มา สรุปว่าดวงไม่ถูกโฉลกกับสลากธกส.อย่างแรง

สุดท้ายนี้ฉันขอบ๊ายบาย..พอกันทีค่ะสำหรับสลากธกส. ตราบใดที่เงินรางวัลสลากลดลงเรื่อยๆ ดอกเบี้ยก็ลดลงเรื่อยๆแบบนี้ ฉันก็ไม่ซื้อต่อแล้วค่ะ 




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2565    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2565 8:22:00 น.
Counter : 105 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ซื้อกองทุนรวมที่ญี่ปุ่น 積立NISA(20ปี)

เมื่อ2เดือนที่แล้วฉันตัดสินใจซื้อกองทุนรวม(積立NISA)ที่ธนาคารในประเทศญี่ปุ่นค่ะ
เอกสารที่ใช้ในการซื้อกองทุนรวมผ่านทางธนาคาร
*1.สมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารที่เราไปติดต่อ
*2.ตราประทับ印鑑(いんかん)เป็นตราประทับนามสกุลตัวอักษรคันจิ(เป็นของสำคัญประจำตัวเรา ต้องเก็บรักษาให้ดีๆ) ใช้ประทับตราตอนเปิดบัญชีธนาคาร และตอนทำนิติกรรมสำคัญๆค่ะ
(เอาตราประทับไปลงทะเบียนที่สำนักงานเขต ให้เขารับรองให้ ถือว่าเป็นของที่สำคัญมากๆ ต้องเก็บรักษาให้ดีๆ เวลาติดต่อเรื่องสำคัญๆ ด้านนิติกรณ์ และนิติกรรมต่างๆเช่นการเปิด-ปิดบัญชีธนาคาร การถอนเงิน(กรณีที่ใช้สมุดบัญชีเงินฝากในการถอนเงิน) การซื้อกองทุนรวม ซื้อ-ขายบ้านและที่ดิน จะต้องใช้ตราประทับอันนี้ค่ะ)

แล้วก็จะมีตราประทับฮังโกะอีกอันหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายๆกันนี้ แต่จะไม่สำคัญเท่ากับอิงกัง เพราะหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนทั่วๆไป และร้าน100เยนก็มีขาย (ไม่ต้องเอาตราประทับไปลงทะเบียนที่สำนักงานเขต)
โดยทั่วไปคนญี่ปุ่นจะใช้ประทับตราตอนรับจดหมายลงทะเบียน รับกล่องพัสดุไปรษณีย์ และใช้ประทับตราเพื่อรับสิ่งของจากบริษัทขนส่งของเอกชน (ประทับตราฮังโกะ คือนามสกุลของเราที่เป็นตัวอักษรคันจิ(อักษรจีน) แทนการเซ็นชื่อด้วยปากกาเพื่อรับจดหมายและพัสดุ 
*3.บัตรประจำตัวคนต่างชาติตัวจริง (ธนาคารจะขอเอาไปถ่ายเอกสารเอง)
*4.บัตรประจำตัวประชาชนของญี่ปุ่น My Number Cardตัวจริง (ธนาคารจะขอเอาไปถ่ายเอกสารเอง)
5.หนังสือเดินทาง พาสปอร์ตฉันถือไปด้วยแต่ธนาคารไม่ได้ใช้
6.ใบขับขี่ของญี่ปุ่น ฉันก็เอาไปด้วยแต่ธนาคารก็ไม่ได้ใช้

(*)คือเอกสารที่ทางธนาคารขอไปค่ะ

ธนาคารจะมีเอกสารการซื้อกองทุนรวมมาให้ฉันกรอก แล้วก็ประทับตรา印鑑(อิงกัง)ลงในเอกสารสำคัญด้วยค่ะ  


หลังจากนั้นธนาคารจะทำการหักเงินออกจากบัญชีเงินฝากของฉันอัตโนมัติเดือนละ30,000เยนทุกเดือน(ยกเว้นเดือนมกราคมกับเดือนกรกฎาคมที่ธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชีเงินฝากของฉัน50,000เยน)
รวมเงินที่ฉันจะต้องซื้อกองทุนรวมตกปีละ400,000เยน

ใช้เวลาในการค่อยๆทยอยซื้อกองทุนรวมสะสมไปเรื่อยๆเป็นระยะเวลานานถึง20ปี ก็จะคล้ายๆกับการซื้อกองทุนรวมRMFของไทยเรานั่นเอง

นี่ก็ผ่านมา2เดือนแล้ว เดือนนี้ตัวเลขติดลบมากกว่าเดือนที่แล้วอีกค่ะ สำหรับฉันคิดว่านี่แค่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เส้นทางชีวิตการลงทุนของฉันต่อจากนี้ ยังต้องก้าวต่อไปอีกยาวไกลนัก(20ปี)
ได้แต่บอกกับตัวเองว่า ฉันจะต้องสู้ต่อไป....
ไม่ล้มเลิก ไม่ยอมแพ้ (อารมณ์เหมือนตอนที่ฉันเริ่มเก็บออมเงินเพื่อซื้อสลากออมสินกับสลากธกส.ในช่วงแรกๆเลย) แต่ว่ากองทุนรวมนี่มันทำให้ฉันใจสั่น รู้สึกตื่นเต้นเป็นรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน ยิ่งกว่าการลุ้นผลรางวัลของสลากออมสินกับสลากธกส.เสียอีก

((คิดทำการใหญ่ ใจต้องนิ่ง))





 




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2565    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2565 6:41:24 น.
Counter : 127 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เล่าเรื่องการสมัครบัตรเครดิตในประเทศญี่ปุ่น

ฉันเคยเล่าคร่าวๆไว้ในบล็อคก่อนหน้านี้ว่า ตั้งแต่แต่งงานมา ใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่น ฉันไม่เคยมีบัตรเครดิตที่เป็นบัตรหลักในชื่อของตัวเองเลย

เกือบๆจะ30ปีแล้วที่ฉันใช้แต่บัตรเสริมของสามีและรายจ่ายจากการรูดบัตรจะถูกตัดผ่านบัญชีเงินฝากของสามีมาโดยตลอด
(ทุกๆครั้งที่มีการใช้จ่าย ฉันจะคืนสลิปพร้อมกับเงินสดจำนวนเท่ากับหรือมากกว่าที่รูดบัตรไป คืนให้สามีทุกครั้ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่เคยคดโกง จนสามีไว้เนื้อเชื่อใจ สมัครบัตรเครดิตบัตรเสริมให้ฉันใช้ทั้งหมด5ใบ ซึ่งถ้าไม่จำเป็นจริงๆฉันจะไม่ใช้บัตรเครดิตเลยค่ะ)

จนกระทั่งเมื่อเกิดมีไวรัสโควิด-19ระบาดไปทั่วโลก(ตั้งแต่ปีพ.ศ.2562 หรือค.ศ.2019 เป็นต้นมา..) อีกทั้งในช่วง4ปีให้หลังมานี้ที่ญี่ปุ่นเขาเริ่มรณรงค์ให้คนใช้เงินสดกันน้อยลง ตัวฉันเองก็เลยต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของตัวเองใหม่ จากที่เป็นคนชอบใช้จ่ายซื้อของด้วยเงินสดมาตลอด(เพราะกลัวการเป็นหนี้ ไม่ค่อยกล้าใช้บัตรเครดิต) ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง หันมาใช้จ่ายชำระค่าสินค้า-ค่าอาหาร โดยการเลือกใช้บัตรประเภทเติมเงินอย่าง
บัตรPASMO(เติมเงินใส่บัตรได้มากสุด20,000เยน)
บัตรsuica(เติมเงินใส่บัตรได้มากสุด20,000เยน)
บัตรnanaco(เติมเงินใส่บัตรได้มากสุด50,000เยน)
ฉันเลือกใช้บัตรประเภทเติมเงินทั้ง3ใบนี้ในชีวิตประจำวัน และเมื่อยามจำเป็นเท่านั้นจริงๆฉันจึงจะเลือกใช้บัตรเครดิต

ช่วงหลังๆมานี่ฉันใช้เงินสดน้อยลงมาก (เพราะฉันเอาเงินสดไปเติมเงินใส่บัตรประเภทเติมเงินทั้ง3ใบตามที่กล่าวไว้ข้างต้น) ทีนี้ก็เลยเริ่มจะขาดแคลนเหรียญ เวลารูดบัตรเครดิตทุกครั้งฉันจะต้องจ่ายเงินสดคืนให้สามี จำเป็นจะต้องหาเหรียญหาเศษสตางค์มาคืนให้สามีให้ครบถ้วนตามจำนวนเงินที่ตัวเองรูดบัตรไป บางทีเหรียญมีไม่พอ ฉันก็จะจ่ายเป็นธนบัตรคืนเงินให้สามีเกินกว่าจำนวนเงินที่ตัวเองรูดไปก็มีอยู่บ่อยครั้ง

ฉันจึงคิดว่าจะลองสมัครบัตรเครดิตที่เป็นบัตรหลักของตัวเองจะดีกว่าไหม? ให้ธนาคารหักเงินออกจากบัญชีเงินฝากของฉันโดยตรงเลย จะได้หมดปัญหา ไม่ต้องมีภาระหาเงินสดไม่ต้องหาเหรียญมาคืนให้สามีเหมือนทุกๆครั้ง

พอดีว่าแถวบ้านฉันมีซุเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ที่ฉันมักจะไปหาซื้อของกินของใช้เป็นประจำอยู่แล้ว เขามีใบสมัครบัตรเครดิตวางไว้ ฉันก็เลยหยิบกลับมากรอกส่งใบสมัครบัตรเครดิตไป
เอกสารที่ฉันแนบไปด้วยในการสมัครบัตรเครดิตมีดังนี้..
1.ใบสมัครบัตรเครดิต (กรอกข้อมูลให้ถูกต้อง ครบถ้วน)
2.สำเนาถ่ายเอกสารบัตรประจำตัวคนต่างชาติ
3.สำเนาถ่ายเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนของญี่ปุ่น หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าMy Number Card คนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นระยะยาว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เปลี่ยนสัญชาติ ยังคงถือสัญชาติไทยอยู่ ก็จะต้องทำบัตรMy Number Cardด้วยเหมือนกันค่ะ
4.สำเนาถ่ายเอกสารหน้าสมุดบัญชีธนาคาร ที่มีชื่อเจ้าของบัญชี(ชื่อ-นามสกุลของฉันเอง) และหมายเลขบัญชีธนาคาร

(ฉันส่งเอกสารไปเพียงแค่นี้ ฉันไม่มีหนังสือรับรองจากที่ทำงาน ฉันไม่มีสลิปเงินเดือน เพราะตอนนี้ฉันเป็นแม่บ้านไม่ได้ทำงานประจำแล้ว)

รอประมาณ2สัปดาห์ ทางบริษัทที่ออกบัตรเครดิต เขาจะส่งหมายเลข(หมายเลขการรับเรื่องขอสมัครบัตรเครดิต)สำหรับผู้สมัครบัตรเครดิตมาให้ทางเมลล์

เราสามารถใช้หมายเลขนี้เช็คทางอินเตอร์เน็ตได้ด้วยตนเองว่า ทางบริษัทผู้อนุมัติการออกบัตรเครดิตเขาพิจารณาถึงขั้นตอนไหนแล้ว ในระหว่างที่เขากำลังพิจารณาอยู่นี้จะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาที่เบอร์บ้านและเบอร์มือถือ เราต้องคอยรับสายจากเจ้าหน้าที่ด้วยค่ะ เขาจะโทรมาสอบถาม วัน/เดือน/ปีเกิด สะกดชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เขาจะถามเบอร์โทรบ้านและที่อยู่ของเรา เพื่อยืนยันตัวตนของเราอีกครั้งค่ะ

หลังจากที่ได้โทรคุยกับเจ้าหน้าที่แล้ว ใช้เวลารอต่อไปอีกประมาณ1สัปดาห์ เขาจะพิจารณาเช็คประวัติทางการเงินของเรา (ซึ่งทางบริษัทผู้ออกบัตรเครดิตเขามีสิทธิเช็คดูข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติทางการเงินของลูกค้าได้ว่ามีการผ่อนชำระอะไรไหม? มีหนี้หรือเปล่า? ประวัติการใช้จ่ายบัตรเครดิตของเราเป็นอย่างไร? ฯลฯ
เจ้าหน้าที่เขาทราบด้วยล่ะว่าฉันใช้บัตรเสริมของสามีค่ะ เพราะได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ เจ้าหน้าที่เขาเป็นคนบอกกับฉันเองเลยว่าบัตรเสริมที่ฉันใช้อยู่ตอนนี้ก็ยังสามารถใช้ต่อไปได้นะคะ แต่จะมีค่าธรรมเนียมการใช้บัตร จ่ายค่าธรรมเนียมปีละ500เยนค่ะ นั่นเขารู้ละเอียดขนาดนั้นเลย เพื่อนำไปใช้พิจารณาว่าสมควรออกบัตรเครดิตให้หรือไม่ และถ้าอนุมัติออกบัตรเครดิตให้ เขาจะให้วงเงินบัตรเครดิตเราเท่าไหร่?)

บัตรเครดิตที่ฉันสมัครไป เขาแจ้งไว้ในรายละเอียดว่าจะพิจารณาวงเงินให้ตั้งแต่1แสนเยนไปจนถึง1ล้านเยนค่ะ

สามีบอกกับฉันว่าแม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองก็มีหลายๆคนนะที่สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน หรือถ้าสมัครผ่านธนาคารมักจะให้วงเงินน้อย เพราะว่าเป็นการสมัครทำบัตรเครดิตครั้งแรกและเป็นบัตรหลักใบแรกของฉัน แล้วอีกอย่างฉันก็เป็นคนต่างชาติด้วย ถ้าสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ทางบริษัทเขาไม่อนุมัติให้ก็ไม่ต้องเสียใจนะ ใช้บัตรเสริมของผมต่อไปเหมือนเดิมก็ได้ สามีบอกกับฉันอย่างนี้

ฉันรอผลประมาณ1เดือนค่ะ ในที่สุดฉันก็ได้รับจดหมายลงทะเบียนทางไปรษณีย์ จดหมายถูกส่งมาจากบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต

ฉันได้รับการอนุมัติ ได้บัตรเครดิตที่เป็นบัตรหลักใบแรกในชีวิตในขณะที่ตอนนี้ฉันอายุเกือบๆจะ50ปีแล้ว แต่เพิ่งจะมีบัตรเครดิตที่เป็นบัตรหลักของตัวเองใบแรก

ธนาคารให้วงเงินมา8แสนเยนค่ะ

ขนาดสามียังตกใจ เพราะฉันเพิ่งจะสมัครบัตรเครดิตครั้งแรกและเป็นบัตรหลักใบแรกของฉันด้วย แถมเป็นคนต่างชาติอีกต่างหากแต่ทำไมทางบริษัทเขาอนุมัติวงเงินให้สูงจัง.. ((น่ากลัว..ฉันจะไปขอลดวงเงินลงอีกได้ไหมนะ?))

(ฉันเชื่อว่าทางบริษัทผู้อนุมัติการออกบัตรเครดิต เขาคงเช็คประวัติทางการเงินของฉันมาอย่างละเอียดยิบแล้วอย่างแน่นอน ฉันไม่มีประวัติการกู้ยืมเงิน ไม่มีการผ่อนชำระ รูดบัตรจ่ายครั้งเดียวมาตลอด ไม่เคยมีการผ่อนชำระเป็นงวดๆ ไม่เคยค้างชำระค่าบัตรเครดิตเลย และมีเงินออมอยู่ในบัญชีธนาคารอยู่จำนวนหนึ่ง มีประวัติการซื้อกองทุนรวมกับทางธนาคารอยู่ด้วย ฉันก็เลยดูน่าเชื่อถือ ทางบริษัทเขาจึงได้อนุมัติบัตรเครดิตมาให้)

นับจากนี้เป็นต้นไป ฉันต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ระมัดระวังการใช้จ่ายบัตรเครดิตมากขึ้น
เพราะทุกๆครั้งที่รูดบัตร เงินจะถูกหักออกจากบัญชีเงินฝากของฉันโดยตรงแล้ว ฉันจะต้องไม่เสียประวัติทางการเงินอย่างเด็ดขาด

ฉันมีลิมิตให้ตัวเองว่ารูดบัตรเครดิตได้ไม่เกิน50,000เยน/เดือน ช่วงต้นเดือนของทุกเดือนฉันจะเอาเงินฝากเข้าบัญชีรอไว้ก่อนเลย สำหรับให้ธนาคารตัดบัตรเครดิต50,000เยน (ความจริงแล้วฉันใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตต่อเดือนน้อยกว่านั้น แต่ก็ฝากเงินไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด)
เอาเงินใส่บัญชีเงินฝากไว้สำหรับซื้อกองทุนรวม(ธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชีอัตโนมัติเดือนละ30,000เยน ยกเว้นเดือนมกราคมกับเดือนกรกฎาคมที่ธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชี50,000เยน ฉันซื้อกองทุนรวมที่ญี่ปุ่น ปีละ400,000เยน)

ฉันจะเอาเงินฝากเข้าบัญชีรอไว้เลย เดือนละ100,000เยนค่ะ ถึงเวลาจะได้มีเงินให้ธนาคารหักจากบัญชีได้ทันที ประวัติทางการเงินของฉันไม่เสียด้วย

ฉันแยกเงินออมไว้อีกบัญชีต่างหาก (ตั้งใจเก็บเงินส่วนนี้เอาไว้ซื้อบ้านที่เมืองไทยค่ะ ถ้ามีอะไรจำเป็น ฉุกเฉินก็สามารถถอนเงินก้อนนี้ออกมาใช้จ่ายก่อนได้ แต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆจะไม่ถอนเงินส่วนนี้ออกมาใช้จ่ายอย่างเด็ดขาด)




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2565    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2565 6:46:00 น.
Counter : 157 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ไปดำน้ำScuba Diving ที่โอกินาว่า

ฉันไปดำน้ำScuba Diving ที่โอกินาว่า คราวนี้ดำน้ำ9ไดร์
มี3ไดร์ที่ประทับใจมากๆ
1.HEDOMISAKI DOME ฉันต้องดำน้ำเข้าไปในถ้ำที่อยู่ใต้น้ำ แล้วไปโผล่พ้นเหนือน้ำที่โถงกลางถ้ำ ในถ้ำมีอากาศถ่ายเท หายใจได้ตามปกติ แล้วก็มีหินงอก หินย้อย สวยงามมากๆเลยค่ะ ประทับใจสุดๆ ในถ้ำ เงียบ สงบ และมืดมาก แล้วที่นี่ก็สวยมากๆด้วย ธรรมชาติยังสมบูรณ์ เป็นถ้ำใต้ทะเลที่สวยที่สุดตั้งแต่ฉันดำน้ำเข้าถ้ำใต้ทะเลมาทั้งหมดเลย ตอนดำน้ำเข้าไปและตอนที่อยู่ภายในถ้ำมืดมากต้องใช้ไฟฉายค่ะ
ระดับความลึกตอนที่ฉันดำน้ำลงไปในถ้ำ ประมาณ27เมตร





อีก2ไดร์ คือดำน้ำลงไปดูเรือUSS EMMONS ที่จมอยู่ใต้ทะเล สมัยสงครามโลกครั้งที่2
ฉันดำน้ำครั้งนี้ที่ระดับความลึก40-41.1เมตร
และเนื่องจากเรือลำใหญ่มากและอยู่ที่ระดับความลึกมาก มีกระแสน้ำไหลใต้ทะเลด้วย การดำน้ำไดร์เดียวจะไม่สามารถดูเรือทั้งลำได้ เพราะยิ่งลึกเราจะดำน้ำอยู่นานไม่ได้ค่ะ  (คราวนี้ฉันใช้ Enriched Air (Nitrox) ตอนไปดำน้ำทั้ง2ไดร์นี้)

เนื่องจากดำน้ำลึกมากครั้งนี้ จึงต้องแบ่งโซนดูเรือ ตั้งแต่ช่วงกลางลำเรือไปจนถึงหางเรือ (เป็นไดร์ที่1)
ไดร์แรก ฉันดำน้ำที่ระดับความลึก40.2เมตร 27นาที

(นั่งเรือกลับเข้าฝั่งพักที่ท่าเรือ1ชั่วโมง)

และตั้งแต่โซนหัวเรือไปจนถึงกลางลำเรือ (เป็นไดร์ที่2)
ไดร์ที่2 ฉันดำน้ำที่ระดับความลึก41.1เมตร 22นาที






ในระหว่างที่ดำน้ำลงไปอยู่ที่หัวเรือในไดร์ที่2นี้ สามีเกิดอาการเมาไนโตรเจน ฉันในฐานะที่เป็นบัดดี้ จึงตามติดสามี (เราสองคนปล่อยตัวลอยตามกระแสน้ำใต้ทะเลไปด้วยกัน) แล้วฉันก็ว่ายทวนกระแสน้ำไปจับเชือกที่ถูกโยงไว้ช่วงกลางลำเรือ จับเชือกไว้ ค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปข้างบนทีละนิดๆ

เราทำSafety Stop ในน้ำระดับความลึก 5.8-5เมตร
แล้วค่อยขึ้นสู่ผิวน้ำ นั่งเรือกลับเข้าฝั่ง

สามีเล่าว่าอาการเมาไนโตรเจนนี้เกิดขึ้นอย่างกระทันหันมาก และมีอาการคล้ายคนเมาเหล้า เบลอ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ลำดับความสำคัญไม่ได้ สมองไม่สามารถประมวลผลสั่งการ ลืมแม้กระทั่งวิธีส่งสัญญาณมือ แต่ยังโชคดีที่ยังมีสติอยู่บ้าง ยังสามารถจับเชือกได้ พอไต่ระดับขึ้นมาสู่ผิวน้ำ อาการเมาไนโตรเจนก็ค่อยๆหายไปค่ะ

บัดดี้ต้องเป็นคนช่างสังเกต โชคดีที่ฉันเห็นความผิดปกติของสามีเร็ว ช่วยเหลือทันเวลาในช่วงที่เขายังมีสติอยู่ ถ้าช้ากว่านี้ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น..

ฉันบอกสามีว่า โชคดีที่ฉันเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่น พอเห็นอะไรที่ดูผิดแผกแปลกไป ฉันก็เข้าไปประกบและให้ความช่วยเหลือในทันที

แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากเป็นฉันที่เป็นคนเมาไนโตรเจนซะเองล่ะ สามีคงไม่รู้แน่ๆว่าฉันมีอาการผิดปกติ ฉันอาจจะไม่มีสติ  อาจจะหมดสติ แล้วปล่อยตัวลอยหายไปตามกระแสน้ำใต้ทะเลก็เป็นได้ 

การดำน้ำที่ลึกที่สุดในชีวิตของฉันทั้ง2ไดร์ ฉันไม่มีอาการเมาไนโตรเจนเลย ทุกอย่างเป็นปกติดีค่ะ

แต่พอเดินทางกลับถึงบ้าน ฉันกลับมีอาการมึนๆศีรษะเป็นติดต่อกันมา2-3วันแล้ว

อาจเป็นเพราะฉันกินยาแก้เมาก่อนลงไปดำน้ำทุกๆวันติดต่อกันหลายวัน  กินยาแก้เมาก่อนนอน1เม็ด และตอนเช้าก่อนไปดำน้ำอีก1เม็ด ในฉลากยาเขาระบุไว้ว่าให้กินยาแค่วันละ1เม็ด แต่ฉันเป็นคนที่ขี้เมา เมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน เมาคลื่นทะเล บ่อยครั้งเวลาจับเชือกใต้น้ำนานๆก็เกิดอาการเมา อาเจียนบ่อยๆ กินยาแก้เมาเกินขนาด กินยาแก้เมาติดต่อกันทุกวันๆเลยทำให้ฉันเกิดอาการมึนๆศีรษะแบบนี้ คงต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าร่างกายจะฟื้นตัวกลับมาหายดีเป็นปกติ




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2565    
Last Update : 8 พฤษภาคม 2565 7:47:09 น.
Counter : 201 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เริ่มปลูกผักสวนครัวประจำปีพ.ศ.2565

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฉันหว่านเมล็ดกะเพรา โหระพาใส่ในกระถาง เมื่อเช้านี้ออกไปดู งอกเป็นต้นเล็กๆขึ้นมาแล้วค่ะ 
(ปีที่แล้วฉันปลูกกะเพรา โหระพา ปล่อยให้ออกดอก มีเมล็ด เก็บเมล็ดแก่ใส่ไว้ในถุงซิปล็อคเก็บไว้ ปีนี้เอาเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้มาปลูกอีก ก็งอกเป็นต้นขึ้นมาอีก)

ปีนี้ฉันปลูกพริก3ต้น มะระ3ต้น มะเขือเทศ12ต้น สะระแหน่2กระถาง ตะไคร้2กระถาง
นอกจากนี้ฉันปลูกดอกไม้ด้วยอีก7กระถาง พอให้ได้เห็นสีสวยๆงามๆของดอกไม้ ทำให้รู้สึกชื่นตาชื่นใจ

ที่ฉันต้องปลูกต้นไม้ทั้งหมดลงในกระถางก็เพราะว่าฉันอยู่คอนโดค่ะ แต่โชคดีที่เลือกซื้อห้องริมสุดจะได้เนื้อที่ว่างๆกว้างๆตรงระเบียงหลังบ้านใช้ปลูกดอกไม้และพืชผักสวนครัวได้ (ฉันปลูกผักสวนครัวไว้กินเองทุกปี ปีไหนปลูกผักได้ผลผลิตเยอะก็จะแบ่งให้เพื่อนบ้าน บ้านข้างๆได้กินด้วยค่ะ)



ดอกลิลลี่ที่ปลูกไว้3กระถาง ยังไม่ออกดอก
ดอกลาเวนเดอร์1กระถาง ยังไม่ออกดอก
ดอกすずらんsuzuran (Lily of the Valley) 1กระถาง ตั้งแต่เปลี่ยนกระถางเปลี่ยนดินใหม่ยังไม่ออกดอกเลย มีแต่ต้นกับใบมา2ปีแล้ว
ดอกแพนซี่งอกขึ้นมาเอง1ต้น เมื่อก่อนฉันปลูกไว้เยอะกว่านี้ มีหลายกระถาง แต่มันไม่ค่อยชอบน้ำเยอะ หรือถ้าดินแห้งเกินไปก็ตายง่าย
หลังๆฉันเลยไม่ได้ซื้อมาปลูกอีก แต่เมื่อดอกไม้เหี่ยว กลายเป็นเมล็ด เมื่อเมล็ดแก่มันก็ตกกระจายลงในดินในกระถาง พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี มันก็จะงอกเป็นต้นขึ้นมาเอง บางปีงอก2ต้น บางปีงอก3ต้น แต่ปีนี้งอกเป็นต้นแค่ต้นเดียวค่ะ แถมดอกก็เล็กอีกต่างหาก

รอให้ต้นไม้โตขึ้น ออกดอก ออกผล ฉันจะถ่ายรูปมาลงในบล็อกแก็งค์อีกนะคะ



เมื่อวานนี้สามีพาไปกินข้าวนอกบ้าน แถวๆโตเกียวสกายทรี แวะไปSUMIDA AQUARIUM (ฉันกับสามี มีบัตรรายปี ANNUAL PASSPORT) 



ใกล้จะถึงเทศกาลวันเด็กผู้ชายแล้ว มีแขวนธงปลาคาร์ฟไว้เยอะแยะเลย



แวะถ่ายรูปโตเกียวสกายทรีก่อนกลับบ้าน




 

Create Date : 28 เมษายน 2565    
Last Update : 28 เมษายน 2565 10:21:16 น.
Counter : 209 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  

OKANEMOCHI
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 222 คน [?]




Friends' blogs
[Add OKANEMOCHI's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.