สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ)


🌷 สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ)

วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑
เจริญสุขสวัสดี สาธุชนคนพุทธศาสนา เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน

เมื่อได้ฟังธรรมนี้แล้ว พึงน้อมนำเอามาพินิจพิจารณาเพื่อเอาไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นในตนเองคือจิต ให้จิตของตนได้มีการพัฒนาโดยหมั่นฝึกฝนอบรมจิตตนเองให้รู้จักการสลัดคืน ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายออกไปจากจิตของตน 

แทบทุกสิ่งในโลก ย่อมมีประโยชน์แก่บุคคลผู้ที่ต้องการใช้และรู้จักสิ่งนั้น แต่จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยแก่บุคคลผู้ที่ไม่สนใจและไม่รู้จักใช้มัน คุณธรรมที่มีหลากหลายประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกก็เช่นกัน ย่อมขึ้นอยู่กับบุคคลผู้สนใจที่จะปฏิบัติรักษา คุณธรรมนั้นก็จะอำนวยประโยชน์แก่ผู้นั้น 

เช่นเดียวกันกับเรื่องการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาของเรา พระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องตีความใดๆ เลย ให้เสียเวลาไปเปล่า เริ่มด้วยพระพุทธองค์ตรัสรู้อะไร? ก็ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ นั้น อริยสัจ ๔ มีอะไร? มีทุกข์ สมุทัย (เหตุให้ทุกข์เกิด) นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์) 

เมื่อมีข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ มรรคแต่ละองค์นั้น มีหน้าที่เฉพาะของแต่ละองค์ ไม่ก้าวก่ายกัน แต่ต้องประสานกัน จนกระทั่งถึงที่สุดแล้ว มรรคทั้ง ๘ องค์นั้นต้องสมังคีกัน เพื่อเข้าสู่ทางพ้นทุกข์ได้ 

เมื่อมีพุทธสาวกเกิดขึ้นมากมาย พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์การปฏิบัติธรรมอย่างละเอียดในการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การศึกษาค้นคว้าของพระสาวกและพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย นั่นก็คือสติปัฏฐาน๔ (ฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่องในที่ ๔ สถาน) อันมี กาย เวทนา จิต และธรรม 

การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์หมดจดปราศจากกิเลส ซึ่งมีชื่อเรียกได้หลายอย่างตามความเหมาะสมและขนบธรรมเนียมในท้องถิ่นที่ทรงผ่านไปนั้น เช่น ทางสายกลางบ้าง ทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์บ้าง อริยมรรคบ้าง มรรคมีองค์ ๘ บ้าง ศีลสมาธิปัญญาบ้าง

ดังนั้น สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นที่สนใจและยอมรับของชาวพุทธ เป็นที่รวบรวมข้อปฏิบัติไว้ด้วยกันอย่างถูกต้องและครบถ้วนที่สุด เพราะฉะนั้นพระสูตรดังกล่าวนี้จึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ที่ควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติจริงจังด้วยแล้ว ประโยชน์ของบุคคลเหล่านั้น ย่อมผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดายที่สุด เหมือนดังไม่ได้พบพระพุทธศาสนาทีเดียว 

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้มีคณาจารย์มากมาย ที่ได้พยายามแจกแจงอธิบายการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ตามมติของตน ที่ตนเองได้ศึกษาเรียนรู้เข้าใจมา โดยที่ไม่เคยนำมาเทียบเคียง ตรวจสอบ สอบสวน ว่าลงกันกับพระธรรมวินัย หรือคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย

อย่างเช่นเมื่อวันก่อน ได้ฟังท่านอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำว่า ต้องปฏิบัติธรรมวิปัสสนาเท่านั้น โดยเฉพาะในสติปัฏฐาน ๔ ให้พิจารณากายในกาย หรือรูปนาม อธิบายว่า รูปก็คือรูป นามก็คือจิต 

ซึ่งในความเป็นจริงที่สามารถติตรองตามได้นั้น นาม อันมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนเกิดจากจิตเข้าไปยึดถืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายมาเป็นของของตน จึงเกิดเวทนาขึ้น มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เกิดสัญญาขึ้นเพื่อจดจำอารมณ์เหล่านั้น เกิดสังขารขึ้นเพื่อปรุงแต่งอารมณ์เหล่านั้น เกิดวิญญาณขึ้นคือจิตแจ้งในอารมณ์เหล่านั้น ฉะนั้น รูปนามเหล่านั้น ก็คือ อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ที่จิตยึดมั่นถือมั่นไว้ เพราะจิตไม่ใช่ทั้งรูปและนามเลย

และยังมีการเพิ่มเติมเสริมแต่งลงไปอีกว่า การพิจารณาหมวดกายในกาย เวทนาในเวทนา เป็นพวกตัณหาจริต ถ้าพิจารณาหมวดจิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นพวกทิฏฐิจริต เป็นคำสอนที่เพิ่มเติมเสริมแต่งขึ้นมาใหม่ในภายหลัง เพราะไม่ว่าจริตไหนๆ ก็ต้องเริ่มพิจารณาลงที่กายในกายเป็นภายในทั้งนั้น

ท่านอาจารย์ท่านนั้นยังเน้นอีกว่า ถ้าจะให้เป็นวิปัสสนา ต้องพิจารณาอิริยาบถบรรพะเท่านั้น เป็นการเดินจงกรมจึงจะเกิดปัญญาขึ้นมาได้ ทั้งที่คำว่า วิปัสสนา มาจากคำว่า วิ ที่มาจากคำว่าวิเศษ ปัสสนา แปลว่า การรู้ การเห็น รวมแล้วก็คือ การรู้เห็นอย่างวิเศษ คือ การรู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง เพียงแค่นั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง จึงกล้าประกาศตนเองว่าบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ

แต่ทุกวันนี้ กลับนำเอาคำว่าวิปัสสนามาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยที่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ส่วนอิริยาบถบรรพะนั้น พระองค์ตรัสว่าให้มีสติคอยกำกับอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง นอน ในขณะที่ใช้ชีวิตประจำวัน เป็นงานทางจิตในขั้นที่ ๒

เพราะในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ใช้สติเข้าไปรู้เห็นกายทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง) ในหมวดนี้มีอยู่ด้วยกัน ๑๔ บรรพะ คือ อานาปานสติ ๑ อิริยาบถ ๑  สัมปชัญญะ ๑ ปฏิกูล ๑ ธาตุ ๑  และป่าช้า ๙ รวม ๑๔ บรรพะ ซึ่งทุกบรรพะจะมีคำว่า กายในกาย อยู่ตลอด และคำว่า กายในกาย ก็คือนามกายซึ่งเกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดในใจ ที่ซ้อนอยู่ในรูปร่างกายเนื้อ หรือนัยหนึ่งนั้น นามกายก็คือความนึกคิดที่เกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์มากระทบจิต ซึ่งเรียกว่า รูปกับนามนั่นเอง สำหรับในบรรพะที่กล่าวด้วยว่าร่างกายเนื้อ (ปฏิกูล) ป่าช้า ๙  คำว่า กายในกาย ยังหมายถึง ส่วนประกอบย่อยๆ ส่วนใดส่วนหนึ่งที่ตั้งอยู่ในรูปร่างกายเนื้อทั้งหมดด้วย

ลำดับการทำงานทางจิตในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มี 
๑. พิจารณากายในกายเป็นภายในบ้าง
๒. พิจารณากายในกายเป็นภายนอกบ้าง
๓. พิจารณากายในกายทั้งภายในและภายนอกบ้าง

คำว่า พิจารณากายในกายเป็นภายใน หมายถึง พิจารณานามกายที่เกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดถึงเรื่องราวทางใจภายใน ซึ่งซ้อนอยู่ในรูปร่างกายเนื้อของผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะต้องฝึกทำจิตให้สงบ โดยการปฏิบัติสมาธิให้คล่องแคล่วเป็นพื้นฐานเสียก่อน

คำว่า พิจารณากายในกายเป็นภายนอก หมายถึง พิจารณานามกายที่เกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดที่เกิดจากการรับรู้อารมณ์ภายนอก ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวม ๕ ทาง เป็นกายละเอียดที่ซ้อนอยู่ในรูปร่างกายเนื้อของผู้ปฏิบัติ จึงต้องทำจิตให้สงบด้วยอำนาจปัญญาที่สั่งสมไว้จากการปฏิบัติสมาธิข้อแรก

และคำว่า พิจารณากายในกายทั้งภายในและภายนอก จึงหมายถึง พิจารณานามกายที่เกิดจากจิตยึดถือทั้งความนึกคิดเรื่องราวทางใจภายใน และความนึกคิดการรับรู้อารมณ์ภายนอกรวม ๕ ทาง เป็นกายละเอียดที่ซ้อนอยู่ในร่างกายเนื้อของผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะต้องปฏิบัติพร้อมกันไป และทำให้สงบด้วยกำลังของมรรคมีองค์ ๘ จนสามารถทำได้คล่องแคล่วกลายเป็นอริยมรรคในที่สุด

มาต่อเรื่อง หัวใจพระพุทธศาสนา จากวันพระที่ ๒๙ กันยายน กันเถอะ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติเป็นอย่างมาก

🌷 ความหมายของคําว่า "สัมมาสมาธิ" (จิตตั้งมั่นชอบ)

คําว่า "สมาธิจิต (สม+อธิจิต)" หมายถึง จิตอันสูงยิ่งด้วยคุณธรรมทั้งหลาย มาเกิดพร้อมกัน เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ และปัญญา เป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่าผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ จะไม่มีทางหันกลับมาประพฤติชั่ว และทําให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นแก่ครอบครัวหรือสังคมได้อีก ตลอดเวลาที่ยังปฏิบัติสมาธิอยู่ อย่างไม่ต้องสงสัย 

คุณธรรมที่เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันเหล่านี้ จะเป็นพลังให้จิตเดินทวนกระแสโลก คือ ปล่อยวางความยึดถืออารมณ์และอาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์ให้หมดไปได้โดยลําดับ จนกระทั่งหมดอย่างสิ้นเชิงในที่สุด เรียกว่า จิตตั้งมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) คือ ตั้งมั่นอยู่ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยอารมณ์มาเป็นบาทฐานให้ตั้งมั่นอีกต่อไป

คําว่า ฌาน กับ สมาธิ นี้ เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน หมายความว่า ต้องใช้จิตเพ่งดู (ฌาน) อารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ ที่ได้เลือกไว้ตลอดไป ก็ย่อมเกิดสมาธิขึ้น และเมื่อเพ่งดูตลอดไปอีก ก็ย่อมได้ศึกษารู้จักอารมณ์นั้นๆ ทําให้เกิดญาณและปัญญา ตามมาตามลําดับ 

เพราะฉะนั้น ฌานจึงเป็นเหตุให้เกิดญาน (รู้ตามความเป็นจริง) แล้วจึงเกิดปัญญาปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ เสียได้ เราเรียกจิตที่มีความสามารถปล่อยวางอารมณ์ได้ว่ามีปัญญา และเรียกจิตที่เพ่งดูอารมณ์ที่กําหนดให้ ไม่ซัดส่ายไปสู่อารมณ์อื่นว่ามีสมาธิ ทั้งนี้หมายความว่า เมื่อจิตได้รับการอบรมให้มีสมาธิขึ้นมาเมื่อใด ปัญญาก็จะเกิดมีขึ้นมาด้วยเมื่อนั้น มากหรือน้อยย่อมแล้วแต่กําลังสมาธิที่มี

🌷 อารมณ์ที่ควรเลือกสำหรับการปฏิบัติสมาธิ คือ อานาปานสติ

การใช้สติกําหนดลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีที่สะดวกและเหมาะสําหรับคนทุกชั้น เพราะสามารถทําได้เสมอทุกโอกาส ด้วยความตั้งใจจริง อย่างบ่อยๆ เนืองๆ ติดต่อกันไป โดยให้ตั้งสติอยู่ ณ จุดๆ หนึ่งจุดใด ซึ่งอาจจะเป็นริมฝีปากบน ปลายจมูก หรือในช่องจมูกก็ได้ เลือกกําหนดเอาเพียงจุดเดียว ที่สามารถรู้สึกว่าลมหายใจกระทบเด่นชัดที่สุด ทั้งลมหายใจเข้าและลมหายใจออก เมื่อเลือกได้แล้ว ก็ไม่ควรเลื่อนไปอยู่ที่อื่นต่อไป หรือเปลี่ยนใจเป็นอย่างอื่นอีกตลอดชีวิตนี้ เพราะจะทําให้เกิดความชํานาญในการเข้าสมาธิได้อย่างรวดเร็วด้วย

🌷 คำบริกรรมที่ใช้ในขณะปฏิบัติสมาธิ 

ตามหลักสติปัฏฐานสูตรแล้ว ไม่มีตอนไหนเลยที่ให้ใช้คําบริกรรม ดังนั้นจึงไม่มีคําบริกรรมใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้นั้น เกจิอาจารย์ในสํานักปฏิบัติทั้งหลาย ได้คิดขึ้นใช้กํากับในการเพ่งดูอารมณ์ที่ได้เลือกไว้ด้วย เพื่อผูกมัดจิตซึ่งมักแลบออกไปจากจุดที่กําหนดไว้เสมอ 

เช่น โบราณาจารย์ใช้คําว่า “อรหัง" สายพระอาจารย์มั่นใช้คําว่า "พุทโธ" สายหลวงพ่อสด วัดปากน้ําภาษีเจริญใช้คําว่า "สัมมาอรหัง" สายพม่าใช้คําว่า “ยุบหนอพองหนอ" หลวงพ่อฤาษีลิงดําใช้คําว่า "นะมะพะทะ" ดังนี้ เป็นต้น 

ซึ่งกล่าวตามความเป็นจริงแล้ว คําบริกรรมทั้งหมด แต่ละคําเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ของจิตอีกอย่างหนึ่งทั้งสิ้น ที่พระอาจารย์ได้บัญญัติขึ้น เพื่อใช้ผูกมัดจิตที่ปราดเปรียวนี้ไว้ ไม่ให้แลบออกไปจากฐานที่กําหนด ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องรู้จักใช้ให้แยบคาย และกลมกลืนกับสภาวะของจิตตามสมควร อาจจะไม่ใช้เลยก็ได้ เพราะไม่ใช่พุทธบัญญัติ แต่จะใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง ใช้พร้อมๆ กันทีเดียวทั้งหมด หรือคิดเปลี่ยนคําบริกรรมเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง ตามถนัด เพื่อทดลองดูนั้น ย่อมไม่เกิดผลดีแต่ประการใดทั้งสิ้น ตรงกันข้าม กลับจะทําให้เกิดผลเสีย คือ เกิดวิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย) กั้นจิตไม่ให้เป็นสมาธิขึ้นมาเสียอีกก็ได้ 

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องแล้วแต่ผู้ปฏิบัติเอง ที่จะเลือกเชื่อและใช้คําบริกรรมอย่างใดหรือไม่ และเมื่อได้ตัดสินใจเชื่อลงไปเช่นนั้นแล้ว ก็ควรรักษาวิธีการและคําบริกรรมเช่นนั้นไว้ตลอดไป จึงจะกลายเป็นวสีขึ้นมา เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็ต้องหยุดคําบริกรรมนั้นๆ เสียทันที มิฉะนั้นแล้ว จิตก็จะไม่เป็นสมาธิสูงยิ่งขึ้นไปอีก

ผลเสียของการใช้คําบริกรรม คือ ผู้ที่ใช้อาจใช้ไม่กลมกลืนกับอารมณ์ที่เพ่งดูอยู่ก็ได้ เช่น จิตไปจับอยู่ที่คําบริกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ลืมกําหนดอารมณ์สมาธิไปเสียก็มี หรือเวลาที่จิตเป็นสมาธิแล้ว ไม่หยุดใช้คำบริกรรมเพราะลืมไปก็มี ดังนี้เป็นต้น เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ก็ย่อมไม่เห็นพระไตรลักษณ์และไม่เกิดพลังปล่อยวางอารมณ์ได้เป็นธรรมดา

🌷 หลักในการเข้าสมาธิ 

เมื่อได้เลือกกําหนดจุดที่ลมหายใจเข้าออก กระทบเด่นชัดที่สุด ตามที่ได้กล่าวมาในข้อก่อนแล้ว ก็รวมความรู้สึกทั้งหมดให้มารู้ชัดเจนอยู่ที่จุดนี้ และทําจิตให้แยบคายที่จะรักษาความรู้สึกอันนี้ ให้รู้ชัดอยู่ ณ จุดนี้ตลอดเวลา มิให้แลบออกไปรู้อยู่ที่เรื่องอื่น หากความรู้สึกนี้แลบออกไปรู้อยู่ที่เรื่องอื่น ก็ให้ใช้ความพยายามดึงกลับมาอยู่ที่ที่กําหนดนี้ให้ได้ ถ้าทําได้เช่นนี้จนกระทั่งจิตเชื่อง ก็ไม่แลบออกไปอีก สมความประสงค์

เวลาระหว่างที่จิตยังไม่เป็นสมาธิกับเมื่อจิตเริ่มสงบเป็นสมาธิแล้วนี้ ผู้ปฏิบัติควรจะใช้ความสังเกตดูและจําวิธีวางจิตของตนว่า ทําอย่างไรจึงจะให้จิตเข้าสู่สภาวะเช่นนี้ หรือที่เรียกว่า จําทางเดินของจิตไว้ให้แม่นยํา เพื่อจะได้ใช้สําหรับเข้าสมาธิครั้งต่อไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องมานั่งเริ่มต้นคลําหาทางเดินกันใหม่อีก การเข้าสมาธิได้เร็วนี้ จะช่วยเกื้อกูลพลังสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่กระทบทุกครั้ง มิให้มีโอกาสปรุงแต่งจิตได้

ในขณะที่จิตไม่แลบออกไปจากจุดที่กําหนดไว้นี้ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่าลมหายใจเข้าออกที่กระทบเริ่มละเอียดแผ่วเบา เพราะจิตเริ่มเป็นสมาธิแล้ว ตรงจุดนี้เป็นจุดสําคัญยิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องใช้ความสังเกตดูและศึกษาวิธีวางจิตเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความชํานาญขึ้น ดังนั้นจึงอย่าเพิ่งให้เข้าสมาธิสงบมากไปยิ่งกว่านี้ ให้ถอนลมหายใจเข้าออกให้ยาวขึ้นอีกสักเล็กน้อย แล้วจึงกลับทําให้ลมหายใจละเอียดแผ่วเบา เหมือนเมื่อตอนแรกอีกให้ได้โดยแยบคาย ให้ทําเช่นนี้ไปมาสัก ๒-๓ ครั้งจนชำนาญ และจำวิธีวางจิตไว้ให้ได้ด้วย ต่อจากนี้ก็พยายามสลัดปล่อยวางเรื่องที่รับรู้ออกไป จนจิตสงบถึงขีดสุด

เมื่อจิตสงบถึงขีดสุดแล้ว ลมหายใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ปรุงแต่งให้ร่างกายให้ดํารงอยู่ได้ ก็สงบตามไปด้วย ผู้ปฏิบัติก็ย่อมรู้ว่าลมหายใจดับลงแล้ว จิตได้แยกตัวอยู่ได้เป็นอิสระ และเป็นคนละส่วนกับลมหายใจ โดยไม่มีอันตรายอย่างใด ไม่ว่าจะต้องการอยู่ในสภาวะนี้ต่อไปอีกนานเพียงใดก็ตาม นี่คือขอบเขตของการปฏิบัติสมาธิ

🌷 หลักในการออกจากสมาธิ 

ให้สังเกตดูให้ดีว่า เมื่อลมหายใจยังหยาบอยู่ จิตก็ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปมา เมื่อลมหายใจเริ่มละเอียด จิตก็เริ่มสงบ และเมื่อลมหายใจละเอียดที่สุด จิตก็เป็นสมาธิสงบที่สุด ทั้งนี้แสดงว่าจิตเป็นสมาธิมากหรือน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความละเอียดของลมหายใจโดยตรง 

ดังนั้น ถ้าต้องการจะออกจากสมาธิ ก็ให้ค่อยทําลมหายใจให้เพิ่มมากขึ้นทีละน้อย ช้าๆ ด้วยความเยือกเย็นที่สุด อย่ารีบทําอย่างรวดเร็ว พอลมหายใจเริ่มหยาบขึ้นบ้างแล้ว ก็ซ้อมถอยกลับคืนเข้าสมาธิให้ได้อีก โดยทํากลับไปกลับมาสัก ๒-๓ ครั้ง ด้วยความสังเกต เพื่อจําทางออกสมาธิ เช่นเดียวกับการทําเมื่อตอนเข้าสมาธิเหมือนกัน ก็จะทําให้เกิดความชํานาญเป็นอันมาก

การปฏิบัติสมาธินี้ เป็นการฝึกปล่อยวางความนึกคิดต่างๆ ให้มารวมอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อปล่อยวางได้สําเร็จ ก็เกิดสภาพเบากายเบาใจ ทําให้เกิดเข้าใจตัวเองผิดว่าสําเร็จมรรคผลไปแล้วก็มี เช่น ในสํานักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีผู้เข้าไปปฏิบัติธรรมอยู่เป็นจํานวนมาก ทุกคนต่างก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการพูดจาซึ่งกันและกัน จึงไม่มีเรื่องรบกวนจิตใจ ดังนั้นทุกคนจึงมีสมาธิสงบดีมาก

แม่ชีผู้หนึ่ง ซึ่งได้ปฏิบัติธรรมร่วมอยู่ด้วย ก็เกิดเข้าใจผิดขึ้นว่าตนเองสําเร็จแล้ว เพราะได้เข้าถึงสภาพที่หมดความเสียดแทงทางใจในขณะปฏิบัติ และไม่ทราบว่ายังต้องปฏิบัติต่อไปอีก 

ดังนั้น ในเช้าวันหนึ่ง หลังจากเข้าพบพระอาจารย์แล้ว ก็เล่ากับพระอาจารย์ว่า “ดิฉันปฏิบัติธรรมจนหมดโลภโมห์โทสัน ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดอีกแล้วเจ้าค่ะ จะต้องทำอย่างไรอีก” พระอาจารย์ก็ตอบว่า “นังตอแหล พูดโกหกทั้งนั้น รีบออกไปจากที่นี้เร็วๆ ไป๊” 

คําตอบเช่นนี้ เป็นอารมณ์ทดสอบความมั่นคงว่องไวของสติได้ดีทีเดียว ใครไม่ได้ผ่านการฝึกให้มีสติว่องไวต่อการรับอารมณ์ทางตา หูจมูก ลิ้น กาย เพิ่มขึ้นจากการปล่อยวางความนึกคิดในการปฏิบัติสมาธิมาแล้ว เช่นแม่ชีผู้นี้เป็นต้น ก็ย่อมโกรธขึ้นมาทันที จึงอย่าเข้าใจผิดว่าสําเร็จเป็นอันขาด แต่ให้เข้าใจว่าจะต้องพากเพียรปฏิบัติต่อไปอีก ทุกลมหายใจเข้าออก

🌷 🌷 🌷 
   
จากข้างต้นที่ได้สาธยายธรรมไปนั้น การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาล้วนมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และที่สำคัญคือ ธรรมของพระพุทธองค์ทรงเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างสอดคล้องโดยไม่ติดขัดใดๆ เลย อย่างในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันมีสัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ) เป็นใหญ่เป็นประธาน พระองค์ทรงเชิดเอาสัมมาสมาธิขึ้นนำ โดยมีมาในมหาจัตตารีสักกสูตรรับรองไว้ และเป็นสมาธิที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นสมาธิที่ทำให้เกิดญาณปัญญา ในการปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายออกไปจากจิตของตน 

ซึ่งแตกต่างกันกับสมาธิที่พระองค์ได้ศึกษาเล่าเรียนกับอาจารย์ทั้งสอง นั่นเป็นสมาธิที่ยึดเอาอารมณ์รูปฌาน อรูปฌาน ไว้อย่างเหนียวแน่น ติดสุขในฌานนั้นๆ ปล่อยวางไม่เป็น 

ส่วนสัมมาสมาธิล่ะ? เอาอะไรมาเป็นอารมณ์ในการภาวนา สัมมาสมาธินั้น เอาอารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ เป็นองค์ภาวนา คือ อานาปานสติ (ใช้สติเพ่งดูลมหายใจเข้าออก) ซึ่งอยู่ในบรรพะแรก อันเป็นกายสังขารที่ปรุงแต่งร่างกายอยู่ ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมอยู่นั้นเห็นไตรลักษณ์ได้ชัดเจนในขณะภาวนา เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจที่เข้าออกตลอดเวลา จึงมีองค์ปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ 

ถึงได้เน้นไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นตัณหาจริตหรือทิฏฐิจริต ล้วนต้องผ่านการพิจารณากายในกายเป็นภายในทั้งสิ้น ดังมีพระบาลีธรรมบทในสมาธิสูตร กล่าวไว้ดังนี้

สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายจงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (วิปัสสนา)

จากพระพุทธพจน์ที่ยกมานั้น พระองค์ทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลาย หมายถึงภิกษุทุกรูปที่ฟังอยู่ โดยไม่มียกเว้นว่าภิกษุที่มีตัณหาจริตปฏิบัติอย่างหนึ่ง ภิกษุที่มีทิฏฐิจริตปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง พระองค์ทรงให้ปฏิบัติจิตของตน ให้มีพลังสมาธิ มีสติตั้งมั่นดีแล้ว จิตของบุคคลนั้น ย่อมมีปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ถูกกิเลสและอุปกิเลสทั้งหลายครอบงำจิตได้  

ขอนำคำกล่าวของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้ซึ่งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาปิดท้าย ดังนี้

หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ ท่านได้กล่าวไว้ว่า ถ้าเจออาจารย์วิปัสสนาก็จะเล่นแต่วิปัสสนาเท่านั้น ให้พิจารณานู่นพิจารณานี่ ทั้งที่จิตของบุคคลนั้นยังไม่มีกำลังสมาธิพอเลย การพิจารณาปรุงแต่งกลายเป็นวิปัสสนูหรือวิปัสสนึกไปเลยก็มี 

และตามด้วยคำกล่าวของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้กล่าวไว้ว่า สติปัฏฐาน ๔ สติมีเพียงตัวเดียว นอกนั้นท่านจัดไปตามอาการของเวทนา ของจิต ของธรรม แต่ทั้ง ๔ มารวมอยู่ที่จุดเดียว คือเมื่อสติกำหนดรู้กายในกายแล้ว นอกนั้นคือ เวทนา จิต และธรรม ก็รู้ไปด้วยกัน เพราะมีอาการเป็นอย่างเดียวกันนั่นเอง เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔





 



Create Date : 15 ตุลาคม 2564
Last Update : 15 ตุลาคม 2564 13:28:28 น.
Counter : 160 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



All Blog