Something is never missing - your imagination in your own world
Group Blog
 
All Blogs
 

Inspired by Doushite : From song to short story Part I

ต้นเหตุเกิดจากการฟังเพลง doushite ของ tohoshinki และชมเอ็มวีที่ดูจะเศร้าเหลือเกิน จึงเกิดเป็นจินตนาการเบื้องหลังแรงบันดาลใจครับ (ออกตัวว่าไม่สนุกอะไรมากนักหรอกนะครับ แค่เป็นการเขียนคลายเครียดจากช่วงสอบแค่นั้นเอง)

หวังว่าจะชอบไม่มากก็น้อยนะครับ
__________________________________



"ขอบคุณนะคะพี่จักรที่มางานของอรได้ อรนึกว่าพี่จักรจะไม่มาเสียแล้ว พี่จักรคงไม่รู้จริงๆ ละว่าอรดีใจแค่ไหน ขอบคุณจริงๆ นะคะ"

ผมยิ้มให้กับอรด้วยหน้าตาที่บ่งบอกอาการดีใจจริงๆ แต่อรจะรู้ไหมนะว่าผมรู้สึกยังไง

อันที่จริงถ้าอรรู้ว่าผมรู้สึกยังไง อรอาจจะไม่พูดแบบนี้กับผมก็ได้

ภาพของห้องโถงงดงามด้วยกุหลาบสีแดงสลับขาวที่อร...อรดี คนที่ผมเพิ่งจะแนะนำให้คุณรู้จักทำให้ผมย้อนกลับไปสู่ภาพเมื่อวันวานอีกครั้ง ผมจำได้ว่าหลังบ้านของอรเป็นแปลงกุหลาบเล็กๆ ที่ผมชอบไปชะเง้อมองคุณอนงค์แม่ของอรที่มักจะออกมาตัดดอกกุหลาบไปปักแจกันที่บ้านของเธออยู่บ่อยครั้ง และทุกวันคุณอนงค์ก็จะเลือกตัดเฉพาะกุหลาบสีเหลืองเท่านั้น ไม่ได้สนใจกุหลาบสีแดงและขาวที่บานสะพรั่งอยู่ทั่วไปหมดในแปลงนั้นเอง ผมเกือบจะได้ถามคุณอนงค์อยู่หลายครั้งว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมตัดดอกกุหลาบสีแดงและขาวไปปักแจกันบ้าง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามหรอกครับ ผมก็รู้คำตอบเมื่อวันหนึ่งผมปีนไปเก็บลูกฟุตบอลที่บังเอิญลอยไปตกอยู่หลังบ้านพอดี ตอนนั้นผมยังไม่ทันจะได้เด็ดดอกกุหลาบสักดอกเลยครับ เสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาจนทำให้ผมต้องหันไปมองด้วยความตกใจ

“นี่นายมาทำอะไรตรงนี้น่ะ”

“เรามาเก็บลูกบอล” ผมตอบตรงๆ (ก็ผมมาเก็บลูกบอลจริงๆ นี่ครับ ไม่ได้จะมาบุกแปลงดอกกุหลาบเสียหน่อย) “เดี๋ยวเราก็จะปีนกลับไปแล้วละ”

“แน่ใจนะว่านายมาเก็บลูกบอล ไม่ใช่มาเที่ยวขโมยดอกไม้ชาวบ้านเขาแบบนี้” เด็กสาวผมเปียพูดแล้วก็หรี่ตามองผมด้วยอาการจับผิดเต็มที่ “นายรู้ไหมว่าขโมยของน่ะต้องโดนตำรวจจับนะ”

“รู้แล้วน่ายายเปีย” ผมพูดแล้วก็ย่นจมูกใส่ “ใครจะไปอยากได้ของของเธอ ฉันเก็บบอลแล้วฉันก็จะไปเล่นกับเพื่อนฉันต่อ ไม่อยู่ให้เสียเวลาหรอกน่า”

“แล้วข้างหลังที่นายซ่อนอยู่น่ะมันอะไรไม่ทราบ” สงสัยยายเปียนี่คงจะตาผีด้วยแน่ๆ ถึงได้เห็นอะไรบางอย่างที่ผมซ่อนไว้ข้างหลัง (คืออย่าว่ากันเลยนะครับ ผมสารภาพให้คุณฟังตรงนี้ก็ได้ว่าผมน่ะแอบเด็ดกุหลาบแดงมาดอกนึง ก็มันสวยดีนี่นา ใครจะไปอดใจไหวล่ะครับ) “เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ”

“ไม่คืน” เห็นเด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกมายืนบ่นตรงหน้าแบบนี้ผมก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกันล่ะครับ “ขี่ม้าสามศอกไปบอกแม่เธอเลยไป๊ ยายเปียขี้งก”

“เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ” ยายเด็กคนตรงหน้าผมพยายามจะแย่งดอกกุหลาบไปจากมือผมที่ซ่อนไว้ข้างหลัง “นี่มันของของฉันนะ คนขี้ขโมยต้องเข้าคุก ต้องโดยตำรวจจับ”

ผมรู้สึกว่าอรคงจะไม่หยุดแน่ถ้าผมไม่คืนดอกกุหลาบให้เพราะสีหน้าและท่าทางยื้อยุดฉุดประชากของอรบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเธอไม่ยอมให้ผมแน่ ผมเกือบจะตายอยู่แล้วเพราะอรทั้งจิกทั้งข่วนจนผมเจ็บไปหมด แต่ก็เหมือนฟ้ามาโปรดครับ เพราะคุณอนงค์ร้องเสียงดังขึ้นมาด้วยความตกใจพร้อมกับแยกเราสองคนออกจากกันจนได้ในที่สุด

“ตายแล้ว! นี่มันอะไรกันเนี่ย อร ทำอะไรพี่จักรเขาอย่างนั้นล่ะลูก”

“แม่” ได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ ‘ตำรวจ’ ของผมก็ผละออกจากตัวผมทันควันจนผมลงไปวัดพื้นจมกองฝุ่น “ไหนแม่บอกว่าแม่จะออกไปซื้อของไงคะ”

“แม่ลืมกระเป๋าสตางค์ก็เลยกลับมาเอาที่บ้านแล้วก็ได้ยินเสียงคนร้องลั่นหลังบ้านแม่ก็เลยเดินมาดู เห็นหนูกำลังจะแกล้งพี่เขาแม่ก็ต้องห้ามสิจ๊ะ”

“หนูไม่ได้แกล้งนะคะแม่ หนูกำลังจับขโมยต่างหาก” พูดแล้วอรก็ทำท่าบุ้ยใบ้มาทางผมที่ลุกขึ้นมามองบทสนทนาตรงหน้าอย่างงงๆ “เขาขโมยดอกกุหลาบแดงของหนู แม่สอนว่าใครขโมยของเราก็ต้องส่งตำรวจใช่ไหมคะ หนูจะจับขโมยก็เลยต้องทำแบบนี้ค่ะ”

“โถ่! เรื่องแค่นี้เอง” คุณอนงค์ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ ทำให้ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง (เพราะอย่างน้อยยายหัวเปียหน้าคว่ำก็ไม่มีพวกให้เข้าข้างแล้ว) “เราเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอะไรเราก็ต้องแบ่งปันกันนะลูก พี่จักรเขาเพิ่งย้ายมาใหม่ แม่ว่าเราน่าจะให้ดอกกุหลาบนี่เป็นของขวัญพี่เขาสักหน่อยดีไหมจ๊ะ”

“ถ้าแม่ว่าอย่างนั้นอรก็ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ” หญิงสาวมองดอกกุหลาบที่บัดนี้แทบจะแหลกคามือของผมแล้วก็ยักไหล่เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “นายอยากได้ก็เอาไปแล้วกัน ฉันยกให้”

ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าอรจะเป็นคนที่หวงของมากขนาดนี้ ยิ่งถ้าเป็นของรักละก็…นางสาวอรดีของผมคนนี้เธอไม่มีวันยอมปล่อยให้หลุดมือแน่นอนครับ ถ้าแค่เรื่องดอกกุหลาบยังไม่ทำให้คุณรู้ว่าอรเป็นคนแบบไหน ผมก็คงจะต้องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง (ที่ผมพอจะนึกออกก็เพราะว่าผมเห็นยายนุชเพื่อนของอรกำลังเซ็นชื่ออยู่ในสมุดหน้างานพอดีน่ะครับก็เลยจำได้ เอาเป็นว่าผมเล่าให้ฟังจากความทรงจำในหัวที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อยของผมก็แล้วกันนะครับ)

เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งล่ะครับที่หลังจากวันที่ผมแค่ไปเก็บลูกบอลที่บ้านอรแล้วก็งานเข้าจนโดนอรทั้งจิกทั้งข่วนแค่เพราะแอบเด็ดดอกกุหลาบไปดอกเดียว (ที่ตอนหลังผมมารู้จากปากของคุณอนงค์ว่าเธอไม่ตัดดอกกุหลาบสี่อื่นนอกจากสีเหลืองเพราะอรหวงมาก ไม่อยากให้ใครตัดเอาไปวางทิ้งไว้ดูเล่นเฉยๆ) ผมก็ดันได้เรียนโรงเรียนเดียวกับอรอีก จำได้ว่าผมสวนกับอรในโรงอาหารตอนเที่ยง รู้ไหมครับว่าทันทีที่ผมเจออร ผมก็รีบก้มหน้าเดินผ่านไปโดยเร็วเพราะจำได้ว่าคราวที่แล้ว ‘ยายหางเปีย’ เล่นผมไว้เสียแสบ แต่ก็เป็นเด็กหญิงอรดีอีกละครับที่ทักขึ้นมาก่อน

“นี่นายขี้ขโมยนี่นา นายมาเรียนที่นี่ด้วยหรือไง”

“อร…” ผมเงยหน้ามองแล้วก็พูดได้แค่นั้นเองเพราะเด็กสาวตรงหน้าผมไม่ยอมให้ผมได้เว้นวรรคหายใจเพื่อจะพูดต่อ

“นายไม่รู้สินะว่าที่นี่ฉันคุม ถึงนายจะแก่กว่าแต่ฉันก็เส้นสายเยอะนะจะบอกให้ นายน่ะอย่ามาทำซ่าส์ให้ฉันเห็นล่ะ ไม่งั้นฉันกับพวกเอานายตายแน่”

“ใครจะกล้า” ผมบ่นอุบอิบ ‘แค่ดอกกุหลาบดอกเดียวยังทำเราต้องทายาไปสามสี่วัน นี่ถ้าไปกวนยายเด็กนี่หน่อยสงสัยได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มแหง’

“ดี งั้นฉันไปละนะ นายหัวขโมย” อรยิ้มให้ผมด้วยสีหน้าบ่งบอกชัยชนะแล้วก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมต้องเป็นฝ่ายยืนเกาหัวด้วยความงุนงงเพราะไม่รู้ว่าทำไมผมถึงต้องยอมให้กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนั้นด้วย

แต่ ‘คนที่มีเส้นสายเยอะ’ ดันตกที่นั่งลำบากเสียเองในเย็นวันนั้นเอง ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบผมก็ให้บังเอิญไปเจออรเดินอยู่หลังโรงเรียนกับพวกเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับผมที่ดูท่าทางจะทำตัวกร่างกับรุ่นน้องไม่น้อย ทันที่อรเห็นผมเดินมาเท่านั้นแหละก็เรียกผมลั่นเหมือนจะลืมตัวว่าเคยทะเลาะกันมาก่อนเสียอย่างนั้น

“นายขี้ขโมย ช่วยฉันเดี๋ยวนี้นะ”

“ใครจะช่วย” เรียกผมแบบนี้ผมก็ฉุนเหมือนกันนะครับ “เธอจะขอความช่วยเหลือไอ้หัวขโมยอย่างฉันได้ยังไงกันล่ะ เธอไม่กลัวฉันจะแกล้งเธอเหมือนไอ้เด็กพวกนี้หรือยังไง”

“พี่จักรคะ ช่วยอรด้วย” ได้ยินน้ำเสียงที่คงจะบ่งบอกอาการโกรธของผมยายเด็กสาวตรงหน้าก็เลยเปลี่ยนทีท่าอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว “ถ้าไม่ช่วยอรวันนี้อรไม่มีเงินกลับบ้านนะคะ ทั้งเนื้อทั้งตัวอรเหลือแค่ค่ารถเมล์กลับกับเงินอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

“น้องพี่เหรอพี่จักร” เด็กผู้ชายคนนึงที่กำลังฉวยกระเป๋าสตางค์จากมือของอรคงจะสังเกตเห็นผมถึงได้ถามขึ้นมาด้วยความตกใจ “เฮ้ยพี่ผมขอโทษ ทีหลังผมจะไม่ยุ่งกับน้องพี่แล้ว”

“แย่งเงินเด็กผู้หญิงมันไม่ดีนะไอ้พจน์ ลูกผู้ชายเขาไม่รังแกผู้หญิงหรอกนะ เงินไม่พอใช้ก็เอาเงินพี่ไปใช้ก่อนก็ได้นี่หว่า มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาใช้คืน มาขู่น้องพี่อย่างนี้เดี๋ยวพี่บอกโค้ชให้ไล่ออกจากทีมหรอก”

“อย่านะพี่ ไม่งั้นผมไม่ได้ไปแข่งปลายปีแน่ๆ” ไอ้พจน์รุ่นน้องผมในชมรมว่ายน้ำรีบคืนกระเป๋าให้อรแล้วก็รีบพูดด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักก่อนที่จะเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง “เฮ้ย! ไอ้เจ๋ง ไอ้แมน เอาเงินพี่จักรไปใช้ค่าบอลที่เฮียเป้งหลังโรงเรียนด้วยนะเว้ย แล้วทีหลังอย่าไปแทงอีกนะ โค้ชจับได้เล่นพวกเราตาย”

“ขอบคุณนะที่ช่วยฉันไว้” เสร็จสิ้นวีรกรรมเด็กหญิงอรดีก็เอ่ยปากขอบคุณผมด้วยสีหน้าที่เลิกจับจ้องผมในฐานะที่เป็น ‘ไอ้โจรห้าร้อย’ ได้เสียที “ถ้านายไม่มาช่วยฉัน ฉันก็คงจะแย่แน่ๆ นี่เป็นเงินส่วนที่ฉันเหลือไว้ฉุกเฉินเสียด้วย ถ้าหมดจากตรงนี้ฉันก็คงจะไม่มีเงินไปถึงตอนต้นเดือนหน้าแน่ๆ”

“ไม่เป็นไรหรอก” ผมเองก็ไม่ใช่คนใจร้ายอะไรที่จะมาตั้งตัวเป็นศัตรูกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ได้ตลอดเวลาเหมือนกันล่ะครับ “แต่พี่ขออะไรอย่างได้ไหม เรียกพี่ว่าพี่เหมือนเมื่อกี้เถอะนะ ไหนๆ เราก็เข้าใจกันแล้วก็น่าจะเป็นพี่น้องกันได้นี่นา”

“ค่ะพี่จักร” เธอพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง “ถ้าพี่จักรไม่ว่าอะไร อรก็ขอให้พี่จักรเรียกอรว่าอรแบบนี้แหละค่ะ และตอนนี้พี่จักรก็เป็นพี่ของอรแล้วนะ อรไม่อยากให้ใครมายุ่งกับพี่จักรนะ บอกไว้ก่อน!”

และอรก็พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่าคำพูดของเธอไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ เพราะหลังจากนั้นอรมาโรงเรียนกับผมทุกวันแถมยังรอกลับบ้านพร้อมกับผมทุกวันโดยไม่สนว่าวันนั้นผมจะอยู่ซ้อมจนเย็นหรือค่ำแค่ไหน ผมเคยถามอรว่าทำไมคุณอนงค์ถึงไม่กลัวว่าอรจะต้องกลับบ้านดึกๆ ตอนนั้นเด็กหญิงอรดีที่กลายเป็นนางสาวอรดีแล้วก้ให้เหตุผลอย่างง่ายๆ ว่า

“ก็แม่ไว้ใจพี่จักรว่าพี่จักรเป็นคนดี อรเองก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษหลังเลิกเรียนกับอาจารย์ณัชชาจนถึงหกโมง อรกลับบ้านคนเดียวอรก็กลัวนี่คะ หรือว่าพี่จักรรังเกียจอรเสียแล้ว”

เจอมุกนี้ของนางสาวอรดีที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนางสาวนางแส้มาหมาดๆ อย่างนี้ผมก็คิดอะไรไม่ออกเหมือนกันละครับ ผมก็ได้แต่กลับบ้านกับเธอทุกวันจนในที่สุดเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับอีกต่อไป ข่าวจากสำนักข่าวลมปากใครก็มารู้ดันพูดออกมาว่าผมกับอรได้ตกลงคบหากันเป็นคนรู้ใจกันเรียบร้อยแล้วเพราะไม่เช่นนั้นจะมาด้วยกันกลับด้วยกันไปทำไม แถมยังใกล้ชิดสนิทสนมกันอีกต่างหาก

แต่ทุกคนรู้ไหมครับว่าข่าวลือจะไม่หนาหูขนาดนี้เลย ถ้าอรไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม ‘สร้างข่าว’เสียเอง

ครับ…เล่ามาตั้งนานผมก็เพิ่งจะคิดได้ว่ายายนุชคนที่ผมเพิ่งเห็นเธอเดินไปเซ็นชื่อหน้างานและตอนนี้กำลังถ่ายรูปอยู่กับอรเพื่อนของเธอก็อยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่มันก็เกือบสิบปีมาแล้ว ผมไม่รู้ว่าเธอจะจำได้ไหม แต่ถ้าผมเล่าให้พวกคุณฟังก็คงจะไม่เป็นไรหรอกใช่ไหมครับ (ผมรู้ว่าพวกคุณก็อยากจะรู้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ เห็นทำหน้าไม่สนใจแต่หูกางออกกันใหญ่ โอเคครับผมจะเล่าให้คุณฟังก็ได้)

นุชหรือชื่อจริงว่านางสาวนุชานันท์เป็นเพื่อนร่วมห้องของยายอรแหละครับ และเท่าที่ผมรู้ในตอนนั้นก็คือนุชเขาแอบชอบผมอยู่ (คือผมไม่ได้หลงตัวเองนะครับ พี่สาวยายนุชซึ่งเป็นเพื่อนผมเขาเป็นคนมาเล่าให้ฟังว่ายายนุชชอบตามไปดูผมแข่งตลอด แถมพักหลังๆ นี้ยายนุชก็พยายามเดินมาคุยกับผมตลอด ผมจะไม่รู้สึกแบบนั้นมันก็เกินไปล่ะครับ) แล้ววันหนึ่งอยู่ดีๆ นุชเขาก็เดินมาหาผมพร้อมกับดอกไม้ดอกนึงพร้อมกับพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่คงจะบ่งบอกอาการอายไม่น้อยว่า

“คือพี่จักรคะ คือนุชเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกนะคะถ้าพี่จักรจะปฏิเสธ แต่นุชชอบพี่จักรนะคะ”

“ชอบพี่เหรอ” ผมถามพร้อมกับทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหู “พี่ดีใจที่นุชมีความรู้สึกดีๆ กับพี่นะ แต่นุชคิดดีแล้วหรือจ๊ะ”

“คือนุชไม่ได้คิดพี่จักรแบบชู้สาวหรอกนะคะ นุชแค่เห็นพี่จักรเป็นพี่ชายที่นิสัยดีมากคนหนึ่งเท่านั้นเอง แค่ดอกไม้นี่คงไม่ทำให้ใครบางคนหึงหรอกนะคะ” นุชพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกก่อนที่จะส่งดอกไม้ให้ผมที่รับมาอย่างงงๆ เพราะผมดันเหลือบไปเห็นใครบางคนที่กำลังยืนมองด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างเต็มที่ด้วยสิครับ

“พี่จักร อรไม่ชอบให้พี่จักรคุยกับคนอื่นแบบนี้นะคะ”

“อร เราไม่ได้คิดอะไรกับพี่จักรแบบนั้นนะ” สีหน้าของนุชดูจะตกใจไม่น้อยเลยละครับเมื่อเห็นหน้ายายน้องสาวร่วมโลกของผมที่สายตาเอาเรื่องพอดูเหมือนกัน “ฉันสาบานได้จริงๆ นะอร ฉันแค่ปลื้มพี่จักรแบบพี่ชายเฉยๆ”

“นุช เราขอร้องนะ พี่จักรเป็นพี่ชายที่เราสนิทมาก เราไม่อยากให้ใครมายุ่งกับพี่ชายเรา เข้าใจหรือเปล่า” พูดแล้วเธอก็หันมามองทางผมบ้าง “พี่จักรก็เหมือนกัน นุชเขาเป็นเพื่อนของอรนะคะ อย่าทำสายตาแบบนั้นนะ อรไม่ชอบให้พี่ชายของอรทำสายตาเจ้าชู้ใส่ผู้หญิงคนอื่น”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่ายายอร พี่ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเสียหน่อย” เห็นท่าทางแบบนี้ผมกลับรู้สึกขำที่อรดีคนดีคนเดิมของผมคือเด็กสาวที่หวงดอกกุหลาบเสมือนวันแรกไม่มีผิดเพี้ยน “เอาเถอะๆ พี่รู้น่าว่าพี่ควรจะทำตัวกับเพื่อนเธอยังไง นุชเห็นแล้วใช่ไหมว่าแม่พี่คุมแจแบบนี้ พี่คงจะรับนุชมาเป็นน้องพี่อีกคนไม่ได้หรอก”

ไอ้นิสัยหวงผมยังกับเป็นสมบัติอีกชิ้นหนึ่งของคุณนายอรดีคนนี้คนเดียวของผมนี่ละครับที่ทำให้ข่าวลือว่าผมกับอรเป็นแฟนกันยิ่งแพร่สะพัดไปไกลและเร็วยิ่งกว่าเชื้อไวรัสหวัดที่จามแต่ละทีก็เป็นกันไปทั่ว แต่โชคยังดีละครับว่าเราสองคนไม่เคยทำอะไรในแบบที่คนเป็นแฟนกันเขาชอบทำ (เพราะเจอหน้ายายอรแต่ละครั้งผมก็ได้โดนตบหัวบ้าง ต่อยท้องบ้างทุกทีไป จนผมชักสงสัยขึ้นมาแล้วว่านางสาวอรดีเห็นผมเป็นพี่ชายหรือกระสอบทรายกันแน่) ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะตอนนั้นผมจบชั้นมัธยมปลายพอดีข่าวคราวของผมกับอรจึงได้จางหายลงไปได้บ้าง

แต่ความรักมันก็คงจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเหมือนกันนะครับ เพราะไอ้เจ้าความรักที่เราไม่เคยเห็นมองเห็นรูปร่างหน้าตาของมันกลับทำให้หัวใจของคนเราปั่นป่วนแปรเปลี่ยนไปได้อยู่เสมอๆ จนผมเองก็ประหลาดใจว่าความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้มันเข้ามาในหัวใจของผมได้ยังไง

ครับ…ผมคงจะปฏิเสธตัวเองไม่ได้หรอกว่าผมชอบอรดีเข้าให้แล้ว

คุณอาจจะงงว่าผมเกิดไปนึกรักยายเด็กผู้หญิงจอมแสบนี่เข้าได้ยังไง ผมเองก็ไม่เคยคิดหรอกครับว่าผมจะนึกพิศวาสยายนี่ขึ้นมาได้ แต่เมื่อผมมานั่งทบทวนความรู้สึกของตัวเองดูผมก็รู้ว่าสาเหตุที่ผมไม่เคยคิดว่าอรดีจะเป็นภาระให้กับชีวิตของผมก็คงจะเป็นเพราะความผูกพันของผมที่ทำให้หัวใจของผมรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ผมได้เจอกับอร แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าอรเขาจะคิดกับผมแบบไหน เพราะระยะห่างระหว่างเราสองคนก็ยังคงเป็นแค่เพียงพี่น้องอยู่เสมอ (ผมตั้งใจจะให้มันเป็นอย่างนั้นแหละครับ เพราะอย่างน้อยผมจะได้ไม่ต้องหน้าแตกอยู่คนเดียวถ้าอรเกิดคิดกับผมเป็นแค่พี่จริงๆ)

จนกระทั่งวันที่ผมต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นนั่นแหละครับที่อรมาหาผมที่บ้านพร้อมกับเปิดฉากรัวบทสนทนาด้วยอารมณ์โกรธอย่างไม่ปรานีปราศรัย วันนั้นผมจำได้ว่าผมกำลังนั่งทานอาหารไทยมื้อสุดท้ายในรอบสองสามเดือนนับจากนี้ (หรือจนกว่าที่ผมจะหัดทำอาหารไทยเป็นนั่นละครับ) คุณนายอรดีในชุดนิสิตปีสามที่ดูจะยับย่นเพราะผ่านการเดินทางกลับบ้านมานานพอดูก็เดินถือหนังสือเข้ามาพร้อมกับเริ่มถามผมด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวเอาการก่อนว่า

“นี่ตกลงจะไปโดยไม่บอกกล่าวกันเลยใช่ไหมคะคุณไตรจักร คิดว่าน้องสาวของคุณจะหลอกได้อย่างนั้นใช่ไหมคะ”

“รู้แล้วหรือ” ผมถามโดยไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร “พี่ไปแค่สองสามปี ไม่ได้ไปตายเสียหน่อย ทำไมต้องทำหน้าโกรธแบบนั้นด้วยล่ะอร”

“พี่จักรจะไปตั้งหลายปี…แล้วอรจะอยู่กับใครล่ะคะ พี่จักรเคยคิดบ้างไหมว่าอรจะอยู่กับใคร” ถึงตอนนี้น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อยพร้อมกับทำนบน้ำตาของหญิงสาวตรงหน้าที่บัดนี้ค่อยๆ แตกออกและไหลจากดวงตาที่จับใจผมมานานหลายปีอย่างช้าๆ “แต่อรคิดว่าพี่คงจะไม่แคร์ความรู้สึกของอรเลยละมั้งคะ”

“อร…ที่พี่ไม่ได้บอกอรเพราะพี่เห็นว่าช่วงนี้อรเรียนหนัก ออกจากบ้านแต่เช้ากลับบ้านก็ค่ำแล้ว พี่ไม่อยากให้อรต้องมากังวลกับเรื่องของพี่”

“แต่อรก็อยากไปญี่ปุ่นเหมือนกันนี่นา อรเรียนเอกญี่ปุ่นอรก็น่าจะได้มีโอกาสไปที่โน่นบ้าง” หญิงสาวตรงหน้าผมดูจะไม่ยอมแพ้เมื่อพูดต่อด้วยน้ำเสียงดื้อดึง “อรจะมากังวลเรื่องของพี่จักรทำไมล่ะคะ อรไม่ได้เป็นอะไรกับพี่เสียหน่อย อรผิดเองละค่ะที่มายุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของพี่”

“พี่ไม่ได้พูดแบบนั้นนะอร พี่แค่ไม่อยากให้อรเครียดไปมากกว่านี้ เอาเป็นว่าพี่จะส่งข่าวมาเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ถ้าอรอยากไปหาพี่พี่ก็จะให้ที่อยู่ทีหลังก็แล้วกัน”

ผมพูดแล้วก็สังเกตใบหน้าของอรดีอีกครั้ง ผมเข้าใจความรู้สึกของเธอโดยไม่ต้องอธิบาย เพราะดวงตาที่มีทั้งความขุ่นเคือง น้อยใจ และความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ผมเกือบจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าอรก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกับผมได้บอกถ้อยคำทั้งหมดให้ผมรับรู้แล้ว

แต่อรดีก็ยังคงเป็นอรดีที่พูดตรงแหละครับ เพราะอยู่ดีๆ เธอก็โพล่งขึ้นมาราวกับรู้สึกเหลืออดเต็มทีว่า

“อรโกรธที่พี่จักรไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของอรเลยว่าอรจะรู้สึกยังไง พี่จักรจะไปตั้งสองสามปีแบบนี้อรก็เหมือนขาดอะไรไปในชีวิต พี่ไม่รู้หรือไงว่าอรรู้สึกผูกพันกับพี่มากแค่ไหน แล้วพี่เคยคิดไม่ว่าอรจะเสียใจหรือเปล่าที่อยู่ดีๆ พี่ก็คิดจะไปเร็วแบบนี้ พี่จักรรู้ไหมว่าอรยังไม่ทันได้เตรียมใจจะบอกลาพี่เลยนะ”

“อรรู้ไหมว่าทำแบบนี้ไม่ถูกเลย ไหนๆ เราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีกตั้งนานก็ควรจะจากกันด้วยความรู้สึกที่ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ” ผมพยายามจะเตือนให้น้องสาวของผมเข้าใจความจริงบางอย่างซึ่งเป็นความจริงที่แม้จะเจ็บปวดในความรู้สึกของผม และอาจจะเจ็บปวดในความรู้สึกของเธอเช่นกัน แต่ผมก็ต้องทำเช่นนั้นเพื่อให้ตัวผมเองรู้สึกสบายใจมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

“อรขอโทษค่ะ” เหมือนน้องสาวของผมจะมีสติขึ้นมาบ้างแล้วในตอนนี้เพราะในที่สุดก็เอ่ยคำขอโทษขึ้นมาจนได้ “อรผิดเองที่ทำแบบนี้ เอาเป็นว่าอรขอตัวก่อนนะคะพี่จักร อรเองก็ไม่มีอะไรจะพูดมาก นอกจากขอให้พี่จักรโชคดีกับทุกสิ่งทุกอย่าง อรจะอยู่ทางนี้และดูแลแม่พี่จักรให้เอง พี่จักรไม่ต้องเป็นห่วงแม่กับอรนะคะ”

“พี่ดีใจนะที่อรเข้าใจทุกอย่าง จำไว้นะว่าพี่รักน้องสาวคนนี้เสมอ ไม่ว่าจะมีอะไรก็เขียนจดหมายมาหาพี่ได้นะ พี่จะตั้งหน้าตั้งตารอจดหมายจากอรและจะรีบเขียนส่งให้เลยจ้ะ”

“อรก็รักพี่จักรนะคะ รักมากด้วย” พูดได้เท่านั้นอรก็ตัดสินใจวางหนังสือลงที่โต๊ะพร้อมกับสวมกอดผมไว้อย่างแนบแน่นจนผมอยากจะให้เวลาหยุดหมุน “อรจะทำตามที่พี่จักรบอกค่ะ”

ถ้าเป็นนวนิยายไทยเราสองคนก็คงจะต้องเขียนจดหมายติดต่อกันบ่อยๆ จนเราสองคนยังคงรู้สึกผูกพันกันอย่างแนบแน่นเหมือนเมื่อวันวานใช่ไหมครับ…แต่เรื่องของผมนั้นอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมก็เลยไม่ได้รับจดหมายจากอรดีจนกระทั่งช่วงคริสต์มาสที่หนาวจับใจก็มีการ์ดใบเล็กๆ ที่ต้นทางระบุว่าเป็นประเทศไทยส่งมาถึงผมในวันหนึ่ง ทันทีที่ผมเห็นลายมือที่คุ้นเคยก็รีบเปิดอ่านทันทีครับ และผมก็ไม่ผิดหวังเมื่อการ์ดใบนั้นหอบเอาความอบอุ่นจากเมืองไทยและจากไออุ่นของคนที่ผมผูกพันมาตลอดเวลา

Merry Christmas and Happy New Year ค่ะพี่จักร

อรต้องขอโทษด้วยนะคะที่อรไม่มีเวลาส่งจดหมายมาหาพี่จักรเลย แต่พอมีโอกาสแบบนี้อรก็นึกขึ้นได้ว่าอรคงจะต้องส่งความคิดถึงจากเมืองไทยมาให้พี่จักรที่ตอนนี้คงกำลังจะตัวแข็งทื่ออยู่เลยใช่ไหมล่ะคะ อรสบายดีนะคะไม่ต้องเป็นห่วง แม่ของพี่จักรก็สบายดี อรรับรองเลยค่ะว่าอรจะดูแลแม่พี่จักรให้ดีเลย (ดียิ่งกว่าดอกกุหลาบของตัวเองอีกดีไหมล่ะคะ)

ปล. (ถ้าพี่จักรไม่อยากอ่านก็ข้ามๆ มันไปเถอะค่ะ) อรอยากจะบอกพี่จักรว่าเมื่อเราสองคนแยกจากกันมานานขนาดนี้ทำให้อรรู้สึกตัวขึ้นมาเลยค่ะว่าอรรักพี่จักรมากขนาดไหน ตอนที่เรายังเรียนมัธยมเราสองคนแทบจะเป็นคนคนเดียวกันเลยนะคะ ไม่รู้ว่าพี่จักรจะจำได้ไหม แต่รู้ไหมคะว่าอรไม่เคยลืมเลยว่าพี่จักรเคยช่วยเหลืออรไว้ยังไง ถึงเวลามันจะนานมากแล้วแต่อรก็รู้นะคะว่าพี่จักรคือคนเดียวที่อรรู้สึกดีด้วยตลอดมา

และอรรับรองค่ะว่าความรู้สึกของอรก็คงจะไม่มีวันเปลี่ยนด้วย (แต่ถ้าพี่จักรเปลี่ยนไปละก็…กลับเมืองไทยเมื่อไหร่รับรองว่าพี่จักรต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปหลายวันแน่ๆ)

อรเองค่ะ

เพราะการ์ดใบเล็กๆ ที่บรรจุความคิดถึงอันแสนแผ่วเบาทว่าอ่อนหวานจากอรนั้นละครับที่ทำให้ผมผ่านความเงียบเหงาในช่วงปีใหม่ที่ใครๆ ต่างเฉลิมฉลองกับคนรักมาได้โดยไม่ยากเย็นนัก ผมดีใจนะครับที่อย่างน้อยระยะที่ห่างกันยังคงทำให้เราสองคนไม่เปลี่ยนแปลง (แถมมาบอกด้วยว่ารักผมก็ทำให้หัวใจของผมยิ่งเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่ต้องจิบสาเกสักอึกให้ร้อนวูบวาบด้วยละครับ งานนี้ผมสาบานได้เลย)

แต่ก็แน่นอนละครับว่าความสุขมักจะไม่อยู่กับเรานาน เพราะหลังจากนั้นผมเองก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการเรียนจนแทบจะลืมวันลืมคืน ส่วนอรก็คงไม่ต้องพูดถึง เพราะพออรขึ้นปีสี่อรก็แทบจะขาดการติดต่อกับผมไปเลยครับ แม้ว่าผมจะส่งของขวัญไปให้ในวันเกิด แต่อรก็ไม่มีทีท่าว่าจะตอบจดหมายของผมได้เสียที ใช้เวลาอีกปีกว่าเลยครับกว่าการ์ดใบเล็กๆ พร้อมกับจดหมายฉบับที่สองที่ดูท่าทางจะบรรจุอะไรต่อมิอะไรมามากเอาการเพราะหนักเหลือเกินกว่าจะเดินทางมาถึงได้และก็ไม่ผิดหวังครับเพราะคราวนี้นางสาวอรดีเขียนมาหาผมอย่างจุใจเลยทีเดียว

พี่จักรคะ

อรต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้เขียนจดหมายมาหาเลย (นานเป็นปีแล้วสิคะเนี่ย อรรู้สึกผิดจัง) ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดที่พี่จักรให้อรนะคะ รู้ไหมคะว่าซีดีแผ่นนี้อรตามล่ามานานแล้วนะคะแต่ไม่เห็นมีขายในเมืองไทยเลย (สงสัยว่าคงจะเป็นเวอร์ชั่นที่วางขายเฉพาะที่ญี่ปุ่นใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะยังไงอรก็ขอบคุณจริงๆ นะคะ อรเอามาฟังบ่อยมากจนแผ่นชักจะเริ่มสึกแล้วล่ะค่ะ)

ตอนนี้อรพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วนะคะว่าอรเป็นบัณฑิตแล้ว (ก็อรจบแล้วนี่คะ) รอดตัวจากเอกภาษาญี่ปุ่นมาโดยสวัสดิภาพพร้อมความปลาบปลื้มใจของคุณอนงค์นั่นละค่ะ อรจำได้ว่าวันที่ถ่ายรูปคุณนายเธอยิ้มแก้มปริแถมยังลากเอาแม่พี่จักรไปด้วยนะคะ ดูเอาเถอะว่าคนแก่สองคนนี้สนิทกันแค่ไหน (มีรูปตอนรับปริญญามาฝากด้วยค่ะ เก็บไว้ดีๆ นะคะ)
แล้วอรก็ได้งานแรกแล้วด้วยนะคะพี่จักร อรทำงานเป็นล่ามในบริษัทญี่ปุ่นน่ะค่ะ

พูดมาแล้วจะหาว่าอรคุย…อรน่ะมีความสามารถนะคะ ไม่ใช่หัดพูดงูๆ ปลาๆ อย่างที่พี่จักรเคยเข้าใจผิดมาตลอด (แต่พูดก็พูดเถอะค่ะ อรเรียนจบเอกภาษาญี่ปุ่นมาถ้าอรจะไม่มีความรู้เลยก็กระไรอยู่)
ตอนนี้อรมีความสุขกับงานมากค่ะ อรได้เจอคนดีๆ มากมายเต็มไปหมด แถมทุกคนก็ยังพร้อมใจกันสอนงานอรอย่างดีจนอรชักจะรู้สึกว่าถูกตามใจมากเกินไปเสียแล้ว ยิ่งโดยเฉพาะมาเจอคุณมิยาชิตะที่เป็นลูกชายของบอส (ที่ลงมาลุยงานกับอรทุกงานจนอรเองก็อดเกรงใจไม่ได้) อรเองก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มาทำงานที่นี่ (แถมเงินก็ดีด้วยนะคะ เอาเป็นว่าอรสามารถซื้อรองเท้าดีๆ ได้มากกว่าเดือนละคู่ก็แล้วกันน่า)

พูดถึงคุณมิยาชิตะก็อยากให้พี่จักรได้มาเจอจังเลยค่ะ เพราะคุณมิยาชิตะเรียกได้ว่าแทบจะแกะแบบของพี่จักรออกมาเลย จะต่างกันก็ตรงจมูกกับปากของคุณมิยาชิตะที่ดูเป็นคนญี่ปุ่นมากกว่าพี่จักร นอกเหนือไปจากนั้นอรก็ฟันธงเลยค่ะว่าต้องเป็นฝาแฝดที่แยกกับพี่จักรตอนคลอดแน่ๆ เพราะเขาดูแลเอาใจใส่อรดีมากจนทำให้อรรู้สึกว่าอรยังคงมีคนคอยดูแลเหมือนพี่จักรอยู่อีกคนตลอดเวลา

ทางนั้นคงจะเริ่มเข้าหน้าร้อนแล้วใช่ไหมคะ อรว่าอรคงไม่ต้องเป็นห่วงพี่จักรมาก (เพราะแค่นี้อรก็กำลังจะเอาตัวเองไม่รอดแล้วค่ะ) แต่ก็หวังว่าพี่จักรจะสบายดีและกลับมาเมืองไทยเร็วๆ นะคะ อรคงจะไม่บอกว่าอรจะรอ เพราะการรอจะทำให้คนเราต้องกระวนกระวายว่าเวลานั้นมันยังมาไม่ถึงเสียที เอาเป็นว่าอรจะทำใจว่างๆ แล้วรู้สึกแปลกใจในวันที่พี่จักรกลับมาดีกว่านะคะ

ป.ล. เห็นเพื่อนอรกลับมาเล่าให้ฟังว่าพี่จักรมีแฟนเป็นสาวญี่ปุ่นแล้ว วันหลังส่งรูปมาให้อรดูบ้างนะคะ อรอยากเห็นจริงๆ ว่าสวยขนาดไหน

อรดีกำลังเข้าใจผิดครับ…แถมยังเข้าใจผิดอย่างมากด้วย เพราะจริงๆ แล้วผู้หญิงคนที่เพื่อนของเธอบังเอิญไปเจอในขณะที่กำลังเดินอยู่กับผมน่ะเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องของผมเท่านั้นแหละครับ แถมยังเป็นแฟนของเพื่อนผมอีก งานนี้ถ้าผมจะคิดไม่ซื่อก็เห็นจะโดนเพื่อนฆ่าเอาก่อนเรียนจบกลับเมืองไทยแน่ๆ ผมก็เลยต้องเขียนไปอธิบายให้อรเข้าใจเสียหน่อยว่า

อร

ฮิโตมิเป็นแฟนของเพื่อนพี่นะจ๊ะ อย่าเข้าใจผิด

แล้วก็ขอขอบคุณสำหรับรูปถ่ายวันรับปริญญาด้วย อรดูสวยมากๆ แถมพี่ยังรู้สึกอรเป็นสาวเต็มตัว ไม่ใช่ยายเด็กผมเปียที่มาว่าพี่เป็นหัวขโมยอยู่บ่อยๆ ด้วย

พี่ตั้งใจจะเขียนมาหาอรแค่นี้ละ ถ้าอรไม่ว่างจะตอบกลับพี่ก็ไม่ว่านะ เพราะพี่เองก็กำลังทำธีสิสอยู่เหมือนกัน เอาไว้ถ้าพี่ (ตั้งใจว่า) จะจบในอีกหกเจ็ดเดือนข้างหน้าก็คงจะได้เจอกันแน่นอนจ้ะ

รักจริงๆ ให้ดิ้นตาย

พี่จักรเอง

สงสัยว่าผมคงจะมีวาจาสิทธิ์หรือว่าจับยามสามตาเก่งก็เหลือที่จะคาดเดาล่ะครับ เพราะว่าหลังจากนั้นผมก็ต้องคร่ำเคร่งอยู่กับการทำรายงานเต็มที่ นอกจากนี้ก็ยังมีคนเห็นความสามารถผมเสนองานตำแหน่งที่ท้าทายให้ผมได้พิจารณาด้วย ทีแรกผมเองก็ลังเลอยู่เหมือนกันล่ะครับแต่พอเห็นรายได้ผมก็เลยตกลงปลงใจรับตำแหน่งต่อจนเวลาหกเดือนยืดยาวออกไปเป็นหนึ่งปีจนได้

ผมสารภาพครับว่าผมเองก็เหนื่อยจนเกินกว่าที่จะเขียนจดหมายยาวๆ พร้อมกับส่งผ่านความรักความปรารถนาดีไปให้กับอรอยู่บ้างเหมือนกัน แต่รู้ไหมครับว่าทุกครั้งที่ผมท้อผมก็จะเอารูปของอรที่ผมใส่กรอบวางไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือมาจ้องมองทุกครั้งแล้วผมก็จะรู้สึกมีพลังขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
มันคืออานุภาพของความรักใช่ไหมครับ…

สำหรับคนอื่นผมไม่รู้นะ แต่ว่าสำหรับผม ผมว่าใช่เลยละ

วันเวลาก็ผ่านไปทุกวันจนกระทั่งเข้าปีใหม่อีกครั้ง แต่นอกจากอาการที่หนาวเหน็บจนผมแทบไม่อยากจะออกจากห้อง ความแตกต่างของปีนี้กับปีที่แล้วก็คงจะเป็นความจริงที่ว่าอรไม่ได้ส่งการ์ดหรือข้อความใดๆ มาอวยพรผมเหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่เมื่อผ่านปีใหม่มาได้สามเดือนผมกลับได้รับการ์ดสีงาช้างใบหนึ่งหน้าตาประหลาดเกินกว่าที่จะเป็นการ์ดอวยพรแบบใดๆ พร้อมกับจดหมายสั้นๆ ที่ผมพอจะคาดเดาได้ว่ามาจากใครที่เมืองไทย
ผมตัดสินใจลองเปิดจดหมายอ่านก่อน และข้อความภายในนั้นก็ทำให้อากาศฤดูหนาวที่ค่อยๆ จางหายไปกลับคืนมาสู่ภายในหัวใจของผมอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ทำให้ผมเย็นชาวาบไปทั้งตัวเลยทีเดียว

พี่จักรคะ

อรมีข่าวดีจะบอกค่ะ

อรกำลังจะแต่งงานแล้วนะคะ

พี่จักรฟังแล้วอาจจะงง อรก็ต้องขอโทษนะคะที่จู่ๆ อรก็ตัดสินใจบอกพี่จักรปุบปับแบบนี้ คืออรเองก็ยุ่งๆ อยู่กับการเตรียมงานแต่งงานอยู่ด้วย อีกอย่างหนึ่งอรก็เห็นว่าพี่จักรกำลังทำงานหนักก็เลยไม่อยากรบกวน อรกลัวว่าพี่จักรจะเป็นห่วงอรน่ะค่ะ (ถ้าอย่างนั้นอรก็ขอให้พี่จักรสบายใจได้เลยค่ะ อรดูแลตัวเองได้)

เจ้าบ่าวก็ไม่ใช่ใครอื่นหรอกค่ะ ก็คุณมิยาชิตะนั่นแหละ

พี่จักรอาจจะสงสัยว่าอรคิดดีแล้วหรือที่ตัดสินใจแต่งงานเร็วแบบนี้ แต่อรใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสินค่ะ เพราะทันทีที่อรเจอกับคุณมิยาชิตะอรก็รู้ว่าคนนี้แหละคือคนที่อรคิดว่า ‘ใช่’ (ถ้าพี่จักรเชื่อเรื่องรักแรกพบก็คงเข้าใจนะคะ)

พูดถึงคุณมิยาชิตะก็แปลกดี เพราะหลังจากที่เราคบกันแล้วเขาถึงสารภาพว่าที่เขามาตามอรต้อยๆ เพราะว่าเขาเกิดปิ๊งอรขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่อรเองก็บื้อมากที่ไม่รู้เลยว่าเขารู้สึกยังไง จนวันหนึ่งเขาก็ชวนอรออกไปกินข้าวเย็นหลังเลิกงาน แล้วอยู่ดีๆ เขาก็โพล่งขึ้นมาว่า

“ไม่รู้ว่าคุณจะว่าผมไหม แต่ผมอยากจะบอกคุณว่าผมชอบคุณนะอร”

โอ้โห! งานนี้นางสาวอรดีอึ้งไปเลยค่ะ เพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมาบอกรักเราทื่อๆ แบบนี้ (คืออรคาดหวังอะไรที่มันโรแมนติคกว่านี้น่ะค่ะ) อรก็พูดอะไรไม่ออกก็ได้แต่ยิ้มแล้วก็พยักหน้างึกงัก

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็หกเดือนแล้วค่ะที่เราตัดสินใจคบกัน อรรู้ดีค่ะว่าเราอาจจะดูใจกันน้อยไปหน่อย แต่ฮิโระ (ชื่อของคุณมิยาชิตะแหละค่ะ)เป็นคนที่เอาใจใส่และให้เกียรติอรมาก เขาเป็นห่วงและเอาใจใส่อรทุกสิ่งทุกอย่างจนอรรู้สึกว่าเหมือนจะถูกเขาตามใจจนกลายเป็นเด็กหญิงอรดีคนเดียวกับที่พี่จักรเคยเจอตอนเด็กๆ นั่นแหละค่ะ เชื่อไหมคะว่าเขาแทบจะไม่ยอมให้อรทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเป็นล่ามให้เขาอย่างเดียว พี่จักรว่าเขาทำเกินไปไหมคะ (แต่สำหรับอร อรว่าไม่นะ ก็เราสบายอย่างนี้ใครจะไม่ชอบ จริงไหมคะ)

ตอนนี้อรคงไม่ต้องให้พี่จักรดูแลอีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะว่าจะมีคนมารับช่วงต่อจากพี่จักรไปแล้ว (ถ้าให้อรเดา อรว่าพี่จักรคงกำลังถอนหายใจเฮือกด้วยความโล่งอกใช่ไหมค่ะที่จะหมดภาระเสียที) อรขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่จักรเคยช่วยเหลืออรตลอดมา และอรก็จะจำไว้เสมอว่าอรมีพี่ชายเพียงคนเดียวก็คือพี่จักร อรอยากบอกให้พี่จักรรู้ว่าอรรักและเคารพพี่จักรในฐานะพี่ชายที่อรเคยผูกพันกันมาตลอดนะคะ

สำหรับงานแต่งปลายปีนี้อรรู้ว่าพี่จักรอาจจะมาไม่ได้ แต่อรก็ไม่รู้ว่าอรจะขอมากเกินไปไหมถ้าอรอยากให้พี่จักรมาแสดงความยินดีกับน้องสาวคนนี้ นี่ก็สองสามปีแล้วนะคะที่อรไม่ได้เจอพี่จักรเลย อรคิดถึงพี่จักรมากนะคะ แต่ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ เอาไว้ถ้าฮิโระกลับบ้านอรก็จะบินมาด้วยแล้วค่อยมาหาพี่จักรทีหลัง

อรส่งการ์ดแต่งงานมาด้วยนะคะ เป็นการ์ดที่เราสองคนช่วยกันออกแบบเอง อรคิดว่าพี่จักรน่าจะชอบดีไซน์นะคะ (จำกฎข้อแรกได้ไหมคะว่าอรทำอะไรไม่เคยผิด หวังว่าพี่จักรคงจะชมว่าการ์ดใบนี้สวยนะคะ)

รักพี่จักรมากนะคะ

อรเองค่ะ

ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมาจะทำให้อารมณ์ความรู้สึกของผมเหวี่ยงไปมาราวกับนั่งอยู่บนรถไฟเหาะแบบนี้ การ์ดสองใบที่เป็นหลักฐานแสดงความผูกพันระหว่างเราสองคนบัดนี้มีการ์ดใบที่สามที่กำลังจะแยกเราออกจากกันในไม่ช้าและไม่มีทางจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก เพราะการ์ดใบสุดท้ายนี้คือการ์ดแต่งงาน…พิธีที่ผมเป็นได้แค่เพียงผู้ร่วมงาน ไม่ใช่ผู้ทำพิธีที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ผมเคยคาดหวังไว้

ผมเคยคิดว่าระยะเวลาอาจจะทำให้ความรู้สึกของคนเปลี่ยนแปลง และแปลกที่ผมคาดหวังว่าฝ่ายที่จะเปลี่ยนคือตัวผมเอง ไม่ใช่อรที่ดูเหมือนจะผูกพันกับผมอยู่ตลอดเวลา แต่ก็นั่นแหละครับ…โชคชะตามักจะเล่นตลกกับคนเราเสมอ และครั้งนี้ผมเองก็เป็นฝ่ายที่ถูกโชคชะตาเล่นงานเอาเสียแล้ว ผมจึงยังคงเป็นฝ่ายที่ผูกพันอยู่กับอดีตอยู่เสมอในขณะที่อรกลับก้าวไปข้างหน้าและทิ้งให้ผมยังคงจมกับความรู้สึกในวันวานอยู่เพียงคนเดียว

แต่ในฐานะของพี่ชายที่แสนดีก็ผลักดันขาทั้งสองข้างของผมให้ก้าวขึ้นเครื่องบินและเดินทางกลับมาสู่บ้านเกิดอันเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง และก็ทำให้ผมเดินทางมาถึงที่แห่งนี้พร้อมกับหน้ากากที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นในแบบที่อรเคยเห็นทุกครั้ง และแม้หน้ากากของผมกำลังจะแตกร้าวไปตามอารมณ์อันปั่นป่วนในจิตใจเมื่อความคิดของผมล่องลอยกลับเข้าไปในอดีตอันลึกล้ำ แต่ทันทีที่ผมได้ยินเสียงอันคุ้นเคยผมก็ตื่นจากภวังค์นั้นทันที

“ไม่เจอกันตั้งนานพี่จักรยังดูดีเหมือนเดิมเลยนะคะ สงสัยจังว่ามีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่าเนี่ย”

“ชมแบบนี้พี่ก็แย่สิ” ผมพยายามพูดติดตลก “พี่ไม่ได้ทำอะไรหรอกอร อันที่จริงพี่ก็ไม่รู้ว่าพี่เปลี่ยนไปไหม แต่ที่แน่ๆ เรื่องบางอย่างพี่ก็ไม่เคยเปลี่ยน อรนั่นแหละเปลี่ยนไปมากเลยนะพี่ว่า”

“ก็อรสวยขึ้นใช่ไหมล่ะคะพี่จักร” อรดีนึกสนุกอย่างไรไม่ทราบเพราะอยู่ดีๆ เธอก็กุมมือผมไว้แน่นพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่ดูเหมือนจะแช่มชื่น “อรดีใจนะคะที่พี่ชายของอรมาได้ ฮิโระเองก็ฝากขอบคุณพี่จักรด้วยที่อุตส่าห์ลางานมาแสดงความยินดีกับน้องสาวของเขาได้”

“ฮิโระหน้าตาไม่เหมือนพี่เสียหน่อย” ผมตัดสินใจตัดบทดื้อๆ “พี่น่ะหล่อกว่าฮิโระตั้งเยอะ เธอคงจะสายตาบกพร่องแล้วล่ะยายอรถึงได้มองแบบนั้นน่ะ”

“ค่ะ คุณไตรจักรผู้หน้าตาดี” อรย่นจมูกก่อนที่จะพูดต่อ “แต่ฮิโระเขานิสัยเหมือนพี่จักรแน่นอนค่ะ ข้อนี้อรรับประกันได้ เพราะเขาก็ช่วยอรเหมือนที่พี่จักรช่วยอรเลยแหละ”

เป็นอันว่านายฮิโระก็ก้าวเข้ามาแทนที่ผมได้อย่างสมบูรณ์ และนั่นก็หมายความว่าผมคงจะเป็นคนที่อรจะลืมไว้เบื้องหลัง แต่ผมก็ไม่เสียใจนะครับที่อรตัดสินใจแต่งงานกับนายฮิโระ เพราะอย่างน้อยผมก็ดีใจที่วันนี้อรมีความสุขกับคนที่อรได้เลือกแล้ว และผมจะต้องไม่แสดงอาการผิดปกติให้อรได้เห็นเป็นอันขาด

เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ที่พี่ชายพึงกระทำให้น้องสาวรับรู้หรอกนะครับ…

“พี่ต้องบินกลับคืนนี้เลยนะอร เพราะฉะนั้นพี่ก็คงต้องไปตั้งแต่ตอนนี้แหละ ไม่งั้นนายด่าพี่ตายเลย หวังว่าอรคงจะไม่โกรธพี่หรอกนะ”

“เสียดายจังเลยนะคะ” ดูท่าทางอรดีคงจะเสียดายจริงๆ แหละครับที่ผมจะกลับวันนี้เพราะน้ำเสียงของเธอดูจะผิดหวังไม่น้อย “ถ้ามีเวลามากกว่านี้อรจะได้พาพี่จักรไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันเสียหน่อย ให้ฮิโระเลี้ยงก็ได้เพราะเขาอยากเจอตัวพี่จักรมานานแล้ว หรือจะให้อรไปคุยกับเขาให้พี่จักรกลับมาทำงานที่เมืองไทยก็ได้นะคะ”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะยายอร พี่ไม่ชอบเล่นเส้น” พูดแล้วผมก็ล้วงของขวัญที่อยู่ในกระเป๋าใบเล็กๆ ข้างตัวส่งให้กับเธอ “เมื่อกี้เห็นคนเยอะพี่ก็เลยลืมให้ของขวัญอร นี่เป็นของขวัญวันแต่งงานของอรที่พี่จะมอบให้ หวังว่าอรคงจะชอบนะ ถ้าไม่ชอบก็ทิ้งมันไปเลยก็ได้ พี่ไม่ว่าหรอก”

“ใครจะกล้าทิ้งของขวัญพี่จักรลงล่ะคะ พูดออกมาได้นะ” เหมือนเจ้าสาวแสนสวยจะเห็นสีหน้าที่ซีดลงของผมจึงพยายามจะทำให้บรรยากาศสดชื่นขึ้นบ้าง “เอาไว้ถ้ามีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นอรกับฮิโระจะไปเยี่ยมพี่จักรนะคะ ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ต้องมาเจอกันนะคะ ไม่อย่างนั้นอรไม่ยอมแน่ๆ อย่าลืมนะคะว่าพี่จักรเป็นพี่ของอรตลอดไป ถ้าลืมอรอรเล่นงานพี่แน่”

“เอาไว้ถึงวันนั้นก่อนเถอะ” ผมพยายามตัดบทเมื่อเห็นเจ้าบ่าวของเธอเดินยิ้มร่าเข้ามาหาเราสองคน “ฮิโระมาเรียกแล้วน่ะ งั้นพี่ไปก่อนนะ เอาไว้ว่างๆ พี่จะเขียนจดหมายมาหา”

“อรดีใจนะคะที่มีพี่อย่างพี่จักร” อรดีคงจะดีใจจริงๆ เพราะคราวนี้เธอดันร้องไห้ออกมาด้วยจนผมคิดว่าผมอาจจะโดนสามีของเธอตั๊นหน้าเอาก็เป็นได้ “อรรู้นะคะว่าพี่จักรรู้สึกยังไง แต่อรก็ขอบคุณค่ะที่เราสองคนยังคงเป็นอย่างนี้ และอรก็หวังว่าเราสองคนจะเป็นพี่น้องกันตลอดไปนะคะ”

ค่ำคืนนี้ฝนไม่ตกลงมาจากท้องฟ้า…แต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกเปียกๆ ที่ขนตาก็ไม่รู้นะครับ

แสงไฟถนนในกรุงเทพดูสว่างพราวพราย หากแต่ก็กลับพร่ามัวไปด้วยร่องรอยของน้ำที่ไหลเป็นทางอย่างที่ผมก็ไม่ทราบว่ามันมาจากไหนเหมือนกัน

อ้อ! ผมเพิ่งจะคิดได้ว่าผมกำลังร้องไห้อยู่นี่นา!

ครับ…ผมกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง และครั้งนี้ผมก็กำลังจะเดินทางไกล ไกลชนิดที่ว่าอรก็คงจะไม่มีทางเดินทางไปถึงแน่ๆ เพราะ ‘ญี่ปุ่น’ ของเราสองคนดูจะห่างกันมากกว่าระยะจริงหลายร้อยเท่า แต่ถ้าอรได้เห็นของขวัญของผม อรก็คงจะเข้าใจนะครับว่าผมรู้สึกยังไงกับเธอ

ตอนนี้อรคงจะยังไม่ได้แกะของขวัญของผมออกมาหรอกครับ แต่ถ้าคุณอยากรู้จริงๆ ผมก็คงจะบอกได้คำเดียวว่า

Doushite Kimi wo Suki ni Natte Shimattandarou?

ถ้าคุณอยากรู้ว่ามันแปลว่าอะไร ผมแนะนำให้ไปถามอรนะครับ อรเรียนภาษาญี่ปุ่นมานานหลายปีคงจะตอบคุณได้

ส่วนผม…ผมก็คงจะต้องมีชีวิตของผมต่อไป

เพื่อความสุขของอรแล้ว…แม้ผมจะต้องเป็นฝ่ายเสียใจเองคนเดียว

ผมก็คงจะต้องยอมให้โชคชะตาลงโทษผมแบบนี้

และตลอดไป…




 

Create Date : 28 กันยายน 2551    
Last Update : 28 กันยายน 2551 22:52:52 น.
Counter : 97 Pageviews.  

Winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทที่ 5 ความรักอันเข้มข้นถ้วยที่หนึ่ง)

บทที่ 5 : ความรักอันเข้มข้นถ้วยที่หนึ่ง

“โอ๊ย เย็นจริงๆ ขนาดห่อตัวเป็นแหนมอย่างนี้ฉันยังหนาวเลย”

เกาหลีใต้ในยามสายต้อนรับหนุ่มสาวจากประเทศไทยด้วยอากาศเย็นต่ำกว่าศูนย์บาดผิวให้รู้สึกแสบชาขึ้นมาเป็นริ้วๆ ตามส่วนที่ไร้การปกปิดด้วยอาภรณ์หลายชั้นดังเช่นใบหน้าและแขนขาราวกับว่าแช่ร่างอยู่ในน้ำแข็งจนชายหนุ่มอดบ่นขึ้นมาไม่ได้แม้ว่าขณะนี้คิมหันต์และเต็มใจจะนั่งอยู่บนรถบัสที่ปรับอากาศให้อุ่นสบายมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงโซลแล้วก็ตาม หากหญิงสาวข้างกายเขากลับนิ่งเงียบและชักสีหน้างอง้ำจนคิมหันต์ต้องถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า

“กินรังแตนมาจากไหนไม่ทราบแม่คุณ ยังไม่ทันเดินทางก็ทำท่าจะฆ่าฉันให้ตายเสียแล้ว”

“ฉันไม่อยากพูดกับแกแล้วไอ้คิม” หญิงสาวในเสื้อโค้ตสีชมพูเริ่มตั้งท่าโวยวาย “แกมาโมเมว่าฉันเป็นแฟนแกน่ะฉันยังไม่ว่า แต่ไปหลอกเจ้าหน้าที่ตม.ว่าฉันเป็นภรรยาแกนี่มันชักจะล้ำเส้นมากไปแล้วนะยะ”

“เรื่องแค่นั้นเอง” คิมหันต์หัวเราะดังลั่นจนนักท่องเที่ยวหลายคนหันมามองเขาจึงลดเสียงลงก่อนที่จะพูดต่อ “ก็แกคิดดูสิ พาสปอร์ตฉันไม่ได้ปั้มจนลายพร้อยแบบแก แถมโดนถามว่ามาทำอะไร ไอ้หน้าตาอย่างฉันดูออกจะเป็นพลเมืองของประเทศนี้ดันมาถามเสียได้ ฉันก็เลยคิดอะไรไม่ออก ก็เลยตอบไปว่ามาฮันนีมูนกับแกไง ไม่งั้นฉันก็ไม่รอดมาหรอก”

“ค่ะพ่อคนฉลาด” เต็มใจชมเชยด้วยท่าทีที่แสดงออกชัดเจนว่าประชดประชันเต็มที่ “แต่ขอบอกนะยะนายคิมหันต์ แกยิ่งทำแบบนี้ฉันก็ยิ่งรู้สึกขนลุก ไม่รู้ว่าอีกหกวันจะออกมาอีท่าไหน ดีไม่ดีฉันจะขอเลื่อนไฟลต์กลับพรุ่งนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย”

“ก็เอาเป็นว่า เราก็ลองดูใจกันไปก่อนดีไหมล่ะ ถ้าเราทนคบกันไปตลอดการเดินทางได้ ฉันก็จะยอมลดตัวลงมาสงเคราะห์สมาชิกคานทองแพลตตินั่มอย่างแกให้รู้จักว่าความรักเป็นยังไงดูบ้าง หน้าตาแกน่ะมันบอกอยู่ทนโท่เลยนะว่า ‘ฉันไร้แฟนจ้า ช่วยมาสงเคราะห์ฉันที’ อยู่ชัดๆ” ชายหนุ่มพูดโอ่ๆ พร้อมกับตบบ่าเบาๆ แสดงอาการ ‘แมน’ เต็มที่ “ไม่มีไหล่ใครให้ซบตอนข้ามปีน่ะมันเหงานะน้อง”

“ฉันจะขอพูดแบบอลิซาเบธ เบนเนต ในไพรด์แอนด์เพรจูดิซเลยแล้วกันนะ” เห็นทีท่ารอฟังอย่างใจจดใจจ่อของชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ หญิงสาวก็ไม่รอช้ารีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงชัดเจน “ว่าแกจะเป็นผู้ชายคนสุดท้ายในโลกที่ฉันจะแต่งงานด้วย”

แทนที่ชายหนุ่มจะโต้ตอบผู้เป็นเพื่อนร่วมทาง คิมหันต์กลับเลือกที่จะเป็นฝ่ายนิ่งเงียบไปแทนแล้วก็เสียบหูฟังเครื่องเล่นเพลงส่วนตัวพลางหันหลังให้พร้อมกับหลับตาลงบ่งบอกว่าไม่อยากจะโต้ตอบกับเต็มใจอีกต่อไป จนหญิงสาวต้องส่ายหัวพร้อมกับนึกบ่นอยู่ในใจว่า

‘ไอ้คิมมันเป็นอะไรของมัน เดี๋ยวเล่นเดี๋ยวซึม ฉันล่ะงงกับมันจริงๆ’

เกือบชั่วโมงรถบัสที่มาจากท่าอากาศยานอินชอนก็ค่อยๆ ฝ่าการจราจรยามเช้าที่เริ่มจอแจเข้าสู่กรุงโซลอันเป็นเมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ บรรยากาศแห่งความสุขของเทศกาลคริสต์มาสยังคงไม่จางหายไปเพราะเพิ่งจะผ่านมาได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ซ้ำเมื่อใกล้เทศกาลปีใหม่เช่นนี้บรรยากาศแห่งเทศกาลยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นภายในอากาศราวกับว่านักท่องเที่ยวสามารถสูดลมหายใจเอาความสุขที่ลอยอ้อยอิ่งท่ามกลางลมหนาวเข้าไปได้ตลอดเวลาด้วยการประดับประดาไฟต่างๆ ที่จะยิ่งสวยงามขึ้นเมื่อถึงยามค่ำคืน แต่เมื่อเป็นเวลาสายจนจวนจะใกล้เที่ยงเช่นนี้สีสันของกรุงโซลจึงมีเพียงแค่สีน้ำตาลแห้งของต้นไม้ที่ผลัดใบลงเหลือแต่กิ่งก้านแห้งแล้งสลับกับต้นสนสีเขียวหลากหลายขนาดทั้งที่เป็นต้นสนจริงบ้างและต้นสนเทียมบ้างสร้างสีสันอันเขียวสดให้บรรยากาศแห่งฤดูหนาวให้ดูไม่แห้งแล้งจนซึมเซาเกินไปนัก

ไม่นานหลังจากนั้นนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยทั้งสองคนก็ลงจากรถในบริเวณย่านกลางเมืองเพื่อเดินทางสู่ที่พักที่ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านที่ยังคงรักษาบรรยากาศเก่าๆ ได้เป็นอย่างดี สองคนใช้เวลาเดินพอจะเรียกเหงื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยก็เดินทางถึงฮันเกสต์เฮ้าส์ที่งามแสงเดือนเพื่อนรุ่นน้องโฆษณาไว้อย่างดิบดีว่ากำลังมาแรงในหมู่นักท่องเที่ยวในขณะนี้ และด้วยที่พักแห่งนี้มีบรรยากาศเป็นเกาหลีแท้ๆ กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมที่ดูเหมือนเป็นย่านอนุรักษ์ก็ทำให้เต็มใจอุทานขึ้นมาด้วยความยินดีจนลืมชวนชายหนุ่มข้างกายทะเลาะไปเสียสนิทว่า

“สวยจริงๆ เลยนะคิม แกว่าอย่างนั้นไหม”

“ฮื่อ” คิมหันต์พยักหน้าแล้วก็สูดน้ำมูกที่เริ่มไหลออกมาด้วยความหนาวดังฟุดฟิดก่อนที่จะพูดขึ้น “มาถึงเวลานี้เขาจะให้เช็คอินหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไปไหนมาไหนโรงแรมเขาก็เช็คอินกันตอนเที่ยงๆ บ่ายๆ ทั้งนั้น ฉันขี้เกียจกระเตงสัมภาระไปเที่ยวทั่วโซลกับแก”

“ไม่ลองก็ไม่รู้ ไปถามเจ้าของเขาก็น่าจะได้คำตอบแหละน่า” หญิงสาวไม่รอช้ารีบเดินเข้าสู่ภายในที่พักแล้วก็ให้นึกโล่งใจที่คุณป้าฮันเจ้าของเกสต์เฮ้าส์อนุญาตให้เช็คอินได้และสามารถนำสัมภาระไปวางไว้ในห้องได้ทันที แต่ก็ยังมีอีกเรื่องที่หญิงสาวรู้สึกขัดใจเมื่อสตรีเจ้าของเกสต์เฮ้าส์อธิบายลักษณะห้องพักเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้หญิงสาวชาวต่างชาติได้เข้าใจว่า

“ห้องนี้นอนกันสองคนนะจ๊ะ จองมาสองที่ป้าก็เตรียมฟูกไว้ให้แล้ว อยู่ในตู้ข้างหลังนั่นนะจ๊ะ”

“นอนด้วยกันหรือคะ” เต็มใจหลุดปากถามออกมาโดยไม่ต้องคิด “คือพอดี หนูไม่ได้มากับพี่ชายหนูน่ะค่ะ ถ้าจะนอนกับอีตาคนนั้นหนูจะรู้สึกแปลกๆ อาจุมมามีห้องอีกสักห้องไหมคะ หรือถ้าไม่มีหนูนอนห้องอาจุมมาก็ได้นะคะ หนูไม่เกี่ยง”

“ไม่ได้หรอกค่ะ” หญิงชราส่ายหัวแล้วก็พูดด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม “ป้าคงจะให้หนูนอนกับคนอื่นไม่ได้ เดี๋ยวแฟนหนูจะว่า อ้าวนั่นไงมาแล้ว”

“ผมรักเธอครับ” เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษอย่างชัดถ้อยชัดคำจนหญิงสาวข้างกายต้องหันมามองตาเขียว “พี่สาวคนนี้เขาเป็นแฟนผมเองครับป้า ไม่ต้องไปฟังเขานะฮะ”

“นี่แกพูดอะไรของแกนะ ฉันฟังไม่เข้าใจ” เต็มใจตั้งท่าเตรียมจะโวยวาย หรือถ้าคิมหันต์จะคิดก็คงต้องบอกว่าเต็มใจโวยวายไปเรียบร้อยแล้ว “ทีอย่างนี้ล่ะพูดภาษาอังกฤษซะคล่องเปรี๊ยะ หนอย! ทำมาเป็นอุบเงียบนี่นา แกคิดว่าแกจะฉีกหน้าฉันเลยใช่ไหมเนี่ย”

“เสียงใครดังตั้งแต่เช้าเนี่ย” หญิงสาวข้างห้องแต่งตัวในชุดเครื่องกันหนาวเต็มยศเปิดประตูออกมาแล้วก็บ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษ “เบาๆ หน่อยได้ไหมคะคุณ”

“ขอโทษครับที่รบกวน” คิมหันต์เอ่ยขอโทษขอโพยเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ได้สนใจหญิงสาวชาวไทยอีกคนที่ทำหน้าราวกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว “คือพอดีผมกับแฟนเพิ่งมาถึงน่ะครับ เลยมีปากเสียงกันนิดหน่อยว่าจะไปเที่ยวไหนกันดีระหว่างพระราชวังเคียงบกกับโซลสเตเดียม”

“โอ้! ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจ” หญิงสาวหัวเราะขึ้นด้วยอารมณ์ที่สดชื่นแล้วก็เดินมาแนะนำตัวกับชาวไทยทั้งสองคน “ฉันมาริอาน่าค่ะ ฟังสำเนียงก็รู้นะคะว่ามาจากอังกฤษ แล้วคุณสองคนล่ะคะ”

“ผมคิมครับ มาจากเมืองไทย” คิมหันต์แนะนำตัวสั้นๆ แล้วก็สะกิดหญิงสาวที่คงจะแรงไปหน่อยเพราะเต็มใจถึงกับร้องลั่นก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าให้เป็นมิตรแล้ว ทักทายเพื่อนต่างชาติคนแรก

“ฉันทีเจค่ะ คือถ้าจะบอกชื่อจริงไปคุณก็คงพูดลำบาก เอาเป็นว่าเรียกทีเจแหละค่ะง่ายกว่า” แนะนำตัวเสร็จหญิงสาวในโค้ตสีชมพูก็รีบ ‘แก้ข่าว’ “ฉันไม่ใช่แฟนนายนี่นะคะ คุณอย่าไปเชื่อ”

“แหม! ฉันเข้าใจค่ะทีเจ ทีแรกฉันกับคูเปอร์ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ตอนนี้ก็ย้ายมานอนห้องเดียวกันแล้ว” พูดแล้ว ‘คูเปอร์’ ที่หญิงสาวเดาว่าคงจะเป็นเพื่อนชายคนสนิทของสาวอังกฤษก็เดินออกมาจากห้องด้วยเครื่องกันหนาวที่เต็มยศไม่แพ้กัน “คูปคะ นี่ทีเจกับคิมค่ะ เขาเพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้เอง”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ชายหนุ่มร่างสูงไล่เลี่ยกับคิมหันต์สัมผัสมือทักทายเพื่อนใหม่ทั้งสอง “ยินดีต้อนรับสู่โซลครับ หวังว่ามาเที่ยวกันเป็นคู่แบบนี้คงจะเพิ่มความโรแมนติคได้ไม่น้อยเลยนะครับ”

ทั้งสองคนไม่รอให้เต็มใจพูดต่อ เพราะมาริอาน่าและคูเปอร์ต่างก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยขอตัวอย่างสุภาพจนเต็มใจนึกขัดอกขัดใจขึ้นมาอยู่ครามครัน
ก็จะไม่ให้ขัดใจยังไงไหว…เพราะอีตาหัวจุกคลุกน้ำปลาข้างตัวไม่ปฏิเสธเลยสักนิดว่าเธอกับอีตานั่นน่ะเป็นแค่เพื่อนร่วมทางที่พระเจ้าผู้ทรงโหดร้ายเล่นตลกส่งให้มาเดินทางร่วมกันเท่านั้น ไม่ใช่แฟน คนรู้ใจ หรือแม้กระทั่งสามีภรรยาอะไรอย่างที่นายนั่นว่าด้วยซ้ำไป!

แม้จะรู้สึกขัดใจอยู่บ้างหากเมื่อต้องเดินทางด้วยกันจริงๆ แล้วเต็มใจก็เป็นฝ่ายให้ความร่วมมือกับชายหนุ่ม เป็นอย่างดีในการวางแผนการเดินทาง เพราะเต็มใจเองก็เห็นด้วยกับคิมหันต์ใน ‘ปรัชญาการท่องเที่ยว’ ที่ต้องการจะชื่นชมกับสถานที่แต่ละแห่งนานๆ มากกว่าที่จะไปชะโงกทัวร์ตามที่ต่างๆ เพื่อให้ได้มาถึงเท่านั้น ดังนั้นเมื่อคิมหันต์เสนอแนะว่าจะไปที่ใดก็ตามหญิงสาวจึงไม่คิดจะเกี่ยงงอนนัก ส่วนหนึ่งเต็มใจก็ยอมรับละว่าคงจะเป็นเพราะเธอนึกกลัวจริงๆ ว่าถ้าทะเลาะกันไปตลอดการเดินทางทั้งวันจะยิ่งทำให้บรรยากาศการพักผ่อนในสายลมหนาวอย่างที่เธอต้องการมาตลอดจะต้องกลายเป็นเวทีมวยราชดำเนินกลางกรุงโซลเป็นแน่แท้

ด้วยเหตุผลนี้เอง ทันทีที่ชายหนุ่มตัดสินใจเดินทางไปพระราชวังเคียงบกเป็นสถานที่แรกด้วยเพราะอยู่ในระยะที่พอเดินถึง หญิงสาวจึงเป็นฝ่ายถือแผนที่เดินนำหน้าเสียเองโดยไม่รอให้คิมหันต์เป็นฝ่ายออกปาก ‘สั่ง’ อย่างที่ชายหนุ่มคนเดิมชอบทำอยู่เสมอๆ

“โอ้โห! นี่หรือที่ที่แดจังกึมเคยมาทำกับข้าวให้พระราชากินน่ะ”

คิมหันต์อุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจทันทีที่เดินทางมาถึงอาคารหลังใหญ่ของพระราชวังเคียงบกที่ประกาศความโอ่อ่าอลังการสมกับเป็นพระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์โชซอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีด้วยการประดับประดาที่แม้ในปัจจุบันจะดูไม่รุ่งเรืองดังแต่ก่อนแต่ด้วยการรักษาที่ยังคงทำได้อย่างดีก็บ่งบอกถึงเกียรติภูมิอันเก่าแก่ที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อยทีเดียว

“แกดูแดจังกึมด้วยหรือไง” เห็นชายหนุ่มอุทานออกมาเช่นนั้นเต็มใจก็ถามด้วยนึกขัน “นึกว่าชายชาตรีอย่างแกจะดูพวกบอลพรีเมียร์ลีก ฟังเพลงร็อค แข่งมอเตอร์ไซค์ แล้วก็จีบสาวทิ้งขว้างเสียอีก”

“โอ๊ย! ตอนนั้นติดเลยละ” ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธซ้ำยังออกเดินต่อเพื่อไปชมบัลลังก์กษัตริย์ที่อยู่ด้านใน “ว่าแต่ว่าไอ้โทษสมบัติที่แกบอกมานี่มันเป็นพวกเด็กแว้นมากกว่านะแม่คุณ กระผมเลยวัยแบบนั้นมาแล้วนะขอรับอาจุมมาเต็มใจ”

“ใครจะไปรู้ล่ะ เห็นแกย้อมผมสีน้ำตาลแถมมัดจุก แล้วยังมาประกาศปาวๆ ว่าเป็นสาวกเกาหลีเสียขนาดนี้ ไอ้ฉันมันก็นึกว่าแกยังนึกอยากทำตัวเป็นเด็ก”

“คนเรามันก็ต้องเปลี่ยนแปลงกันบ้าง จะให้ฉันมาไถหัวเกรียนนุ่งกางเกงขาสั้นอย่างที่แกเคยเห็นมาตลอดชาติก็คงจะเป็นไปได้หรอกนะแม่คุณ” คิมหันต์พูดแล้วก็ส่ายหัวอย่างอ่อนใจก่อนที่จะตัดบท “กินข้าวเสร็จเสร็จแล้วแกอยากไปไหนต่อล่ะเต็ม บ่ายนี้ฉันเปิดช้อยส์ให้แกเลย”

“โซลสเตเดียมแน่นอน” เต็มใจตอบโดยไม่ต้องคิด “บอลโลกคราวนั้นฉันเชียร์เกาหลีใต้จนเกาหลีใต้ทะลุเข้ารอบลึกๆ ขอมาเหยียบสนามที่เขาเล่นสักหน่อยจะเป็นไรไป”

“ตามใจแก เพราะฉันก็อยากไปเหมือนกัน”

เพราะโซลสเตเดียมหรือสนามกีฬาโซลที่ใช้แข่งขันฟุตบอลเมื่อปี 2002 อยู่ห่างไปจากใจกลางเมืองพอสมควรและด้วยการเดินทางภายในกรุงโซลที่ทั้งสองยังไม่คุ้นชินกับการใช้บริการขนส่งมวลชนนัก จึงทำให้ต้องเสียเวลานานพอดูในการเดินทาง แต่เมื่อเดินทางมาถึงเต็มใจก็ไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวนำหน้าเพื่อนร่วมทางลิ่วๆ ตรงเข้าไปยังสนามกีฬาพร้อมกับอุทานด้วยความตื่นเต้น

“นี่ไงๆ ตรงนี้แหละที่ฉันเคยดูถ่ายทอดสด จำได้ว่าเวลากองเชียร์เกาหลีมาเชียร์นักฟุตบอลชาติตัวเองนะ อัฒจันทร์ด้านนี้แดงครึ่ดไปทั่วเลย แถมยังเชียร์กันได้ใจฉันมากๆ มีทั้งส่งเสียง มีทั้งเป่าปากแล้วก็ปรบมือกันจนฉันอยากมานั่งเป็นส่วนหนึ่งในสนามเลยละแก แกเชื่อไหมว่าตอนนั้นฉันบ้าปาร์กจีซองมากจนอยากจะขอเป็นแฟน”

“อืม แกน่ะบ้าจริงๆ” ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักก่อนที่จะพูดต่อ “ฉันหมายถึงว่าบ้าไปแล้วนะที่คิดจะขอปาร์กจีซองเป็นแฟน เพราะหน้าตาไม่ได้ไปด้วยกันกับฝีเท้าพี่เขาเลย ถ้าแกชอบลงฉันก็ต้องขอซูฮก”

“แกนะแก พูดออกมาได้” หากหญิงสาวบ่นอุบอิบหากก็ยอมรับในท้ายที่สุด “จริงๆ ตอนนั้นฉันชอบดงบังชิงกิตอนออกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ทีมชาติเกาหลีมากกว่า ขอสารภาพว่าตอนนั้นแจน่ารักมากๆ”

“ไหมล่ะ” ได้ยิน ‘ความจริง’ จากปากของหญิงสาวข้างกายคิมหันต์ถึงกับปรบมือด้วยความถูกใจ “อย่างนี้มันค่อยเป็นนางสาวเต็มใจหน่อย ว่าแต่ว่าไม่ชอบแจคนนี้เหรอจ๊ะ โสดนะจ๊ะน้อง”

“ถ้าแกยังเห็นหน้าตัวเองไม่ชัดนะคิม แนะนำว่าน้ำในสระตรงหน้าสนามบอลน่ะแข็งหมดแล้ว ไปส่องดูเงาตัวเองว่าหน้าตาคุณน่ะห่างไกลกับตัวจริงขนาดนิพพานกับโลกันต์นรกเลยล่ะค่ะ ขอยืนยัน”

“ปากอย่างนี้แหละที่ไล่คนมานักต่อนักแล้ว นอกจากหน้าตาที่เป็นอาวุธน่ะ” เมื่อเห็นเต็มใจเตรียมตัวจะทำร้ายร่างกายด้วยความหมั่นไส้คิมหันต์ก็โบกไม้โบกมือพร้อมกับร้องลั่น “เออๆ ฉันเลิกพูดแล้วก็ได้ คุณนายอยากจะเดินชมอะไรก็เดินไปเถอะขอรับ กระผมสัญญาว่าจะเดินตามต้อยๆ ไม่มีปากเสียงสักคำเลยขอรับ สัญญาด้วยเกียรติของอดีตหัวหน้าหมู่ลูกเสือสีแดงเลยครับผม”

“อย่างนั้นก็ดี” เต็มใจลดมือลงพร้อมกับสีหน้าที่ดูจะพึงพอใจมากขึ้น “ถ้าฉันเดินอยู่นานก็อย่าบ่นซะก่อนละว่าหนาวจนเดินไม่ไหว เพราะแกพูดแล้วนะว่าจะไม่บ่น”

หญิงสาวพูดไม่ทันจบดีก็เดินลิ่วๆ ขึ้นไปยังส่วนบนสุดของอัฒจันทร์โดยเร็วโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าชายหนุ่มข้างล่างที่แม้จะใส่โค้ตยาวสีดำหนาเพียงใดก็ตามกำลังยืนห่อตัวพร้อมกับพ่นลมหายใจยาวก่อนที่จะบ่นขึ้นมาเบาๆ ด้วยเพราะถ้า ‘เต็มใจทัวร์’ ได้ยินเสียงบ่นของคิมหันต์ก็คงจะบ่นกลับด้วยเสียงที่ดังกว่าเป็นแน่แท้

‘ฉันมาเที่ยวกับเพื่อนหรือฉันมาเที่ยวกับแม่กันแน่วะ ถึงได้ต้องยอมมันซะขนาดนี้!’

โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้คือโปรแกรมการไปชมร้านกาแฟที่เป็นฉากหลักของละครเกาหลีเรื่องหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วทั้งในประเทศบ้านเกิดและในประเทศไทยที่แม้จะยังไม่ทันฉายทางสถานีโทรทัศน์ช่องหลักแต่ผู้ที่ได้รับชมแล้วต่างก็ติดอกติดใจกันเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าการเดินทางไปร้านกาแฟนี้เป็นรายการที่เต็มใจภูมิใจนำเสนอด้วยเพราะเธอเองก็เป็นสาวกของละครเรื่องนี้เช่นกัน หากที่น่าแปลกใจอีกประการหนึ่งก็คือคิมหันต์ยอมทำตามข้อเสนอของเธออย่างง่ายๆ โดยไม่คัดค้านหรือแม้กระทั่งจะอิดออดเพราะชายหนุ่มให้เหตุผลว่า

“หนาวๆ อย่างนี้ ไปนั่งกินกาแฟก็ดีเหมือนกัน ถึงจะไม่ดีเท่าจิบโซจูก็เถอะ”

และแม้ว่าเวลานี้จะเป็นเวลาเย็นมากแล้วก็ตาม แต่จำนวนลูกค้าในร้านก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะส่วนหนึ่งก็คงจะมาจากกรุ่นกลิ่นหอมๆ ของกาแฟที่ลอยเข้ามาปะทะจมูกสร้างความเย้ายวนใจทุกครั้งเมื่อใครก็ตามก้าวเข้ามาในร้านและความอบอุ่นจากภายในที่คงจะเป็นที่พักความหนาวได้ดีเป็นอย่างยิ่ง

และสาเหตุอีกประการหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะร้านกาแฟนี้ยังคงรักษาฉากจากละครเรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบกันออกมาก็ยิ่งทำให้ใครๆ ต่างก็อยากเข้ามาใช้บริการในร้านกาแฟแห่งนี้กันอย่างแน่นอน

“แหม! ดูสิ ภาพเขียนที่ยัยนางรองนั่นวาดให้พระเอกในร้านก็ยังอยู่เลย ร้านเขารักษาไว้ดีจริงๆ เลยนะเนี่ย ทำให้ฉันละนึกครึ้มคิดอยากเป็นนางเอกขึ้นมาตงิดๆ เผื่อจะได้มีผู้ชายอย่างยูมาชอบบ้าง”

“เรื่องนี้นางเอกปลอมเป็นผู้ชายไม่ใช่หรือ” ชายหนุ่มถามลอยๆ หากเต็มใจหันหน้ามามองราวกับว่าชายหนุ่มทำอะไรแปลกประหลาดมหัศจรรย์เสียอย่างนั้นแล้วก็เอ่ยถามด้วยความงุนงงเป็นยิ่งนัก

“คราวที่แล้วก็แดจังกึม คราวนี้ก็คอฟฟี่ปริ้นซ์ ฉันชักสงสัยแล้วว่าแกจะดูซีรีส์มากกว่าฉันแน่ๆ นี่แกกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้ยังไงละเนี่ย”

“ดูกับแม่” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ แต่สีหน้าคาดคั้นของเต็มใจทำให้เขาต้องอธิบายต่อ “ก็ตอนทำงานโฆษณาน่ะแทบไม่ได้ไปไหนเลย วันหยุดว่างๆ เห็นแม่ดูก็เลยดูเป็นเพื่อนแกหน่อย ทำไปทำมาก็เลยติด”

“ไม่อยากจะเชื่อว่าแกจะเป็นไปกับเขาด้วย” เต็มใจดูจะไม่เชื่อเอาจริงๆ ละว่าเพื่อนหนุ่มของเธอจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ “นี่ก็เลยกลายเป็น ‘หนุ่มเกา’ ตั้งแต่หัวจรดเท้าใช่ไหมเนี่ย”

“โอ๊ย! พูดยังกับว่าฉันไม่ได้อาบน้ำมาเป็นชาติ เกาตั้งแต่หัวจรดเท้า พูดให้มันชัดๆ สิว่าเป็นหนุ่มเกาหลี ไม่งั้นคนจะเข้าใจผิดหมด” คิมหันต์เห็นเต็มใจหลุดหัวเราะขึ้นมาก็รีบตัดบท “รีบๆ กินเข้าไปเถอะกาแฟน่ะ กงยูของคุณชักเริ่มจะอารมณ์เสียแล้วครับคุณคานเต็มใจ”

“เอ๊ะ!” ‘คานเต็มใจ’ ได้ยินชื่อตัวเองเป็นภาษาเกาหลีก็ร่ำๆ จะทำท่าเอาเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง “เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะนายคิม ว่าฉันเป็นอะไรไม่ทราบ”

“เปล่า!” คิมหันต์ตัดบทพลางทำหน้าตาย “กินๆ เข้าไปเถอะกาแฟน่ะ นี่ฟ้าก็เริ่มจะมืดแล้ว ฉันไม่อยากจะกลับดึกมาก วันนี้ฉันยังไม่ได้นอนมาเลยนะแม่คุณ”

“เออหน่า…ก็กำลังจะรีบแกก็มาขัดจังหวะ” หญิงสาวพูดแล้วก็นิ่งไปนิดราวกับว่านึกอะไรขึ้นมาได้แล้วก็เปรยต่อ “พูดถึงกาแฟ…ฉันจำไม่ได้แล้วว่าใครสักคนนี่ละเคยบอกกับฉันว่า ‘ความรักก็เหมือนกับกาแฟ มันอาจจะขมก็จริง แต่มันก็ทำให้คนเราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา’ คิดไปคิดมาฉันว่าถูกเผงเลยละแก แกว่าอย่างนั้นไหม”

คิมหันต์ไม่ตอบหากเขากลับยิ้มที่มุมปากน้อยๆ แต่ถ้าเต็มใจเข้ามานั่งอยู่ในความคิดของชายหนุ่มขณะนี้ เธอก็คงจะเห็นภาพในสมองของคิมหันต์ที่หมุนวนกลับไปสู่เรื่องวันวานที่มันยังคงชัดเจนเสมอในความรู้สึกของเขาซึ่งเขาก็ไม่รู้หรอกว่าหญิงสาวตรงหน้าเขานี้จะยังคงจำได้หรือไม่

วันนั้นเป็นวันเสาร์ในเดือนเมษายนที่ร้อนที่สุดวันหนึ่งจนคิมหันต์ไม่คิดอยากจะออกจะบ้านไปไหน หากเมื่อเต็มใจโทรมาพร้อมกับเสียงอันเศร้าสร้อยก็ทำให้คิมหันต์อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

“แกทำไมทำเสียงจะร้องไห้ล่ะไอ้เต็ม เป็นอะไรหรือเปล่า”

“งานนี้แกต้องช่วยฉันแล้วล่ะไอ้คิม” หญิงสาวคนเดิมยังคงมีน้ำเสียงเจ็บปวดไม่เปลี่ยนแปลง “เพราะฉันเลิกกับพี่ปั้นแล้ว เมื่อกี้นี้เอง”

“แกอยู่ไหนเต็ม บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าแกอยู่ไหน” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันที่ทำให้คิมหันต์อดคิดไม่ได้ว่าเต็มใจอาจจะทำอะไรบ้าๆ ลงไปก็เป็นได้ทำให้ชายหนุ่มต้องถามออกไปอย่างเร่งร้อน “เอาเป็นว่าฉันไปเจอกับแกที่ร้านกาแฟหน้าโรงเรียนแล้วกันนะ แกอย่าคิดทำอะไรโง่ๆ ล่ะ”

สี่สิบนาทีต่อมาเต็มใจและคิมหันต์ต่างก็นั่งอยู่พร้อมกับกาแฟร้อนสองถ้วยและคุกกี้กาแฟสองสามชิ้นที่เป็นของโปรดของเต็มใจ หากวันนี้หญิงสาวกลับไม่คิดจะแตะมันแม้แต่น้อย

“คุกกี้นี่มันแพงนะแม่คุณ ไม่คิดจะกินสักหน่อยหรือไง” คิมหันต์พยายามจะชวนแกมบังคับหากเต็มใจกลับขัดขึ้นด้วยเสียงอันเยียบเย็น

“ไม่อยากกิน ไม่มีอารมณ์” พูดแล้วน้ำตาของหญิงสาวก็พาลจะไหลหากเต็มใจกลับกัดริมฝีปากไว้แน่นบ่งบอกว่าพายุอารมณ์ในใจนั้นปั่นป่วนเพียงใดแล้วก็ฝืนพูดต่อ “รู้ไหมว่าพี่ปั้นเขาไม่ได้ดีอย่างที่พวกเราคิดกันหรอกนะ ลับหลังฉันเขาคบผู้หญิงทีละสามคน ไม่ใช่สองนะแก…แต่เป็นสาม แกลองคิดดูสิว่าจะมีใครทนได้บ้าง”

“โชคดีของพี่เขา แต่เป็นโชคร้ายของแก” ชายหนุ่มพูดแล้วก็พยักหน้าบ่งบอกว่าเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “แต่ถ้าให้ฉันเดา แกคงจะบอกเลิกเขาก่อนใช่ไหมล่ะ ถึงได้มานั่งเฮิร์ตขนาดนี้”

“แกนี่มันนอสตราดามุสหรือเปล่า หรือว่านั่งทางในก่อนมาหาฉัน” หญิงสาวใบหน้าโศกที่ขณะนี้ควบคุมอารมณ์ได้มากแล้วถามอย่างประหลาดใจก่อนที่จะพูดต่อ “ใช่…ฉันบอกเลิกเขาก่อน เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่ควรจะเสียเวลาไปรักคนแบบนั้นอีกแล้วละ”

เห็นสีหน้าที่อ่อนโยนผิดไปจากปกติของชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนสนิทก็ยิ่งทำให้เต็มใจรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะแท้จริงเธอก็รู้ดีว่าคิมหันต์เป็นคนที่จริงจังมากเพียงใด หญิงสาวจึงปลดปล่อยความอัดอั้นที่สุมไว้ในอกออกมาจนหมดสิ้น

“น่าขำนะไอ้คิม ฉันน่ะอุตส่าห์เลือกคนที่เขารักเราแทนที่เป็นคนที่เรารักเขา แต่เอาเข้าจริง คนที่เขารักเราก็ไม่ยักกะรักเราอย่างที่ปากว่า ไอ้ครั้นจะเลือกคนที่เรารักเขามันก็หายหัวกันไปหมด”

“เต็ม ถึงแกจะเลิกกับพี่ปั้นไปแกก็ไม่ต้องเสียใจหรอกนะ แกลองคิดง่ายๆ สิว่าความรักมันก็เหมือนกาแฟที่ฉันสั่งมาเลี้ยงแกนี่ไงล่ะ มันหวานแค่ไหนแต่มันก็แค่พรางความขมไว้เท่านั้น”

คิมหันต์เองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันเมื่อหลุดปากพูดออกมาเช่นนี้ เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรดลใจให้เอ่ยปากพูดอะไรที่มัน ‘น้ำเน่า’ เช่นนี้ออกมาได้ แต่ก็คงจะเป็นเพราะความห่วงใยหญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิทมาตลอดระยะเวลาหลายปีกระมังที่ทำให้เขายังคงพูดต่อไปได้

“ไอ้เต็มเอ๊ย! ธรรมชาติของความรักน่ะมันขม ไม่ใช่หวานอย่างที่แกอ่านนิยายหรือดูละครหรอก แต่อย่างน้อยความรักมันก็ทำให้ชีวิตคนเราตื่นตัว เหมือนกับไอ้กาแฟที่เรากินๆ กันอยู่นี่ไงล่ะ”

“จริงของแก” หญิงสาวพยักหน้ารับ…รู้สึกได้ทันทีว่าชายหนุ่มที่เธอสนิทสนมด้วย ‘มีดี’ มากกว่าที่เธอเคยคิดมาตลอดเวลา “รู้นะว่าความรักเป็นทุกข์แต่คนเราก็ยังไม่เข็ด ก็คงจะเหมือนที่ฉันกับแกก็ติดกาแฟอย่างนี้ละมั้ง ไม่กินก็ไม่ได้เสียด้วย เพราะไม่อย่างนั้นง่วงทั้งวันแน่”

คิมหันต์อยากจะคิดอยู่เหมือนกันละว่าท่าทีของเต็มใจที่ไม่ได้ดูเศร้าสร้อยจนเกินไปก็อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกความรู้สึกของหญิงสาวอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ชายหนุ่มเองก็ไม่กล้าเชื่อได้อย่างสนิทใจเพราะดูจากท่าทีวันนี้ก็ทำให้เขานึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

คิดแล้วมันก็ช่างน่าขันที่ระยะเวลาเจ็ดปีทำให้เต็มใจดูจะลืมคำพูดของเขาไปจริงๆ และก็คงจะน่าเสียดายเหลือเกินที่เต็มใจจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับเธอ

เพราะเธอคงจะไม่รู้หรอกว่าเมื่อเขาพบกับเธออีกครั้งในวันนี้ เขารู้ทันทีว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อหญิงสาวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อเจ็ดปีก่อนเลยแม้แต่น้อย!




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2551 0:00:49 น.
Counter : 84 Pageviews.  

Winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทที่ 4 La vie en rose)

บทที่ 4 : La Vie En Rose

วันนี้ห้องโถงของอาคารเรียนหลักที่ปกติก็ดูจะเล็กอยู่แล้วกลับยิ่งคับแคบลงไปด้วยซุ้มต่างๆ ที่จัดวางเรียงรายอยู่โดยรอบและประดับประดาไปด้วยสายรุ้งและเครื่องประดับสีเขียวสีแดงเพื่อเข้ากับเทศกาลคริสต์มาสที่จัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสที่มีนักเรียนเริ่มสนใจเรียนกันมากในระยะเวลาสองสามปีมานี้

แต่หากจะกล่าวถึงบริเวณที่เด่นที่สุดและเป็นจุดรวมสายตาของบรรดานักเรียนทั้งหลายที่ค่อยๆ ทยอยเข้ามาชมนิทรรศการและการออกร้านในวันนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นบริเวณปลายสุดของห้องโถงซึ่งยกพื้นเป็นเวที และในวันนี้เวทีก็ดูจะเด่นเป็นพิเศษเพราะท่ามกลางสายรุ้งสีแดงสีเขียวและต้นสนขนาดใหญ่ยักษ์ที่ประดับเวทีไว้ข้างหลังก็มีวงดนตรีและขาตั้งไมโครโฟนเตรียมพร้อมบ่งบอกว่างานในวันนี้จะต้องมีการประกวดร้องเพลงอย่างที่เคยเป็นมาทุกปี

หากในขณะนี้เมื่อยังไม่มีกำหนดการประกวดร้องเพลงและวงดนตรีจึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เวทีจะยังไม่มีใครขึ้นไปบนนั้น ถ้าจะมีใครสักคนก็คงจะมีแต่เพียงเด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่ในชุดนักเรียนที่ยับย่นบ่งบอกว่าเธอคงจะไม่ใช่เด็กเรียบร้อยนักสาละวนกับการปรับขาตั้งไมโครโฟนบนเวทีอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ไอ้เต็ม ผลัดกันไปทอดเครปบ้างสิ ยายไพร์มมันทอดมาตั้งแต่เที่ยงกว่าจนมันบ่นว่ายังไม่ได้กินข้าวเลย แถมแกประกวดตั้งบ่ายสอง มาตั้งไมค์ตอนนี้ไปเพื่อ...”

“คุณนายพุดซ้อนคะ ฉันขอดับเบิ้ลเช็คนี่มันผิดตรงไหนไม่ทราบ” เห็นสีหน้าของยุวันดาเพื่อนร่วมห้องที่ดูจะอ่อนใจกับความพยายาม ‘ดับเบิ้ลเช็ค’ เต็มใจก็โบกไม้โบกมือไล่พร้อมกับกล่าวต่อ “นี่มันบ่ายโมงสี่สิบแล้วนะยะแม่คุณ อีกยี่สิบนาทีฉันต้องขึ้นร้องคนแรก แกมาดูมือฉันนี่ สั่นขนาดนี้ให้ไปละเลงแป้งขายของรับรองว่าอาจารย์เจ๊งแน่ๆ ให้นางสาวพริมาคนสวยขายเครปน่ะดีแล้ว ขี้คร้านจะกำไรเพราะมีแต่คนอยากมาชิมเครปฝีมือสาวสวยประจำรุ่นยี่สิบแปด”

“อ้างสารพัดล่ะจ้ะยายเต็มบาท” ยุวันดาอดประชดต่อไม่ได้เพราะเพื่อนสาวดูท่าทางจะไม่เอาเรื่องของเธอมาเป็นธุระหากก็ไม่ติดใจจะเซ้าซี้ต่อ “อยากอยู่ตรงนี้ก็อยู่ไปเถอะ ฉันไม่คิดจะรบกวนแกแล้ว เอาไว้ใกล้จะขึ้นเวทีแกก็ไปตามสมัครพรรคพวกหมู่ลิงชาวเรามาฟังเสียงสิบแปดหลอดของแกก็แล้วกัน เดี๋ยวถ้าไม่มีคนทอดฉันจะให้ไอ้นกมันทอดเอง”

“นั่นสิ! คุณพุดคะ ทำไมคุณถึงไม่คิดอย่างนั้นตั้งแต่แรก มาตามดิฉันทำไมก็ไม่รู้” เต็มใจส่ายหน้าพร้อมกับบ่น “เดี๋ยวสมาธิฉันเสียร้องเพลงผิดเนื้อจะโดนอาจารย์เทศน์นะยะแม่คุณ”

“แหม! แกร้องภาษาฝรั่งเศส ใครจะรู้ว่าแกดำน้ำถ้าแกร้องผิด” ยุวันดาพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกแต่เพื่อนสาวที่ขณะนี้คงจะจัดการกับไมโครโฟนเรียบร้อยกลับไม่คิดแบบนั้นเธอจึงเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง “เออๆ งั้นฉันไปก็ได้ แกจะได้ไม่เสียสมาธิ”

“เฮ้ย! ไอ้คิม ไปดูนางสาวเต็มใจไม่เต็มบาทร้องเพลงกันดีไหมวะ ไปดูสิว่าเสียงสามสิบแปด เอ๊ย! สิบแปดหลอดของมันจะทะลุทะลวงหูไปถึงขั้นไหน”

ได้ยินเสียงของอนิลที่ดังขึ้นมาทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในห้อง คิมหันต์ที่กำลังจะฟุบกับโต๊ะด้วยเพราะวันนี้ช่างเป็นวันน่าเบื่อเหลือเกินสำหรับเขา (จะไม่ให้ง่วงยังไงไหว ก็เพราะวันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายอาจารย์ขาดสอนถึงหกคาบรวด!) ก็ถึงกับผุดลุกขึ้นด้วยอารามรีบพร้อมกับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“ไอ้เต็มจะร้องเพลงตอนนี้จริงเรอะ เห็นว่าไพร์มบอกว่าจะร้องตอนบ่ายสามโมงนี่นา” เห็นหน้าของอนิลที่พยักหน้าหงึกหงักบ่งบอกว่าเวทีประกวดวันนี้จะมีเพื่อนสาวที่เขาสนิทสนมด้วยมาเป็นระยะเวลาหลายปีเป็นผู้ร่วมแสดงคิมหันต์ก็ถึงกับบ่นออกมาดังๆ “เมื่อวานฉันโทรไปถามการบ้านภาษาไทยมันก็ไม่ยักกะบอกสักคำ ไอ้เต็มบาทนะไอ้เต็มบาท!”

“ชอบไปตอแยมันจริงนะมึง” กานต์รพินทร์หรือทุกคนรู้จักกันในนาม ‘ไอ้กานต์ปากหมา’ ผู้เป็นเพื่อนอีกคนที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในห้องพอดีอดแหย่ขึ้นตามนิสัยชอบแซวไม่ได้ “ใครไม่รู้นึกว่ามึงกับยายเต็มน่ะชอบกันอยู่ กูเห็นคุยโทรศัพท์กันทุกวันยิ่งกว่าแฟน กูกับน้องแพมยังไม่จี๋จ๋ากันขนาดมึงเลยนะไอ้คิม”

“ปากดี” คิมหันต์พูดแล้วก็เงื้อหมัดเตรียมจะต่อยหากก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก “ระหว่างฉันกับไอ้เต็มมันก็แค่เพื่อนเท่านั้นล่ะวะ หน้าตาก็งั้นๆ จะมีดีก็ที่หัวสมองมันนี่แหละที่ฉันพอจะพึ่งพาได้ แวบลงไปดูมันเสียหน่อยเพราะเดี๋ยวมันจะหาว่าฉันใจจืดใจดำไม่ยอมไปเชียร์มัน”

เห็นสีหน้ามุ่งมั่นของคิมหันต์แล้วอนิลกับกานต์รพินทร์ก็อยากจะเชื่อเอาจริงๆ ละว่าชายหนุ่มเพื่อนสนิทของเขาน่ะไม่ได้สนใจเต็มใจเลยแม้แต่น้อย แต่ท่าทางลุกลี้ลุกลนพร้อมจะลุกจากเก้าอี้และลงไปข้างล่างกลับทำให้ทั้งสองคนส่ายหัวพร้อมกับหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนที่กานต์รพินทร์จะเป็นฝ่ายบ่นขึ้นมาดังๆ เสียเองว่า

“เชื่อไอ้คิมมันเลย ตามตอแยไอ้เต็มมันอย่างนั้นยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไร เอาคำพูดหลอกกูไปหลอกเด็กปอสี่ดีกว่า!”

“ไพร์ม ทางนี้จ้ะ”

พริมาที่กำลังเดินจากซุ้มขายของประจำห้องที่ขณะนี้ร้างคนเพราะเพื่อนร่วมห้องที่ร่วมใจกันเปิดร้านขายเครปตามคำแนะนำของอาจารย์ต่างก็จับจองที่นั่งเพื่อชมการแสดงของเต็มใจที่กำลังจะเริ่มในไม่ช้าส่งเสียงร้องขึ้นอย่างดีใจเมื่อหญิงสาวส่งเสียงร้องทักพร้อมกับชี้ไปที่เก้าอี้แถวหน้าตัวหนึ่งที่ยังคงว่างอยู่

“ขอบใจนะจ๊ะเต็มที่จองที่ไว้ให้” เพื่อนสาวของเต็มใจพูดแล้วก็หยิบดอกกุหลาบส่งให้ “นี่จ้ะดอกกุหลาบ ไพร์มซื้อมาจากซุ้มของน้องมอสามน่ะ เต็มถือบนเวทีตอนร้องก็น่าจะเข้ากับเพลงลาวีอองโรสเลยนะ ว่าอย่างนั้นไหมล่ะจ๊ะ”

“นั่นสิ” พูดแล้วก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหลังผู้เป็นเพื่อนสาวแล้วเต็มใจก็ยิ้มกว้างพร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยความดีใจ “พี่ปั้นมาด้วยหรือคะ ไม่นึกเลยว่าจะรู้ข่าว”

“แหม เต็มร้องเพลงเปิดงานทั้งคน ถ้าพี่ไม่มาก็คงจะแย่” อภิรัชต์หรือ ‘พี่ปั้น’ ตอบด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะน้อยๆ พร้อมกับดวงตาที่พราวเป็นประกาย “ตั้งใจทำให้ดีที่สุดนะเต็ม พี่กับไพร์มจะเอาใจช่วยอยู่ข้างล่างนี่ละ”

“ขอบคุณค่ะพี่ปั้น” หญิงสาวรับคำเพียงสั้นๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วก็หยิบไมโครโฟนขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงที่กังวานใสบ่งบอกความมั่นใจอย่างชัดเจน

“Merry Christmas and Joyeux Noel นะคะ สำหรับเพลงแรกของวันนี้ที่ดิฉันจะร้องก็คือเพลง La vie en rose มีความหมายว่าชีวิตที่เป็นสีชมพู จะเป็นสีชมพูได้ก็คงจะมาจากความรักของคนทุกคน อยากให้ทุกคนมีความรักให้กันมากๆ นะคะ โลกของเราจะได้สวยงามขึ้น”

“Quand il me prend dans ses bras
Il me parle tout bas
Je vois la vie en rose
Il me dit des mots d'amour
Des mots de tous les jours
Et ça me fait quelque chose”

เขาสวมกอดฉันและพร่ำพูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน
ทำให้ฉันได้เห็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีชมพู
เขาบอกฉันว่าเขารักฉันด้วยคำอันเรียบง่ายเหลือเกิน
และหัวใจของฉันกลับสัมผัสมันได้ถึงเนื้อใน…

เต็มใจหลับตาลงและยืนสงบนิ่ง ปล่อยให้อารมณ์และความรู้สึกของความรักที่เธอคิดว่าจะสัมผัสได้ในอากาศค่อยๆ ไหลเวียนเข้าสู่หัวใจของเธอและถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงร้องที่กังวานใสและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของคนในห้วงรัก แม้บทเพลงจะไม่ยาวนานนัก แต่เมื่อเสียงดนตรีในท่อนสุดท้ายจบลงเสียงปรบมือก็ดังกังวานไปทั่วห้องโถงเลยทีเดียว

และเมื่อเธอลืมตาขึ้น เธอก็มองเห็นคิมหันต์ที่ยืนรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ กำลังมองหญิงสาวอยู่ด้วยสายตาที่เธอเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เพราะสายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกอันแปลกประหลาดที่เต็มใจเองก็ไม่อาจจะบอกได้ว่าเพื่อนสนิทของเธอผู้นี้รู้สึกอย่างไรกับการแสดงของเธอกันแน่ มีแต่รอยยิ้มน้อยๆที่อยู่บนใบหน้านั้นเองที่เธอคาดเดาได้ว่าคิมหันต์คงจะประทับใจกับการแสดงครั้งนี้ไม่น้อยไปกว่า ‘ท่านผู้ฟัง’ คนอื่นๆ หากยังไม่ทันที่เธอจะทักทายชายหนุ่มที่อยู่ปะปนกับคนอื่นด้านหลัง อภิรัชต์ก็เป็นฝ่ายพูดกับหญิงสาวก่อนว่า

“เต็มร้องเพลงนี้เพราะมากเลยนะ” พูดแล้วชายหนุ่มรุ่นพี่ก็ยื่นช่อดอกกุหลาบสีแดงสดที่บ่งบอกว่าคงจะมีราคาสูงไม่ใช่น้อยส่งให้หญิงสาวบนเวทีที่ขณะนี้ทำอะไรไม่ถูก “ดอกเล็กๆ ของน้องไพร์มคงจะไม่เหมาะกับเต็มหรอก ต้องของพี่นี่ต่างหาก หวังว่าเต็มคงจะชอบนะ ถ้าไม่ชอบพี่คงจะหน้าแตกแย่เลย”

“แหม! พี่ปั้นละก็” เสียงของพริมาดังขึ้นเหมือนจะกระเซ้าพูดเป็นเพื่อนสนิทมากกว่า “ให้กันในที่สาธารณะอย่างนี้ก็เท่ากับว่าประกาศจองยายเต็มเลยน่ะสิคะ ไม่ไหวนะคะเนี่ย”

“ขอบคุณนะคะพี่ปั้น” เต็มใจค่อยๆ ลงเดินลงจากเวทีมารับดอกกุหลาบที่ชายหนุ่มรุ่นพี่ยื่นรออยู่แล้วก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณเบาๆ “แต่เต็มขอตัวกลับไปซุ้มขายเครปดีกว่านะคะ อยู่ตรงนี้คนเยอะ เต็มรู้สึกอึดอัดยังไงก็ไม่รู้ค่ะ ยังไงต้องขอโทษพี่ปั้นด้วยนะคะ”

“อ้าว! เป็นงั้นไปนะเต็ม” พริมานึกบ่นด้วยเพราะเพื่อนสาวกลับทำตัวแปลกเสียอย่างนั้น “ถ้าอย่างนั้นไพร์มก็คงต้องตามเต็มไปด้วยล่ะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะพี่ปั้น”

พริมายุติการสนทนาแล้วก็เดินก้าวเท้ายาวๆ ตามเพื่อนสนิทที่ล่วงหน้าไปทางด้านหลังของห้องโถงซึ่งเป็นที่ตั้งของซุ้มขายของหากแต่ก็ต้องหยุดเมื่อเต็มใจหยุดพูดคุยกับใครคนหนึ่งซึ่งเมื่อหญิงสาวเข้าไปใกล้ๆ ก็สังเกตได้ชัดเจนว่าเป็นใคร พริมาเห็นเช่นนั้นจึงส่งเสียงใสทักทายไปว่า

“อ้าว! คิม มาอยู่ตรงนี้ฟังยายเต็มเหมือนกันเหรอจ๊ะ ทำไมไม่ไปนั่งข้างหน้าล่ะ ด้านขวาเหลือที่ตั้งเยอะน่าจะไปชมโฉมคุณนายเต็มใจในมาดของอีดิท เพียฟซักหน่อยก็คงจะดีนะ”

“ฟังห่างๆ ก็ดีแล้วล่ะครับไพร์ม” ชายหนุ่มยักไหล่แล้วก็พูดเหมือนไม่ใส่ใจ “จริงๆ ผมกะว่าจะไปหาอะไรกินที่โรงอาหาร แต่พอดีได้ยินเสียงแม่นี่ก็เลยหยุดฟังเสียหน่อย ร้องอะไรของเธอน่ะแม่คุณ ฉันฟังไม่รู้เรื่อง”

“แกไม่มีบุญล่ะสิ” เต็มใจโต้ตอบอย่างไม่ลดละเช่นกัน “แล้วนี่ถือดอกไม้มาทำไมล่ะยะ จะไปมอบให้สาวคนไหนรับวันคริสต์มาสไม่ทราบ”

“ดอกไม้นี่น่ะเหรอ” คิมหันต์พูดแล้วก็มองดอกกุหลาบสีขาวในมือแล้วก็เหมือนจะนึกขึ้นได้แล้วก็มองไปทางพริมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ก็เอามาให้ไพร์มไงครับ วันนี้ไพร์มดูน่ารักเป็นพิเศษเลยนะ แกว่าอย่างนั้นไหมเต็ม”

“คิม” พริมาพูดได้แค่นั้นเองเพราะสีหน้าของเธอเริ่มแดงซ่านขึ้นมาทีละน้อย หากชายหนุ่มกลับไม่รอให้เธอพูดอะไรต่อกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเสียเอง

“คือผมฟังเพลงยายเต็มเป็นอองๆ รองๆ อะไรก็ไม่ค่อยเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นไพร์มช่วยสอนภาษาฝรั่งเศสให้ผมหน่อยได้ไหมครับ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวเที่ยงทุกวันเป็นค่าจ้างเลยเอ้า!”

“แหม! ก็เห็นมีอะไรคิมก็ถามเต็มตลอด ไพร์มคงจะช่วยอะไรไม่ได้หรอกค่ะ” พริมาพูดจบแล้วก็เดินผละจากไป หากหญิงสาวก็ไม่วายส่งเสียงกลับมาว่า

“เริ่มพรุ่งนี้ตอนเที่ยงนะคะ ถ้ามาไม่ตรงเวลาไพร์มไม่สอนคิมจริงๆ ด้วย”


‘จะให้ฉันต้องทนอยู่กับนายคิมหันต์ไปอีกแปด ไม่ใช่สิ…ต้องเจ็ดวันแล้วเพราะเข้าวันใหม่แล้ว แล้วฉันจะทนได้ยังไงโดยไม่อกแตกตายไปเสียก่อนละเนี่ย’

เต็มใจมองชายหนุ่มที่ปิดเปลือกตาลงพร้อมกับผ่อนลมหายใจด้วยจังหวะบางเบาแล้วก็ส่ายหน้า แม้ชายหนุ่มคนข้างกายเธอในขณะนี้จะไม่ใช่ชายหนุ่มร่างสูงผมตัดสั้นแต่กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงผมสีน้ำตาลอ่อนที่ไว้ยาวถึงท้ายทอยจนต้องรวบเป็นหางม้าเล็กๆไว้ด้านหลัง (ซึ่งขณะนี้ผมที่รวบไว้ก็หลุดออกมาจนดูรุ่ยร่ายไปเสียแล้ว) แต่คิมหันต์คนที่กำลังนอนหลับในขณะนี้ก็คือคิมหันต์คนเดิม ทั้งในแง่ของรูปร่างหน้าตาที่ยังคงทำให้สาวๆ หลายคนต้องหลงใหล เพราะเวลานี้คิมหันต์แทบจะทำตัวกลมกลืนไปกับคนเกาหลีได้อย่างแนบเนียน และในแง่ของนิสัยใจคอที่เขายังคง ‘ปฏิบัติ’ กับเธอโดยออกไปทางประชดประชันและกลั่นแกล้งมากกว่าที่จะพูดกันแบบ ‘สมานฉันท์’ แต่เวลาเจ็ดปีที่ห่างเหินกันไปนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ ‘โทรศัพท์วันปัจฉิม’ ก็ทำให้เต็มใจนึกหวั่นใจอยู่ครามครันว่าการเปลี่ยนแปลง (ไม่ว่าจะเป็นในแง่ใดก็ตาม) จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอเปลี่ยนไปตลอดกาลหรือไม่…

‘แม้ตลอดการเดินทางนี้ฉันจะอยากให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปในแบบที่ฉันอยากจะให้มันเป็นนะนายคิมหันต์’เต็มใจรำพึงอยู่ในใจหากท้ายสุดก็สรุปกับตัวเองจนได้ ‘แต่คนอย่างแก…คิมหันต์ ฉันว่าฉันคงจะต้องใช้วิธีที่ยากสักหน่อยนะ เพราะฉันจะได้มั่นใจได้เสียทีว่าสิ่งที่แกพูดวันนั้นมันเป็นความจริง!’

“นั่งมองฉันอย่างนี้ไม่รำคาญหรือไงล่ะแม่คุณ มองนานกว่านี้ฉันเก็บนาทีละสามบาทนะเออ” คิมหันต์หรี่ตามองหญิงสาวริมหน้าต่างที่จ้องมองเขาอยู่จนเต็มใจอดอุทานด้วยความประหลาดใจระคนฉุนขึ้นมาอย่างเสียมิได้

“ไม่ได้หลับหรอกเรอะแกน่ะ” เห็นชายหนุ่มส่ายหัวหญิงสาวก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง “เมื่อกี้ฉันเห็นแอร์วิ่งไปวิ่งมาสงสัยว่าคงจะได้เวลาข้าวเช้าเสียแล้ว ดีนะไม่ต้องปลุกแก เพราะปลุกแกทียากยังกับอะไร”

“แกบ่นอย่างกับว่าฉันกับแกแต่งงานกันมาแล้วยี่สิบปีอย่างนั้นแหละ ถึงฉันจะนอนหลับยากและก็ตื่นยาก แต่ฉันก็ไม่ได้ทำให้แกเห็นบ่อยๆ นะจ๊ะ แค่แกปลุกฉันไม่ได้ตอนไปออกค่ายด้วยกันทำมาเป็นบ่น”

“เลิกพูดเรื่องแต่งงงแต่งงานได้แล้ว ฉันฟังแล้วจะคลื่นไส้” หญิงสาวทำท่าจะคลื่นไส้จริงๆ หากชายหนุ่มกลับไม่ยอมแพ้รับมุกโดยการยื่นถุงอาเจียนให้จนเต็มใจมองตาเขียว “ฉันแค่เปรียบเปรยย่ะ ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ แกนี่มันกวนประสาทฉันได้ตลอดเวลาจริงๆ เลยให้ตายเถอะ อีตาหมูหัน”

“คิมหันต์จ้ะที่รัก ฉันชื่อคิมหันต์” ชายหนุ่มแก้ด้วยน้ำเสียงอ่อนใจแล้วก็ส่ายหน้า “ไม่อยากให้ฉันพูดฉันก็ไม่พูดก็ได้ แต่แกช่วยสั่งอาหารให้หน่อยสิ ฉันพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งแกก็รู้ แถมแอร์ขาวสวยแบบนี้ จะให้ฉันสั่งเองฉันก็ใจสั่น เดี๋ยวพูดผิดๆ ถูกๆ ขายหน้าอาจารย์เต็มใจที่สอนลูกศิษย์สุดหล่อคนนี้มากับมือจะหาว่าไม่เตือน”

“พูดงี้เดี๋ยวแม่ก็ปล่อยให้หิวเสียเลย” เห็นสีหน้าอ้อนเกินขนาดของคิมหันต์แล้วเต็มใจก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ หากเธอก็หันไปสนทนากับพนักงานต้อนรับสาวสวยที่กุลีกุจอเข็นรถบริการเข้ามาด้วยท่าที่เป็นมิตรด้วยภาษาอังกฤษ (ที่เธอมั่นใจเหลือเกินว่าสำเนียงถูกต้องตามมาตรฐานจากดินแดนไกลโพ้นที่เธออุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาว่า)

“ดูน่ากินจัง มีอะไรบ้างคะเนี่ย”

“มีออมลิตกะพอริดค่ะ”

“มีอะไรนะคะ” เต็มใจได้ยินพนักงานสาวสวยในชุดสีครีมตอบแล้วก็ถึงกับต้องประหลาดใจด้วยสำเนียงที่แปลกแปร่งและรัวเร็วเหลือเกินจนหญิงสาวถึงกับจับความไม่ออก “อะไรลิตๆ ริตๆ นะคะ”

“แหม! ไอ้เราก็นึกว่าเก่ง” ชายหนุ่มมัดผมจุกได้ยินบทสนทนาที่ดูไม่ราบรื่นนักก็นึกค่อนขอดตามนิสัย “ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนามาตั้งหลายปี กลับมาพูดได้แค่เนี้ย!”

“แน่จริงก็มาสั่งเองเลยย่ะ นั่งก็นั่งริมทางเดิน แล้วจะมาขอให้ฉันช่วยเหลือ” คราวนี้เต็มใจดูท่าจะเหลืออดขึ้นมาจริงๆ จึงตัดสินใจตัดบทด้วยน้ำเสียงรำคาญ “ถ้าได้อาหารมาจริงๆ นะฉันจะไหว้แกเลยคอยดู”
พูดแล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายหันหน้ากลับไปทางหน้าต่างที่เธอเปิดแง้มไว้เพื่อจะรอดูแสงแรกของวันที่ค่อยๆ ฉาบทาขอบฟ้า และไม่นานนักก็ได้ยินคิมหันต์เรียกเบาๆ พร้อมกับสะกิดว่า

“นี่คุณเต็มใจ หลบให้คุณแอร์คนสวยเขาเสิร์ฟอาหารเช้าหน่อยจ้ะ”

“ไหนแกบอกว่าพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องไง ทำไมถึงได้อาหารมาไม่ทราบ” หญิงสาวหรี่ตามองแล้วก็คาดคั้นต่อ “หรือทำมาเป็นอมภูมิไม่ยอมบอกฉันว่าไปซุ่มเรียนมา”

“ของแบบนี้ไม่ต้องใช้ภาษาหรอกน้อง” พูดแล้วเขาก็ใช้นิ้วเคาะหัวเบาๆ ราวกับจะบอกว่าเขาคือผู้มีความคิดอันชาญฉลาด “ใช้สมองและหน้าตาดีพร้อมกับรอยยิ้มกระชากใจสาวบวกกับการจับความนิดหน่อยว่าอมลิตก็คงจะเป็นออมเล็ตเท่านั้นแกก็ได้ไข่เจียวมากินแล้ว ไม่เห็นจะต้องมาพูดให้ชัดเจนเป็นฝรั่งสาวเกาหลีก็พร้อมจะบริการคุณคิมแจจุงแล้วละขอรับกระผม”

“จ้ะพ่อ เก่งจ้ะ” หญิงสาวที่นั่งริมหน้าต่างพยักหน้าและเอ่ยชมแกมประชด “เมื่อกี้ที่ฉันบอกว่าจะไหว้แกน่ะ เอาเป็นว่าติดไว้ก่อนแล้วกันนะ ฉันหิวน่ะ กินก่อนคงจะไม่เสียหายอะไรหรอกใช่ไหม”

พูดแล้วเต็มใจก็ก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารเช้าตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย หากคิมหันต์ก็ไม่ยอมแพ้จึงจงใจบ่นขึ้นมาดังๆ เพื่อให้สาวผมซอยสั้นคนข้างกายได้ยินชัดเจนว่า

“ถ้าแกไม่ไหว้ฉันนะเต็ม ฉันจะทำให้แกต้องไหว้ฉันไปตลอดชีวิตเลยคอยดู!”




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 23:47:55 น.
Counter : 73 Pageviews.  

winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทที่ 3 Second First Impression)

บทที่ 3 : Second First Impression

เปล่า…ไม่ใช่เพราะหน้าตาของเพื่อนร่วมทางของเธอหน้าตาราวกับคิมแจจุงอย่างที่แพรพัชนีว่าหรอก

เปล่า…ไม่ใช่เพราะหน้าตาของเพื่อนร่วมทางของเธอหน้าตาดียิ่งกว่าหนุ่มเกาหลีที่เธอทักผิดด้วย

แต่นายคิมคนนั้น…ก็คืออีตาคิมหันต์ที่เธอไม่เคยเจอหน้าค่าตามาเป็นระยะเวลาเจ็ดปีนับตั้งแต่จบชั้นมัธยมต่างหาก

“เฮ้ย!” หญิงสาวอุทานออกมาอย่างลืมตัวก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ”แกเองเหรอที่เป็นญาติของพี่พัชแฟนพี่ชายฉันน่ะ”

“เฮ้ย!” ชายหนุ่มอุทานออกมาด้วยคำเดียวกันราวกับว่าโลกใบนี้ไม่มีคำพูดทักทายอื่นอีกแล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงขันๆ “ก็ใช่น่ะสิ คิมหันต์คนนี้แหละขอรับที่เป็นญาติของพี่พัช และแกก็คือน้องสาวผู้น่ารักของพี่ตรงด้วยใช่ไหมล่ะนั่น”

“เสียใจด้วยนะนายคิมที่จะต้องบอกว่าใช่ ทั้งเรื่องของการเป็นน้องของตรง และเรื่องที่พี่พัชชมว่าฉันน่ารักด้วย” เต็มใจตอบพลางยักไหล่ราวกับไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไร “ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าแกจะบอกพี่พัชว่าแกคือคิมแจจุง ฉันรับไม่ได้อย่างรุนแรง"

"เที่ยวนี้ฉันต้องว่าพี่พัชเสียหน่อยว่าพี่พัชน่ะโฆษณาเกินจริง” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ “แกไม่เห็นจะน่ารักตรงไหน แต่ไหนขอฉันดูแกให้ชัดๆ หน่อยสิ หมุนตัวรอบๆ สักรอบสองรอบ เผื่อฉันจะได้มองเห็นความงามที่หายากของแกขึ้นมาได้บ้าง”

“แกจะบ้าหรือไง ตรงนี้คนเป็นล้าน จะให้ฉันมาหมุนตัวโพสท่า” เห็นสีหน้าที่แฝงแววขำขันของชายหนุ่มที่กำลังจะเดินทางร่วมกันเต็มใจก็รู้สึกฉุนขึ้นมาจริงๆ “เห็นฉันเป็นอะไรไม่ทราบ เพื่อนเล่นแกหรือไง”

“อ้าว! คุณนายเต็มบาท ฉันก็เพื่อนเล่นเธอจริงๆ นี่นา” พูดไม่พูดเปล่าชายหนุ่มจัดการหมุนตัวหญิงสาวเสียเองโดยไม่สังเกตใบหน้าของหญิงสาวเพื่อนสนิทที่บ่งบอกอาการไม่พอใจอยู่มากทีเดียว “ดูสิว่าเจ็ดปีที่ผ่านมานี้แกไปยกเครื่องอะไรมาใหม่หรือเปล่าน่ะ”

คิมหันต์สังเกตหญิงสาวตรงหน้าแล้วก็ให้นึกประทับใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะใบหน้ารูปไข่ที่รับกับดวงตาช่างฝันและจมูกเชิดน้อยๆ ที่เข้ากันได้ดีกับริมฝีปากบางเฉียบยังคงเป็นสิ่งที่เขายังจำติดตาติดใจได้ตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน ผมสีดำเป็นประกายราวกับม่านไหมที่เคยยาวจนถึงกลางหลังบัดนี้กลับซอยสั้นพร้อมกับเปลี่ยนให้กลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนสลับสีทองทำให้เต็มใจสาวที่เคยดูเรียบร้อยบัดนี้กลายเป็นสาวทำงานที่ดูทันสมัยสมกับวัยยี่สิบหก หากแม้รูปลักษณ์ภายนอกเต็มใจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อหญิงสาวเอ่ยปากพูดขึ้นมาชายหนุ่มก็ทราบได้ในทันทีว่าเต็มใจคนเดิมคนเดียวกับที่เขาเคยคบหาเมื่อครั้งยังเรียนด้วยกันยังคงมีเนื้อแท้ในลักษณะเดียวกับที่เขาเคยคุ้นตลอดมา

“สำรวจฉันจนพอใจหรือยังยะพ่อคุณ” หญิงสาวเห็นอาการ ‘สำรวจ’ ของชายหนุ่มเพื่อนสนิทก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูกได้แต่ส่งเสียงประชดประชันออกไปตามนิสัย “ถ้ายังไม่หยุดฉันจะตะโกนว่าแกเป็นพวกโรคจิต ให้พี่ซีเคียวเขาลากแกออกไปจากเกตแน่ๆ”

“แกจะกล้าทำฉันจริงอ่ะ” คิมหันต์ทำสีหน้าล้อๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก “อย่าลืมสิว่าแกกับฉันจะต้องเดินทางร่วมกันอีกแปดวันนะจ๊ะสาวน้อย มาทิ้งทุ่นฉันตอนนี้ระวังแกจะเหงาหงอยไปอีกแปดวันนะ เอ๊ะ! หรือว่าแกมีเป้าหมายจะไปดักหนุ่มเกาหลีมาเป็นเหยื่อ”

“บ้าที่สุดเลย! ถ้าฉันรู้นะว่าคิมที่พี่พัชพูดถึงจะเป็นแกละก็ ฉันยอมนอนหง่าวอยู่บ้านดูถ่ายทอดสดเค้าท์ดาวน์ทางทีวีดีกว่า” หญิงสาวตัดบทพร้อมกับเดินไปรวมกลุ่มกับผู้คนที่กำลังต่อแถวเพื่อเตรียมตัวจะขึ้นเครื่องบิน ทิ้งให้คิมหันต์เป็นฝ่ายส่ายหน้าก่อนที่จะนึกบ่นในใจพร้อมกับหัวเราะขึ้นมาเบาๆ

‘ฉันก็ไม่นึกเหมือนกันละน่าว่าจะเป็นแก แต่เป็นแกมันก็ดีนะเต็ม ฉันรู้สึกสบายใจจริงๆ ที่ได้เจอหน้าแก’

‘โอ๊ย! ดีใจจริงๆ ที่ฉันไม่ต้องนั่งข้างๆ อีตาคิมหันต์’ เมื่อขึ้นมาถึงเครื่องบินและพบว่าคนที่นั่งข้างเธอมิใช่ชายหนุ่มคนที่เธอเพิ่งตีฝีปากด้วยกันเต็มใจก็นึกโล่งอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ‘แม้ว่าฉันจะต้องอยู่ร่วมกับแกไปอีกเจ็ดแปดวัน แต่อย่างน้อยห้าชั่วโมงบนเครื่องที่ไม่ต้องนั่งข้างแกก็คงจะทำให้ฉันรู้สึกดีกว่าที่เป็นอยู่บ้างละน่า !’

“ขอโทษนะคะ” เต็มใจอยากจะคิดว่าเธอหูฝาด แต่เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดังขึ้นมาพร้อมกับสะกิดให้เธอรู้ตัวทำให้หญิงสาวต้องเงยหน้าขึ้นมาตามเสียงนั้น

“คือต้องขอโทษคุณด้วยจริงๆ นะคะที่รบกวน แต่ถ้าคุณไม่รังเกียจอะไร ดิฉันขอแลกที่นั่งคุณกับที่นั่งของลูกดิฉันได้ไหมคะ คือพอดีบริษัททัวร์ออกตั๋วแยกกันน่ะค่ะ แล้วลูกดิฉันก็เพิ่งขึ้นเครื่องบินครั้งแรกด้วย ดิฉันกลัวว่าแกจะกลัวถ้าเกิดนั่งกับคนแปลกหน้า”

“ผมย้ายเองก็ได้ครับ” เสียงของชายหนุ่มคนเดิมดังขึ้นมาจนหญิงสาวนึกอยากจะสาปแช่งให้หลุดออกไปจากเครื่องบินโดยไว “ให้น้องเขามานั่งกับคุณพี่เถอะครับ ผมจะนั่งกับป้าคนนี้เอง คุณพี่โชคดีนะครับที่มาถามป้าเสื้อแดงน่ะ เพราะว่าเรามาด้วยกันน่ะครับ แลกกันได้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน”

“คือ…ดิฉัน” เต็มใจพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งถลึงตามองคิมหันต์ที่นั่งยิ้มเผล่อยู่ด้านหลังราวกับเป็นเด็กๆ “ดิฉันไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ ตามสะดวกเลยก็แล้วกันนะคะ”

“ขอบคุณมากนะคะ พวกคุณสองคนนี่ใจดีจริงๆ”

เต็มใจเองก็อยากจะปฏิเสธคำร้องขอนั้นอยู่หรอก หากเห็นหน้าของเด็กชายข้างเธอที่เตรียมตัวจะร้องไห้หญิงสาวก็รีบเปลี่ยนความคิดแทบไม่ทันเพราะกลัวเหลือเกินว่าอีกห้าชั่วโมงต่อจากนี้เธอจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยผู้นี้กรอกหูไปตลอดทาง

‘ทนๆ เอาเถอะน่ายายเต็ม ไอ้คิมมันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นหรอก แค่มันกวนประสาทไปหน่อย เดี๋ยวเทคออฟแล้วแกก็หลับซะก็สิ้นเรื่อง’ เต็มใจพยายามปลอบใจตัวเองแล้วก็เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเพราะถ้าเธอหันไปเห็นหน้าคนข้างกายเมื่อไรหญิงสาวก็คงเชื่ออย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลาเลยว่าเธอก็คงจะต้องประสาทเสียขึ้นมาอีกแน่ๆ

“นี่แกจะไม่พูดอะไรสักคำกับฉันจริงๆ หรือไง”

เห็นหญิงสาวข้างกายนั่งหันหลังหลับตานอนอย่างเอาเป็นเอาตาย คิมหันต์ที่ข่มตานอนไม่ลงก็อดถามขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้อย่างเสียมิได้ “หรือว่าแกจะนอนไปแล้วจริงๆ น่ะเต็ม”

“ฉันจะนอนไม่ได้ก็เพราะเสียงของแกนั่นแหละ” เต็มใจหันหน้าพร้อมกับทำหน้ายุ่งบ่งบอกว่าไม่พอใจชายหนุ่มผู้นั่งข้างกายอย่างเต็มที่ “ขอร้องนะคิม ถ้าแกไม่อยากจะนอนมันก็เป็นเรื่องของแก แต่ฉันนอนไม่พอแล้วจะอารมณ์เสียง่ายนะ แกอยากให้ฉันเป็นสาวขาวีนหรือยังไง”

“ถูก” ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักแล้วก็พูดต่อ “อย่ามาทำตัวเรียบร้อยเลยจ้ะนางสาวเต็มใจ พี่คิมของน้องรู้แล้วว่าน้องน่ะขาลุยตัวจริง ลุกขึ้นมาคุยกันก่อนนะคนดี๊คนดี”

“มีอะไรไว้พูดตอนเช้าได้ไหมล่ะแก ตอนนี้ฉันอยากนอนจริงๆ นะ สาบานได้” หญิงสาวพยายามทำเสียงให้ดูจริงจังเพื่อให้คิมหันต์เลิกตอแยเธอเสียที “แกเองก็หัดหลับหัดนอนบ้างเถอะนะ หน้าตาดูไม่ได้ขนาดนี้ควรจะพักผ่อนมากๆ เผื่อสักวันหน้าตาจะเป็นคิมแจจุงจริงๆ เสียที”

“ปากดีเหมือนเดิมจริงๆ นะแม่คุณ” คิมหันต์ส่ายหัวแล้วก็บ่นพึมพำ “ไม่รู้ว่าปากอย่างนี้จะมีใครมาตกเป็นเหยื่อหรือเปล่า หรือว่ายังคงแขวนอยู่บนคานอยู่ก็ไม่รู้”

“แกว่าไงนะ” ได้ยินชายหนุ่มคนเดิมจี้จุดเรื่องความเป็นโสดอารมณ์อยากจะนอนของเต็มใจก็ถึงกับหมดลงไปเสียดื้อๆ หญิงสาวจึงหันกลับมาพร้อมกับจ้องใบหน้าของคิมหันต์ที่ดูเหมือนจะไม่ทุกข์ร้อนอะไรแล้วก็พูดต่อด้วยอารมณ์ที่เริ่มจะเดือดพล่าน “เลิกพูดเรื่องความเป็นโสดของฉันเสียทีได้ไหมนายคิม ถ้าฉันจะเป็นโสดมันก็เป็นเรื่องของฉัน พูดแบบนี้แล้วฉันปรี๊ดแตก เดี๋ยวแม่ก็หาเรื่องชวนทะเลาะไปจนถึงเกาหลีซะเลยนี่”

“โอ๊ย! ดีใจจัง” คิมหันต์พูดแล้วก็ปรบมือราวกับกำลังชมการแสดงอันน่าประทับใจอยู่เสียอย่างนั้น “ฉันดีใจจริงๆ ที่แกกลับมาเหมือนเดิมแล้ว เต็มใจคนนี้แหละที่ฉันอยากจะเจอ ไม่ใช่เต็มใจสาวมั่นใจในตัวเองคนที่ยิ้มร่าไปทักหนุ่มเกาหลีเพราะคิดว่าเป็นฉันตอนก่อนขึ้นเครื่องน่ะ”

“แกว่าไงนะ” หญิงสาวพูดแล้วเตรียมเงื้อมือขึ้นมาจะตีชายหนุ่มข้างกายเอาจริงๆ หากเมื่อได้ยินคำพูดจากปากคิมหันต์เธอก็ลดมือลงพร้อมกับมองด้วยความงุนงง

“ฉันคิดถึงแกจริงๆ นะเต็ม” สีหน้าของคิมหันต์ดูจริงจังมากทีเดียวเมื่อพูดประโยคนี้ออกมา “แกไม่รู้เหรอว่าฉันดีใจขนาดไหนที่ได้แกมาเป็นเพื่อนร่วมทางน่ะ”

“แต่ฉันไม่ดีใจ” เห็นชายหนุ่มข้างกายตอบตรงหญิงสาวเองก็ตอบตรงไม่แพ้กัน “ฉันไม่อยากได้คนปากเสียและหลงตัวเองอย่างนายมาร่วมเดินทางไปกับฉันหรอกนะยะ”

เต็มใจเองก็ไม่กล้าพูดเต็มปากนักหรอกว่าเธอไม่ดีใจที่ได้ชายหนุ่มคนเดิมที่เธอเคยสนิทสนมมาเป็นเพื่อนร่วมทาง เพราะแท้จริงแล้วเธอก็ต้องสารภาพกับตัวเองว่าวินาทีที่เธอเห็นคิมหันต์มายืนทำท่ายียวนกวนประสาทอยู่ข้างกายนั่นน่ะ เต็มใจกลับรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกอยู่เหมือนกัน ยิ่งเมื่อได้ต่อปากต่อคำกับชายหนุ่มคนเดิมเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต หญิงสาวอยากจะเชื่อเหลือเกินว่าวันเวลาไม่ได้ทำให้เธอกับคิมหันต์เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอยังรู้สึกว่าความทรงจำสมัยมัธยมที่มีชีวิตและหายใจได้ยังคงอยู่ข้างกายเธออยู่ตลอดเวลา

และแม้กระทั่งความทรงจำบางอย่างที่เธอตั้งใจจะเก็บมันไว้ในลิ้นชักที่ลึกที่สุดของหัวใจ…มันก็กลับมาทักทายชีวิตของเธออีกครั้งพร้อมกับประกาศอำนาจที่กล้าแกร่งกว่าเดิมจนเต็มใจรู้สึกว่าหัวใจของเธอกำลังพ่ายแพ้ให้ต่อความทรงจำในวันเก่าวันนั้นมากขึ้นทุกที

เต็มใจไม่รู้หรอกว่าคิมหันต์จะจำภาพเหตุการณ์ในอดีตได้มากแค่ไหน และเธอก็คงจะไม่ย้ำเตือนหรอกว่าเธอจำได้มากแค่ไหน เพราะเต็มใจรู้ดีว่าเธอก็ควรจะทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง

และเต็มใจจะไม่ปล่อยให้อดีตมาทำลายมิตรภาพในปัจจุบันที่น่าจะงดงามไปตลอดการเดินทางระยะเวลาแปดวันนี้เป็นอันขาด!

“อ้าวนี่! คุณนาย ฉันถามไปหลายอย่างแล้วแกก็ดันเหม่อเสียอย่างนั้น ใจลอยไปหาหนุ่มเกาหลีปลายทางแล้วล่ะสิท่า”

“ฉันเปล่านะแก” เต็มใจสะดุ้งจากภวังค์แล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก “ว่าแต่ว่าเมื่อกี้แกถามอะไรฉันนะ ไม่ได้ฟังจริงๆ ขอโทษด้วย”

“เปล่าหรอก” คิมหันต์ยักไหล่แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่ว่าแกจะไม่ถามฉันสักหน่อยหรือว่าที่ผ่านมาฉันไปทำอะไรมาบ้าง ไม่เจอกันตั้งเจ็ดปีมานั่งกัดกันโดยไม่ถามสารทุกข์สุกดิบมันไม่เสียมารยาทไปหน่อยหรือเธอ”

“นั่นสิ” เต็มใจพยักหน้ารับเหมือนจะระลึกได้ “แกเป็นยังไงบ้าง ทำงานที่ไหนล่ะ”

“เมื่อไรแกจะเลิกถามอะไรตรงๆ ทื่อๆ อย่างนี้เสียทีนะยายเต็มใจไม่เต็มบาท” ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนที่จะตอบ “ฉันเพิ่งลาออกจากงานมาได้เดือนนึง ตอนนี้เลยนั่งวิจัยฝุ่นอยู่บ้าน แล้วแกล่ะ”

“ฉันก็ทำงานแปลฟรีแลนซ์ไปตามเรื่องตามราวแหละ ถ้าเดือนไหนฉันซื้อซีรีส์เกาหลีมากจนเงินเก็บฉันไม่พอฉันก็ขอตรงมาใช้บ้าง แต่ก็อยู่ได้เรื่อยๆ ตามประสาสาวโสดแหละ”

“แล้วข่าวเพื่อนคนอื่นๆ ล่ะ แกรู้บ้างหรือเปล่า” คิมหันต์ถามต่อโดยไม่สนใจว่าเต็มใจจะจงใจหาวหลายต่อหลายครั้งเพื่อบ่งบอกว่าต้องการพักบทสนทนาในยามราตรีนี้มากเพียงใด “ขอร้องนะขอรับคุณเต็มใจว่าอย่ามาทำท่าเบื่อตอนนี้ หมดเรื่องแล้วกระผมก็ขอเชิญคุณนายเต็มใจให้นอนรักษาความงามตามสบาย”

“แกอยู่เมืองไทยตลอดในขณะที่ฉันไปเรียนอเมริกาตั้งสี่ปี แกควรจะรู้มากกว่าฉันนะนายคิมหันต์” เห็นสีหน้าของชายหนุ่มที่คงจะไม่รับรู้ข่าวคราวอะไรจริงๆ เต็มใจก็อดพูดออกมาไม่ได้ “มีอะไรล่ะ…ไอ้เป็ดได้โทมาสองใบแล้ว ไอ้นุ้ยแต่งงานไปแล้ว ไอ้ผินก็เพิ่งแต่งงานไปเมื่อเดือนก่อน ไอ้นิลกับยายพุดเพื่อนฉันก็เพิ่งจะมีลูกคนแรกเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง คิดๆ แล้วก็มีแต่ข่าวคนแต่งงานแต่งการ ในขณะที่ฉันก็ยังนั่งเป็นโสดมาจนถึงปัจจุบันนี้”

“ก็แกมันเรื่องมากนี่น้า เลยไม่มีใครมาตกเป็นเหยื่อด้วยเสียที” ชายหนุ่มขยับตัวจะพูดประชดต่อหากเมื่อหญิงสาวข้างกายทำท่าจะหยุดพูดจริงๆก็ต้องหยุดค่อนขอดตามไปด้วย “พูดๆ ไปแล้วฉันก็เรื่องมากเหมือนกันละ ป่านนี้ก็เลยยังไม่มีสาวผู้โชคดีมาเป็นแม่บ้านเสียที ทั้งๆ ที่จริงๆ ฉันก็อยากจะมีใครสักคนนะ แต่ฉันคิดว่าฉันคงจะไม่ดีเองละมั้ง เลยไม่มีใครเข้ามา”

“แย่หน่อยนะ เพราะไพร์มเขาก็แต่งงานไปแล้ว” เต็มใจพูดจบแล้วก็แทบจะกัดลิ้นเพราะหลุดปากพูดชื่อที่ไม่ควรจะพูดออกมาซึ่งเธอเองก็ไม่แน่ใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำไมจึงนึกถึงเพื่อนสาวคนสนิทขึ้นมาได้ “คือฉันขอโทษนะแกที่พูดถึงไพร์ม แกคงจะไม่โกรธฉันใช่ไหม”

“ไม่หรอก” คิมหันต์ส่ายหน้าพร้อมกับพูดต่อ “ฉันรู้ว่าตอนนั้นฉันก็ผิด แต่มันก็เจ็ดปีมาแล้วนี่นะ ว่าไปแล้วมันก็เร็วจริงๆ จนฉันยังรู้สึกตัวเลยว่าฉันแก่ลงไปมากเลยนะเต็ม เมื่อเทียบกับตอนที่เรายังเรียนมัธยมน่ะ”

“ไพร์มน่ะโชคดีที่ได้คนดีๆ อย่างพี่ปั้น เพราะถ้าเป็นฉันฉันก็คงจะเลือกพี่ปั้นแน่นอน เพราะพี่เขาออกจะเพียบพร้อมเหมาะสมกับไพร์มซะขนาดนั้น แกไม่รู้หรอกว่าฉันดีใจกับไพร์มจริงๆ นะที่ได้คนที่สมบูรณ์แบบอย่างนั้นน่ะ”

คิมหันต์มองหน้าเต็มใจที่พยายามทำสีหน้าสดชื่นเหมือนจะดีใจกับผู้เป็นเพื่อนสาวที่เธอสนิทที่สุดแล้วก็นึกสงสารไปด้วย เพราะคิมหันต์รู้ดีว่าหญิงสาวคงจะทำใจยากที่จะพูดเช่นนั้นออกมา เพราะเพื่อนรักของเธอได้เจ้าบ่าวเป็นคนที่เต็มใจเคยคบหาอยู่ช่วงหนึ่งในสมัยเรียนมัธยมด้วยกัน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเต็มใจและ ‘พี่ปั้น’จะผ่านมานานเพียงใด แต่คิมหันต์ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเพื่อนร่วมทางสาวคงจะเจ็บปวดกับอดีตอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เขาจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง

“ฉันไม่รบกวนเธอละเต็ม นอนไปเถอะ ถ้าฉันไม่หลับฉันก็คงจะนั่งฟังเพลงกับหูฟังที่เขาแจกมานี่ละ ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกนะ”

“พิลึกคน” เห็นท่าทางของคิมหันต์เปลี่ยนไปมาราวกับคนวัยหมดประจำเดือนเช่นนี้หญิงสาวก็นึกบ่นด้วยความงุนงง “ทีนี้ละก็อย่าปลุกฉันอีกนะ ไม่งั้นมีเคืองแน่ๆ”

“ต่อยฉันให้สลบไปเลยดีไหม แกจะได้มั่นใจว่าฉันจะไม่พูดมากอีก” เมื่อเห็นเต็มใจเงื้อกำปั้นเตรียมตัวจะทำอย่างที่ชายหนุ่มว่าเขาจึงโบกไม้โบกมือพร้อมกับร้องลั่น “เออ…ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ชวนแกคุยแล้ว ไม่ต้องให้แกต่อยฉันก็หุบปากได้หรอกน่า”

คิมหันต์พูดจบก็เสียบหูฟังที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแจกให้ตั้งแต่ตอนเครื่องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ไม่นานแล้วก็กดปุ่มหาช่องเพลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขามาสะดุดอยู่ที่ช่องเพลงช่องหนึ่งเมื่อเสียงของผู้จัดรายการเอ่ยแนะนำเพลงขึ้นมาว่า

“อยู่กับเราบนไฟล์ทไปสู่โซลอีกครั้งนะครับ แทรคต่อไปเป็นแทรคอันโด่งดังจากอีดิท เพียฟ ที่ล่าสุดชีวิตของเธอเพิ่งจะได้รับการถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ นี่คือเพลงที่โด่งดังตลอดกาลเพลงหนึ่งของเธอกับบรรยากาศหน้าหนาว La Vie En Rose ครับ”

เมื่อได้ยินชื่อเพลงคิมหันต์ก็รู้สึกสะดุดใจขึ้นมาอย่างประหลาด มือเจ้ากรรมที่เตรียมจะกดปุ่มเปลี่ยนสถานีก็กลับหยุดชะงัก โสตประสาทของเขาค่อยๆ เปิดรับท่วงทำนองอันแสนหวานที่เขาจำได้ว่าเขารู้สึกเคยคุ้นราวกับว่าเขาเคยฟังมาจากที่ใดที่หนึ่งซึ่งเขาเองก็เกือบจะลืมไปแล้วว่าเคยได้ยินได้ฟังมาจากที่ใด
และเมื่อชายหนุ่มระลึกขึ้นได้ เขาก็พบว่าภาพแห่งความทรงจำเมื่อสมัยมัธยมลอยเลื่อนกลับเข้ามาสู่ความคิดของเขาอย่างชัดเจนราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง…

“Quand il me prend dans ses bras, il me parle tout bas
Je vois la vie en rose
Il me dit des mots d'amour, des mots de tous les jours
Et ça me fait quelque chose

Il est entré dans mon cœur, une part de bonheur
Dont je connais la cause
C'est lui pour moi, moi pour lui dans la vie
Il me l'a dit, l'a juré, pour la vie

Et dès que je l'aperçois, alors je sens en moi
Mon cœur qui bat”

La vie en rose…ชีวิตที่เป็นสีชมพู ก็คงจะเปรียบได้กับชีวิตของเขาเมื่อเก้าปีก่อน เมื่อวันที่หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก

และคนที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น…

เต็มใจ!




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 23:48:22 น.
Counter : 71 Pageviews.  

winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทที่ 2 กลางคิมหันต์)

บทที่ 2 : กลางคิมหันต์

“โอ๊ย ไอ้ประตูทางออกมันอยู่ถึงชลบุรีหรือยังไงเนี่ย ทำไมฉันเดินจนขาลากแล้วก็ยังไม่ถึงเสียที”

แม้ขณะนี้เต็มใจจะยืนทรงตัวอยู่บนทางเลื่อนที่จะนำเธอไปสู่ประตูทางออกขึ้นเครื่องบินแต่หญิงสาวเองก็อดบ่นขึ้นมาดังๆ ด้วยความขุ่นเคืองไม่ได้ เพราะขณะนี้บู๊ตคู่สวยของเธอเริ่มส่งสัญญาณประท้วงตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากเมืองไทย ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเสียเวลาที่บริเวณตรวจหนังสือเดินทางที่ดูเหมือนว่าทุกคนจะพร้อมใจกันออกเดินทางในค่ำคืนนี้เป็นเวลานานก็ยิ่งทำให้การเดินทอดน่องชมสินค้าในร้านปลอดภาษีอย่างเพลิดเพลินอย่างที่เต็มใจตั้งใจจะทำจึงต้องเปลี่ยนเป็นการเดินกึ่งวิ่งแทน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหญิงสาวคงจะได้รับสายตาตำหนิจากคนทั้งเครื่องบินเป็นแน่ที่มาถึงเครื่องบินเป็นคนสุดท้ายอย่างที่เคยเป็นเมื่อครั้งที่หญิงสาวออกเดินทางจากกรุงเทพสู่เจนีวาเมื่อสามปีก่อน

‘อยากได้นาฬิกาก็ไม่ได้ อย่างนั้นฉันรอซื้อจากดิวตี้ฟรีที่อินชอนก็แล้วกัน หรือถ้าที่นั่นแพงกว่าฉันก็คงต้องพับโครงการเก็บไป เซ็งจริงๆ เล้ย!’ เต็มใจนึกบ่นในใจถึงแผนการที่พังพาบไปหมดแล้วก็ให้นึกถึงเพื่อนร่วมทางที่กำลังจะได้เจอในไม่ช้านี้

‘ฉันหวังว่าคุณอยู่ที่เกตแล้วนะคะคุณคิมแจจุง แล้วเราก็คงจะได้สานสัมพันธ์ด้วยกันจริงๆ จังๆ เสียที เผื่อว่าปีใหม่นี้ฉันจะได้มีคู่กับเขาบ้าง!’

“คิมหรือคะ นี่จอมนะคะ ทำไมไม่รับโทรศัพท์จอมเลยล่ะ จอมเป็นห่วงคุณมากนะคะ”

เสียงโทรศัพท์ที่ดังระรัวขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศอันจอแจของผู้คนหน้าประตูทางออกที่นำผู้โดยสารนับร้อยมุ่งตรงสู่ดินแดนกลางลมหนาวอย่างเกาหลีใต้ทำให้ผู้คนที่นั่งจับกลุ่มพักสายตาก่อนที่จะรอขึ้นเครื่องถึงกับลืมตาตื่นขึ้นมามองคิมหันต์เป็นสายตาเดียว ชายหนุ่มจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบรับสายก่อนที่จะมีใครสักคนรู้สึกรำคาญเสียงเรียกเข้าอันดังสนั่นไปทั่วบริเวณเช่นนี้

และเมื่อเห็นหมายเลขโทรศัพท์และชื่อเสียงเรียงนามของปลายสาย คิมหันต์ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกรอกเสียงไปตามสายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายว่า

“โทรมาทำไมล่ะจอม รู้ไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้ผมอยู่ที่สนามบิน” น้ำเสียงของเขาในยามนี้บ่งบอกอาการฉุนเฉียวอย่างปิดไม่มิด “นี่จอมจะโทรมาเพราะจะกล่อมให้ผมกลับไปทำงานล่ะสิ ผมรู้นะว่าจอมได้รับคำสั่งนายมา แต่ผมยังยืนยันคำเดิมนะจอมว่าผมจะไม่กลับไปที่นั่นอีก”

“คิมคะ” คิมหันต์ได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคยก็เกือบจะเผลอนึกไปว่าหญิงสาวปลายสายคงจะเป็นห่วงเขาจริงๆ หากประโยคต่อไปก็ทำให้เขาหยุดความคิดนั้นได้ทันใด “ถ้าจอมขาดคิมไปแล้วพวกเราจะทำงานกันยังไงล่ะคะ ที่ผ่านมางานหลายชิ้นจอมก็ได้ไอเดียจากคุณ จอมทำคนเดียวไม่ไหวนะคะ”

“จอมขวัญ” คิมหันต์สูดลมหายใจยาวก่อนที่จะพูดด้วยถ้อยคำที่ช้าชัด “ผมทำงานให้เบทเทอร์แอดอย่างกับทาสมาตั้งหลายปีจนถึงจุดที่ผมต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตก่อนที่จะงานมันจะฆ่าผม ผมอยากจะถามจอมว่าผมทำแบบนี้มันผิดหรือเปล่า แค่ผมอยากจะมีอิสระมันผิดหรือเปล่าจอม”

“แต่คิมเคยบอกจอมว่างานโฆษณาคือความฝันของคิมนี่คะ” จอมขวัญถามราวกับว่าคิมหันต์ล้อเธอเล่นเสียอย่างนั้น “จอมจำได้ว่าตอนเราสมัครเข้ามาด้วยกัน คิมบอกจอมเองว่าที่นี่คือที่ที่คิมฝันว่าจะมาทำงานตั้งแต่ตอนเอ็นท์ติดนิเทศ แล้วทำไมคิมถึงทิ้งมันมาง่ายๆ เหมือนคิมไม่เคยแคร์มันเลยล่ะคะ”

“จอม” ได้ยินคำพูดอย่างนั้นคิมหันต์ก็อดใจอ่อนไม่ได้ เพราะหญิงสาวปลายสายคือเพื่อนหญิงคนเดียวที่เขาคบหาอย่างสนิทชิดเชื้อที่สุดตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมาด้วยกันและตามมาทำงานที่เดียวกันจนขณะนี้ก็คบหากันมาได้เจ็ดปีแล้ว “ผมขอโทษที่ผมทำแบบจอมไม่ได้ ผมยังไม่เข้าใจตัวเองเลยนะจอมว่าผมต้องการอะไรในชีวิต ผมรู้สึกว่าสามปีที่ผมทำงานที่เบทเทอร์แอดเป็นเวลาที่สูญเปล่า เพราะผมเพิ่งรู้ตัวว่าผมไม่เคยรักงานนี้เลย”

“หรือว่าคุณจะหนีจอม” เวลานี้จอมขวัญไม่เสียเวลาอ้อมค้อมอีกแล้วจึงตัดสินใจถามชายหนุ่มปลายสายตรงๆ “จอมรู้ว่าคิมไม่เคยรักจอมเลย แต่คิมจะไม่ให้โอกาสจอมเลยหรือคะ ถึงได้ตัดสินใจลาออกแบบนี้”

“ผมไม่ได้เกลียดคุณหรือไม่ได้คิดจะหลบหน้าคุณนะจอม แต่ผมแค่เหนื่อยกับทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้นเอง ผมรู้สึกว่าผมมาถึงจุดที่ผมทนไปทำงานไม่ได้แล้ว ผมก็ลาออกแล้วก็มาเที่ยวเปิดหูเปิดตาก็แค่นั้น คุณไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกนะจอม ถ้าผิดมันก็คงจะผิดที่ผมไม่ดีพอที่จะรักคนดีๆ อย่างจอมได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้คุณเดินทางดีๆ นะคะคิม” จอมขวัญถอนหายใจยาว รู้ดีว่าชายหนุ่มปลายสายคงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “จอมขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ”

“โชคดีนะจอม ผมมั่นใจว่าไม่มีผมคุณก็คงจะทำงานได้ เดี๋ยวผมจะต้องขึ้นเครื่องแล้วนะ แค่นี้นะครับ” ชายหนุ่มตัดสินใจตัดบทก่อนที่จะเป็นฝ่ายวางหูก่อนแล้วเขาก็นั่งครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา

อะไรคือความหมายของชีวิต…

แม้คำถามนี้ฟังแล้วจะเป็นคำถามที่ฟังแล้วไม่เหมาะกับชายหนุ่มวัยยี่สิบหกอย่างคิมหันต์ แต่ชายหนุ่มเฝ้าถามตัวเองตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสามสี่เดือนที่ผ่านมานี้ คิมหันต์เฝ้าถามตัวเองทุกวันและบ่อยครั้งขึ้นทุกทีจนกระทั่งเขาตัดสินใจยื่นใบลาออกกับเบทเทอร์แอดบริษัทที่เขาเคยเชื่อมั่นและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนึ่งในอาณาจักรโฆษณาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

แม้ก้าวสุดท้ายที่เดินจากมาจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและสับสน หากคิมหันต์ยังจำก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเบทเทอร์แอดได้ดี เพราะตอนนั้นเขาคือนิเทศศาสตร์บัณฑิตหนุ่มไฟแรงและกำลังเป็นที่ต้องการของบริษัทโฆษณาจำนวนมาก แต่ชายหนุ่มก็ตัดสินใจเลือกเบทเทอร์แอดเพราะเขาศรัทธาในระบบการทำงานของเบทเทอร์แอดที่ทำงานกันเหมือนครอบครัว คิมหันต์ยังจำได้ดีเมื่อจอมขวัญถามเขาในวันหนึ่งหลังจากงานชิ้นแรกที่มาจากความคิดของเขาสำเร็จเรียบร้อยและได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีว่า

“คิมดูท่าทางจะรักเบทเทอร์แอดจริงๆ นะคะเนี่ย งานชิ้นแรกก็ยอมอยู่จนถึงเช้าเพื่อให้งานออกมาดี นี่ถ้าเบทเทอร์เป็นผู้หญิงสักคนคิมคงจะขอเธอแต่งงานแล้วมั้งคะเนี่ย”

“คุณไม่รู้อะไรหรอกนะจอมขวัญ” แม้ใบหน้าของคิมหันต์จะอิดโรยเพราะการทำงานหนักแต่รอยยิ้มก็ยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าเมื่อเพื่อนสนิทชื่นชมเขาอย่างจริงๆ จังๆ “ผมประทับใจสโลแกนของเบทเทอร์แอดที่ว่า ‘All inspirations are welcomed’ ผมก็เลยตัดสินใจมาทำงานที่นี่ และผมก็มั่นใจว่าผมเลือกไม่ผิดด้วยนะ”

“ค่ะคุณคิมหันต์” เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของเพื่อนชายคนสนิทที่เธอหวังจะให้ความสัมพันธ์เป็นไปมากกว่าเพื่อนเช่นนี้จอมขวัญเองก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วย “เห็นคิมมีความสุขกับงานก็ดีแล้วล่ะค่ะ จอมก็หวังว่าคิมจะสนุกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นะคะ จอมล่ะกลัวใจคนขี้เบื่ออย่างคิมจริงๆ ไม่ใช่อีกสามเดือนบอกว่าเบื่อล่ะ จอมไม่รวยอย่างคิมนะคะจะได้เปลี่ยนงานได้บ่อยๆ”

“โถ่! จอม” ชายหนุ่มพูดแล้วก็อดขยี้ผมด้วยความเอ็นดูเพื่อนสนิทไม่ได้ “คุณรู้ว่าผมเบื่อง่ายใช่ไหมล่ะ แต่เรื่องนี้ผมไม่ได้ทำเล่นๆ นะ รับรองว่าผมจะอดทนกว่าสามเดือนแน่ พอใจหรือยังล่ะ”

“ขอให้จริงเถอะค่ะ” หญิงสาวพูดแล้วก็นึกขันหากแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ และเธอก็รู้ดีว่าใบหน้าที่บ่งบอกอาการเอาจริงเอาจังของคิมหันต์คงไม่ใช่เรื่องที่เธอจะนึกว่าเอาได้อย่างแน่นอน

ในที่สุดสามเดือนก็กลายเป็นสามปีพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงมากมายภายในองค์กร เพราะเมื่อเข้าสู่ปีที่สามนี้เองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยเริ่มจากบอร์ดบริหารชุดใหม่ที่ก้าวเข้ามาควบคุมบริษัทอย่างเต็มที่และมีทิศทางการดำเนินงานที่แตกต่างจากผู้บริหารชุดก่อนโดยสิ้นเชิง คิมหันต์สังเกตได้ชัดเจนว่าความสำคัญของตัวเองเริ่มลดลงเพราะความคิดสร้างสรรค์ของเขามักได้รับการปฏิเสธเสมอด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ไม่ตรงกับทิศทางที่บริษัทและลูกค้าต้องการนำเสนอ’ และเขาก็มักจะมีปัญหากับผู้บริหารอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งงานที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเขาลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคิมหันต์ยังรู้สึกว่าการเมืองภายในองค์กรเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกทีจนเขารู้สึกว่าเขาเป็นคน ‘ไม่มีพวก’ อย่างแท้จริง หากจอมขวัญก็ยังเป็นคนเดียวที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวเขาตลอดมา

น่าเสียดายจอมขวัญ…เพราะตลอดเวลาเจ็ดปีที่เขาคบหากับเธอมาตั้งแต่รั้วมหาวิทยาลัยจนกระทั่งทำงานที่บริษัทเดียวกัน คิมหันต์ก็เห็นเธอเป็นเพียงแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น แม้ว่าเพื่อนรอบข้างจะพยายามลุ้นให้ชายหนุ่มกับจอมขวัญคบหากันในฐานะคนรู้ใจเท่าใด แต่ที่สุดแล้วเขาก็ยังคงรักษาระยะห่างระหว่างความสัมพันธ์ของเขากับจอมขวัญไม่ให้มากไปกว่าเพื่อน ครั้งหนึ่งเขาเคยได้ยินเพื่อนสนิทของจอมขวัญเปรยดังๆ ให้เขาได้ยินว่า

‘คิมเอ๊ยคิม จอมมันรอแกจนมันจะแห้งตายแล้วนะ แกยังไม่คิดจะรับรักมันอีก จะให้มันตื๊อแกไปจนมันแก่ตายเลยหรือไง ฉันไม่เข้าใจจริงๆ’

ยิ่งจอมขวัญทำดีกับเขามากเพียงใด การบอกลากันก็ยิ่งยากเย็นมากขึ้นเท่านั้น เขาจำได้ดีว่าวันที่เขาตัดสินใจประกาศข่าว ‘ลาออก’ ให้เพื่อนร่วมงานสาวได้รับรู้ สีหน้าของหญิงสาวตกตะลึงเหมือนจะไม่เชื่อก่อนที่จะถามออกมาด้วยความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

“คิมไม่ได้โกหกจอมนะคะ เรื่องลาออกนี่”

“ผมจะโกหกจอมทำไมล่ะ รู้ไหมว่าผมจะลาออกเดือนหน้านี้แหละ” เขานิ่งไปชั่วครู่เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามแต่ก็บังคับตัวเองให้พูดต่อ “ผมทนไม่ไหวอีกแล้วละ ผมเบื่อไอ้คำว่า ‘ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร’ เต็มทีแล้ว และผมก็คิดได้ว่าชีวิตผมไม่ควรจะทำงานหนักขนาดนี้ ผมควรจะมีชีวิตที่ผมเลือกได้เองบ้าง”

“คิมอย่าบอกนะคะว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่คิมเลือก เพราะจอมจำได้ว่าคิมเคยบอกจอมไว้ยังไง” สีหน้าของจอมขวัญดูจะผิดหวังในการตัดสินใจของชายหนุ่มตรงหน้าไม่น้อย “คิมบอกว่าเบทเทอร์แอดคือที่ที่คิมฝันว่าจะทำงานมาตลอด แล้วอยู่ดีๆ คิมก็นึกบ้าๆ แล้วก็คิดลาออกโดยไม่ถามจอมก่อนเลย”

“สามปีมันนานพอที่เบทเทอร์แอดจะเปลี่ยนความเป็นคนของผมให้กลายเป็นเครื่องจักรแล้วละจอม แถมระยะหลังๆ นายก็ไม่เห็นค่าของผม แล้วอย่างนี้ผมจะอยู่ทำไม” น้ำเสียงของชายหนุ่มเริ่มเปลี่ยนไปด้วยความรู้สึกขมขื่นที่อัดอั้นมานาน “คุณเชื่อไหมจอมว่าสามปีที่ผ่านมาผมแทบไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนหรือแม้กระทั่งจะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงเลย ผมแค่ต้องการจะอยู่กับตัวเองบ้าง”

“...ขอร้องนะจอม ถ้าคุณถือว่าเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ คุณต้องยอมรับการตัดสินใจของผม” เห็นสีหน้าของจอมขวัญซีดลงเขาก็รู้สึกผิดตามไปด้วย “เรายังติดต่อกันได้นี่นา ผมลาออกจากงาน ไม่ได้ลาออกจากการเป็นเพื่อนของคุณเสียหน่อย อย่าคิดมากไปเลยเลยนะ”

ไม่นานหลังจากที่คิมหันต์ตัดสินใจลาออกจากเบทเทอร์แอดพร้อมกับเสียงบ่นของผู้เป็นบิดามารดาเพราะกลัวว่าเขาจะกลับมาเหลวไหลไร้สาระเหมือนสมัยเด็กๆ แพรพัชนีญาติผู้พี่ก็เดินทางมาหาเขาที่บ้านในวันหนึ่งพร้อมกับบ่นด้วยน้ำเสียงขันๆ

“ไงเรา ออกมานั่งเล่นนอนเล่นอย่างนี้อยู่สองสามอาทิตย์แล้วพ่อแม่เราไม่ว่าหรือ”

“ผมไม่ได้นั่งเล่นนอนเล่นนะพี่ ผมส่งงานเขียนของผมไปให้พี่ตรงเขาดูด้วยตามที่พี่แนะนำไง แต่ผมว่าพี่ตรงคงยังไม่ได้อ่านแน่ๆ เพราะยังไม่เห็นพี่เขาส่งคอมเม้นต์กลับมาเลย” เห็นญาติผู้พี่เดินทางมาเยี่ยมถึงบ้านก็อดประชดประชันตามประสาคนสนิทกันไม่ได้ “พี่มาถึงนี่ หวังว่าคงไม่ได้มาแค่กินข้าวฝีมือแม่ผมหรอกนะ”

“ไม่ใช่หรอก เพราะว่าพี่มีอะไรจะมานำเสนอ” หญิงสาวพูดแล้วก็หยิบซองยาวใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือ “ทริปไปเกาหลีแปดวัน สนใจไหมจ๊ะคิมหันต์น้องพี่”

“แจกฟรีเลยหรือนี่ ผิดวิสัยเจ๊พัชเราแฮะ” ชายหนุ่มทำเสียงเหมือนไม่เชื่อ “ไปไงมาไงถึงได้มาล่ะนี่ อย่าบอกนะว่าไปได้สปอนเซอร์อาเสี่ยที่ไหนมา”

“ปากดีนักนะแกน่ะ เดี๋ยวก็ไม่ให้เสียเลย” แพรพัชนีทำท่าจะเก็บหากชายหนุ่มญาติผู้น้องฉวยไปจากมือเสียก่อน “ตรงเขาจะไปกับน้องสาวเขา แต่เขาก็ดันไปไม่ได้ เลยเอามาให้พี่ ทีนี้เธอก็รู้นี่นาว่าพี่ต้องไปเฝ้าพ่อพี่ที่โรงพยาบาลก็เลยไปไม่ได้ พี่คิดไม่ออกว่าจะเอาตั๋วไปให้ใครดีก็เลยนึกถึงแก เห็นว่าไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหนเลยก็เลยสงเคราะห์ให้ไง แกน่ะควรจะขอบคุณฉันนะพ่อคุณ”

“ไปเกาหลีหน้าหนาว แถมไปกับน้องสาวพี่ตรงด้วยเหรอพี่ อย่างนี้ก็เยี่ยมไปเลย” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่ต่างอะไรกับเด็กยามได้ของเล่นก่อนที่จะถามต่อ “ว่าแต่ว่าน้องพี่ตรงน่ะสวยหรือเปล่า”

“ก็น่ารักดีนะ” แพรพัชนีหยุดจิบน้ำครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ “แต่แกอย่าคิดทำอะไรเขานะ ฉันอุตส่าห์รับรองกับน้องตรงเขาไปแล้วว่าแกเป็นคนดี ถ้าน้องเขามาฟ้องฉันแกจะโดนแหกอกคนแรกเลยล่ะ คอยดู”

“แต่ผมจีบเขาได้ใช่ไหมพี่” แม้คิมหันต์จะพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกหากสีหน้าของญาติผู้พี่ที่จริงจังกับเรื่องดังกล่าวก็ทำให้ชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายตอกย้ำความมั่นใจเสียเอง “ผมไม่ทำให้พี่ขายหน้าหรอกน่า สาบานได้”

และจากวันนั้นจนมาถึงวันนี้…วันที่เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าการเดินทางเบื้องหน้าตลอดระยะเวลาแปดวันในดินแดนที่ความโรแมนติคอาจจะฆ่าเขาตายได้ง่ายๆ กับหญิงสาวที่เขารู้แต่เพียงว่าเป็นน้องสาวของ ‘พี่ตรง’ บรรณาธิการหนังสือสุดโปรดของเขาและเป็นเพื่อนชายคนสนิทกับญาติผู้พี่ของเขาจะเป็นเช่นใดบ้าง

‘แต่ช่างเถอะ บางทีการเดินทางครั้งนี้อาจจะทำให้เราได้คำตอบกับชีวิตบ้างก็ได้นะนายคิมหันต์’ ชายหนุ่มสรุปกับตัวเองก่อนที่จะลุกออกจากที่นั่งเพื่อไปเข้าห้องน้ำเป็นครั้งสุดท้าย

‘โชคดีจริงๆ เลยที่ฉันมาก่อนเขาเปิดเกตได้ ไม่อย่างนั้นฉันต้องแย่แน่ๆ’

เต็มใจเห็นผู้คนที่กำลังนั่งรอกันอยู่หนาตาแล้วก็นึกบ่นในใจพร้อมกับถอนหายใจออกมายืดยาวเพราะรู้แน่ว่าเธอไม่ใช่คนสุดท้ายของเที่ยวบินนี้อย่างแน่นอน

‘นับว่าความพยายามกึ่งเดินกึ่งวิ่งของฉันได้ผลไม่น้อยเชียวนะ นางสาวเต็มใจ ถึงแม้ตอนนี้รองเท้าจะกัดฉันจนชาไปหมดทั้งเท้าแล้วก็เถอะ’
เต็มใจกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางสังเกตเพื่อนร่วมทางที่เธอยังไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน แต่นอกจากผู้คนที่มากันเป็นกลุ่มๆ ราวกับทัวร์ลูกเป็ดแล้วเธอก็ไม่เห็นชายหนุ่มคนไหนที่หน้าตาเหมือนนักร้องเกาหลีที่แพรพัชนีอุตส่าห์ขนานนามให้เลยสักคน มีแต่พวกที่หน้าตาสอบไม่ผ่านในสายตาเธอเสียละมากกว่า (หญิงสาวยอมรับละว่าเธอเป็นคนมีมาตรฐานสูง แต่งานนี้ต้องโทษแพรพัชนีคนเดียวที่ทำให้เธอคาดหวังได้มากถึงขนาดนี้)

‘คนนั้นแน่เลยที่เป็นคุณคิม หน้าตาดีขนาดนี้แม้จะไม่เหมือนอีตาแจจุงอะไรนั่นแต่รับรองว่าต้องใช่ชัวร์ๆ ถ้าหน้าตาแบบนี้เดินทางกันแปดวันฉันคงได้แฟนกับเขาสักคนเดินควงให้หายหนาวได้แหงๆ’ หญิงสาวนึกในใจและรีบสรุปกับตัวเองทันทีที่เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในเสื้อลายทางสีเทาพร้อมกับพาดโค้ตสีดำไว้ที่แขนข้างหนึ่งและกำลังเดินตรงมาทางหญิงสาว เต็มใจไม่รอช้าจึงรีบทักทายเขาไปก่อนด้วยน้ำเสียงที่สดชื่นทันทีว่า

“คุณคิมใช่ไหมคะ นี่เต็มเองนะคะ น้องพี่ตรงแฟนคุณพัชไงคะ”

“Sorry” เสียงที่ดังขึ้นมาจากปากชายหนุ่มไม่ใช่เสียงภาษาไทย แต่กลับเป็นเสียงภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่แปลกแปร่งไปจากสำเนียงมาตรฐานที่เธอคุ้นหูบ่งบอกได้ทันทีว่าชายหนุ่มคนนั้นน่าจะมีสัญชาติเดียวกับดินแดนที่เธอจะเดินทางไปอย่างแน่นอน “I don’t understand”

“Oh! I’m sorry too, it’s my fault” หญิงสาวก็ทำได้แค่เพียงขอโทษขอโพยชายหนุ่มที่คงจะตกตะลึงในท่าทีที่เหมือนจะจู่โจมเขาไป “I’m so sorry”
ชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้าให้ก่อนที่จะเดินไปต่อแถวรวมกลุ่มกับผู้คนที่ทางสายการบินประกาศให้ขึ้นได้ก่อนราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากใบหน้าของเต็มใจนั่นละที่แตกร้าวไปหมดและรู้สึกอายเป็นยิ่งนักที่ความมั่นใจของเธอถูกทำลายลงอย่างยับเยินเพราะหญิงสาวดันไปทักคนผิด แถมไปทักผิดเป็นคนเกาหลีเสียด้วยซ้ำไป งานนี้ถ้าเต็มใจไม่รู้สึกอายหญิงสาวเองก็รู้สึกว่าคงจะเป็นเรื่องแปลก

“บ้าจริง นายคิมนี่ อย่าให้ฉันรู้นะว่าเป็นใคร ฉันจะขอว่าหน่อยเถอะว่าชอบทำตัวลึกลับ เล่นเอาฉันต้องไปทักคนเกาหลีแทน เศษหน้าแตกเกลื่อนเกตขนาดนี้จะเก็บกันยังไงไหวละเนี่ย”

และเหมือนชายหนุ่มคนที่เธอกล่าวถึงจะได้ยินเสียงบ่นพึมพำที่ค่อนข้างจะดังเอาการ เขาจึงส่งเสียงทักทายขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ขบขันน้อยๆ ว่า

“คุณคิมที่คุณบ่นถึงน่ะอยู่ข้างหลังแล้วครับ ไม่ต้องไปทักคนอื่นผิดแล้วนะครับ ผมคิมตัวจริงเสียงจริงที่ต้องเดินทางไปกับคุณนี่ละ”

และทันทีที่เต็มใจหันไปมองต้นเสียงที่ทักทายเธอด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรอย่างยิ่งนั้น หญิงสาวก็รู้สึกได้ทันทีว่าโลกของเธอหยุดหมุนอีกครั้ง…

และครั้งนี้มันก็ช่างเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดระคนเหลือเชื่อจนหญิงสาวเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลยทีเดียวว่ามันจะเป็นความจริง!

_____________________________________________

เช่นเคยครับ ถ้าอ่านแล้วชอบหรือไม่ก็ติชมได้ครับ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 23:37:07 น.
Counter : 71 Pageviews.  

1  2  

northstar_polaris
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add northstar_polaris's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.