nongnou

สมาธิเพื่อชีวิต

สมาธิเพื่อชีวิต โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วัดป่าสาลวัน
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา

สมาธิตามธรรมชาติ

คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนของปัญญาชน ไม่ใช่เป็นคำสอนของบุคคลผู้เชื่อในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลด้วยความงมงาย ศาสนาพุทธสอนให้คนเรียนให้รู้ธรรมชาติและกฎของธรรมชาติ ถ้าใครจะถามว่าธรรมะคืออะไร ? ธรรมะ ก็คือ ธรรมชาติ
ธรรมชาติคืออะไร ? ก็คือ กายกับใจของเรา

สมาธิแบบพระพุทธเจ้า การกำหนดรู้เรื่องชีวิตประจำวัน นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำคัญ สำคัญยิ่งกว่าการนั่งหลับตาสมาธิ สอนสมาธิต้องสอนสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ความรู้เห็นอะไรที่เขาอวดๆ กันนี่ อย่าไปสนใจเลย ให้มันรู้เห็นจิตของเรานี่ รู้กายของเรา รู้ว่าธรรมชาติของกายอย่างหยาบๆ มันต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เสมอ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด อันนี้คือความจริงของกาย

สมาธิ.....เพื่ออะไร

ปัญหาสำคัญของการฝึกสมาธินี่ บางทีเราอาจจะเข้าใจไขว้เขวไปจากหลักความจริง
สมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้จิตสงบนิ่ง สมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้มีสติสัมปชัญญะ รู้ทันเหตุการณ์นั้นๆ ในขณะปัจจุบัน สมาธิบางอย่าง เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นภายในจิต เช่น รู้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ รู้เรื่องอดีต อนาคต

รู้อดีต หมายถึงรู้ชาติในอดีตว่าเราเกิดเป็นอะไร รู้อนาคต หมายถึงว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปเป็นอะไร อันนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อรู้อดีต เป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้น เราสนใจอยู่ในสิ่งที่เป็นปัจจุบันดีไหม

ที่ครูบาอาจารย์สอนว่า ทำกรรมฐานไปเห็นโน่นเห็นนี่ นี่มันใช้ไม่ได้ ให้มันเห็นใจเราเองซิ อย่าไปเข้าใจว่าทำสมาธิแล้วต้องเห็นนรก ต้องเห็นสวรรค์ ต้องเห็นอะไรต่อมิอะไร สิ่งที่เราเห็นในสมาธิมันไม่ผิดกันกับที่เรานอนหลับแล้วฝันไป แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ ต้องเห็นนี่ คือเห็นกายของเราเห็นใจของเรา


หลักสากลของการปฏิบัติสมาธิ

การบำเพ็ญสมาธิจิตเพื่อให้เกิดสมาธิ สติ ปัญญา มีหลักที่ควรยึดถือว่า ทำจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติให้มีสิ่งระลึก จิตนึกรู้สิ่งใดให้มีสติสำทับเข้าไปที่ตรงนั้น ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต ฝึกสติให้รู้อยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าใครจะทำอะไร มีสติตัวเดียว เวลานอนลงไป จิตมันมีความคิดอย่างใด ปล่อยให้มันคิดไปแต่ให้มีสติตามรู้ไปจนกว่าจะนอนหลับ อันนี้เป็นวิธีการทำสมาธิตามหลักสากล

ถ้ามีใครมาถามว่า ทำสมาธินี่คือทำอย่างไร ?
คำตอบมันก็ง่ายนิดเดียว การทำสมาธิคือ การทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก
หมายความว่า เมื่อจิตของเรานึกถึงสิ่งใด ให้มีสติสำทับไปที่ตรงนั้น เรื่องอะไรก็ได้
ถ้าเอากันเสียอย่างนี้ เราจะรู้สึกว่าเราได้ทำสมาธิอยู่ตลอดเวลา

สมาธิ.....ไม่ใช่การนั่งหลับตาเท่านั้น

ถ้าหากไปถือว่าสมาธิคือการนั่งหลับตาอย่างเดียว มันก็ถูกกับความเห็นของคนทั้งหลายที่เขาแสดงออก แต่ถ้าเราจะคิดว่าอารมณ์ของสมาธิคือ การยืน เดิน นั่ง นอน
รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ไม่ว่าเราจะทำอะไร มีสติสัมปชัญญะรู้อยู่กับเรื่องปัจจุบัน คือเรื่องชีวิตประจำวันนี้เอง เราจะเข้าใจหลักการทำสมาธิอย่างกว้างขวาง

และสมาธิที่เราทำอยู่นี่ จะรู้สึกว่า นอกจากจะไปนั่งหลับตาภาวนา หรือเพ่งดวงจิตแล้ว ออกจากที่นั่งมา เรามีสติตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด
แม้ว่าเราจะไม่นั่งสมาธิอย่างที่พระท่านสอนก็ได้ เพราะว่าเราฝึกสติอยู่ตลอดเวลา เวลาเรานอนลงไป คนมีความรู้ คนทำงาน ย่อมมีความคิด ในช่วงที่เรานอนนั่นแหละ เราปล่อยให้จิตเราคิดไป แต่เรามีสติตามรู้ความคิดจนกระทั่งนอนหลับ

ถ้าฝึกต่อเนื่องกันทุกวันๆ เราจะได้สมาธิอย่างประหลาด นี่ถ้าเราเข้าใจกันอย่างนี้ สมาธิจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์โลกให้เจริญ
แต่ถ้าหากจะเอาสมาธิมุ่งแต่ความสงบอย่างเดียว มันจะเกิดอุปสรรคขึ้นมาทันที
แม้การงานอะไรต่างๆ มองดูผู้คนนี่ขวางหูขวางตาไปหมด อันนั้นคือสมาธิแบบฤาษีทั้งหลาย

ทำสมาธิถูกทาง ไม่หนีโลก ไม่หนีปัญหา

ผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิที่ถูกต้องนี่ สมมุติว่ามีครอบครัวจะต้องรักครอบครัวของตัวเองมากขึ้น หนักเข้าความรักมันจะเปลี่ยน เปลี่ยนจากความรักอย่างสามัญธรรมดา กลายเป็นความเมตตาปรานี ในเมื่อไปเผชิญหน้ากับงานที่ยุ่งๆ เมื่อก่อนรู้สึกว่ายุ่ง แต่เมื่อปฏิบัติแล้ว ได้สมาธิแล้ว งานมันจะไม่ยุ่ง

พอประสบปัญหาเข้าปุ๊บ จิตมันจะปฏิวัติตัวพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ
ซึ่งมันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ทีนี้บางทีพอเราหยิบปัญหาอะไรขึ้นมา เรามีแบบแผนตำรายกขึ้นมาอ่าน พออ่านจบปั๊บ จิตมันวูบวาบลงไปปัญหาที่เราข้องใจจะแก้ได้ทันที อันนี้คือสมาธิที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน

แต่สมาธิอันใดที่ไม่สนใจกับเรื่องชีวิตประจำวัน หนีไปอยู่ที่หนึ่งต่างหากของโลกแล้ว
สมาธิอันนี้ทำให้โลกเสื่อม และไม่เป็นไปเพื่อทางตรัสรู้ มรรค ผล นิพพานด้วย

ทุกคนเคยทำสมาธิมาแล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างเราสำเร็จมาเพราะพลังของสมาธิ
ไม่มีสมาธิ เรียนจบปริญญามาได้อย่างไร
ไม่มีสมาธิ สอนลูกศิษย์ลูกหาได้อย่างไร
ไม่มีสมาธิ ทำงานใหญ่โตสำเร็จได้อย่างไร
ไม่มีสมาธิ ปกครองบ้านเมืองได้อย่างไร

พวกเราเริ่มฝึกสมาธิมาตั้งแต่พี่เลี้ยงนางนม พ่อแม่สอนให้เรารู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักอ่าน รู้จักคนโน้นคนนี้ จุดเริ่มต้นมันมาแต่โน่น ทีนี้พอมาเข้าสู่สถาบันการศึกษา
เราเริ่มเรียนสมาธิอย่างจริงจังขึ้นมาแล้ว

แต่เมื่อเรามาพบพระคุณเจ้า หลวงพ่อ หลวงพี่ทั้งหลายนี้ ท่านจะถามว่า “เคยทำสมาธิไหม”
จึงทำให้พวกเราทั้งหลายเข้าใจว่า เราไม่เคยทำสมาธิ ไม่เคยปฏิบัติสมาธิมาก่อน
เพราะท่านไปขีดวงจำกัดการทำสมาธิ เฉพาะเวลานั่งหลับตาอย่างเดียว



ไม่เป็นชาววัดก็ทำสมาธิได้

ใครที่ยังไม่มีโอกาสจะเข้าวัดเข้าวา มานั่งสมาธิหลับตาอย่างที่พระท่านชักชวน
การปฏิบัติสมาธิเอากันอย่างนี้ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา ทุกคนได้ฝึกสมาธิมาตามธรรมชาติแล้วตั้งแต่เริ่มรู้เดียงสามา ทีนี้เรามาเริ่มฝึกใหม่ นี่เป็นการเสริมของเก่าที่มีอยู่แล้วเท่านั้น อย่าไปเข้าใจผิด

ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์ของจิต
เราทำให้สิ่งเหล่านี้ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น เวลานอนลงไป จิตมันคิดอะไร ให้มันคิดไป ให้มีสติไล่ตามรู้มันไปจนกระทั่งนอนหลับ
ปฏิบัติต่อเนื่องทุกวัน แล้วท่านจะได้สมใจอย่างไม่คาดฝัน

ในขณะทำงาน กำหนดสติรู้อยู่กับงาน เวลาคิด ทำสติรู้อยู่กับการคิด โดยถือการทำงาน การคิด เป็นอารมณ์ของจิต โดยธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จิตย่อมสงบ มีปีติ สุข เอกัคคตาได้ ในโอกาสใดโอกาสหนึ่งจนได้ ถ้าผู้ปฏิบัติตั้งใจทำจริง

นักธุรกิจทำสมาธิกับการงาน

มีผู้หญิงมาหาหลวงพ่อแล้วมาบอกว่า
“หลวงพ่อหนูอยากจะฝึกสมาธิ แต่หนูนั่งสมาธิไม่เป็น”
หลวงพ่อก็บอกว่า “คุณนั่งไม่เป็นก็ไม่ต้องนั่ง ให้ฝึกสติให้มันรู้อยู่กับ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด”

ทีนี้เมื่อสมาธิมันเกิดขึ้นเพราะการปฏิบัติอย่างนี้ ภายหลังมานี่ ความรู้สึกมันก็รู้สึกว่า เราทำอะไร พูด คิดอะไร มันเป็นสมาธิทั้งนั้น มันก็ไปสอดคล้องกันเอง มองเห็นงานที่มันเคยยุ่งๆ ตั้งแต่ก่อน เมื่อมีสมาธิดีแล้ว ไปประสบความยุ่งเหยิงอย่างนั้น จิตมันรู้สึกว่ามันไม่ยุ่ง มันสามารถแก้ไขปัญหาของมันได้

อย่างบางทีพอติดปัญหาปั๊บ กำหนดจิตมันวูบวาบไป ปัญญาที่จะแก้ไขปัญหานั้นมันก็เกิดขึ้น แม้แต่เกี่ยวกับเรื่องงานเรื่องการก็เหมือนกัน อันนี้เราไปติดอยู่ตรงที่ว่า อย่าไปคิดเรื่องโลก ให้คิดแต่เรื่องธรรม แต่ความจริงโลกน่ะเป็นอารมณ์ของจิต

ในเมื่อจิตตัวนี้รู้ความจริงของโลก แล้วมันจะปลีกตัวไปลอยเด่นอยู่เหนือโลก และมันอาศัยโลกนั่นแหละ เป็นบันไดเหยียบไปสู่จุดที่อยู่เหนือโลก โลกทั้งหลายนี่เป็นอารมณ์ของจิต กายและใจของเราก็เป็นโลก

สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทั้งหลายที่เราประสบอยู่ เป็นเรื่องชีวิตประจำวันของโลก ในเมื่อเรามาฝึกสติให้รู้ทันโลกอันนี้แล้ว จิตมันจะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของโลก มันก็ปล่อยวาง ถึงแม้ว่ามันจะอยู่กับโลก มันก็แตะๆ แตะๆ มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างนี่ เป็นแต่เพียงหน้าที่เท่านั้น แล้วมันจะจัดสรรตัวมันเองว่าเรามีหน้าที่อย่างไร
ควรจะรับผิดชอบอย่างไร มันจะปฏิบัติหน้าที่ไปตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

นักเรียน นักศึกษาทำสมาธิในการเรียน

ขณะนี้นักเรียนทั้งหลายกำลังเรียน ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่า
ทำอย่างไรเราจึงจะได้พลังของสมาธิ พลังของสติเพื่อสนับสนุนการศึกษา
หลวงตาจะสอนวิธีทำสมาธิในห้องเรียน สมมุติว่าขณะนี้หลวงตาเป็นครูสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายเพ่งสายตามาที่หลวงตา ส่งใจมาที่หลวงตาแล้วก็สังเกตดูให้ดีว่าหลวงตาทำอะไรบ้าง หลวงตายกมือหนูก็รู้ เขียนหนังสือให้หนูรู้ พูดอะไรให้หนูตั้งใจฟัง

ถ้าสังเกตจนกระทั่งกระพริบหูกระพริบตาได้ยิ่งดี เวลาเข้าห้องเรียนให้เพ่งสายตาไปที่ตัวครู ส่งใจไปที่ตัวครู อย่าเอาใจไปอื่น เพียงแค่นี้วิธีการทำสมาธิในห้องเรียน ถ้าพวกหนูๆ จำเอาไปแล้วปฏิบัติตามจะได้สมาธิตั้งแต่เป็นนักเรียนเล็กๆ ชั้นอนุบาล

ในตอนแรกนี่ การควบคุมสายตาและจิตไปไว้ที่ตัวครู นี่อาจจะลำบากหน่อย แต่ต้องพยายามฝึก ฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญ ภายหลังแม้เราจะไม่ตั้งใจ พอเห็นใครเดินผ่านหน้ามันจะจ้องเอาๆ พอมาเข้าห้องเรียนแล้วพอครูเดินเข้ามาในห้อง สายตามันจะจ้องปั๊บ ใจมันก็จะจดจ่ออยู่ตรงนั้น หนูลองคิดดูซิว่าการที่มองที่ครู และเอาใจใส่ตัวครูนี่ เราเรียนหนังสือเราจะเข้าใจดีไหม ลองคิดดู ทีนี้เมื่อฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญแล้ว สายตามันยังจ้องอยู่ที่ตัวครู

แต่ใจจะมาอยู่ที่ตัวเราเอง มาตอนนี้ครูท่านสอนอะไร พอท่านพูดจบประโยคนั้น ใจของเรารู้ล่วงหน้าแล้วว่าต่อไปท่านพูดอะไร เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ ใจของเราจะวูบวาบแล้วคำตอบมันจะผุดขึ้น อันนี้เป็นสูตรทำสมาธิที่หลวงพ่อทำได้ผลมาแล้ว

หลวงพ่อทำสมาธิในการเรียนสมัยเป็นเณร

อาจารย์องค์นั้นชื่อ อาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ ลูกศิษย์ต้นของหลวงปู่มั่น เห็นหลวงพ่อถือหนังสือเดินท่องไปท่องมาแบบเดินจงกรม ท่านก็ทักว่า
“เณร ถ้าจะเรียนก็ตั้งใจเรียน จะปฏิบัติก็ตั้งใจปฏิบัติ จับปลาสองมือมันไม่สำเร็จหรอก”

ที่นี้เราก็อุตริคิดขึ้นมาว่า
“เอ๊ หลักของการเพ่งกสิณนี่ ปฐวีกสิณ เพ่งดิน อาโป เพ่งน้ำ วาโย เพ่งลม เตโช เพ่งไฟ อากาศ เพ่งอากาศ วิญญาณ เพ่งวิญญาณ ในตัวครูนี่มีกสิณครบ ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ เราจะเอาตัวครูเป็นเป้าหมายของจิต ของอารมณ์ เอาตัวครูเป็นอารมณ์ของจิต เป็นที่ตั้งของสติ เอามันที่ตรงนี้แหละ “

การเรียนคือการปฏิบัติธรรม

วิชาความรู้ที่นักศึกษาเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนี่ มันเป็นสิ่งที่เราสามารถรู้ด้วยจิตใจ สิ่งใดที่เราสามารถรู้ด้วยจิตใจ สิ่งนั้นคือสภาวธรรม สภาวธรรมอันนี้มันทำให้เราดีใจเสียใจเพราะมัน เราท่องหนังสือไม่ได้ เราเกิดเสียใจน้อยใจตัวเอง หนังสือที่เราท่องนั่นคือสภาวธรรม เราจำไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่มันไม่เป็นไปตามความปรารถนา มันเข้าในหลักอนัตตา

บางทีอยู่ดีๆ เกิดเจ็บไข้ เราไปวิทยาลัยของเราไม่ได้ มันก็ส่อถึงอนัตตา อนิจจัง ทุกขังนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาฝึกสติสัมปชัญญะของเรานี้ ให้มันรู้พร้อมอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการปฏิบัติธรรม เดินเรารู้ ยืนเรารู้ นั่งเรารู้ นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เรารู้ เอาตัวรู้คือสติตัวเดียวเท่านั้น

แม้ในขณะที่เราเรียนหนังสืออยู่ เราตั้งใจจดจ่อต่อการเรียนในปัจจุบันนั้น นั่นก็เป็นการปฏิบัติสมาธิ ทีนี้ความรู้ ความเห็น ที่เราจะพึงทำความเข้าใจ มันอยู่ที่ตรงไหน มันอยู่ที่กายกับใจของเรานี่ ทำอย่างไรกายของเราจึงจะมี สุขภาพอนามัยเข้มแข็ง ทำอย่างไรจิตใจของเราจึงจะปลอดโปร่ง เมี่อมีปัญหาขึ้นมา ทำอย่างไรเราจึงจะมีสติปัญญาแก้ไขปัญหา หัวใจของเราได้ นี่มันอยู่ที่ตรงนี้ที่เราจำเป็นต้องเรียนให้มันรู้

ทำสมาธิในการเรียนได้ผลอย่างไร

นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เป็นนักศึกษาในทุนที่หลวงพ่อส่งไปเรียนเอง ตอนแรกเขาไม่อยากจะไปเรียน เพราะเขาคิดว่ามันสมองของเขาไม่สามารถจะเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ หลวงพ่อก็เคี่ยวเข็นให้เขาไป ในเมื่อเขารับปากว่าจะไปเรียน
หลวงพ่อก็บอกว่า “หนูไปเรียนมหาวิทยาลัยต้องฝึกสมาธิด้วย”
เขาก็เถียงว่า “จะให้ไปเรียนมหาวิทยาลัย แล้วต้องให้ทำสมาธิ จะเอาเวลาที่ไหนไปเรียน”

มันเกิดมีปัญหาขึ้นมาอย่างนี้ หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำว่า การฝึกสมาธิแบบนี้ไม่ขัดต่อการศึกษา หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำเบื้องต้นว่า
“เมื่อเวลาหนูเข้าไปอยู่ในห้องเรียน ให้กำหนดจิตให้มีสติรู้อยู่ที่จิตของตัวเอง ถ้าหากมีจุดใดจุดหนึ่ง ที่จะต้องเพ่งมองก็เพ่งมองไปที่จุดนั้น เช่น กระดานดำ เป็นต้น เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน ให้เอาความรู้สึกและสายตา ทั้งหมดไปรวมอยู่ที่ตัวอาจารย์ ให้มีสติรู้อยู่ที่ตัวอาจารย์ เพียงอย่างเดียว อย่าส่งใจไปอื่น”

เขาใช้เวลาเรียนเพียง ๔ ปีก็จะจบแล้ว ทีแรกเขาคิดว่าเขาอาจจะเรียนถึง ๖ ปีกว่าจะเอาให้จบได้ แต่มันก็ผิดคาดทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยน ความรู้สึกว่ามันสมองไม่ดีมันเปลี่ยนเป็นดีขึ้นมาหมด ก็เป็นอันว่าเขาสามารถฝึกสมาธิ ให้จิตมีสมาธิ มีติสัมปชัญญะ
เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาที่เขาเรียนอยู่ในปัจจุบันได้

ถ้านักศึกษาพยายามฝึกสมาธิแบบนี้ ผลพลอยได้จากการฝึก ความเคารพ ความเอาใจใส่ ความกตัญญูกตเวที ความรู้สึกซึ้งในพระคุณของครูบาอาจารย์มันจะฝังลึกลงสู่จิตใจ เราจะกลายเป็นคนกตัญญูกตเวที ไม่อาจลบหลู่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็มีแต่ความเคารพบูชาในครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์ที่มีความเคารพในครูบาอาจารย์ การเรียนก็ทำให้เรียนได้ดีเกินกว่าที่เราคาดคิด

ช่างประดิษฐ์ทำสมาธิในการประดิษฐ์

เมื่อไม่นานมานี้ มีคฤหบดีท่านหนึ่งอุตส่าห์นั่งรถมาจากกรุงเทพฯ พอมาถึงเขาก็มาบอกหลวงพ่อว่า “ผมจะมาขอขึ้นครูกรรมฐานกับท่าน ได้ทราบว่าท่านสอนกรรมฐานเก่ง”

หลวงพ่อก็ถามว่า “คุณมีอาชีพอะไร”
เขาตอบว่า “ผมมีอาชีพในการประดิษฐ์สิ่งของขาย”

“ไหนคุณลองเล่าดูซิว่าขณะที่คุณประดิษฐ์สิ่งของขายนั่นน่ะ คุณคิดประดิษฐ์ของคุณอยู่นั่น มันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”

เขาก็เล่าให้ฟังโดยยกตัวอย่างว่า
“สมมุติว่าผมจะสร้างตุ๊กตาสักตัวหนึ่ง ผมก็มาคิดว่าจะทำใบหน้าอย่างนั้น ทรงผมอย่างนี้ รูปร่างลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็คิดไปตามที่ผมจะคิดได้ คิดไปคิดมามันมีอาการเคลิ้ม เหมือนกับจะง่วงนอน แล้วก็มีอาการหลับวูบลงไป รู้สึกหลับไปพักหนึ่ง
ในขณะที่รู้สึกหลับไปพักหนึ่งนั่น จิตก็เกิดสว่าง มองเห็นภาพตุ๊กตา ที่คิดจะสร้างลอยอยู่ข้างหน้า ที่นี้จิตก็ดูของมันอยู่จนกระทั่งแน่ใจ แล้วก็ถอนขึ้นมาตื่นขึ้นมาจากภวังค์”

ในช่วงที่จิตมันวูบนั่น นอนหลับไปแล้วเกิดฝันขึ้นมา ฝันเห็นตุ๊กตาลอยอยู่ต่อหน้า เขาก็มาสร้างตุ๊กตาตามที่เขาฝันเห็น เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ส่งออกขายในท้องตลาดก็เป็นที่นิยมแก่ลูกค้า

หลวงพ่อก็บอกว่า “คุณ คุณทำสมาธิเก่งแล้ว คุณไม่ต้องมาขึ้น ครูกรรมฐานกับฉันก็ได้ ให้คุณทำสมาธิด้วยการประดิษฐ์ตุ๊กตา ของคุณต่อไป นั่นแหละคือสมาธิที่คุณต้องการจะเรียนจากฉัน ถ้าคุณต้องการจะให้สมาธิของคุณดียิ่งขึ้น ให้คุณสมาทานศีล ๕ เสีย แล้วสมาธิของคุณจะเป็นไป เพื่อการละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดได้”

ทำสมาธิโดยการบริกรรมภาวนา

หมายถึงการท่องคำบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทโธ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัน เป็นต้น ผู้ภาวนาท่องบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งจนจิตสงบ ประกอบด้วยองค์ฌาณ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา จิตสงบจนกระทั่งตัวหาย ทุกสิ่งทุกอย่างหายไป

เหลือแต่จิตที่สงบนิ่งสว่างอยู่ ความนึกคิดไม่มี เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิ พอรู้สึกว่ามีกาย ความคิดเกิดขึ้น ให้กำหนดสติตามรู้ทันที อย่ารีบออกจากที่นั่งสมาธิ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้จะได้ปัญญาเร็วขึ้น ในช่วงนี้ถ้าเราไม่รีบออกจากสมาธิ ออกจากที่นั่ง เราก็ตรวจดูอารมณ์จิตของเราเรื่อยไป โดยไม่ต้องไปนึกอะไร เพียงแต่ปล่อยให้จิตมันคิดของมันเอง อย่าไปตั้งใจคิด

ที่นี้พอออกจากสมาธิมาแล้ว พอมันคิดอะไรขึ้นมา ก็ทำใจดูมันให้ชัดเจน ถ้าจิตมันคิดไปเรื่อยๆ ก็ดูมันไปเรื่อยๆ จะคิดไปถึงไหนช่างมัน ปล่อยให้มันคิดไปเลย เวลาคิดไป เราก็ดูไปๆๆๆ มันจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มในความคิด แล้วจะเกิดกายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ

กายเบา กายสงบ ได้กายวิเวก
จิตเบา จิตสงบ ได้จิตวิเวก
ทีนี้จิตสงบแล้ว จิตเป็นปกติได้
ก็ได้อุปธิวิเวกในขณะนั้น

บริกรรมพุทโธกับการตามรู้จิตคือหลักเดียวกัน

ภาวนาพุทโธเอาไว้ พอจิตมันอยู่กับพุทโธก็ปล่อยให้มันอยู่ไป พอทิ้งพุทโธแล้วไปคิดอย่างอื่น ปล่อยให้มันคิดไป แต่ให้มีสติตามรู้.....พุทโธที่เรามาท่องเอาไว้

๑. เพื่อระลึกถึงพระบรมครู
๒. เพื่อกระตุ้นเตือนจิตให้เกิดความคิดเอง

ทีนี้เมื่อจิตทิ้งพุทโธปั๊บ มันไปคิดอย่างอื่นขึ้นมาได้ แสดงว่าเขาสามารถหาเหยื่อมาป้อนให้ตัวเองได้แล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลที่จะหาอารมณ์มาป้อนให้เขา ปล่อยให้เขาคิดไปตามธรรมชาติของเขา หน้าที่ของเรามีสติกำหนดตามรู้อย่างเดียวเท่านั้น นี่หลักการปฏิบัติเพื่อจะได้สมาธิ สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน ต้องปฏิบัติอย่างนี้

อย่าข่มจิตถ้าจิตอยากคิด

ถ้าเราภาวนาพุทโธๆ แม้ว่าจิตสงบเป็นสมาธิถึงขั้นละเอียด ถึงขั้นตัวหาย เมื่อสมาธินี้มันจะได้ผล ไปตามแนวทางแห่งการปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน ภายหลังจิตที่เคยสงบนี้มันจะไม่ยอมเข้าไปสู่ความสงบ มันจะมาป้วนเปี้ยนแต่การยืน เดิน นั่ง นอน
รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ซึ่งอันนี้ก็เป็น ประสบการณ์ที่หลวงพ่อเองประสบมาแล้ว
พยายามจะให้มันเข้าไปสู่ความสงบอย่างเคย มันไม่ยอมสงบ

ยิ่งบังคับเท่าไรยิ่งดิ้นรน นอกจากมันจะดิ้นแล้ว อิทธิฤทธิ์ของมันทำให้เราปวดหัวมวนเกล้า ร้อนผ่าวไปทั้งตัว เพราะไปฝืนความเป็นจริงของมัน ทีนี้ภายหลังมาคิดว่า แกจะไปถึงไหน ปรุงไปถึงไหน เชิญเลย ฉันจะตามดูแก ปล่อยให้มันคิดไป ปรุงไป ก็ตามเรื่อยไป

ทีนี้พอไปๆ มาๆ ตัวคิดมันก็คิดอยู่ไม่หยุด ตัวสติก็ตามไล่ ตามรู้กันไม่หยุด พอคิดไปแล้ว มันรู้สึกเพลินๆ ในความคิดของตัวเอง มันคล้ายๆ กับ ว่ามันห่างไกล ไกลไปๆๆ เกิดความวิเวกวังเวง กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ และพร้อมๆ กันนั้นน่ะทั้งๆ ที่ความคิดมันยังคิดไวเร็วปรื๋อ จนแทบจะตามไม่ทัน ปีติและความสุขมันบังเกิดขึ้น แล้วทีนี้มันก็มีความเป็นหนึ่ง คือ จิตกำหนดรู้อยู่ที่จิต

ความคิดอันใดเกิดขึ้นกับจิตสักแต่ว่าคิด คิดแล้วปล่อยวาง ไปๆ มันไม่ได้ยึดเอามาสร้างปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อน แล้วในที่สุดเมื่อมันตัดกระแสแห่งความคิดแล้ว มันวูบวาบๆ เข้าไปสู่ความสงบนิ่งจนตัวหายเหมือนอย่างเคย จึงได้ข้อมูลขึ้นมาว่า
..... อ๋อ ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนี้ ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต

ความคิดอันใดที่สติรู้ทันทุกขณะจิต ความคิดอันนั้นคือปัญญาในสมาธิ เป็นลักษณะของจิตเดินวิปัสสนา พร้อมๆ กันนั้นถ้าจะนับตามลำดับของ องค์ฌาน ความคิด เป็นตัววิตก สติรู้พร้อมอยู่ที่ความคิด เป็นตัววิจาร เมื่อจิตมีวิตก วิจาร ปีติ และสุขย่อมบังเกิดขึ้นไม่มีปัญหา

ทีนี้ปีติเกิดขึ้นแล้ว จิตมันก็อยู่ในสภาพปกติ กำหนดรู้ความคิดที่ เกิดๆ ดับๆ อยู่ตลอดเวลา ก็ได้ความเป็นหนึ่ง ถ้าจิตดำรงอยู่ในสภาวะ เป็นอย่างนี้ ก็เรียกว่าจิตดำรงอยู่ในปฐมฌาน คือ ฌานที่ ๑ ประกอบด้วยองค์ ๕ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

ปล่อยจิตให้คิด เกิดความฟุ้งซ่านหรือเกิดปัญญา

ความคิดที่จิตมันคิดขึ้นมาเอง เป็นวิตก สติรู้พร้อม เป็นวิจาร เมื่อจิตมีวิตก วิจาร ปีติ และความสุขย่อมเกิดขึ้นไม่มีปัญหา ผลที่จะเกิดจากการตามรู้ความคิด ความคิดเป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ เมื่อสติสัมปชัญญะดีขึ้น เราจะรู้สึกว่า ความคิด เป็นอาหารของจิต ความคิด เป็นการบริหารจิต ความคิด เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด

ความคิด เป็นนิมิตหมายให้เรารู้ว่าอะไรเป็นเรื่องทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วความคิดนี่แหละมันจะมายั่วยุให้เราเกิดอารมณ์ดี อารมณ์เสีย เมื่อเรามองเห็นอารมณ์ดี อารมณ์เสีย มองเห็นอิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ ที่ก่อเป็นตัวกิเลส ทีนี้เมื่อจิตมีอิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ มันก็มีสุขบ้าง ทุกข์บ้างคละกันไป

ในที่สุดก็มองเห็นทุกข์อริยสัจ ถ้าจิตมันเกิดทุกข์ขึ้น ได้สติรู้พร้อม มองเห็นทุกข์อริยสัจ ถ้าจิตมีปัญญา รู้สึกมันจะบอกว่า อ้อ !
นี่คือทุกข์อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วมันจะดูทุกข์กันต่อไป สุข ทุกข์ ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นสลับกันไป อันนี้คือกฎอริยสัจแล้ว ในที่สุดจิตมีสติมีปัญญาดีขึ้น มันจะกำหนดหมายรู้ว่า นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

แล้วจะมองเห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไปอยู่อย่างนั้น ยังกิญจิ สมุทย ธัมมัง สัพพันตัง นิโรธ ธัมมันติ ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมว่า
สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา คือจุดนี้

เส้นทางตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า

หลักการที่พระองค์ทรงยึดเป็นหลักปฏิบัติก็คือว่า ทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก พระองค์ทำลมอานาปานสติให้เป็นสิ่งรู้ของจิต แล้วเอาสติไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ พระองค์ทรงทำพระสติรู้อยู่ที่ ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ทำให้พระองค์ต้องรู้
ความหยาบความละเอียดของลมหายใจ และรู้ความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจ

ในขณะใดที่พระองค์ไม่ได้ดูลมหายใจ พระองค์ก็กำหนดดูอารมณ์ ที่เกิดขึ้นภายในจิตของพระองค์ สิ่งใดเกิดขึ้นพระองค์ก็รู้ รู้ด้วยวิธีการทำสติกำหนดจิต กำหนดคอยรู้ คอยจ้องดูอารมณ์ ที่เกิดดับกับจิต ในเมื่อสติสัมปชัญญะของพระองค์มีความเข้มแข็งขึ้น สามารถที่จะประคับประคองจิตใจ ให้มีความรู้ซึ้งเห็นจริงใน ความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ในสภาวะที่เป็นไปตามธรรมชาติ

คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อรู้ว่าอารมณ์ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

อารมณ์อันใด ที่จิตของพระองค์ยังยึดถืออยู่ เมื่ออารมณ์สิ่งนั้นเกิดขึ้นก็มายุแหย่ให้จิตของพระองค์ เกิดความยินดี เกิดความยินร้าย ความทุกข์ก็ปรากฏขึ้นภายในจิต

ทุกข์ที่ปรากฏขึ้นภายในจิตของพระองค์ พระองค์ก็กำหนดว่า นี่คือทุกข์อริยสัจ เป็นทุกข์จริงๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อรู้ว่า เป็นทุกข์จริงๆ พระองค์ก็สาวหาสาเหตุ ทุกข์นี่มันเกิดมาจากเหตุอะไร ทุกข์อันนี้เกิดมาจากตัณหา ตัณหาเกิดมาจากไหน เกิดมาจากความยินดี และความยินร้าย

ความยินดีเป็นกามตัณหา ความยินร้ายเป็นวิภวตัณหา ความยึดมั่นถือมั่นในความยินดียินร้ายทั้ง ๒ อย่างเป็นภวตัณหา ในเมื่อจิตมีภวตัณหา มันก็ย่อมมีความทุกข์เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงทำให้พระองค์รู้ซึ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันนี้เป็นภูมิธรรมที่พระองค์ค้นคว้าพบ และตรัสรู้เองโดยชอบ




 

Create Date : 22 กันยายน 2552    
Last Update : 22 กันยายน 2552 14:39:09 น.
Counter : 231 Pageviews.  

24 ฉากชีวิต

ดอกสร้อยแสดงธรรม 24 ฉากของชีวิต โดย สิริวยาส (พุทธทาส ภิกขุ)

ความเกิด
ความเอ๋ยความเกิด
จงดูเถิดยากเข็ญเป็นไหน ๆ
เจ็บปวดทั้งแม่ลูกเหมือนถูกไฟ
เพื่ออะไรกันแน่ลองแก้มา
เกิดเพื่อกินเพื่อเล่นหรือเพื่อหลับ
หรือเพื่อรับมรดกกระมังหนา?
หรือเกิดเพียงเพื่อเติบโตเช่นโคฬา
ส่วนตูว่าเกิดเพื่อก่อบ่อบุญเอย

ความเป็นเด็ก
ความเอ๋ยความเป็นเด็ก
ตัวยังเล็กใจก็เล็กไม่อยากใหญ่
เพียงได้กินได้เล่นก็เย็นใจ
ไม่มีไฟสุมเผาให้เร่าร้อน
เพราะผู้ใหญ่ใจกระพือหรือจึ่งเศร้า
มิน่าเล่าจึงมักสะท้อนถอน
ถ้าผู้ใหญ่"ใจเล็ก"เหมือนเด็กอ่อน
คงเร่าร้อนน้อยกว่าที่มีอยู่เอย

ความเติบโต
ความเอ๋ยความเติบโต
ถึงม้าโคก็รู้เติบเขยิบได้
อันเติบกายเติบง่ายกว่าเติบใจ
กินเข้าไปก็เติบได้ไม่ต้องกลัว
ส่วนเติบใจเติบยากลำบากนัก
มีแต่มักแฟบไปเพราะใจชั่ว
ปรนแต่กายใจก็ตายไปจากตัว
ไยจะมัวเติบกายขายหน้าเอย

ความหนุ่ม
ความเอ๋ยความหนุ่ม
เหมือนไฟสุมขอนไม้ไม่เห็นแสง
แต่ที่แท้ความร้อนระอุแรง
ถูกศรแผลงคลุ้มคลั่งขังอยู่ใน
ล่วงละเมิดศีลธรรมทำกรรมชั่ว
นั่นจะมัวบ้าตะบึงไปถึงไหน
โอ้ความหนุ่มหนุ่มเช่นนี้ดีอะไร
ต่อเมือใดเย็นซึ้งจึ่งดีเอย

ความสาว
ความเอ๋ยความสาว
เหมือนไฟวาวแวบไหวให้เห็นแสง
คือเฝ้าแต่งไปท่าเดียวทั้งเขียวแดง
ตั้งหน้าแข่งกันจริง ๆ กว่าสิ่งใด
ถึงงามรูปงามทรัพย์และงามวิทย์
ไม่สนิทเหมือนงามธรรมจรรยาได้
หรือธรรมชาติสร้างเพื่อตกแต่งไป
จะหยุดได้ต่อแก่เฒ่าหรือเจ้าเอย

ความคนอง
ความเอ๋ยความคนอง
ถึงในห้องก็กล้าเข้าหาได้
แม้ฝนตกฟ้าร้องให้ก้องไป
ถ้าลงได้คึกคนองไม่ต้องกลัว
เมื่อคิดไปใยคนองแต่ต้องหอ
มัวกก กอ นัวเนียเรื่องเมียผัว
ไยมิลอง"คนองธรรม"บำเพ็ญตัว
ให้หยุดรัวระริกเร้านะเจ้าเอย


ความขวนขวาย
ความเอ๋ยความขวนขวาย
กระทั่งตายมิเห็นหยุดทรุดนั่งนี่
ไหนอยู่ไหนขีดเพียงพอขอดูที
อ้อไม่มีดอกหรือเจ้าเราขอบใจ
บอกตรง ๆ เช่นนี้มีทางช่วย
ให้สดสวยเย็นฉ่ำกว่าน้ำไหล
คือขวนขวายสัจจธรรมที่ล้ำนัย
มาใส่ใจบ้างซิเจ้าไม่เศร้าเอย

ความทะยาน
ความเอ๋ยความทะยาน
มีประจำสันดานไม่หลุดถอน
มันร่านหาสิ่งใหม่สวยตราบม้วยมรณ์
ไม่พักสอนป่วยการร่านเป็นเอง
ยามตายก็เป็นสหายเพื่อนจุติ
เที่ยวร่านริกันใหม่ใจเขย่ง
ชะเง้อหาใหม่เรื่อยไปไม่หมดเพลง

ความกิน
ความเอ๋ยความกิน
เป็นทาสลิ้นดิ้นรนขวนขวายหา
กินแปลก ๆ แผกชนิดคิดขึ้นมา
เพื่อตัณหาหรือเพื่อเนื้อหนังตัว?
ชอบรสแปลกและพร่ำเพรื่อ
"อยู่เพื่อกินมิใช่กินเพื่ออยู่"ดูน่าหัว
ถ้ากินเพื่อใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว
เพียงกายว่องคล่องตัวชั่วไหมเอย?

ความอยู่
ความเอ๋ยความอยู่
เพื่อหราหรูอวดกันกระนั้นซิ
เข้าชมตัวมัวแย้มแก้มแทบปริ
อุตริจริงหนอเจ้าน่าเศร้าใจ
อยู่ในโลกเอาโลกแหละเป็นครู
อยู่เพื่อรู้ความจริงดอกจะบอกให้
ถ้าหลงโลกก็หมุนติดกับโลกไป
จะหยุดได้ต่อเมื่อไรไม่เห็นเอย

ความสุข
ความเอ๋ยความสุข
ใคร ๆ ทุกคนชอบเจ้าเฝ้าวิ่งหา
"แกก็สุขฉันก็สุขทุกเวลา"
แต่ดูหน้าตาแห้งยังแคลงใจ
ถ้าเราเผาตัวตัณหาก็น่า "สุข"
ถ้ามันเผาเราก็ "สุก" หรือเกรียมได้
เขาว่า "สุข สุขเน้ออย่าเห่อไป
มันสุขเย็นหรือสุกไหม้ให้แน่เอย

ความทุกข์โศก
ความเอ๋ยความทุกข์โศก
ของมีอยู่คู่โลกอย่าสงสัย
ยังหลงมัว"ตัวตน"อยู่กลใด
เป็นต้องได้โศกแน่แม้แต่ลอง
ทุกสิ่งสรรพเกิดดับอยู่ตามธรรม
ใจเจ้ากรรมเข้ารับเอาเป็นเจ้าของ
ต้องพลอยเข็ญพลอยทุกข์ทุกทำนอง
แล้วแต่ของของ "ตน"เป็น เช่นไร เอย

ความเจ็บไข้
ความเอ๋ยความเจ็บไข้
มันมีไว้ทุกข์กันเล่นเช่นนั้นหรือ?
อ๋อมิใช่มีไว้เพื่อฝึกปรือ
ให้รีบรื้อความรู้ขึ้นสู่ตน
คืออย่าง่านนาน ๆ ผ่านมาครั้ง
คิดดูมั่งวันสบายมากหลายหน
ถ้ามิชอบแก่เจ็บตายและว่ายวน
จงรีบค้นพระนิพพานอย่าคร้านเอย

ความแก่
ความเอ๋ยความแก่
เป็นเพื่อนแท้ของความตายไม่หน่ายหนี
เมื่อความแก่ล่วงกาลมานานปี
ก็มอบเวนหน้าที่ให้ความตาย
ไม่ยกเว้นใคร ๆ ไม่ลำเอียง
มิให้ใครหลีกเลี่ยงหรือเถียงได้
เพราะฉะนั้นเราท่านทั้งหญิงชาย
รีบทำดีก่อนตายให้มากเอย

ความรู้สึก
ความเอ๋ยความรู้สึก
ได้สำนึกเมื่อใกล้ตายนี่หนอ
เวลาเหลือน้อยกระไรแทบไม่พอ
มัวรีรอเห็นจะแย่แน่ละเรา
ทำอย่างใดใจเย็นแสนจะเย็น
ต้องรีบเฟ้นใส่ตัวไม่มัวเขลา
พบให้ได้ก่อนตายไม่ตายเปล่า
ไม่เกิดเปล่าเปลืองเปล่านะเราเอย

ความตาย
ความเอ๋ยความตาย
สิ้นชื่อหายเพราะไม่มีความดีเหลือ
คือตายเน่าตายหนอนเป็นบ่อนาเบือ
น่าเหม็นเบื่อตายเช่นนี้ดีอะไร
ถ้าตัวตายไว้ลายให้โลกเห็น
ก็เหมือนเป็นอยู่คู่หล้าอย่าสงสัย
ตายแต่เปลือกเยื่อในอยู่คู่โลกไป
เป็นประโยชน์แก่ใคร ๆ ไม่สิ้นเอย

ความเกิดใหม่
ความเอ๋ยความเกิดใหม่
เกิดทำไมกันอีกเล่าเราฉงน
เกิดเพื่อวิ่งแข่งกันใหม่ใช่ไหมคน
ที่ยากจนยิ่งอยากลองเกิดปองรวย
ที่มั่งมีอยากทวียิ่งขึ้นไป
เผลก็ไพล่มาต้นแถวแล้วคิดขวย
ต้องเกิดใหม่ใหลหลงจนงงงวย
"ไม่รู้ด้วย เกิดทำไมไม่คิดเอย"

ความหลง
ความเอ๋ยความหลง
เกิดในกรงตายในกรงไม่ทายได้
ว่าถ้าตนพ้นออกนอกกรงไป
จะสุขศานติ์ ปานใดไม่เคยคิด
"แสงสว่างบังลูกตา"น่าขบขัน
เราติดมันกลับเห็นเป็นมันติด
อันหนอนพริกว่าพริกเย็นไม่เป็นพิษ
ร้อนสักนิดใครว่าร้อนห่อนเชื่อเอย

ความว่ายเวียน
ความเอ๋ยความว่ายเวียน
เพียงแต่เปลี่ยนกายดอกจะบอกให้
ดวงกมลทนระกำอยู่ร่ำไป
เปลี่ยนฉากใหม่เรื่องเก่าเศร้าเช่นเดิม
ความอยากร่าน หาญเหิมเพิ่มทุกชาติ
เหมือนยิ่งสาดน้ำมันใส่ให้ไฟเหิม
เมื่อ"ไฟ"อ่อนหย่อนไป ใส่"ฟืน" เติม
เฝ้าส่งเสริมความใคร่ว่าไป เอย

ความตรัสรู้
ความเอ๋ยความตรัสรู้
หยุดเวียนว่ายคล้ายครูผู้ชี้เช่น
คือรู้ชัดเกิดแก่ตายฝ่าย"ลำเค็ญ"
อวิชชาตัณหาเป็น"ผู้ปลูกทุกข์"
ฆ่าตัณหานายช่างให้วางวาย
อวิชชาดับหายก็ลุสุข
มรรคมีองค์แปดประการ"ทางผ่านทุกข์"
ไปสู่สุขคือฆ่าตัณหาเอย

ความหลุดพ้น
ความเอ๋ยความหลุดพ้น
หลังจากด้นค้นหามามากหลาย
ได้ผ่านด่านพ้นการต้องเกิดตาย
เพิ่งสมหมายได้บัดนี้ดีใจรับ
อวิชชาดับแล้วเห็นตามเป็นจริง
ว่า สรรพสิ่งผูกเราเพราะเราจับ
มากอดรัดด้วยดวงใจไว้กระชับ
เดี๋ยวนี้กลับตรงกันข้ามงามนักเอย

ความหยุดแล่น
ความเอ๋ยความหยุดแล่น
เคยอกแอ่นวิ่งว่ายมิได้หยุด
ในบัดนี้ไม่มีที่ซึ่งอยากหยุด
เพราะใจหลุดจากโลกไม่แล่นตาม
บัดนี้เหยื่อโลกนั้นเป็นหมันเปล่า
สำหรับเราล่อไม่จับไม่วับหวาม
เจ้าแม่เอ๋ยความหยุดได้ไม่มีความ
เกี่ยวเกาะกามนี้เย็นเหลือทุกเมื่อเอย

ความไม่เกิด
ความเอ๋ย ความไม่เกิด
เพราะความรู้ อันประเสริฐ ไม่ใหลหลง
รู้ว่าเกิด มาเพื่อเรียน ให้รู้ตรง-
ที่ไม่หลง ใหลเกิด เตลิดไป
ความเยือกเย็น สูงสุด หยุดอยู่ที่
ความไม่มี เหตุให้ เกิดไปใหม่
ถ้ามีเหตุ ให้เกิด อยู่เพียงใด
ต้องเกิดไป ทนไป ไม่เว้นเอย

พระนิพพาน
พระเอ๋ย พระนิพพาน
คือความผ่าน ไปกระทั่ง ถึงฝั่งฝา
แห่งห้วงน้ำ ความทุกข์ ซึ่งบุกมา
มิรู้ว่า กี่ชาติ อนาถหนัก
เคยเหยียบซ้ำ รอยเก่า ไม่ก้าวไป
บัดนี้ได้ ชำนะทุกข์ สุขใจนัก
แต่นี้ไป แม้ใคร จะชัง รัก
ใครหนอจัก จับเราได้ ไม่เห็นเอย

เชิงอรรถ
ใจเล็ก หมายถึงรู้สันโดษ ข่มตัณหาที่กระพือไม่มีขนาดวัดได้
ตัณหา หรือความทะยานของสัตว์เป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิใหม่
มาต้นแถว คือ กลับทรุดใหม่
ฉากใหม่เรื่องเก่า คือ เกิดมาชาติไร ก็แสดงเรื่อง "ยึดตัวตน" ทุกชาติจนกว่าจะหยุดแสดง
คล้ายครู คือ คล้ายพระพุทธองค์
สุขในที่นี้ หมายถึง พระนิพพาน เป็น อสังขตธรรม จึงว่าลุ ไม่ว่าเกิด เพราะใครทำพระนิพพานให้เกิดขึ้นด้วยการกระทำของตนไม่ได้ พระนิพพานมีอยู่เองก่อนแล้ว






 

Create Date : 24 สิงหาคม 2552    
Last Update : 24 สิงหาคม 2552 11:31:25 น.
Counter : 185 Pageviews.  

ปมเขื่อง จิตวิเคราะห์แบบพุทธ 2

         เมื่อได้วินิจฉัยกันถึงลักษณะของสิ่งที่เรียกกันว่า ปมเขื่องมามากพอที่จะเข้าใจหรือรู้จักสิ่ง ๆ นี้แล้ว เราจะได้พิจารณาพุ่งไปยังตัวสิ่งที่เรียกว่า อาชญากรรม หรืออกุศลกรรมโดยตรง คำว่า อาชญากรรม ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงความผิดทุกอย่างที่สมควรจะได้รับโทษ เนื่องจากการทำผิดต่อสังคม และอกุศลกรรม นั้น หมายถึงการประพฤติผิดต่อตัวเองเป็นใหญ่แต่เพื่อจะให้เร็วเข้า จะรวมกล่าวไปเสียด้วยกันควบคู่กันไป


          ในการผิดศีลห้าประการนั้น เราอาจแยกดูได้ดังต่อไปนี้


          การฆ่าสัตว์ ที่เป็น การฆ่าเพื่อความสนุกมือ ก็คือความต้องการจะเขื่องของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะที่จะรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" "แกไม่มีค่าอะไร" ทำนองเดียวกับลิงจับแมลงได้ก็บี้เล่นฉีกเล่น การฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ก็เพื่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ด้วยการกินผู้อื่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ความเพ่งเล็งแต่ปมเขื่องของตนอย่างเดียว ได้ทำให้ไม่สำนึกถึงความมีตัวตนหรือมีปมเขื่องของผู้อื่น แม้ความอยากหรือความหิว ก็คือปมเขื่องที่กำลังเดือด ในกรณีที่เป็น การฆ่าฟันกันเพื่อชัยชนะในการรบพุ่งหรือต่อสู้นั้นย่อมแสดงชัดอยู่แล้ว ว่าเป็นความต้องการเขื่องของปมเขื่องโดยตรงโดยไม่มีสิ่งใดปน การฆ่าเพื่อป้องกันตัว คือการป้องกันปมเขื่องของตนดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งทางวัตถุ และทางนามธรรมคือป้องกันเกียรติ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวจึงยังคงมีมูลมาจากปมเขื่องอยู่นั่นเอง แม้ที่สุดแต่การฆ่าเพราะถูกบังคับใช้ให้ทำ ก็มีมูลมาจากการป้องกันตัว หรือทำไปเพราะเห็นแก่ตัว การฆ่าเพื่อคนรัก ก็เพื่อให้คนรักคงหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ดังที่กล่าวแล้วในเรื่องกามารมณ์เราจึงเห็นได้ว่า อาชญากรรมคือการฆ่านั้นมาจากความต้องการของปมเขื่องโดยตรง


          การลักขโมย ที่เป็น การลักเพื่อการแก้แค้น นั้น เป็นการต่อสู้ชนิดหนึ่ง เพื่อยกหรือป้องกันปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อต่อสู้หรือป้องกัน การลักเพื่ออาชีพ หรือเป็นอาหารนั้น เพราะความต้องการของปมเขื่องเช่นเดียวกับการฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร การลักเพราะนิสัยสนุก ก็ทำนองเดียวกับการบำเรอปมเขื่องชองตน โดยไม่ต้องนึกถึงใครอื่น การลักเพราะขี้เกียจทำงาน จนกระทั่งความจนบังคับให้ลักนั้น ก็เพื่อเห็นแก่ปมเขื่อง เพราะที่จริงแล้ว ความขี้เกียจนั้นคือการสงวนปมเขื่องของคนเราโดยวิธีอันผิดทาง การลักเพราะถูกบังคับ ก็เพื่อให้สิ่งที่บังคับตน ช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าที่ทำไปเพื่อคนใดคนหนึ่งเหมือนกับการลักขโมยทุกประการ จึงมีมูลรากอันแท้จริงมาจากความต้องการของปมเขื่อง การทุจริตต่อหน้าที่หรืออื่น ๆ ที่เป็นการเบียดบังเอาประโยชน์มาหาตัวโดยไม่ชอบธรรม สงเคราะห์รวมเข้าในการลักทั้งสิ้น


          การประพฤติผิดในกาม แทบทั้งหมด เป็นเพราะความต้องการของปมเขื่อง ในอันที่จะให้ตนได้รับการบำเรอจากสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีขอบเขตจำกัด การประพฤติผิดในกามนี้มิได้หมายเฉพาะเรื่องเพศของผู้ใหญ่อย่างเดียว แม้เด็กเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ ก็ต้องจัดให้มีเท่ากันคือ การล่วงเกินของรักของคนอื่น ด้วยการจับฉวยลูบคลำ เป็นต้น เช่น เด็กคนหนึ่งรักตุ๊กตา หรืออะไรของเขาก็ตามแม้ที่สุดแต่ดินสอ อย่างสุดใจ เด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ล่วงเกินด้วยการจับฉวย เป็นต้นซึ่งทำให้เด็กที่เป็นเจ้าของรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนรู้สึกกันในเมื่อมีใครมาทำชู้ด้วยภรรยาของตน ฉะนั้นในการให้เด็กสมาทานศีลข้อที่สามนี้ แม้จะเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ต้องอธิบายความหมายแก่เขาเช่นนี้ คือ "ไม่ล่วงเกินในของรักของผู้อื่นทุกชนิด" การล่วงล้ำเข้าไปในเขตของรักของผู้อื่น ก็คือความต้องการของปมเขื่องที่ไหลไปเกินขอบเขต หรือไม่มีขอบเขต ในการที่จะแสดงความเขื่องของตน ด้วยการให้ตนได้รับการบำเรอโดยทุกทางส่วน การล่วงเกินเพราะการแก้แค้น หรืออะไรทำนองนั้น ย่อมเป็นเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อความแก้แค้น เป็นต้นดังกล่าวแล้ว นิสัยสันดานเจ้าชู้แต่กำเนิด ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเมาปมเขื่อง ด้วยความสำคัญผิดขนาดเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ความหน้ามืดในทางกามารมณ์ ที่เป็นอันตรายของสังคมอยู่บ่อย ๆ ก็คือความเดือดคลั่งของปมเขื่องในทางที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องหากแต่ว่าในกรณีเช่นนี้ สูงถึงขนาดปราศจากความสำนึก


          การพูดเท็จ นั้นคือการขโมยทางอ้อมด้วยวาจา หรือสิ่งที่ใช้แทนวาจา เช่นหนังสือ หรือท่าทาง เพื่อให้ประโยชน์นั้นตกมาเป็นของตนหรือพวกของตน ผิดจากนี้ไม่เป็นการพูดเท็จแม้ว่าจะพูดไม่เป็นจริง แม้ในกรณีที่พูดเท็จเพื่อล้างผลาญคู่ต่อสู้นั่นก็เพื่อให้ความฉิบหายของคู่ต่อสู้นั้น เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนคือตนได้ชัยชนะโดยง่ายหรือโดยเร็วและตนหมดศัตรู ซึ่งนับว่าตนได้รับประโยชน์มากมาย ฉะนั้นการพูดเท็จจึงคือความต้องการของปมเขื่องโดยตรง ในการที่จะได้เขื่องเพราะเอาของผู้อื่นมาเพิ่มให้แก่ตน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม การเล่านิทานโกหกก็เพื่อให้ตนได้เขื่องในทางนั้น จนใคร ๆ สู้ไม่ได้ อาชญากรรมคือการพูดเท็จ จึงมีมูลมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะโดยตรงอีกเหมือนกัน


          การพูดคำหยาบ คือการแทงหรือยิงด้วยปาก ทุกกรณีมีมูลมาจากโทสะ การกล่าวคำหยาบหรือคำด่านั้นคือ "พิษ" ที่ปมเขื่องพ่นออกมา มันพ่นออกมาเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนนั่นเอง ในบางกรณีก็ใช้ท่าทางแทนปาก แต่มูลเหตุก็เป็นอย่างเดียวกัน ในกรณีที่เป็นการรับใช้หรือรับจ้างด่า ก็เพราะจะเอาค่าจ้างมาเลี้ยงปมเขื่องของตัวหรือเห็นเป็นเกียรติ


          การพูดส่อเสียด หรือการยุให้คนแตกสามัคคีกัน ย่อมหวังผลเช่นเดียวกับการพูดเท็จ แม้เป็นเพราะนิสัยสนุกก็ไม่พ้นจากการที่จะมีมูลมาจากการที่รู้สึกว่า คนอื่นพากันทรุดด้วยลงเท่าใด ตนก็จะเด่นขึ้นเพียงนั้น ทั้งหมดนั้นคือความเขื่องของตน


          การพูดเพ้อเจ้อ จนเขาพากันรำคาญ หรือแม้ที่สุดแต่คนเขาชอบฟัง นี้ก็เพื่ออวดเก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเป็นความเขื่องที่ล้นไหลออกมาภายนอก โดยไร้เครื่องควบคุมด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง และเราเรียกกันว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง


          การดื่มน้ำเมา เป็นการกระตุ้นความเขื่องโดยใช้วัตถุเป็นเครื่องช่วยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อผลคือ ความรู้สึกว่าตัว "เขื่อง" อย่างเดียว จนกระทั่งเสพติด คือติดในความรู้สึก "เขื่อง" นั่นเอง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการยกปมด้อยของบุคคลที่หมดความสามารถจะยกขึ้นโดยทางอื่น ความเมาคือความรู้สึกว่า "เขื่อง" เมื่อ "เขื่อง" แล้วก็อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองต่าง ๆ จนเป็นอาชญากรรมสองซ้อน


          การเที่ยวกลางคืน คือความดิ้นรน หรือความเคยตัว ในการที่จะทำอะไรตามใจตัวของปมเขื่อง ในด้านกามารมณ์ เป็นทางมาแห่งความผิดสองซ้อน เนื่องจากกลางคืนเป็นเวลาว่า ที่ผู้มีความต้องการตรงกันจะออกแสวงหาโอกาสให้ความเขื่องของตนได้รับการบำเรอ ตลาดนัดพบก็ติดขึ้นเองโดยปราศจากการจัด ปมเขื่องมีอำนาจบันดาลความเป็นไปทางกามารมณ์ การเที่ยวกลางคืนเป็นเพียงอุปกรณ์ของกามารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงเป็นไปเพื่อปมเขื่อง หรือความเห็นแก่ตนเช่นเดียวกับการแสวงอย่างอื่น ๆ


          การดูมหรสพ เป็นการทำให้ปมเขื่องได้รับ "รส" แห่งการกระตุ้นชนิดหนึ่ง ทำนองเดียวกับของมึนเมาเสพติดแม้ว่าจะเป็นมหรสพชวนโศก ก็ทำให้เกิด "การไหว" ทางใจ แก่ใจ เช่นเดียวกับเรื่องยั่วยวน ปมเขื่องต้องการให้มีอะไรไปทำให้ "ไหว" อยู่เสมอในทำนองเป็นการบำเรอขับกล่อม เรื่องของมหรสพ จึงเป็นเรื่องของปมเขื่องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นมหรสพชนิดไหน มหรสพที่เป็นการศึกษานั้นแม้จะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้น ก็ไม่วายที่จะเป็นการ "ขับกล่อม" บางชนิด ให้แก่ปมเขื่องอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่ไม่อยากเป็นทาสของผีที่มองไม่เห็นตัวควรจะได้รับการอบรมให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ตามควร


          การเล่นการพนัน เป็นของที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสิ่งเร้า "ความไหว" หรืออาเวคของจิต ยิ่งกว่าที่สิ่งอื่นใดจะทำให้ได้ในเวลาหรือการลงทุนที่เท่ากัน เมื่อการพนันกำลังดำเนินอยู่ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ ได้หรือเสีย ย่อมกระตุ้นความไหวของจิตถึงขีดสุด ทำนองเดียวกับกามารมณ์ แต่ว่ายืดยาวไม่รู้สร่างยิ่งกว่ากามารมณ์ และอาจทำซ้ำ ๆ ได้ถี่และเร็วกว่ากามารมณ์ เพราะไม่ต้องเนื่องด้วยอวัยวะซึ่งมีสมรรถภาพจำกัด ผู้ที่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลไว้ในครอบครอง ก่อนถึงวันออก ย่อมได้รับ "รส" ของการเร้าใจให้ไหวอย่างยิ่งเรื่อย ๆ ไปทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าจะถึงวันออกฉลาก บางคนก็ไม่สนใจที่จะตรวจสอบจริงจังด้วยซ้ำไป เพราะได้รับรสของการเร้านั้นเพียงพอเสียแล้ว แต่แล้วก็ยินดีเพื่อจะซื้อใหม่อีก ครั้นถึงระยะที่การพนันนั้นแพ้ชนะเด็ดขาดกันไปแล้ว ในทันใดนั้นเอง ถ้าโอกาสอำนวย ก็จะเริ่มการพนันรอบต่อไปอีกด้วยความรู้สึกที่ร้อนแรงกว่า ดูคล้ายกับว่าเพื่อผลเป็นเงินเป็นทองที่ตนจะชนะและได้มา แต่ที่แท้นั้นเป็นด้วยอำนาจบันดาลของความต้องการของปมเขื่อง ที่จะต้องได้รับการกระตุ้นหรือการเร้าที่สูงกว่า มิฉะนั้นมันจะตกวูบลงไปถึงขนาดที่ทนไม่ได้ ซึ่งบันดาลอยู่ภายใต้ คนจึงถูกสิงด้วยผีการพนันซึ่งที่แท้คือผีของปมเขื่องโดยตรง เมื่อปมเขื่องได้รับการขับกล่อมด้วยการไหวกรืออาเวคที่สูงถึงขนาดนี้เสียแล้ว ต่อไปก็เป็นการยากที่จะเป็นปรกติหรือจะทนอยู่ได้ด้วยการขับกล่อมที่ต่ำกว่านั้น คือไม่ทำให้เกิดการไหวได้เท่านั้น คนจึงตกหลุมแห่งการพนัน คือความที่ปมเขื่องมีความเสพติดด้วยการขับกล่อมที่มีความโอชาถึงขนาดนั้นนั่นเอง ผีการพนันที่แท้ จึงมิใช่เพื่อผล คือเงินทองที่จะชนะและได้มาโดยตรง แต่เพื่อผลคือปมเขื่องได้รับ "การขับกล่อม" หรือกระตุ้นอย่างรุนแรง ดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าไม่มีเสน่ห์อันเร้นลับอันนี้ ผีการพนันก็จะต้องตายหมดไปจากโลกคือคนเกิดรู้สึกว่าการร่ำรวยด้วยการพนันนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และพากันควบคุมตัวเองได้ เพราะไม่ถูกมนต์ของผีแห่งการพนันกล่าวคือ "การขับกล่อม" ชนิดที่มีเสน่ห์ร้อนแรงไม่แพ้กามารมณ์นั่นเลย เราต้องนึกซ้ำ ๆ กันลืมอีกครั้งหนึ่งว่า กามารมณ์กับการพนันนั้นทำอาเวคอย่างรุนแรงให้แก่จิตใจได้ไม่แพ้กัน และการพนันยังแถมเก่งกว่า ตรงที่ทำให้ได้ติดต่อกันไปยืดยาวซ้ำซาก เพราะไม่ต้องพึ่งพาอวัยวะบางอย่างที่มีสมรรถภาพจำกัดดังที่กล่าวแล้ว การพนันจึงมีอยู่ในโลกได้ เพราะสามารถหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอย่างรุนแรงดังกล่าวแล้วนั่นเอง


          การคบคนชั่วเป็นมิตร นั้น ดูคล้ายกับว่าไม่เป็นความชั่วร้ายแรงจนถึงกับเป็นอาชญากรรมอันใด แต่ทางศาสนาถือว่าเป็นอบายมุขด้วย เพราะเหตุว่ามีผลร้ายทางจิตใจไม่แพ้ความชั่วอย่างอื่น ๆ และเป็นทางมาแห่งความชั่วอย่างอื่นทุกประการ คำว่า คนชั่ว ย่อมหมายถึงผู้ที่มีความประพฤติอันอาจสรุปได้ว่า "ผู้ที่เอาแต่การหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนเป็นสรณะ" โดยไม่มีการคำนึงถึงสิ่งใดว่าจะเป็นอย่างไร เอาแต่ให้ได้รสของการที่ปมเขื่องของตนได้รับการบำเรอทันใจ ก็ประเสริฐแล้ว การเข้าไปในดงของคนชั่วก็คือการเข้าไปในดงของสิ่ง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่องโดยไม่ต้องสำนึกถึงสิ่งใด ผู้เข้าไปจึงตกหลุมได้ง่าย เนื่องจากมีทั้งคนและสิ่งที่จะคอยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนอย่างไม่มีขีดคั่นนั่นเอง คนดีที่จะพลัดลงไปได้ ก็เนื่องจากทางนี้หาสิ่งที่หล่อเลี้ยงปมเขื่องของตน อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ไม่ทันอกทันใจ หรือเผลอสติเพราะกลุ้มใจ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนแต่ปราศจากความอดทน และพวกคนชั่วทั้งหลายก็ล้วนแต่เตรียมที่จะหน่วงเอาคนดีลงไปเป็นพรรคพวก หรือเป็นกำลังของตน และคอยเอาอกเอาใจอยู่เสมอทุกโอกาส คนจึงติดแหล่งของคนชั่วได้ เพราะที่นั่นเตรียมพร้อมที่จะหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอยู่ทุกขณะอย่างไม่มีขอบขีด คนชั่วมีเสน่ห์คือการหล่อเลี้ยงปมเขื่อง ซึ่งตรงกับความต้องการของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ซึ่งทุก ๆ คนมีและยากที่จะควบคุม ความเป็นพาลเกเรจึงมีอยู่ในโลกเนื่องจากเสน่ห์ของปีศาจแห่งปมเขื่องข้อนี้


          การเกียจคร้านทำการงาน คือการที่เอาแต่จะให้ปมเขื่องได้รับการหล่อเลี้ยง โดยไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยยากเป็นการแลกเปลี่ยนรสชาติอันนี้ยิ่งกว่ายาฝิ่น เมื่อใครเสพติดแล้วอาจเข้มแข็งพอที่จะอดทนต่อความขาดแคลนทุกประการ เอาแต่ให้ "ความเขื่อง" ของตนถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วย "การไม่ต้องทำอะไรที่เหน็ดเหนื่อย" สิ่งที่ไม่เคยทนได้จะกลายเป็นทนได้ความสยบอยู่ในรสของความที่ "เขื่องอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไร" จะรุนแรงขนาดทนตากฝนได้ เพราะหลังคาโปร่งหมด หรืออะไรทำนองนั้น มีข้อที่จะต้องสังเกตในเรื่องนี้ก็คือว่า คนขี้เกียจเหล่านั้นมิได้เป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรือหมดความถือตัวหรือความเห็นแก่ตัวอะไรเลยก็หามิได้ แต่ปมเขื่องนั้น ไปเขื่องอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของมันเอง คือไม่ยอมเสียอิสรภาพในการที่ต้องไปทนทำอะไรเพื่อแลกเอาความเขื่องชนิดที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมา คนขี้เกียจจึงมีความเขื่องหรือกำลังใจพอที่จะประกอบอาชญากรรมทุกชนิด และทุกเมื่อ ตามแบบของความเขื่องชนิดนี้ และความขี้เกียจซึ่งเป็นปมเขื่องที่ไป "เบ่งตัวพองอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง" นั้นเอง ก็เป็นอาชญากรรมอยู่ในตัวเอง เพราะเป็นพืชแห่งการทำลาย ดุจเชื้อโรคที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ เช่น วัณโรค เป็นต้น ชนิดหนึ่ง และอาจเป็นอาชญากรรมสองซ้อน คือเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมอื่นได้ทั่วไป เพราะ "ความติดฝิ่น" อันนั้น


          การตีรันฟันแทง ในที่สุดนี้เราก็ข้ามมาถึงการตีรันฟันแทง ซึ่งเป็นที่สรุปของอาการแห่งอาชญากรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวเรื่องราวบางอย่าง แทรกลงในตอนนี้สักเล็กน้อย เนื่องจากข้าพเจ้าได้พิจารณาเห็นอย่างชัดเจนจนพอใจที่จะกล่าวว่า ปมเขื่องอีกนั่นเองเป็นมูลเหตันแท้จริงของการตีรันฟันแทง ในเมื่อข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวดูงานชุมนุมชน อันถือว่าเป็นที่ ๆ จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมตีรันฟันแทงเป็นประจำแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะได้นำเรื่องที่ไปเห็นนั้น มาเล่าไว้ในที่นี้สักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจได้ชัดเจนและโดยง่ายแก่ท่านผู้อื่น และทั้งเรื่องที่เห็นมานี้ ยังแสดงเกี่ยวไปถึงความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณีที่วางไว้เหมาะสม ว่าสามารถเป็นเครื่องป้องกันภัย อันเกิดจากสัญชาตญาณแห่งการรักษาปมเขื่อง ของชุมนุมชนตามชนบท ที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนี้ได้อย่างดีเลิศเพียงใดด้วย ในสมัยที่เด็กหนุ่ม ๆ ยังเชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่ (คือสมัยที่ล่วงมาแล้ว) นั้น อำนาจการปราบปมเขื่องของคนหนุ่ม ที่เราได้จากขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าอำนาจการปราบของกฎหมาย อย่างที่จะนำมาเปรียบกันไม่ได้เลย แต่ถึงแม้ในสมัยที่การดื่มสุราเป็นโรคระบาด เพราะรัฐบาลเป็นผู้ต้องการเร่งปริมาณการผลิตเสียเองนี้ อำนาจของขนบธรรมเนียมประเพณีที่กล่าวนี้ ก็ยังเป็นเครื่องกำราบพิษสงของการแสดงออกซึ่งปมเขื่อง อันมีสุราเป็นเครื่องหนุนส่งของคนหนุ่ม ทั้งที่ไร้การศึกษาไม่เพียงพอได้ไม่น้อยอยู่นั่นเอง


          ชุมนุมชนที่ถือกันว่า จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมแห่งการตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาที่ว่านี้ก็คือ รอบอ่าวบ้านดอนในฤดูออกพรรษา ตามแม่น้ำลำคลองในขณะที่มีการแห่พระทางน้ำ และโดยเฉพาะที่ข้าพเจ้าไปดูมาด้วยตนเองนี้ ก็ที่บริเวณก้นอ่าวในเขตของไชยา ตอนที่ห่างไกลการศึกษากว่าตอนอื่นอยู่ตอนหนึ่ง ในปีนี้เองข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่า ทุกคราวและทุกแห่งที่มีการสนุกสนานทางน้ำเช่นนี้ จะต้องมีการทะเลาะวิวาทชกต่อยตีรันฟันแทง จนกลายเป็นของธรรมดาไป ถึงกับเกิดเป็นคำพังเพยประจำถิ่นนั้น ๆ ในคราวเช่นนั้นว่า "ไม่ตีกันก็กร่อย ไม่สนุก" เมื่อยังไม่มีโอกาสไปเห็นด้วยตนเอง ก็ได้แต่นึกประหลาดใจอยู่ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทั้งที่งานเช่นนั้นเป็นงานของพวกพุทธบริษัท และเกี่ยวกับศาสนาโดยตรง ครั้นได้ไปดูด้วยตนเองเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีอะไรหลายอย่างที่สะดุดตาสะดุดใจเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและแปลกดี ประชาชนในถิ่นรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน โดยเฉพาะที่ไชยา แม้จะเป็นเลือดนักมวยมาแต่โบราณกาล ก็ยังรักประเพณีดึกดำบรรพ์อันนี้ของตนทั้งด้วยอำนาจศรัทธาในทางบุญกุศล และอำนาจการรักความสนุกสนานในทางน้ำ ซึ่งมีทั้งการแสดงฝีมือทางเรือใบเรือพายและการดื่มการกิน การเกี้ยวพาราสีและอื่น ๆ ทั้งที่ในย่านนี้มิใช่เป็นย่านชุมนุมหนาแน่น และมิใช่ศูนย์กลางของจังหวัดหรืออำเภอ ก็ยังมีเรือชนิดแจวพายตั้ง ๓-๔ ร้อยลำ เรือใบ ๒๐-๓๐ ลำ มีคนไปร่วมด้วยจำนวน ๓-๔ พัน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิง มีคนหนุ่มที่ถือเอาสุราเป็นสรณะนับจำนวนร้อย มีภิกษุสามเณรที่ประจำอยู่บนเรือที่ทรงพระพุทธรูป และเขานิมนต์ไปฉันอาหารตามประเพณีรวมกันหลายสิบรูป ทำให้ทะเลตอนก้นอ่าวนั้นดูระยับตาไปหมด ด้วยสีสรรต่าง ๆ กันและมีเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ สังเกตดูแล้ว รู้สึกว่ามีส่วนที่เป็นผลดีในด้านศิลปะ วัฒนะธรรม สุขภาพอนามัยและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่ที่ข้าพเจ้าสนใจจะศึกษาและนำมาวินิจฉัยในที่นี้นั้น คือเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทง จนได้ชื่อว่าเป็นของต้องมีประจำนั้นต่างหาก เพราะถ้าการชกต่อยตีรันฟันแทง มิได้เป็นประจำในงานของศาสนาเช่นนี้แล้ว ทำไมจะมีในงานอื่น ๆ อันไม่เกี่ยวกับศาสนาไม่ได้เล่า และอะไรเล่าที่เป็นมูลเหตุอันแท้จริงของความชั่วประเภทนี้ที่เราจะต้องหาทางแก้ไขกันในทางจิตใจ


          การตีรันฟันแทงนั้น โดยธรรมชาติเป็นการแสดงออกวิธีหนึ่ง หรืออย่างหนึ่งของปมเขื่องที่มีประจำเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ ดังที่เราทราบมาจากตอนต้น ๆ ของเรื่องนี้แล้ว ว่าถ้าขาดสัญชาตญาณอันนี้เสียแล้ว ชีวิตตามธรรมดาจะก้าวหน้าไปไม่ได้ หรือโลกจะวิวัฒน์ไปไม่ได้ เมื่อปมเขื่องของคนหนุ่ม ๆ ที่การศึกษาไม่เพียงพอเหล่านั้นแสดงออกไปทางอื่นไม่ได้ ก็ต้องแสดงออกมาทางชกต่อยตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาในเมื่อโอกาสอำนวย ยิ่งเมื่อมีอำนาจของสุราเข้าสนับสนุนด้วยแล้ว การแสดงออกของปมเขื่องนั้น ก็จะเลยขอบเขตได้ง่ายยิ่งขึ้นต่อไปอีก การที่จะระงับการแสดงออกชนิดนี้ของปมเขื่อง ในกรณีอย่างนี้ โดยการป้องกันการดื่มสุราเสียนั้น ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลเองเป็นผู้ประสงค์จะเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเอง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ถึงแม้จะป้องกันการดื่มสุราได้ ก็มิใช่ว่าจะระงับการแสดงออกของปมเขื่องโดยวิธีอันผิดทางของคนหนุ่ม ๆ ในเขตที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนั้นได้ก็หาไม่ คืออำนาจของความรู้สึกที่ต้องการจะแสดงปมเขื่องของตนออกมา หรือรักษาปมเขื่องของตนไว้ให้ได้ตามความคิดของตนเท่านั้น แต่ถ้าหากมีธรรมะ หรือมีอะไรก็ตามที่อาจจะบรรเทาอวิชชาแห่งการรักษาปมเขื่อง หรือการแสดงออกซึ่งปมเขื่องให้เบาบางไปหรือหมดไปได้แล้ว สุราก็จะพลอยเป็นหมันไปเอง


          เราจะต้องช่วยกันหาวิธีควบคุมสัญชาตญาณแห่งการปรารภนาจะแสดงปมเขื่อง ให้อยู่ในอำนาจหรือในขอบเขตที่ควรทำเท่าที่จะทำได้ และเราจะลองวินิจฉัยในตัวอย่างที่เล่ามานี้ดู คนหนุ่ม ๆ ๒๐-๓๐ คนเมาสุราแล้วทะเลาะวิวาทกันในวันนั้นเป็นกลุ่มใหญ่ ในระยะห่างขนาดที่จะมองเห็นได้และได้ยินเสียงไปจากศาลาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ทะเลาะกันตั้งชั่วโมงใช้ไม้พายเป็นอาวุธ แต่แล้วไม่ปรากฏว่ามีใครศีรษะแตก มีบ้างเพียงหัวโน คนไหนอาละวาดรุนแรงเกินไป ก็มีเพื่อน ๆ หรือญาติ ๆ จับตัวกดลงไปในท้องเรือพาแยกไปส่งบ้าน ข้าพเจ้าได้เป็นแม้หญิงที่สูงอายุทำหน้าที่เช่นนี้ โดยจับคนหนุ่มที่ไม่ทราบว่าเป็นลูกหรือหลาน ลากจากในน้ำขึ้นขนเรือ กดไว้แน่นกับพื้นเรือแล้วบังคับคนที่แจวให้แจวกลับบ้าน ข้าพเจ้ายังได้ยินด้วยตนเอง ที่คนสูงอายุชั้นอุบาสกพูดว่า "ช่างหัวมันเถิด ริบเอามีดมาเสียก็แล้วกัน" แล้วมีก็ถูกริบเอามาจริง ๆ หลายเล่มมาอยู่กับคนแก่ ๆ บนศาลา คนเหล่านี้นั่งคุยกับข้าพเจ้าฟัง ในขณะที่ทางในน้ำวิวาทกันจนเรือล่มไปตาม ๆ กัน ที่กลัวก็ร้องวิ๊ดว๊าดกันไป แต่ข้าพเจ้ายังได้ยินเองได้เห็นเองอีก ที่ผู้หญิงอีกจำพวกหนึ่งที่อายุยังเยาว์ ๆ แต่จะมีเหย้าเรือนแล้วหรือยังไม่ทราบ ได้ตบมือและร้องว่า "เอา อ้ายตู๊ดเอา ๆ ๆ (ประโยค ๆ นี้ เป็นประโยคสำหรับใช้พูด เมื่อยุสุนัขให้กัดคนหรือสัตว์ประจำถิ่นนี้) อยู่ดังลั่น ยิ่งเมื่อมีใครกำลังวิ่งลุยน้ำเข้าไปยังกลุ่มที่กำลังวิวาท เพื่อช่วยสมทบพวกตัวก็ยิ่งได้ยินประโยคนี้ดังแจ้วขึ้นมา อีกพวกที่คอยช่วยป้องกันไม่ให้ทำอันตรายกันได้ถึงเลือดตกยางออกก็มีอยู่ไม่น้อย คู่วิวาทเองก็ยังมีสติหรือความรู้สึกรับผิดชอบอยู่บ้าง ในการที่จะไม่เป็นผู้ทำลงไปก่อนอย่างรุนแรง พวกที่เป็นเพื่อนหรือญาติก็คอยหน่วงเหนี่ยวขัดขวางด้วยวิธีต่าง ๆ กระทั่งด้วยวิธีตีน้ำให้เข้าตาคู่วิวาทจนพายหัก การวิวาทจริง ๆ ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเล่นละคร ยุติไปเองในเมื่อเวลาผ่านไปจนเสียงแห้งพูดไม่ได้ยินเลย เหนื่อยหอบและหนาวสั่นกันไปทุกคน และในที่สุดสร่างเมา ในบางปีที่ปรากฏว่ามีเลือดตกยางออกกันบ้าง ก็เชื่อว่ามีส่วนแห่งความพลาดพลั้งในการยั้งมือ หรือการขว้างปาจากที่ไกล มากกว่าเจตนาอันแท้จริง ผลที่แน่นอนก็คือพายชำรุดหมด ปากเรือบิ่น ของหายจมน้ำเมื่อเรือล่ม แต่คนไม่เป็นไร


          ในการถามหามูลเหตุ มีหลายคนที่เชื่อโชคลาง เขาอธิบายแก่ข้าพเจ้าว่า เพราะผีหรือเทวดา เจ้าที่ เจ้าทะเลชอบอย่างนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีประจำ ไม่ต้องไปนึกถึง ไม่ต้องคิดหาทางแก้ให้ป่วยการ บางคนเป็นเอามากถึงกับเชื่อว่า แม้พระพุทธรูปในเรือที่นำออกแห่ก็ชอบการตีรันฟันแทงเช่นนั้น นี้พวกหนึ่งฟังดูแล้วขันดี


          แต่ถ้ายกเอาเรื่องของผีสางที่มองไม่เห็นตัวออกไปเสียแล้วเราจะพบว่า เป็นเพราะอำนาจแห่งสัญชาตญาณของสัตว์ ในการที่หล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตัว ด้วยการแสดงออกมาในที่ชุมนุมคนมาก ๆ มากกว่า เพราะเมื่อสอบถามดูอย่างถี่ถ้วนกระทั่งจากเจ้าตัวที่เป็นคู่ทะเลาะวิวาทเอง ก็ปรากฏว่าคนหนุ่ม ๆ เล่านั้น หามีเรื่องราวขุ่นข้องหมองใจอะไรต่อกันมากมาย จนถึงกับต้องฆ่าฟันกันไม่ แต่เป็นเพราะดื่มสุราเข้าไปบ้าง แล้วตึกสนุกคันมือคันปากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง จริงอยู่ แม้จะมีธรรมเนียมของคนหนุ่ม ๆ เหล่านี้ ที่ยังรักที่จะอวดอ้างตัวเป็นสุภาพบุรุษอยู่เหมือนกัน เมื่อเกิดโกรธกันในฤดูทำนาหรืออื่น ๆ ก็ร้องท้าฝากกันไว้ก่อนว่า "รอไว้พบกันที่ปากน้ำวันแห่พระออกพรรษา" หรือที่มีเลือดนักมายมากกว่านั้น ก็ท้ากันได้สูงขึ้นไปอีกว่า "ไว้พบกันบนเวทีมวยประจำปีที่วัดพระธาตุ" ดังนี้เป็นต้นก็ดี เรื่องก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดว่า คู่วิวาทท้าทายนั่นหาได้เปิดฉากกันจริง ๆ ไม่ กลายเป็นคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยท้าทายอะไรกันไว้เลย มีน้อยรายที่เปิดฉากกันจริง ๆ ดังที่ท้ากันไว้ แต่ก็มิได้ทำอะไรแก่กันมากกว่าคู่ที่ทำเพราะคนองปมเขื่องของตัว ส่วนมากก็คือคนหนุ่ม ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่มีนิสัยชอบแสดง "ความเขื่อง" ตามอำนาจแห่งสัญชาตญาณเท่านั้น ที่ไม่เมาก็แกล้งทำให้เมา หรือให้เมามากขึ้น เพื่อจะได้พูดจาหรือวางท่าที "เขื่อง" ได้มาก ๆ ส่วนมากดื่มน้ำเมามาด้วยความประสงค์แต่เพียงว่าอย่าให้หน้าตาดู "ซีด" หรือ"จ๋อง" (ตามภาษาของเขา) เกินไป เผื่อจะพบคู่อาฆาตเข้า จึงเตรียมบำรุงจากบ้าน และเติมมาเรื่อย ๆ ตลอดทางที่นั่งเรือมา เพื่อให้มีความเขื่องไว้เผชิญหน้าศัตรูและก็มีอยู่ไม่น้อยที่ดื่มเพราความสนุกสนาน หรือความครึ้มใจอยู่ภายในของตนคนเดียว บางพวกดื่มด้วยเหตุผลของเขาเอง ว่าเป็นการสมควรแล้วที่คนหนุ่มจะต้องดื่มสุราในคราวที่จะหาความสนุกสนาน เพราะเพื่อน ๆ กันทำเช่นนั้น ทุกคนเคยเล่าเรียนรู้มาว่าศีลขาดเพราะดื่มสุรา แต่วันนี้ต้องยอมให้ศีลขาดเพื่อ "ความผึ่งผาย" ในวันนี้ ค่อยรักษาศีลแก้ตัวกันวันอื่น ปมเขื่องจนถึงขนาดเป็นความบ้าชนิดหนึ่ง บรรยากาศในที่นั่นในวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความเขื่องชนิดผีสิง และผลก็คือ คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้น ได้ระบายความเขื่องของตนที่คับอกมานานแล้ว ออกไปจนเป็นที่พอใจทุก ๆ คน นี่คือพิษสงของปมเขื่อง ของหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอ


          เราจะมองเห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า ในหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอนั้น ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความเชื่อในทางศาสนา เพราะว่าความมีใจเป็นนักกีฬาที่เหลืออยู่บ้างในขณะที่ทะเลาะวิวาทกันนั้น ก็เป็นผลเนื่องมาจากขนบธรรมเนียมที่ดี ที่อบรมเคยชินกันมาหลายชั่วบรรพบุรุษ ติดอยู่ในสันดานจนยากที่จะหมดไปได้ง่าย ๆ ด้วยการแทรกแซงของอารยธรรมแผนใหม่เช่น สุรา เป็นต้น คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้นจึงยังมีความยับยั้งชั่งใจได้มากแม้ในขณะที่เมาสุรา ยังเคารพคนแก่ ยอมให้คนแก่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ริบมีดหรือของมีคมมาเก็บไว้เสีย เป็นต้น ความเชื่อมั่นในทางศาสนายังมีเหลือ ถึงกับพยายามจะไม่ให้ประเจิดประเจ้อต่อหน้าภิกษุสามเณร เท่าที่จะหลีกเลี่ยงได้ มิฉะนั้นแล้วการตีรันฟันแทง จะเป็นไปรุนแรง โดยไม่มีอะไรเป็นเครื่องยับยั้งเสียเลย อีกประการหนึ่งซึ่งน่าสังเกตก็คือว่าปมเขื่องนั่นเอง มีลักษณะเป็นมีสองคม คือให้ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่คนเหล่านี้ทำอะไรลงไปก็เพราะต้องการจะเขื่อง มีความต้องการเขื่องเป็นทุนอยู่เสมอ จึงยังมีความรู้สึกกลัวความเสื่อมเสียได้อยู่ไม่น้อยจึงไม่ฆ่าฟันกันเหมือนคู่อาฆาตบาดหมางอันแท้จริง เพราะตนเองไม่มีความอาฆาตอะไรกันมาก่อน ที่ทำไปนั้นเป็นเพียงกำลังของสัญชาตญาณ ที่ต้องการแสดงความเขื่องล้วน ๆ


          ชุมนุมคนมาก ๆ เป็นเวทีที่ยั่วให้มนุษย์ให้แสดงปมเขื่องอย่างใดอย่างหนึ่งของตนออกมา เมื่อคนไม่เมายังกล้าไม่พอ คนเมาก็ตะครุบชิงเอาโอกาสไปเสียก่อน เพราะอำนาจของสุราหนุนปมเขื่องของเขา ให้ล้นปรี่อยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อคนเมาไม่มีอะไรที่จะเขื่องในทางที่ดีงามได้ ก็เขื่องไปตามประสาของคนเมา เพราะถึงแม้คนไม่เมาที่ไม่มีอะไรจะเขื่อง ก็ต้องเขื่องทางนี้อยู่เหมือนกันแล้ว ชุมนุมชนมาก ๆ เลยกลายเป็นที่ระเบิดออกของคนที่เมาปมเขื่องเป็นธรรมดาไป ยิ่งเมื่อเพศตรงข้ามมาปรากฏอยู่ด้วยจำนวนมากแล้ว ความเมาในปมเขื่องนั้นก็รุนแรงหนักเข้า จนการชกต่อยตีรันฟันแทงนั้นกลายเป็นของเล็กน้อย ไม่มีความหมายไปเลยทีเดียว คนเมาบางคนพยายามเก็บซ่อนความเมาของตัวอย่างน่าขบขัน เข้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อขอโอกาสว่าอะไรให้ข้าพเจ้าฟัง ในเมื่อคนเมานอกนั้นหลบซ่อนไม่อยากให้พบเห็น นี่ก็เป็นเพราะอำนาจของปมเขื่องอีกทางหนึ่ง คือทางที่อยากจะแสดงความเป็นปราชญ์ แทนการเป็นนักเลงโต ที่ผลักดันให้เขากล้ามาเข้าหน้ากับข้าพเจ้าซึ่งเมื่อเขาไม่เมาขนาดนี้ เขาไม่กล้าเข้ามาเลย และทั้งเขารู้สึกว่าความสามารถที่เขาจะแสดงนั้น จะไม่ทำความพอใจให้แก่ข้าพเจ้าได้ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า สถานที่หรือโอกาสที่จะแสดงความเขื่องอะไร ๆ ออกมาได้นั้น เป็นเสน่ห์อย่างยิ่งแก่มนุษย์ผู้ที่กำลังเมาปมเขื่องของตน เสน่ห์นั้นนั่นเองเป็นต้นตอหรือทางมาแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทนี้ ซึ่งมีทั่วไปทุกหัวระแหง


          ยังมีที่แปลกออกไปอีก โดยได้ยินว่าคนเมาคนเดียวกันนี้ขึ้นมาคอยหาโอกาสที่จะพบข้าพเจ้าอยู่นานแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังมาไม่ถึงที่นั่น เขาเซไปถูกสำรับกับข้าว ทำให้เจ้าของบันดาลโทสะทำอันตรายเอาเสียคราวหนึ่งแล้ว โดยเห็นเป็นการรุกล้ำหรือลูบคมกันเกินไป และไม่ยอมให้อภัยว่าเป็นคนเมา นี่ก็เหมือนกันคือเป็นผลแห่งการทะเยอทะยานจะแสดงปมเขื่องของตัว จนเป็นมูลเหตุแห่งความโกลาหล ถึงแม้เจ้าของสำรับหรือเจ้าภาพผู้จัดการก็เป็นอย่างเดียวกัน มีปมเขื่องเนื่องด้วยการกุศล ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด จึงบันดาลโทสะได้ง่ายด้วยปมเขื่องอันนั้นเองแม้จะมีเจตนาเป็นกุศล แต่ถ้าเป็นเรื่องของปมเขื่องแล้ว ยิ่งศรัทธามากก็ยิ่งบันดาลโทสะแรงมาก เพราะมิได้อิงอาศัยปัญญาซึ่งมีธรรมชาติรำงับปมเขื่อง แต่อาศัยความต้องการอันแรงกล้าของปมเขื่องเสียเอง ทายกทั้งหลายควรจะสำนึกถึงความจริงข้อนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะสามารถทำให้การกุศลของตนเป็นไปด้วยดี คือเป็นกุศลชนิดแท้จริง ที่สามารถขูดเกลาปมเขื่องให้เบาบางลงไปจนหมดสิ้น ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนา


          สรุปความเฉพาะข้อนี้ว่า ชุมนุมชนยิ่งมากยิ่งยั่วการแสดงออกของปมเขื่องของคนเมา มากจนกระทั่งแสดงสิ่งที่ไม่สมควรแสดงออกมา เพราะไม่มีอะไรที่ดีกว่านั้นจะแสดง และข้อนี้เองเป็นมูลเหตุแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทธรรมดา นอกจากอำนาจกฎหมายแล้ว ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามดั้งเดิมรวมกันเข้ากับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีเหลืออยู่ในใจบ้าง เพราะการอบรมมาดีเท่านั้น ที่จะป้องกันอันตรายอันเกิดจากการเมาปมเขื่องประเภทนี้ได้และมีผลดีกว่าอำนาจกฎหมาย ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ถูกรุมทำร้ายอย่างรุนแรงอยู่บ่อย ๆ เพราะการเข้าจับกุมนั้น เป็นการเข้าปะทะกับความบ้าคลั่งของปมเขื่อง อย่างจังหน้าเกินไป


          เราจะต้องหาทางฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีเช่น การเคารพคนเฒ่าคนแก่กันใหม่ และมีการอบรมในด้านศาสนาให้ถูกทาง ให้คนเฒ่าคนแก่เป็นคนเฒ่าคนแก่ที่ถูกต้องด้วยกัน การให้การศึกษาชนิดที่ขัดเกลาความเห็นแก่ตัว อันลึกซึ้งไปเสียตั้งแต่วัยเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีนี้ การศึกษาที่มีหลักเกณฑ์ความมุ่งหมายอย่างนี้เป็นการทำให้รูจักควบคุมปมเขือ่งของตัว หรือรู้จักใช้ปมเขื่องในวิถีทางอันถูกต้อง และเป็นการศึกษาที่เป็นมูลรากอันแท้จริงของศีลธรรมทั้งหลายทุกชนิด ทำให้มีศีลธรรมทุกชนิดได้โดยไม่ยากเลย ถ้าการศึกษาของโลกมีหลักสูตรเช่นว่านี้เป็นส่วนสำคัญ จะสามารถสร้างมนุษย์ชนิดที่จะอยู่กันเป็นผาสุกอย่างมนุษย์แท้ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องสงสัย การศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน มีแต่จะส่งเสริมปมเขื่องให้เตลิดไปโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งแก่นักเรียนและครูผู้สอนเอง การศึกษาชนิดนั้น แม้จะนำความเจริญทางวัตถุมาให้เท่าใด ก็มีแต่จะยิ่งนำมาซึ่ง "การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" มากขึ้นเพียงนั้น


          "การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" หรือมหาสงครามโลก มีอะไร ๆ เป็นอย่างเดียวกันกับการตีรันฟันแทงระหว่างบุคคล ดังที่กล่าวมาแล้วทุกประการ กล่าวคือ ถ้ามิใช่เพราะสัญชาตญาณแห่งการกอบโกยโดยตรง เพื่อเอาไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องทุก ๆ ทางของตนโดยตรงแล้ว ก็ต้องเป็นเพราะความต้องการแสดงออกมาซึ่งปมเขื่องของตนอย่างรุนแรงนั่นเอง แม้การตีรันฟันแทงระหว่างชาติอันมีเกียรติที่เรียกกันว่าเพื่อรักษาความยุติธรรม หรือสันติภาพของโลกก็ตาม ก็ยังหาพ้นไปจากอุ้งมืออันเหนียวหนักของปีศาจแห่งปมเขื่อง อันเร้นลับนี้ไม่เลย แม้แต่หน่อยเดียว.


โมกขพลาราม
สิงหาคม ๒๔๙๓


































ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณในที่นี้ มีความหมายตามพยัญชนะคือ ความรู้สึกที่เกิดเอง หรือเกิดอยู่แล้วเองประจำสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย คำว่า "ญาณ" นี้มีความหมายเป็นกลางๆ คือใช้ได้ทั้งรู้ถูกและรู้ผิด (มิจฉาญาณ = รู้ผิด สัมมาญาณ = รู้ถูก) สิ่งที่เรียกว่าญาณซึ่งเป็นคำกลาง ๆ จึงได้แก่ "การไหว" หรือ "การเคลื่อน" ของใจ เมื่อเคลื่อนเองหรือไหวเอง ชนิดที่เป็นไปตามธรรมชาติล้วน ๆ เราบัญญัติเรียกกันในที่นี้ว่า สัญชาตญาณหรือสัญชาติญาณ ซึ่งแปลว่า ญาณที่เกิดขึ้นเอง หรือญาณที่มีการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สัญชาตญาณแห่งการยึดถือว่ามีตัวของตัว นับว่าเป็นสัญชาตญาณแม่บทแห่งสัญชาตญาณอื่นๆ ทั้งหลาย เด็กทารกเอาศีรษะเซไปโดนเสาเจ็บเองก็โกรธเสา แต่เมื่อใครไปตีเสาให้แทนจึงหายร้อง นี่เป็นตัวอย่างของสัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน ที่ถือแม้แต่ในเสานั้นว่ามีตัวตน หรือเด็กดูข้างในนาฬิกา คิดว่ามีชีวิต เด็กตั้งใจจะพูดกับต้นไม้หรือสิ่งใดๆ ก็เพราะเข้าใจว่าสิ่งนั้นก็เป็น "ตัวตน" อีกฝ่ายหนึ่ง เช่นเดียวกับเด็กเอง เมื่อมีสัญชาตญาณในการยึดถือตัวตนเช่นนี้แล้ว สัญชาตญาณอื่นๆ ที่รองลงไปก็ตามๆ กันขึ้นมาได้เพราะอาศัยสัญชาตญาณ "ต้นตอ" อันนี้ เช่น สัญชาตญาณของการแสวงหาพวก หาอาหาร หนีภัย สืบพันธุ์ หวงถิ่น ฯลฯ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ อิงอาศัยอยู่บนความยึดถือตัวตน ซึ่งเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิม และเราเรียกรวมๆ กันทั้งหมดว่า สัญชาตญาณหรือการเคลื่อนของจิตที่มีพฤติในตัวเอง.
อหังการ คำนี้ ในที่นี้ มิได้หมายอย่างภาษาพูดตามธรรมดา ซึ่งหมายถึงความจองหอง คำว่า อหังการ ตามศัพท์ทางศาสนานั้นหมายถึง การทำความยึดถือว่ามีตัวฉัน เป็นของสิ่งเดียวกันกับ อัสมิมานะ คือความยึดถือ หรือสำคัญว่ามีตัวเรา หรือตัวตนของเราอันเป็นความยึดถือชั้นลึกประจำสันดาน จะขาดไปโดยสิ้นเชิงก็เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น พระอริยเจ้านอกนั้นมีแต่เพียงเบาบางเพราะมีอหังการอยู่ข้างในล้นออกมาเป็นการถือตัวหรือจองหองได้อย่างหนึ่ง ภาษาพูดธรรมดาจึงเรียกเอากิริยาอันนั้นว่า อหังการ ไปด้วย แต่ที่แท้จริงนั้น อหังการ ทำให้เกิดอะไรได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิต ซึ่งในบทความนี้เรียกมันว่า "ปมเขื่อง" ซึ่งท่านจะได้อ่านดูต่อไป ว่ามันทำอะไรได้กี่อย่าง
การใช้คำๆ นี้ในที่นี้ อาจไม่เหมือนกับที่ผู้อื่นใช้กันในที่อื่นโดยวงกว้างแคบกว่ากัน หรือตื้นลึกกว่ากันก็ได้ ผู้อ่านต้องถือเอาความหมายหรืออรรถาธิบายเป็นเกณฑ์ ไม่ควรจะถือเอาคำล้วนๆ เป็นเกณฑ์ คำ Superiority คำนี้โดยมากใช้กันกับกิริยาภายนอกของอหังการ แต่ข้าพเจ้าใช้กับตัวอหังการเสียเองทีเดียว
ทำดี หรือทำชั่ว นั้นคนทำด้วยความยึดถือตัวตน ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ส่วนการลุถึงนิพพานนั้น เป็นการทำลายความยึดถือตัวตน ฉะนั้นจึงพ้นไปจากการทำดีทำชั่ว จึงกล่าวว่า อัสมิมานะ เป็นตัวให้ทำดีทำชั่ว แต่ตรงข้ามกับนิพพาน ซึ่งเป็นการทำลายอัสมิมานะเสียโดยสิ้นเชิง
มมังการ คือการทำความยึดถือว่า "ของตน" เป็นของเนื่อง เป็นอันเดียวกันกับ อหังการ อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ คือเมื่อมีอหังการหรือความยึดถือว่าตัวตนแล้ว ความยึดถือว่าของตนก็ไม่ไปไหนเสีย
ภาษาบาลี : มตฺตา= เมา อุมฺมตฺตา = บ้า (อุมฺมตฺตา = เมาสูงขึ้น)
ข้าพเจ้าถือว่า คำว่า Sex ของนักจิตวิทยา โดยเฉพาะของ Sigmund Freud นั้น ตรงกับคำว่า กามารมณ์ในที่นี้







Free TextEditor




 

Create Date : 09 เมษายน 2552    
Last Update : 9 เมษายน 2552 16:38:16 น.
Counter : 250 Pageviews.  

ปมเขื่อง จิตวิเคราะห์แบบพุทธ 1

           ในการพิจารณาทางฝ่ายจิตใจ เพื่อค้นหาต้นเหตุแห่งการประทุษร้ายเบียดเบียน หรือการประกอบอกุศลกรรมทุกชนิดนั้น อาจมีทางพิจารณากันได้หลายทาง แล้วแต่ความถนัด แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ควรจะได้พิจารณากันถึงมูลรากอันสำคัญอย่างยิ่ง หากแต่มักจะไม่ค่อยมีผู้สนใจไปถึงอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า อาจจะเป็นหนทางแก้ไขมูลเหตุแห่งการประกอบอาชญากรรมได้โดยตรง และอาจขยายต่อขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงการทำความดีงาม แล้วเลยขึ้นไปจนถึงระดับความหลุดพัน หรือโลกุตตรธรรมได้โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวของการปฏิบัติ หรือการศึกษา

          สิ่งซึ่งเป็นมูลแห่งการกระทำทุกๆ สิ่งที่กล่าวนี้ก็คือ ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณชั้นต้นตอ ที่เป็นความยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" อันประจำอยู่ในสันดานสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง ความรู้สึกยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" อันประจำอยู่ในส่วนลึกของสันดานสัตว์ทั่วไปนี้ ถ้าเรียกอย่างบาลี ก็เรียกว่า อัสมิมานะ เป็นความยึดถือว่า ตัวมี ตัวเป็นอยู่กะเขาด้วยคนหนึ่ง และตัวมีความเด่นเป็นของตัว หรือต้องมีความเด่นเป็นของตัวอยู่กะเขาด้วยเหมือนกันอย่างเด็ดขาด


          สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจต่อไปในข้อนี้ก็คือว่า ความยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" นี้ จะต้องควบคุมกันอยู่ หรือเลยไปถึงความยึดถือที่ว่าตัวมีความเด่นอย่างมนุษย์คนหนึ่งหรือสัตว์ตัวหนึ่งเสมอไป อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ทำนองเดียวกับการเผาไหม้กับความร้อน เป็นสิ่งแยกจากกันไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ว่าสัตว์นั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ว่าความเด่นที่ถูกต้องนั้นคืออะไร ย่อมจะถือเอาความมีตัวของเขาเอง ตามความหมายหรือตามความรู้สึกของเขาเองว่า นั่นแหละคือความเด่นแห่งตัวเขา ที่เขาจะต้องมีอัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณอันยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" และ "ต้องมีตัวฉันเด่นอยู่" ซึ่งควบคู่กันอยู่นี้ ซึ่งบางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่งโดยถือเอาตามอาการที่แสดงออกว่า "อหังการ" ก็ตาม นี้นับว่าเป็นรากฐานที่ควรถูกสมมติเรียกกันในภาษาจิตวิทยาว่า "ปมเขื่อง" หรือ Superiority อันแท้จริง ในฐานะที่เป็นตัวประธานอันยิ่งใหญ่ จนรู้สึกว่าใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง หรือเป็นตัวแท้ของชีวิต ที่จะเบ่งตัวออกเป็นวิวัฒนาการต่างๆ ด้วยความทะเยอทะยานใฝ่สูง อัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นตัว "ปมเขื่อง" อันนี้เองที่เป็นมูลเหตุอันสำคัญชั้นรวบยอดของการทำความชั่ว การทำความดี หรือทั้งทำบุญและทำบาป แต่เป็นความตรงกันข้างจากการเข้าถึงพุทธธรรม หรือนิพพานโดยตรง ฉะนั้นเราควรจะได้พิจารณากันถึง "คุณ" ของ "ปมเขื่อง" นี้โดยละเอียด เพื่อช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหายุ่งยากของมนุษยชาติทั้งมวล เท่ามี่จะช่วยกันทำได้คนละไม้คนละมือ


          อัสมิมานะ หรือ "ปมเขื่อง" นี้เป็นทั้งมูลเหตุ และเป็นทั้งปัจจัยเครื่องสนับสนุนจรรโลงใจอันแรงกล้าที่สุด ที่ทำให้สัตว์มีความยึดมั่น และพยายามรักษา "ความมีตัวตน" และ "ความเด่นของความมีตัว" หรือ "อหังการ" ไว้อย่างมั่นคง โดยไม่คำนึงถึงการรักษาของผู้อื่นบาง การกระทำอันนั้นก็กระทบผู้อื่น และเราเรียกกันว่า การทำชั่ว หรือทำบาป หรือการประกอบอาชญากรรม แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเขามีความรู้ฉลาดอยู่ส่วนหนึ่ง ในการรักษาความมีตัวของเขา พอที่จะไม่ให้กระทบคนอื่นแล้ว การรักษาความมีตัว หรือความเด่นของเขา แม้เพื่อตัวเขาเองก็กลายเป็นความดี หรือเป็นการทำบุญกุศลไป ดังเราจะเห็นได้ในรายที่คนบางคน "ทำบุญ" จนหมดเนื้อหมดตัวในทางทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อไปมีตัวหรือมีความเด่นของตัวอีกทางหนึ่ง เพราะอำนาจอัสมิมานะหรือด้วยอำนาจความดันของ "ปมเขื่อง" นี้ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อหังการ" หรือเลยไปถึง "มมังการ" แล้วแต่กรณี (แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการที่จะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากแก่สังคมอยู่ตามเคย) เมื่อสิ่งทั้งสองนี้คือทั้งทำชั่วและทำดีล้วนเกิดมาแต่ความผลักดันของความรู้สึกในปมเขื่องของเช่นนี้แล้ว ความมัวเมาในเรื่องทั้งสองนี้ก็มิได้เป็นได้เท่าๆ กัน มีความรุนแรงอย่างเดียวกันเพราะมาจากต้นตออันเดียวกัน กล่าวคือสัญชาตญาณแห่งการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตัวตน นั่นเอง


          ส่วนในด้านตรงกันข้าม ก็คือการบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวนั้นลงไปเสีย หรือถึงกับนำออกจากสันดานจนหมดสิ้น ไม่มีสัญชาตญาณในการยึดถือปมเขื่องเหลืออยู่ การทำเช่นนี้ เรียกตามโวหารพระศาสนาว่า "อสฺมิมานสฺส วินโย" เป็นการทำให้จิตไม่ตกอยู่ภายใต้ความเป็นทาสของการเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตนไว้ จึงนำไปสู่ศานติอันแท้จริงหรือนิพพาน อย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ ซึ่งแปลว่า "การนำออกเสียได้ซึ่งอัสมิมานะนั่นเป็นความสุขอย่างยิ่งเว้ย" และบรมสุขในที่นี้ก็คือนิพพานนั่นเอง ฉะนั้นการไม่มีปมเขื่อง จึงอยู่เหนือความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือโลกทั้งปวงจึงได้เรียกว่า โลกุตตรธรรม หรือพุทธธรรมอันเป็นสิ่งที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนในทางตรงกันข้าม ความมีปมเขื่องก็คือ อวิชชาโดยตรงนั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่อยู่คนละฝั่งกับนิพพาน หรือการไม่มีปมเขื่องอย่างกะฝั่งนี้กับฝั่งโน้น


          ในตอนแรกนี้ สิ่งที่จะพิจารณากันก็คือปัญหาที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุอันสำคัญแห่งการประกอบอาชญากรรม หรืออกุศลกรรมทั้งหลายอย่างไร ส่วนข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่งการทำดี และข้อที่ว่า การไม่มีปมเขื่องเสียเลย เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความดีและความชั่วโดยประการทั้งปวงอย่างไรนั้น ควรจะได้พิจารณากันในตอนหลัง


          ในการที่จะพิจารณาในข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่งการประกอบกรรมชั่วอย่างไร โดยละเอียดนั้น เราจะต้องพิจารณากันไปตั้งแต่ "ปมเขื่อง" ชั้นต้นๆ ต่ำๆ ที่แสดงออกมาเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ (Animal Instinct) ทั่วๆ ไปเสียก่อน เพื่อจะได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปมเขื่อง นี้โดยชัดเจน และทำให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ความชั่ว โดยเฉพาะได้ง่ายเข้า


          บรรดาสิ่งที่มีชีวิตเป็นรูปร่างชัดเจนแล้ว นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมาถึงสัตว์และคนตามลำดับ ล้วนแต่มีปมเขื่องหรืออัสมิมานะมาด้วยเสร็จทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงแต่สูงหรือต่ำกว่ากัน และที่ต่ำจนยากที่จะสังเกตได้ ก็คือของสิ่งทีชีวิตชั้นพืช แม้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัยปรับโทษภิกษุที่ฆ่าสัตว์และฆ่าพืชเท่ากัน และอย่างเดียวกัน เราไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างข้อนี้ขึ้นยืนยันว่า สัตว์และพืช มีชีวิตและอัสมิมานะมาด้วยกัน เพราะเหตุว่าเรามีหนทางที่จะสังเกตเอาเองจากอากัปกิริยาของสิ่งนั้นๆ โดยการแสดงออกมาทางวัตถุหรือกิริยาท่าทางอยู่เพียงพอแล้ว


          ต้นไม้มีอัสมิมานะ หรือความถือว่าตัวมีตัว หรือความปรารถนาในการมีความเด่นของตัว โดยแสดงออกมาทางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ดิ้นรนเพื่อสืบพันธุ์ ดิ้นรนหาอาหารและอื่นๆ ซึ่งสัญชาตญาณเหล่านี้เป็นเพียงสัญชาตญาณชั้นรอง หรือชั้นสองเท่านั้น ไม่เหมือนกับอัสมิมานะซึ่งควรจะจัดเป็น แม่แห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย หรือจัดว่าเป็นตัวสัญชาตญาณแท้ เพราะว่าสัญชาตญาณรองๆ เหล่านั้น ออกมาจากอัสมิมานะ คือความรู้สึกว่าฉันเป็นฉัน หรือฉันมีตัวฉันนั่นเอง และความยึดถือใน "ตัวฉัน" นั่นแหละคือความรู้สึกที่เป็น "ปมเขื่อง" เมื่อความรู้สึกว่า ฉันมีตัวฉัน กับความยึดถือในตัวฉัน เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้เพราะเป็นสิ่งเดียวกัน จึงเป็นการถูกต้องเพียงพอที่จะเรียกอัสมิมานะว่า ปมเขื่องของแต่ละชีวิต ที่ทำให้แต่ละชีวิต (แม้กระทั่งต้นไม้) ต่างมีความทะนงในความมีตัวของตัว และเป็นมูลเหตุแห่งวิวัฒนาการ หรืออีวอลิวชั่นของชีวิตนั้นๆ เรื่อยไปไม่สิ้นสุด


         อัสมิมานะของสัตว์ ก็มีลักษณาการอย่างเดียวกับของพืช เป็นแต่ว่าสูงขึ้นมามากกว่า ชัดเจนกว่า แสดงออกเป็นผลมากกว่า เพราะเคลื่อนไหวได้โดยสะดวก เราจึงแลเห็นอาการแห่งปมเขื่อง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่องของสัตว์ ได้ชัดเจนกว่าของพืช สัตว์ประเภทที่มีเลือดนักสู้รุนแรง เช่นปลาจำพวกปลากัด หรือไก่ประเภทไก่ชน เหล่านี้ล้วนแต่มีอัสมิมานะจัดยิ่งกว่าสัตว์ประเภทอื่น สัตว์ประเภทนี้จะแสดงปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ ออกมารุนแรง ก่อนอายุขนาดที่มีความรู้สึกในการสืบพันธุ์ ลูกปลากัดพันธุ์แท้จะรู้จัก "วางโต" ตั้งแต่เมื่อตัวมันยังยาวเพียง ๕-๖ มิลลิเมตร เมื่อมีการแยกเลี้ยงเป็นรายตัว หรือแม้เลี้ยงรวมกลุ่มกันไว้แต่พวกขนาด ๕-๖ มิลลิเมตรด้วยกันในขวดแก้ว ลูกไก่อูจะวางท่าโตต่อกัน ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีขนชุดที่ต่อมาจากชุดที่ออกมาจากไข่ ซึ่งนกกระจอกหนุ่มสาวก็ทำเช่นนี้ไม่เป็น ปลากัดหนุ่มที่เลี้ยงถึงที่ จะแสดงอาการวางโต แม้แก่มนุษย์ที่เพียงแต่เข้าไปมองดูเฉยๆ ใกล้ขวดโหล มันแสดงปมเขื่องหวงถิ่น มากกว่ามุ่งหมายจะต่อสู้หรือหวงคู่ สุนัขจะรี่เข้าวางโตต่อกันทุกแห่งที่ "เพียงแต่เห็นกัน" เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอำนาจของอัสมิมานะ หรือปมเขื่องที่แสดงออกมารุนแรง จนถึงกับรู้สึกว่าการปรากฏตัวของอีกฝ่ายหนึ่งนั้น คือการลดปมเขื่องของตัว ฉะนั้น โดยไม่ต้องมีการบาดหมางกันมาก่อน ความรู้สึกที่เป็นไปในทางผลักดันหรือเหยียบย่ำ ก็เกิดขึ้นในใจของสัตว์เหล่านี้เสียแล้ว ด้วยเหตุสักว่าการปรากฏตัวของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งความมีอัสมิมานะ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การปรากฏตัวนั้น กระทบกระเทือนปมเขื่องของตน นักเลงที่กำลังเมาปมเขื่องจึงอยากจะฆ่านักเลงอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยเหตุที่ว่ามาปรากฏตัวแก่สายตาของตนเท่านั้น โดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมากกว่านี้ นี่คือผลของอัสมิมานะหรือปมเขื่องที่เป็นไปรุนแรงโดยไม่ต้องมีสุรา หรือเครื่องกระตุ้นอย่างใดเข้าช่วย ให้มากไปกว่าลำพังอำนาจแห่งสัญชาตญาณแห่งการยึดถือตัวตน กล่าวคืออัสมิมานะ นั่นเอง


          อัสมิมานะของคนก็อย่างเดียวกับสัตว์ เป็นแต่รุนแรง และพิเศษแนบเนียนไปกว่านั้น เพราะมีความต้องการอย่างอื่นๆ หลายอย่างเข้ามาแทรกแซง ทั้งในทางสนับสนุนและขัดขวาง คนหรือสัตว์ก็ตาม ย่อมมีความรู้สึกยึดถือตัวตน เป็นรูปร่างแห่งความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ แล้วแต่ระดับของจิตใจที่ผ่านสิ่งแวดล้อมหรือการศึกษาอบรมมาอย่างไร ความสำคัญว่า "ฉันเป็นฉัน" หรือ "ฉันมีตัวฉัน" นั้นคงมีอยู่เท่ากัน แต่ "รูปร่าง" แห่งตัวฉันนั้น ต่างชีวิตต่างก็มีของตัวเองแตกต่างกันไกล แต่ก็มีนามว่า "ตัวฉัน" เหมือนกันทั้งนั้น ฉะนั้น ทุกชีวิตจึงมีอัสมิมานะเต็มเปี่ยมด้วยกันทั้งนั้น ทั้งที่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวฉัน" นั้นเป็นของลมๆ แล้งๆ ไม่มีตัวตนอะไรเลย


          เมื่ออัสมิมานะมีก็คือปมเขื่องมี สัญชาตญาณแห่งการขยายพันธุ์ นั้นเป็นแต่เพียงความต้องการขยายตัวของปมเขื่องให้กว้างออกไป หรือสร้างตัวแทนช่วยกันแสดงความเขื่องเป็นวงกว้างออกไป กามารมณ์อันเนื่องด้วยการสืบพันธุ์ ก็เป็นเพียงความต้องการจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ในทางตามใจตัวเองของปมเขื่อง ด้วยการให้ถูกบำเรอจากสิ่งแวดล้อม (แต่แล้วก็ต้องถูกลงโทษด้วยการต้องลำบากบางอย่าง) การรักลูกและเลี้ยงลูก คือความต้องการจะให้เป็นไปตามความต้องการในการที่จะเผยแพร่ความเขื่อง จึงไม่มีความรู้สึกว่าเสียความเขื่องไปในการต้องทนลำบากเพราะเหตุนี้ สัญชาตญารแห่งการหาอาหารเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในทางหล่อเลี้ยงตัวเอง หรือความเขื่องของตัวเองด้วยการกินผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เพราะความเห็นแก่ตัวของปมเขื่อง โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นจะถูกกิน สัญชาตญาณแห่งการป้องกันตัว โดยทางต่อสู้หรือหนีภัยก็ตาม เป็นการสงวนตัวเองของปมเขื่อง ถ้าในกรณีที่เห็นว่า ความเขื่องของตัวขึ้นอยู่กับผู้อื่น การต่อสู้อาจจะถึงกับสละชีวิตตัว เพื่อความอยู่ของผู้อื่นก็ได้ การต่อสู้ทั้งหมดทุกๆ อย่าง จึงถือความต้องการจะเขื่องของปมเขื่องทั้งสิ้น หรืออย่างน้อยก็เพื่อรักษาเอาความเขื่องไว้ที่ สัญชาตญาณแห่งการรุกรานเมื่อได้โอกาส มีความหมายทำนองเดียวกับสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ ที่เนื่องด้วยกามารมณ์ กล่าวคือการแผ่อำนาจตามใจตัวเพื่อให้ถูกบำเรอ การรุกรานนั้นมิใช่เพื่อกามารมณ์ล้วนๆ แต่เพื่อสัญชาตญาณที่มีอำนาจแรงกล้า เป็นสมบัติประจำตัวของอัสมิมานะ หรือปมเขื่อง อาชญากรรมคือการรุกราน จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เหตุนี้เองชีวิตทุกชีวิตจึงมีปรกติสันดานไม่ชอบคู่แข่งขัน ที่แสดงตนออกมาด้วยอาการสักว่าปรากฏขึ้นในสายตา และมีความริษยาคุ่แข่งขันเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุเพียงสักว่าได้เห้นกันด้วยตาเท่านั้น และอาจจะเกลียดชัง แม้แก่คู่สืบพันธุ์ขึ้นมาได้ทันที ในเมื่อคู่สืบพันธุ์ฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็นคู่แข่งขัน ทั้งนี้ด้วยอำนาจของ "ปมเขื่อง" หรืออัสมิมานะที่ต่างชีวิตต่างมีนั่นเอง


          สำหรับสิ่งที่เรียกกันว่า "มิตรภาพ" นั้น เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า ต่างฝ่ายต่างจะช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของกันและกัน เมื่อฝ่ายใดแสดงอาการผิดไปจากนี้ ความรู้สึกที่เป็นมิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่งจะหมดไปทันที แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยอมตัวลงไปเป็นผู้หล่อเลี้ยงปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้มากกว่าธรรมดา หรือมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งให้มาแล้ว มิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่งก็จะทวีขึ้นจนกลายเป็น ความรัก หรือ ความเอ็นดูปรานี ไป เมื่อสุนัขตัวหนึ่งหมอบกรานเข้าไป แม้จะเป็นสุนัขพลัดถิ่นมา สุนัขอีกตัวหนึ่งก็ปรานีหรือยอมรับเป็นลูกน้อง สุนัขตัวเล็กหรือตัวเมีย ที่กล้าไปสัมผัสจมูกสุนักหัวโจกได้ ก็เพราะมันแน่ใจว่า สุนัขหัวโจกยอมรับรองในความมีปมเขื่องของมันด้วยเหมือนกันแล้ว เราจะเห็นได้ว่ากฎเหล่านี้เหมือนกันทั้งคนและสัตว์ แต่ที่มีในคนนั้น แนบเนียนกว่ามากมาย เพราะคนมีมารยามากกว่าสัตว์


          ระดับปรกติของปมเขื่อง เมื่อคนใดหรือสัตว์ตัวใด ยังอาจมีความรู้สึกว่า ตนยังมี "ตัวตน" ของตน ตามความหมายของตนเต็มรูปไม่เว้าแหว่ง เราจะเรียกว่า ปมเขื่องของสัตว์ตัวนั้นยังอยู่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตามความรู้สึกของสัตว์ตัวนั้นเองเป็นเกณฑ์ นี้จัดว่าเป็นระดับปรกติ พอมีผู้แข่งขันเข้ามาปรากฏในสายตาเท่านั้น มันจะรูสึกตามสัญชาตญาณว่า ปมเขื่องของมันถูกกระทบกระเทือน หรือลดต่ำกว่าระดับปรกติไปเสียแล้ว โดยการมีผู้ที่กล้ามายืนคู่ จึงมีความคิดต่อสู้ป้องกันหรือเบ่งปมเขื่องของตนเต็มที่ ยิ่งเมื่อมันเป็นฝ่ายแพ้ด้วยแล้ว ปมเขื่องของมันก็ลดลงไปอย่างน่าใจหาย เหลือน้อยมากจนมันรู้สึกหนาว หรือเป็น ปมด้อย


          แต่ที่จริงนั้น ปมด้อยไม่มี มีแต่ปมเขื่องที่ลดตัวเองไปอยู่ในระดับต่ำ เช่นเดียวกับที่ตามความจริงนั้นในโลกนี้ความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อนที่อยู่ในระดับต่างๆ กันเท่านั้น ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่าแม้ระดับที่หนาวเป็นน้ำแข็ง คือ ๐ องศาเซ็นติเกรดนั้น ก็ยังมีความร้อนอยู่ถึง ๓๑ องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งยังเป็นจุดที่อยู่สบายสำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามขั้วโลกเหนือ ถ้าปราศจากความร้อนโดยสิ้นเชิงแล้ว สิ่งที่มีชีวิตต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกก็มีไม่ได้ สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยนั้น ที่แท้ก็คือปมเขื่องในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะมันยังเอาไปใช้ข่มสัตว์ตัวอื่นที่รองๆ ลงไปได้อีกมากมายหลายชั้น ดังเราจะเห็นได้ในเมื่อเลี้ยงลูกสัตว์เล็กๆ รวมๆ กันมากๆ ปมด้อยหรือความหนาวจึงเป็นเพียงมายาที่เกิดขึ้น เพราะความเข้าใจเอาเองตามความรู้สึกของสัตว์นั้นๆ มีอาชญากรรมหรือแม้อกุศลกรรมตามหลักแห่งศาสนาอยู่ไม่น้อยราย ที่ผู้ทำทำลงไปโดยไม่มีความหมายอะไร นอกจากเป็นการชดเชยความลดปมเขื่อง หรืออัสมิมานะของตนเท่านั้นเอง


          สิ่งที่จะกระตุ้นหรือตัดทอนปมเขื่องของสัตว์ตัวใดให้ทวีเลย ๑๐๐ ขึ้นไป หรือให้ลดต่ำลงกว่า ๑๐๐ ลงมานั้นย่อมมีได้ ทั้งจากธรรมชาติและจากที่มนุษย์ทำเอาเอง มีได้ทั้งทางวัตถุ และทางจิต มีได้ทั้งที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง และที่มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวภายนอก และมีได้ทั้งโดยบังเอิญหรือโดยเจตนาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ได้แก่ ภูมิประเทศ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องใช้สอย หยูกยา สุรายาเมา ความคิดนึก และสิ่งที่ยั่วให้คิดนึก โรคภัยไข้เจ็บความมั่งมีศรีสุข มิตร ศัตรู ปัญหาในครอบครัว ปัญหาของสังคม ฯลฯ


          สิ่งสำคัญที่จะต้องสนใจเป็นพิเศษนั้น อยู่ที่กฎของธรรมชาติอันตายตัวที่ว่า เมื่อปมเขื่องของสัตว์ตัวใด ถูกกระทบกระเทือนทำให้เขารู้สึกว่ามันลดลงไปแล้ว เขาจะต้องหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชดเชยหรือกลบเกลื่อน ด้วยอำนาจอะไรมากมายนัก แต่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณล้วน ๆ อย่างแรงกล้า ก็เป็นที่เกิดของอาชญากรรมใหญ่น้อยขึ้นได้แล้ว ชายหนุ่มพวกที่ได้รับการขนานนามว่าพวกอกหัก ก็คือผู้ที่ปมเขื่องของเขาถูกหญิงที่เขารักทำลายให้บี้แบนไป เมื่อเขาหมดทางที่จะเอาชนะหัวใจของหญิงผู้นั้นให้ได้จริง ๆ แล้ว เขาก็หาทางอื่นที่จะพยุงปมเขื่องของเขา สิ่งใดที่ทำให้ปมเขื่องกลับสูงขึ้นมาได้เขาก็จะต้องคว้าเอามาทันที และทำได้โดยไม่ต้องรู้สึกตัว เช่นใช้วัตถุเป็นเครื่องกระตุ้น ได้แก่ สุรา เขาจึงดื่มสุราโดยไม่มีความหมายอะไรที่ปรากฏชัดแก่เขา แต่ความจริงเป็นความต้องการอันแรงกล้าของสัญชาตญาณที่ต้องการจะชดเชยปมเขื่องที่ทรุดลงไป เราจึงได้เห็นคนเหล่านี้ดื่มสุราอย่างผิดประหลาด และไม่มีความหมายอะไรแก่ใครเลย นอกจากแก่สัญชาตญาณล้วน ๆ ที่นี้อีกทางหนึ่ง แทนที่เขาจะพยุงปมเขื่องของเขาให้กลับมาด้วยสุรา เขากลับกลบเกลื่อนความทรุดแห่งปมเขื่องของเขาด้วยการล้างชีวิตหญิงผู้นั้นเสีย เพราะเป็นมูลเหตุแห่งการทำให้ปมเขื่องของเขาลดลงไป เขาจึงไม่กลัวกฎหมาย หรืออำนาจของอะไรหมด เราจึงได้เห็นการฆ่าคนได้ง่าย ๆ เหมือนการตบยุงตัวหนึ่ง ก็ถ้าหากว่าในสัตดานสัตว์ปราศจากปมเขื่องหรืออัสมินานะดังว่านี้ แม้เพียงชั้นที่หยาบ ๆ นี้เท่านั้น ก็จะ "เป็นสุขอย่างยิ่งเว้ย" จริงหรือไม่ท่านอาจมองเห็นเอง


          สิ่งที่พิเศษไปกว่านี้อีก ก็คือว่า สัญชาตญาณแห่งการชดเชยหรือกลบเกลื่อนการทรุดของปมเขื่องนี้ มีกำลังรุนแรงมาก ถึงกังทำอย่างไรเสียก็ต้องมีให้จนได้ เมื่อเอาโดยตรงไม่ได้ ก็เอาโดยอ้อมค้อมออกไป เราจึงได้เห็นอาการที่เมื่อสัตว์ตัวหนึ่ง ทำอะไรแก่สัตว์ตัวที่เขื่องกว่าตนไม่ได้ ก็หันไปไล่เบี้ยเอากับสัตว์ตัวที่เล็กกว่า ทั้งที่สัตว์ตัวนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความผิดอะไรเลย และแม้นี้ก็เป็นมูลเหตุแห่งการประกอบอาชญากรรมได้เท่ากัน เราจึงได้เห็นอาชญากรรมอันร้ายกาจที่ไม่มีความหมายอะไรแก่ใคร บางรายเกิดขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็นได้ เพียงแต่สัตว์ตัวหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าต่อตา ในขณะที่สัตว์อีกตัวหนึ่ง ถูกทำให้ปมเขื่องของเขาลดลงไปโดยอำนาจของอะไรก็ตาม เท่านี้เท่านี้ก็สามารถทำให้สัตว์ที่เพียงแต่มาปรากฏตัวอยู่เฉย ๆ นั้นถูกฆ่าตายก็ได้ คน ๆ หนึ่งอาจถูกตบหน้าหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ ด้วยเหตุที่เผอิญเขาแอบไปเห็นคนอีกคนหนึ่งทำการชะล้างอวัยวะหรือโรคที่เขาต้องการจะปกปิด และกลายเป็นอาชญากรรมได้ สัญชาตญาณแห่งการปกปิดความลดของปมเขื่องของสัตว์นั้น ๆ นี้เราเรียกกันว่า ความอาย และเป็นสัญชาตญาณที่มีอำนาจ พอที่จะเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลายได้เท่ากัน ผู้รักษาความยุติธรรมของกฎหมายควรจะเอาใจใส่ไว้เท่ากับมูลเหตุอันอื่น ๆ สุนัขตัวเล็ก ๆ อาจถูกสุนัขที่แพ้ตัวอื่นมาไล่เบี้ยแก้เก้อเอาเมื่อไรก็ได้ แม้แต่สุนัขก็ทำการแก้เก้อเป็นแล้ว ทำไมคนจะทำไม่เป็น แม้นี้ก็เป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม และการแก้เก้อเป็นสิ่งที่จะต้องมีได้ทุกเมื่อ ด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณ กล่าวคือการชดเชยหรือกลบเกลื่อนการทรุดลงแห่งปมเขื่องของสัตว์นั่นเอง ถ้าจะสรุปเรียกสั้น ๆ ก็คือว่า นั่นแหละคือพิษสงของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "นำออกเสียได้ เป็นความสุขเว้ย"


          ของมึนเมาทุกอย่าง เป็นสิ่งกระตุ้นและส่งเสริมปมเขื่องถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเมานั่นแหละคือการสูงขึ้นไปของปมเขื่องโดยวิธีหนึ่ง ธรรมดาของเมานั้นมีลักษณะเป็นสิ่งกระตุ้น (Stimulant) อยู่ตามธรรมชาติ แม้จะทำให้มีการลดต่ำกว่าระดับเดิมในตอนหลังก็ตาม แต่ในตอนแรกก็ได้ทำใหสูงจนเป็นที่พอใจแก่ผู้ที่เสพความครึ้มใจในเวลาเมา นั้นคือความรู้สึกว่าสูงในทางปมเขื่องของผู้นั้นหรือสัตว์ตัวนั้น และเป็นสิ่งที่อาจได้มาโดยง่ายด้วยราคาไม่กี่บาทกี่สตางค์ คนจึงหนุนปมเขื่องของตนเล่นด้วยของมึนเมา นับตั้งแต่บุหรี่ขึ้นไป จนถึงสุรายาฝิ่นถ้าหากของเมามิได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสูงในทางปมเขื่องแล้ว จะไม่มีใครในโลกนี้เสพของมึนเมาเลย หรือของมึนเมาทำนองนี้จะเกิดขึ้นในโลกไม่ได้ เมื่อมุ่งถึงใจความแล้ว ของเมาก็คือของที่กระตุ้นปมเขื่องหรืออัสมิมานะโดยวิธีต่าง ๆ กัน


          ของเมาที่เป็นวัตถุ ก็กระตุ้นทำให้เกิดผลทางระบบประสาทผ่านไปจนถึงความรู้สึกในใจว่า "ฉันโตขึ้น" แล้วก็ครึ้มใจหรือพอใจของเมาที่เป็นนามธรรม เช่น สรรเสริญ เกียรติยศ ชื่อเสียงเป็นต้น ก็กระตุ้นอย่างเดียวกัน ให้เกิดผลทำนองเดียวกัน แม้จะผิดแปลกกันโดยอาการ จึงทำให้คนกล้าลงทุนซื้อหามา เช่นนักการเมืองที่ลงทุนทุกอย่างเพื่อหาชื่อเสียงใส่ตน หรือนักผจญภัยสละชีวิตหาชื่อเสียงใส่ตน นี่คืออิทธิพลของของเมา สุรามีอยู่ทั่วไป และราคาไม่เท่าไร คนจึงดื่มสุราได้โดยง่าย เพื่อรสคือความครึ้มใจ (หรือความสูงของปมเขื่อง) ซึ่งเป็นรสที่ดึงดูดอยู่ไม่น้อยถ้าใครไม่มีทางได้มาซึ่งความสูงของปมเขื่อง โดยทางอื่นที่บริสุทธิ์และโดยง่าย ก็มักจะหันมาหาของเมา เช่นสุรา หนุนปมเขื่องของตนเล่นไปพลาง จนกระทั่งกลายเป็นนักดื่ม แท้จริงสิ่งที่จะหนุนปมเขื่องให้สูงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นก็มีอยู่มากมาย แต่ว่าล้วนแต่เป็นของยาก หรือได้ต่อนาน ๆ ไม่ทันใจของคนหนุ่มทั่ว ๆ ไป ที่ไร้การศึกษาหรือศีลธรรม จึงทนความยั่วยวนของของเมา ที่อาจให้รสความสูงของปมเขื่องได้ทันทีทันควัน โดยการเสียสตางค์นี้ไม่ได้ เราจึงได้เห็นคนกินเหล้ามากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะตามชนบท ได้ลุกลามไปจนถึงผู้หญิงชาวนา ของเมามีเสน่ห์ในตัวมันเอง กล่าวคือการกระตุ้นความรู้สึกในด้านปมเขื่องดังกล่าวมานี้ จึงกลายเป็นนายคนได้และกินกันกระทั่งพวกเทวดา แต่แล้วความเมาในปมเขื่อง หรือความบ้าชนิดหนึ่งนั่นเอง ได้เป็นทางมาแห่งอาชญากรรมต่าง ๆ ไม่ว่าความเมานั้นจะมาจากของเมาอย่างวัตถุเช่นสุรา หรือเมาอย่างนามธรรม เช่นเสียงสรรเสริญ ถ้าผู้ใดบังคับตัวไม่ได้ สิ่งเหล่านี้กระตุ้นได้เมื่อใดแล้ว ก็มีโอกาสที่จะประกอบอาชญากรรมได้ทั้งนั้น การกระตุ้นปมเขื่องให้สูงนั้น มีได้ทั้งอย่างโสมมและอย่างสะอาด ถ้าเป็นอย่างโสมมก็เรียกว่าทำชั่ว ถ้าทำอย่างสะอาด ก็กลับเรียกว่าทำดี


          การเสพติด นั้นคือผลของการเคยชินในการลิ้มรสแห่งความฟูของปมเขื่อง ขณะที่ถูกหนุนให้สูงขึ้น แล้วแต่ว่าเขาจะได้ใช้สิ่งใดเป็นเครื่องหนุนปมเขื่องของเขาอยู่เป็นปรกติ ถ้าใช้สิ่งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมหนุน ก็ติดในรสของปมเขื่องที่ถูกหนุนอยู่ด้วยการทำดี แต่ในกรณีที่ไม่ได้ใช้ความดีหนุน ก็จะต้องติดในรสของปมเขื่องที่ถูกหนุนอยู่ด้วยของชั่ว เช่น สุรายาเมา เป็นธรรมดา ซึ่งมีมากมาย เพราะมีได้โดยง่ายทุกหัวระแหง ยิ่งเมื่อรัฐบาลแห่งประเทศนั้น ๆ เป็นผู้ต้องการเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเองแล้ว ของเหล่านี้ก็ใกล้มือยิ่งขึ้น การเสพติดในการหมุนปมเขื่อง ซึ่งเป็นความต้องการอันแรงกล้าอย่างหนึ่งของสัญชาตญาณโดยอาศัยของชั่ว จึงท่วมทันไปหมด เป็นการเพิ่มปริมาณของอาชญากรรมไปในตัว จนทำนบแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามก็กั้นไว้ไม่ไหว หรือพังทะลายหมดไป ๆ ความเคยชินหรือเสพติดจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนชนิดที่จะหลีกไม่ได้เพราะว่าของเมานั้นกระตุ้นในระยะแรก ๆ และทำให้มีการตกต่ำในระยะปลาย ๆ ออกไป จนทำให้รู้สึกไม่สบาย จนต้องเพิ่มใหม่หรือกระตุ้นใหม่อย่างนี้เรื่อยไป ๆ จนเป็นความเคยชินหรือเสพติด ซึ่งผู้ติดบุหรี่ หรือติดอะไร ๆ ก็ตาม ย่อมทราบความข้อนี้ได้ดี ของมึนเมามีเสน่ห์และมารยาดั่งนี้ จึงสามารถยึดหัวใจคนทั้งโลกไว้ได้ ให้มีความเมาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเป็นของประจำตัว ความเมาในด้านดี เราจะได้วินิจฉัยกันในตอนหลัง ๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่าความเมานั้นคือ รสของปมเขื่อง ที่ถูกหนุนให้สูงขึ้ไปด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความต้องการของสัญชาตญาณซึ่งเมื่อไม่ได้ด้วยดี ก็ต้องเอาด้วยชั่ว หรือที่ใกล้ ๆ มือ และสิ่งใดที่ขัดขวางกระแสความต้องการของสัญชาตญาณแล้ว ย่อมเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมได้โดยง่ายทุกเมื่อ นั่นคือพิษสงของปมเขื่องหรืออัสมิมานะ


          เด็ก ๆ แม้ที่เป็นขนาดจิ๋ว ก็มีอาการของปมเขื่องแสดงออกมาให้เห็นชัด และมีความต้องการอันแรงกล้าที่จะให้ปมเขื่องของตนปรากฏและถูกสนับสนุน เมื่อได้รับการสนับสนุนก็มีอาการเมาในรสของปมเขื่องที่ถูกสนันสนุนเหมือนกัน ถ้าเขาไม่หิวเกินไป เขาจะเพลิดเพลินในการที่ปมเขื่องของเขาถูกสนับสนุน ยิ่งกว่าที่จะนึกถึงอาหาร หรือถ้าปมเขื่องของเขาถูกกดลงไปในขณะที่เขากำลังกินอาหารเขาก็จะเลิกกินทันที ถ้ามีการแบ่งปันของไม่ยุติธรรมเขาจะขว้างทิ้งส่วนแบ่งของสิ่งที่เขาได้รับทันที แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของที่เขาอยากได้ หรืออยากกินแทบจะขาดใจก็ตาม และแม้นี้ก็เป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมได้ทุกเมื่อแม้แก่เด็ก ๆ โดยไม่ต้องกล่าวถึงผู้ใหญ่ ปมเขื่องของเด็ก ๆ รุ่นจิ๋ว แสดงออกมาทางการอยากเป็นเจ้าของ อยากทำลาย อยากทำเอง อยากอวดความสามารถ อยากสอนคนอื่น อยากได้ชื่อว่าตัวทำถูกเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอน เด็กเล็ก ๆ จับตัวแมลงได้ ก็จะฆ่าให้ตาย เช่นเดียวกับลิง ซึ่งอันนี้เป็นสัญชาตญาณที่เป็นความต้องการของปมเขื่อง เมื่อได้ฆ่าสิ่งใดลงไปก็จะได้รสของการที่ปมเขื่องของตนสูงขึ้น ทำนอนเดียวกับการกระตุ้นด้วยของเมา สัญชาตญาณอย่างสัตว์หรือ Animal Instinct มีลักษณะเป็นอยู่อย่างนี้ตรงกันข้ามกับการมีศีลธรรมที่มนุษย์ต้องการ เราจึงต้องมีระบบสำหรับอบรมคนมาตั้งแต่แรกคลอด ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ ผลจะเป็นอย่างไร ก็พอจะทายกันได้


          เด็กยิ่งโตขึ้นมา ก็ยิ่งอยากไม่ให้ใครดุใครว่าหนักขึ้น มีเด็กจำนวนมากนึกด่าแช่งครูอยู่ในใจเมื่อถูกด่าหรือลงโทษ และมีเด็กจำนวนไม่น้อยจะทำวิธีการ "ใต้ดิน" กลั่นแกล้งหรือทำลายครูประจำชั้นของตนเอง ทุกขณะที่เขาโกรธขึ้นมาโดยเฉพาะในชนบทที่ประชาชนยังไร้การอบรม บิดามารดาเองเสียอีกที่สนับสนุนความต้องการของเด็กในเมื่อครูลงโทษลูก เด็กตามชนบทส่วนมากจะนั่งตากระปริบ ไม่ยอมตอบคำถาม เพราะอำนาจของสัญชาตญาณที่รู้สึกว่าการถูกถามนั้นเป็นการลดปมเขื่องของตัว ยิ่งการต้องตอบแล้ว ยิ่งลดมากลงไปอีก


          คนโตจนกระทั่งบวชพระบวชเณร ก็ยังมีลักษณะดังกล่าวอยู่เต็มที่ ทำให้ลำบากอย่างยิ่งแก่การอบรมสั่งสอน เมื่อบีบบังคับหนักเข้า บางคนจะถึงกับก่ออาชญากรรมขึ้นในที่นั้นก็ได้ พระเณรที่มาจากเด็ก ๆ ที่ไม่เคยเข้าโรงเรียนหรือเข้าชนิดพอไปที จะมีลักษณะเช่นว่านี้มาก จนการบวชคราวหนึ่งของตนแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรคุ้มกัน คนประเภทนี้ไม่ยอมถามข้อที่ตนสงสัยกะครูบาอาจารย์ แม้ครูจะคะยั้นคะยอให้ถาม เพราะรู้สึกว่าการถามนั้น ทำให้ตนด้อยลงไป ยังมีพระเณรจำนวนไม่น้อย ที่อยากจะได้ความรู้จากเพื่อนหรืออาจารย์ แต่ไม่ยอมแสดงความประสงค์ซึ่งหน้าหรือร้องขอให้บอก เพราะปมเขื่องของตนจะลดลงไปด้วยการต้องลดตนลงเป็นอุปัฏฐากหรือเป็นหนี้บุญคุณ สู้แอบฟัง "ฟรี" ไม่ได้ แม้จะต้องคอยเก็บเล็กผสมน้อย ก็ยังเป็นการดีกว่าที่จะแสดงออกไปว่าตนไม่รู้อะไร และทั้งต้องการจะให้ยังคงเป็นความลับอยู่ว่า ตนรู้มาจากใคร เพื่อให้มีส่วนว่าตนคิดเอาเองหรือรู้เอง เราเรียกชื่อความรู้สึกอันนี้กันอย่างผิด ๆ ว่า ความละอายครู ความจริง ความกระด้างกระเดื่องทั้งหมดนี้ ทุกอย่างเป็นเพราะความต้องการของปมเขื่องหรือสัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" หรืออัสมิมานะนั่นเอง เมื่อถูกบีบคั้นเข้าโดยไม่ถูกวิธีหรือไม่เหมาะกาลเทศะ ก็กลายเป็นทางเกิดของอาชญากรรมขึ้น ในวัดหรือโรงเรียน ได้ทุกเมื่อ ที่กล่าวนี้ เพื่อต้องการให้สังเกตถึงพิษสงของปมเขื่องเป็นพิเศษ ว่ามันเป็นสิ่งที่ได้ลงรากไว้ตั้งแต่แรกกำเนิด รอคอยเตรียมพร้อมสำหรับจะเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลายเรื่อย ๆ มา ด้วยอาการอย่างไร


        คนหนุ่มคนสาว หรือสัตว์ที่ขึ้นถึงขีดเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ความต้องการของปมเขื่องยิ่งรุนแรงหนักเข้า ในทางที่จะให้สิ่งแวดล้อมมาหล่อเลี้ยงหรือบำเรอความต้องการของตัว เพศผู้ต้องการให้ได้รับการบำเรอจากเพศเมียตามความใคร่ของตน ทางสัมผัสทุกอย่างที่จะทำการหล่อเลี้ยงได้ แม้เพศเมียก็มีความต้องการทำนองเดียวกัน จึงมีการผ่อนผันกันในการทำหน้าที่ตามที่ธรรมชาติบังคับมา และเราเรียกความต้องการชนิดนี้ของปมเขื่องว่า กามารมณ์ กามารมณ์ที่ถูกต้อง จึงเป็นการผ่อนผันประนีประนอม ยอมรับนับถือปมเขื่องของแต่ละฝ่ายเท่า ๆ กัน และช่วยหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน ถ้าหากฝ่ายหนึ่งต้องทำไปเพราะการถูกบีบบังคับจนปมเขื่องลดตัวไป กามารมณ์ย่อมไม่มีแก่ฝ่ายนั้น เพราะฉะนั้นตัวสิ่งที่เรียกว่า "กามารมณ์แท้" นั้น ก็คือปมเขื่องที่ถูกสนับสนุนให้ได้ตามใจตัวเองถึงขีดสุดนั่นเอง หาใช่เพียงแต่รสชาติของการสัมผัสทางผิวกายไม่ ถ้าฝ่ายหนึ่งหยิ่งจองหองถือตัว ปราบปมเขื่องของฝ่ายหนึ่งราบลงไป กามารมณ์ก็มีไม่ได้ ลำพังการสัมผัส แม้จะมีรสชาติพิเศษเพียงใด ความรักกระจัดกระจายหมด เมื่อปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายถูกกระทบกระเทือนจากกันและกัน ความรักทรงตัวอยู่ได้เมื่อปมเขื่องของฝ่ายนั้น ๆ ถูกหล่อเลี้ยงไว้เป็นอย่างสูง การเป็นทาสของความรัก มีความหมายตรงที่ต้องยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคู่รัก พอปมเขื่องถูกเหยียบย่ำ แม้จะรักกันอยู่อย่างไม่มีอะไรเปรียบก็จะทะเลาะวิวาทกันได้ในนาทีต่อมา สิ่งที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่ากามารมณ์นั้น อยู่ใต้อำนาจความต้องการของปมเขื่องที่จะคงความเขื่องของมันไว้ หาใช่ปมเขื่องหรือ "อหังการ" นี้อยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์ไม่ จึงเมื่อจะกล่าวให้ตรงตามที่เป็นจริง ก็ควรจะกล่าวว่า กามารมณ์ที่แท้นั้น ก็คือการที่ปมเขื่องได้แสดงความเขื่องออกไปในทางแสดงอำนาจบาตรใหญ่เพื่อตามใจตัวเอง ให้สิ่งแวดล้อมบำเรอตนจนถึงระดับสูงสุดต่างหาก การที่อวัยวะของคนหนุ่มสาวขยายตัวเต็มที่เพื่อกิจการอันนี้เมื่อถึงวัย ควรจะถูกเข้าใจว่า เพื่ออำนวยแก่การแสดงความเขื่องของปมเขื่องในฝ่ายนี้โดยตรง แทนที่จะเข้าใจว่า เพื่อรสของกามารมณ์โดยเฉพาะ จะถูกกว่าความลดของปมเขื่อง ย่อมหักห้ามกามารมณ์ได้ฉับพลันเสมอ เพราะฉะนั้น การขัดขวางทางกามารมณ์จึงได้แก่การขัดขวางปมเขื่องที่จะแสดงความเขื่อง และมีอำนาจรุนแรงในทางก่ออาชญากรรมได้ตามกรณี ปมเขื่องจึงเป็นตัวการหรือต้นเหตุแห่งอาชญากรรม แม้ในรายที่เกี่ยวกับกามารมณ์อยู่นั่นเอง หาใช่ลำพังรสชาติของกามารมณ์ล้วน ๆ ไม่ ถ้าเราเข้าใจกามารมณ์ถูกต้อง จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีน้ำหนักหรือความหมายเลย จนกว่าจะได้ลากเอาความต้องการจะแสดงความเขื่อง ของปมเขื่อง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักจิตวิทยาแห่งยุคปัจจุบันบางคณะวางกฎเกณฑ์ลงไปว่า การกระทำทุก ๆ อย่างของสัตว์ เนื่องมาจากกามารมณ์หรือมีกามารมณ์เป็นมูลเหตุอยู่ในส่วนลึกทั้งสิ้น ข้อนี้โดยทั่ว ๆ ไปเราพอจะมองเห็นได้ว่ามีความจริงอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่กฎเกณฑ์อันนี้ย่อมนำไปใช้ไม่ได้กับสัตว์ประเภทที่ขึ้นถึงขีดพ้นอำนาจของกามารมณ์แล้ว แต่ยังมีอหังการมมังการเหลืออยู่ เช่น พวกพรหมเป็นต้น สัตว์ประเภทนี้ พ้นขาดจากฐานะที่ปมเขื่องของตนจะแสดงความเขื่องในทางให้ถูกบำเรอ ด้วยวัตถุแห่งกามารมณ์แต่ยังมีเหลืออยู่สำหรับหาความเขื่องในทางที่สูงขึ้นไปกว่านั้น สัตว์พวกนี้จึงถูกจัดไว้ในพวกสัตว์ชั้นสูง ๆ ขึ้นไปกว่ามนุษย์ธรรมดาหรือเทวดาธรรมดา


          คู่ผัวตัวเมียอยู่กันไปได้ กระทั่งเป็นพ่อบ้านแม่เรือนนั้น หาใช่เพราะอำนาจแห่งกามารมณ์ไม่ แต่ที่อยู่กันไปได้ก็เพราะปมเขื่องของแต่ละฝ่ายได้รับความเอื้อเฟื้อจากแต่ละฝ่ายอยู่ แม้ในรายที่ภรรยาข่มสามีอย่างกะทาส ก็หาใช่เพราะสามีทนอยู่เพื่อเห็นแก่กามารมณ์ไม่ ปมเขื่องของสามีถูกลดไปในทางด้านนี้ แต่ต้องไปมีทางออกด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ด้านสังคมเป็นต้น ซึ่งภรรยาใจร้ายนั้น คงไม่ได้ปิดเสียหมดทุกแง่ทุกมุมหรือแม้ที่สุดแต่การที่จะทนอดกลั้นเพื่อเห็นแก่ลูก ๆ หรือชื่อเสียงของครอบครัว ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของตนโดยตรง ซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องในส่วนนี้เอาไว้ก็อยู่กันไปได้ ถ้าหากว่าฝ่ายภรรยาสามารถปิดได้หมดทุก ๆ ประตูจริง ๆ สามีจะต้องแยกออกไป หรือมิฉะนั้นก็ต้องตาย จะเป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรืออัสมิมานะอยู่ในครอบครัวไม่ได้ เพราะปมเขื่องหรืออัสมิมานะซึ่งสมบูรณ์เต็มที่นั้น คือชีวิตของปุถุชนจริง ๆ การทะเลาะวิวาทในครอบครัวเกิดขึ้นได้ เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการปมเขื่องมากเกินไปบ้าง เพราะต้องการจะป้องกันปมเขื่องของตนบ้าง ครอบครัวที่ปราศจากการทะเลาะโดยสิ้นเชิง ก็คือครอบครัวที่แต่ละคนรู้จักควบคุมปมเขื่องของตน หาใช่เพราะเห็นแก่สินจ้าง เช่นกามารมณ์ เป็นต้นไม่ กามารมณ์ไม่อาจใช้เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยของครอบครัว เพราะเป็นการต้องการขยายตัวของปมเขื่องที่ไม่มีขอบเขต แม้นี้ก็แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างผัวเมียในครอบครัว ก็มีมูลมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ หรืออหังการอีกนั่นเองหาใช่ลำพังกามารมณ์ไม่


          ลูกจ้างกับนายจ้างนั้น ตามปรกติลูกจ้างจะรู้สึกว่าตนเสียความสูงของปมเขื่องไป ตั้งแต่แรกเข้ามาเป็นลูกจ้างแล้วและเก็บอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ทนทำงานเพื่อจะเอาค่าจ้างไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องตนทางหนึ่งในเวลาอื่น ถ้านายจ้างสามารถทำให้เกิดโอกาสแก่ลูกจ้าง เพื่อมีโอกาสแสดงปมเขื่องของตนได้แม้จะในทางไหนก็ตาม จะดึงดูดให้เขาทำงานได้ดีกว่าเงินเดือนจะทำให้เขาซื่อตรงหรือรักใคร่นายจ้าง เพราะสิ่งนี้มันยกปมเขื่องของเขา ตรงกันข้ามกับเงินเดือนซึ่งกดปมเขื่องของเขา แต่การให้รางวัลพิเศษ หรือการขึ้นเงินเดือน อยู่ในจำพวกยกปมเขื่อง ในชนบทบ้านนอกที่ชาวบ้านสันโดษ มีกินมีใช้ไปตามธรรมชาตินั้น จ้างคนทำงานยาก แต่วานหรือขอแรงได้ง่าย ข้าพเจ้าได้ประสบปัญหาอันนี้มาด้วยตนเองแม้กระทั่งทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะการวานนั้น มันเป็นการเพิ่มปมเขื่องให้เขา การจ้างเป็นการลดปมเขื่องของเขา ลูกจ้างจะบันดาลโทสะเอานายจ้างเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความลดปมเขื่องเป็นทุนอยู่ในใจ อันเป็นมูลเหตุแห่งการทำอาชญากรรมต่อนายจ้าง ลูกจ้างที่ทำงานเต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น มีแต่เมื่อนายจ้างแสดงความนับถือในปมเขื่องของเขาทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอเท่านั้น นับตั้งแต่การวางตนเสมอ นับตั้งแต่การกินร่วมคุยร่วมเป็นต้นขึ้นไป ลำพังค่าจ้างอย่างเดียว ไม่ช่วยให้ลูกจ้างทำงานด้วยความมามารถทั้งหมดได้ เขาจะพยายามเอาเปรียบอยู่ทุกวิถีทาง การมอบหมายให้รับผิดชอบ การให้เป็นเจ้าหน้าที่ทดลองค้นคว้าหรือทำอะไรทำนองนี้ ส่งปมเขื่องของผู้ถูกใช้ให้เด่นลอย จนค่าจ้างกลายเป็นของไม่มีค่าไป ลูกจ้างนั้นจึงทำงานเกินค่าจ้างเกินเวลา และเกินอะไรทุก ๆ อย่าง นายจ้างจึงควรคิดค้นหาทางออกให้ปมเขื่องของลูกจ้างแสดงออกมาทางใดทางหนึ่งให้จนได้ จึงจะราบรื่น มิฉะนั้นแล้วก็เท่ากับเสี่ยงตนอยู่ใกล้กับอาชญากรรม ที่ลูกจ้างจะประกอบขึ้นเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความลดของปมเขื่องอันเป็นทางเกิดแห่งอาชญากรรม เป็นทุนในใจอยู่ตลอดเวลา


          ทาสและนักโทษนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทาสเป็นผู้ที่ต้องมอบปมเขื่องของตัวไว้กับนาย ปมเขื่องของตน ตนยอมให้ลดเพื่อไปเพิ่มให้นาย ตนมีปมเขื่องที่ลดไปอยู่ในระดับหนึ่งก็พอใจแล้ว และยึดถือเอาเป็นระดับปรกติของตน นักโทษหรือผู้ต้องขังเพราะมีผิดในกรณีปรกตินั้น คือผู้ที่หวังการกลับมาของปมเขื่องในอนาคต ส่วนใหญ่ผิดจากทาสตรงที่ยังมีความคิดที่จะเอาคืนอยู่ทุกโอกาส เนื่องจากการไม่ยอมปล่อยนี่เอง เขาอาจบันดาลโทสะขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ หลักการราชทัณฑ์ชนิดที่กดปมเขื่องของผู้ต้องขังอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่มีทางที่จะให้นักโทษเหล่านั้นกลับนิสัยเป็นคนดีได้ เพราะฝืนความต้องการของสัญชาตญาณหรืออัสมิมานะ มีแต่จะทำให้อำหิตยิ่งขึ้นทุกที


          เพื่อนบ้านเรือนเคียง อยู่กันไปได้ด้วยลักษณะอันเดียวกันกับคู่ผัวเมีย กล่าวคือต่างฝ่ายต่างช่วยเหลี้ยงปมเขื่องของกันและกัน ผิดกันแต่ว่าเป็นการหล่อเลี้ยงคนละระดับเท่านั้น ถ้าบ้านใดเกิดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยอะไรก็ตาม ควรจะหาวิธียกเพื่อนบ้านเรือนเคียงนั้นให้เด่นตามด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ให้เกิดความรู้สึกว่าตนเป็นศรีสง่าของหมู่บ้านนี้ เพื่อแข่งขันกับหมู่บ้านอื่น และตนจะไม่ดูหมิ่นหรือทอดทิ้งเพื่อนบ้านของตนมิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นทางให้เกิดอาชญากรรมเพราะการริษยาเนื่องจากการที่ปมเขื่องของหลาย ๆ บ้านได้ลดลงไป การริษยานั้น มิใช่เพียงแต่จะให้ความเด่นของบ้านที่เด่นนั้นลดลงมาอยู่ในระดับเดิม แต่จะเลยไปจนถึงอยากให้ล่มจมสูญหายไปเสียทีเดียว ลักษณะของความเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในเมืองที่รุ่งเรืองด้วยการแข่งขันยื้อแย้งกันอย่างตัวใครตัวมัน จะมีเหลืออยู่แต่ตามชนบทที่ธรรมชาติไม่เปิดโอกาสให้การแข่งขัน ยังจะต้องพึ่งพาอาศัยกันต่อไป แต่ละคนรู้สึกในทางที่จะรักษาปมเขื่องของหมู่บ้านนี้ ก็เป็นทางให้เกิดอาชญากรรมได้กว้างขวางไปตามส่วน เพราะอำนาจสัญชาตญาณการรักษาหมู่หรือ ปมเขื่องร่วม ความสัมพันธ์กันในทางบุญคุณ ของเพื่อนบ้านเช่นนี้ ยังเป็นไปในทางช่วยส่งเสริมปมเขื่องของกันและกัน ด้วยการจำต้องพึงพาอาศัยกัน ยังมีความเห็นแก่ตัวของปมเขื่องนั่นเองเป็นสมุฏฐาน ยังมิใช่ความรู้สึกของผู้ที่เป็นบุพการีหรือกตัญญูกตเวทีต่อกันและกันแท้ จึงยังอาจพลั้งเผลอบัลดาลโทสะขึ้นเมื่อใดก็ได้โดยง่าย ซึ่งทุกคนจะต้องสำรวมระวัง ความรักเพื่อนบ้านยังมิใช่เมตตากรุณา จึงยังไม่มีอำนาจพอที่จะหักห้ามการบันดาลโทสะหรืออะไรทำนองนั้น เหมือนความเมตตากรุณาแท้ เพื่อเป็นทางป้องกันอาชญากรรม เราจะต้องสำรวมระวังความสำคัญในทางบุญคุณกันนี้ อย่าอ้างขึ้นเพื่อเรียกร้องเอาจากกันโดยให้ฝ่ายหนึ่งเกรงใจตัวให้มากไป ส่วนความสัมพันธ์ทางบุญคุณที่บริสุทธิ์ เช่น ระหว่างบิดามารดากับบุตร เป็นต้นนั้น เป็นกตัญญูกตเวที หรือเมตตากรุณาที่บริสุทธิ์ ซึ่งสามารถบีบบังคับปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่งได้มากกว่าอย่างมากมาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังจำเป็นที่จะต้องสังวรไว้เหมือนกันว่า แม้จะอยู่ในขนาดที่เป็นกตัญญูกตเวทีบริสุทธิ์หรือเมตตาบริสุทธิ์แล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถบีบบังคับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งยังคงมีปมเขื่องที่มิได้ควบคุม หรือควบคุมไว้มิได้ ได้โดยเด็ดขาดก็หาไม่ ยังคงเป็นทางมาแห่งอาชญากรรมได้ดีอยู่นั่นเอง เพียงแต่ว่าน้อยลงไปกว่า ทั้งนี้ก็เพราะว่า การรู้สึกตัวว่าเป็นหนี้บุญคุณเขานั้น เป็นการลดของปมเขื่องและตรงกันข้าม การรู้สึกตัวว่าตัวเป็นเจ้าหนี้บุญคุณเขานั้น เป็นการฟูของปมเขื่อง สัญชาตญาณเกี่ยวกับเรื่องนี้ย่อมจูงให้คนที่เป็นฝ่ายเป็นหนี้บุญคุณนั้น หาทางยกปมเขื่องของตัวที่ลดลงไปให้สูงขึ้นด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้ทางดีก็เอาทางร้าย ในทางดีเป็นเรื่องบุญกุศล ไว้กล่าวข้างหน้า ในทางร้ายก็คือ กลบเกลื่อนบุญคุณของผู้อื่นที่มีอยู่เหนือตนเสีย ด้วยกิริยาที่เรียกว่า เนรคุณ แต่ส่วนมากย่อมเป็นไปในระดับกลาง คือตอบแทนเสียเท่าที่จะไม่ให้ใครกาหน้าได้ว่า เป็นคนเอาเปรียบผู้อื่น อย่างที่เรียกกันว่า "หมูไปไก่มา" แม้อาการที่เรียกว่า "หมูไปไก่มา" นี้เกิดขึ้นได้ ก็ด้วยอำนาจของการรักษาเหลี่ยมของปมเขื่องของตนเองเป็นใหญ่ จึงยังมิใช่ธรรมะแท้ ส่วนการที่คนต้องตกเป็นหนี้บุญคุณด้วยความสมัครใจและไม่มีทางสู้นั้น เป็นเพราะตนต้องการอาศัยปมเขื่องของฝ่ายโน้น เป็นเครื่องยกปมเขื่องของตนขึ้น เพราะตนหมดความสามารถในกรณีพิเศษเช่นนั้นจริง ๆ เป็นการลงทุนด้วยปมเขื่องที่น้อยกว่า เพื่อหามาซึ่งปมเขื่องที่สูงกว่า ซึ่งเราเรียกกันว่าความสวามิภักดิ์ ดังเช่นที่พุทธบริษัทมีต่อพระพุทธเจ้า หรือศาสนิกเหล่าอื่นที่นับถือพระเป็นเจ้า มีต่อพระเป็นเจ้าของเขา เขาเห็นว่าการเป็นสาวก หรือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเป็นเจ้านั้น เป็น "ความเขื่อง" ที่เขื่องว่าปมเขื่องทั้งหมดที่เขากำลังมีอยู่ในบัดนี้ ดังนี้เราจะเห็นได้ว่าแม้ความยอมสวามิภักดิ์ ก็ไม่มีอะไรที่พ้นไปจากการแสวงหาหรือการรักษาปมเขื่องของตน อีกนั่นเอง.....






Free TextEditor




 

Create Date : 08 เมษายน 2552    
Last Update : 8 เมษายน 2552 11:44:27 น.
Counter : 171 Pageviews.  

การสร้างกลุ่มใน google groups

Google Groups

เป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่มีความสนใจอะไรคล้ายๆกัน มีลักษณะเป็น community เช่น กลุ่มดนตรีไทย กลุ่มทีมฟุตบอล กลุ่มเลี้ยงกระต่าย จุดประสงค์เพื่อที่จะกระจายข่าวทางอีเมล์ หรือไม่ก็ผ่านทางหน้ากลุ่ม

การเข้าร่วมกลุ่ม เข้าไปที่ google ใส่ e-mail address และ password แล้วเข้าไปที่กลุ่มข่าว groups (ซ้านบน) ค้นหากลุ่มที่เราสนใจหรือเลือก แสดงทุกกลุ่มในไทย และเข้าไปดูได้เลย แต่ถ้าเป็นกลุ่มส่วนตัวต้องขอคำเชิญก่อน จึงเข้าไปดูในกลุ่มได้ เมื่อเข้าไปดูแล้วก็สมัครเป็นสมาชิก สำหรับคนที่ไม่สมัครเป็นสมาชิก จะไม่สามารถตั้งกระทู้หรือลงความเห็นได้

การสนทนา เอาไว้โพสต์คำถาม-ตอบ หรือตั้งกระทู้ เจ้าของกลุ่มจะเลือกได้ว่าจะให้โพสต์ลงได้เลย หรือรอให้เจ้าของกลุ่มอนุญาตก่อน ส่วนสมาชิกเลือกได้ว่าต้องการอ่านและโพสต์หน้ากลุ่มหรือว่าใช้ e-mail เพื่ออ่านและตอบกลับ
ไฟล์ สมาชิกอัปโหลดไฟล์ลงไปในกลุ่มได้

วิธีโพสต์ในหัวข้อ “ การสนทนา “

googlegroups มีปัญหาตรงที่ไม่สามารถโพสต์คำถามหน้ากลุ่มได้

วิธีแรก
โพสต์ได้แน่นอน แต่ยุ่งยากนิดนึงนะคะ ให้เข้าไปที่ e-mail ของคุณ ( จะของ hotmail ,gmail ,yahoo ก็ได้ ) แล้วส่ง e-mail มาถึง xxx@googlegroups.com ,xxx คือชื่อกลุ่มที่ตั้งไว้ ชื่อเรื่องที่จะส่ง ก็คือหัวข้อกระทู้ เวลาส่งไปแล้วถ้าสมาชิกเลือกที่จะรับ e-mail ตอบกลับเมื่อ มีคนโพสต์ หรือตอบกระทู้ จึงจะสามารถตอบกระทู้ได้ โดยเข้าไปที่ e-mail
ที่ส่งไปแล้วตอบกลับ

วิธีที่2
พยายามทำให้เมนูเป็นภาษาอังกฤษ ให้ได้ ไปที่ google หน้าแรก ตรงบรรทัดแสดง google
ใน : English คลิก English (บรรทัดนี้อยู่กลางๆ หน้า ใต้ google search) ลองเข้าไปกลุ่มดู
ถ้าปุ่มต่างๆ ขวามือเป็นภาษาอังกฤษ > โพสต์ได้ ถ้าปุ่มต่างๆ ขวามือยังเป็นภาษาไทย > โพสต์ไม่ได้
ลองกลับไปที่หน้าแรก google ใหม่ จะเห็นว่าเป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเข้ากลุ่มแล้วยังเป็นภาษาไทย
ลองไปที่หน้าแรกของ "google group" ใต้ search google croup จะเห็น Explore group What is google groups? Take the tour > คลิก take the tour และ คลิก Try it out (อยู่ขวาเกือบล่าง) แล้วลองเข้า group ใหม่ ดูว่าปุ่มต่างๆ ขวามือ (เมนูต่างๆ)เป็นภาษาอังกฤษรึยัง ถ้ายัง ก็โพสต์ไม่ได้นะ สิบอกให้
ถ้าไม่ได้ เข้า Adress : //groups.google.com/group/xxx?hl=en-GB ,
Xxx หมายถึงชื่อกลุ่มนะ อันนี้ชัวร์สุด ไม่มีปัญหา *****

วิธีที่สาม
เห็นเขาว่า โพสต์การสนทนา (discussion)โต้ตอบกันไม่ได้ เนื่องจาก bug ของ google group ต้องเป็นบราวเซอร์เวอร์ชั่นเก่าเท่านั้นจึงจะโพสต์ได้ บราวเซอร์เวอร์ชั่นเก่า คือ Installshield Express เวอร์ชันเก่า 2-5. ให้เข้าไปดูเวอร์ชั่นที่ help---> about internet explor ถ้าเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ลอง update service pack อาจจะได้ (ยังไม่เคยลอง)
สรุปง่ายสุดคือใช้วิธีที่ทำให้เมนูเป็นภาษาอังกฤษโดย เข้าที่ Adress :
//groups.google.com/group/xxx?hl=en-GB




 

Create Date : 01 เมษายน 2552    
Last Update : 1 เมษายน 2552 10:00:23 น.
Counter : 1648 Pageviews.  

1  2  

nongnou
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add nongnou's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.