วันเหงา ๆ แต่เรายังมีกัน
Group Blog
 
 
กันยายน 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
18 กันยายน 2552
 
All Blogs
 

ด้วยรัก ฝากฝัน นิรันดร บทที่ 7 "แผนการร้าย"


บทที่ 7

แผนการร้าย

บ่ายโมงตรงพอดิบพอดี เมื่อเครื่องโทรศัพท์บนโต๊ะตัวใหญ่ภายในห้องทำงานกว้างส่งเสียงดังเป็นสัญญาณ ติดตามมาด้วยเสียงหวานของเลขานุการสาวซึ่งนั่งประจำอยู่หน้าห้องที่ห่างออกไปแค่เพียงฝากั้น

“คุณจิระ กับคุณรวีพาแขกมาขอเข้าพบค่ะ”

“ให้เข้ามาได้”

เพียงอึดใจเดียวเมื่อประตูบานสูงถูกเปิดออกด้วยมือของหญิงสาวผู้เป็นเลขา จิระก้าวเข้ามาภายในห้องเป็นคนแรกจากจึงเป็นแขกที่ชายหนุ่มเจ้าของห้องออกคำสั่งให้คนของตนไปเชิญตัวมาพบเขาที่นี่ภายในวันนี้ ปิดท้ายขบวนด้วยรวี ซึ่งเดินตามหลังเจ้าสัวอลงกรณ์มาติด ๆ จะว่าไปแล้วมันเหมือนกับการควบคุมตัวท่านเจ้าสัวมาพบกับเขาเสียมากกว่าเชิญ ส่วนหัวข้อเรื่องที่จะสนทนานั้นเห็นทีจะเป็นเรื่องอื่นใดไปมิได้เลย นอกเสียจากเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อช่วงดึกของคืนวานนั่นเอง

“เชิญนั่งก่อนสิครับคุณอา” พีรพัฒน์ขยับตัวลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ผายมือไปยังชุดรับแขกบุหนังสีครีมที่อยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องเป็นเชิงบอกกับผู้มาใหม่ ซึ่งเขาพอจะได้พบปะมาบ้าง ในยามที่ออกงานสังคมต่างๆ พร้อมกับบิดาละมารดา ชายหนุ่มขยับพาตัวเองมานั่งยังฝั่งตรงกันข้ามกับ ‘แขก’ ซึ่งดู ๆ แล้ววัยน่าจะล่วงเลยมาจนใกล้เคียงกับบิดาของเขา หรือว่าอาจจะมากว่าเสียด้วยซ้ำ

“กาแฟหรือชาดีครับ” เจ้าของห้องเอ่ยถามเสียงเย็น ๆ ใบหน้าคมติดจะเรียบเฉย ในแบบที่เหล่าคนสนิทรู้ดีที่สุด ว่านี่แหละคือช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดของพีรพัฒน์

“ขอบใจพ่อหนุ่ม แต่ว่าไม่เป็นไรหรอก เรามาคุยเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลางานของคุณ” เจ้าสัวอลงกรณ์ปฏิเสธพร้อมกับตัดบทมาเข้าเรื่อง ใบหน้าของผู้สูงวัยปรากฏร่องรอยของความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาเข้ามา เขาย่อมรับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันกดดันที่แฝงอยู่รอบตัวชายหนุ่มคราวลูกผู้ซึ่งยืนตรงหน้าเขาได้เป็นอย่างดี

พีรพัฒน์เพียงแต่พยักหน้าน้อย ๆ เป็นสัญญาณ เลขาสาวจึงล่าถอยออกไปจากห้องอย่างรู้หน้าที่ เพื่อเปิดโอกาศให้คนทั้งหมดได้เริ่มเจรจากันนับจากเวลานั้น

“อาพอจะเดาออกว่าเพราะอะไรคุณพีถึงได้ส่งคนไปเชิญอามาพบเป็นการด่วนแบบนี้” ผู้สูงวัยกว่าเปิดฉากเจรจาอย่างไว้เชิง ทว่าตรงประเด็นเสียจนคนฟังนึกชื่นชมในความนิ่งของคนตรงหน้า

“ก็ดีครับ ในเมื่อคุณอารู้เรื่องดีอยู่แล้ว ผมก็จะขอคุยแบบตรงไปตรงมา คนที่ลูกชายคุณอาสัวเล่นงานเมื่อคืนเป็นเพื่อนสนิทของผม การกระทำของเค้าผมถือว่าเป็นการเหยียบหน้าผมโดยเฉพาะ บอกตรง ๆ ว่าเคืองมาก” พีรพัฒน์ย้อนเหตุการณ์เมื่อคืนวาน น้ำเสียงเข้มนัยน์ตาจริงจังเสียจนกลายเป็นดุตามอารมณ์ที่กำลังกรุ่นขึ้นทีละน้อย

“อันที่จริงอาเองก็เพิ่งจะรู้เรื่องเมื่อเช้า และที่ยอมตามคนของคุณมาที่นี่ ก็เพราะรู้ว่าลูกชายของอาผิด ถึงตั้งใจว่าจะมาขอโทษแทน อาผิดเอง ที่เลี้ยงลูกไม่ได้ดี มันถึงได้ก่อนเรื่องจนทำให้พวกคุณต้องมาพลอยเดือนร้อน” การที่เจ้าสัวอลงกรณ์ถึงกับออกปากขอโทษแทนบุตรชายของตนเองแบบนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่พีรพัฒน์เองก็ไม่คาดคิดมาก่อน ทว่าก็นับถือน้ำใจของท่าน เพราะถ้าหากว่ากลับกัน บิดาของเขาก็คงต้องทำแบบนี้เหมือนกัน

“เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ถึงเพื่อนผมมันจะไม่คิดติดใจเอาความ แต่สำหรับผม มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ผมจึงจำเป็นต้องเชิญคุณอามาพูดคุยตกลงกันเสียให้รู้เรื่อง”

“อาเข้าใจ เอาเป็นว่า อาขอรับรองด้วยเกียรติว่าต่อไปจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”

“เข้าใจกันได้ง่าย ๆ แบบนั้นก็ดีแล้วครับ ผมก็แค่หวังว่าคุณอาจะทำได้อย่างที่รับปาก ต่อไปจะได้ไม่ต้องมีเรื่องมากวนใจเราทั้งสองฝ่ายอีก แล้วผมจะสั่งให้ทนายไปดำเนินการถอนแจ้งความให้ก็แล้วกัน”

“อาขอบคุณ คุณพีมาก เห็นทีคงต้องกลับไปสั่งสอนไอ้ลูกชยตัวดีให้หนัก ๆ นี่ก็ว่าจะปล่อยให้นอนในมุ้งสายบัวไปสักคืนสองคืน จะได้ดัดสันดานมันเสียบ้าง ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่า ทำไมมันถึงได้ขยันหาแต่เรื่องให้ปวดหัวได้ทุกวี่ทุกวัน”

“เรื่องภายในครอบครัวผมคงไม่ออกความเห็น เอาเป็นว่าคราวหน้าอย่างให้มีแบบนี้อีก ครั้งนี้ถือว่าเห็นแก่คุณอา ผมถึงได้ยกให้สักครั้ง ผมรบกวนเวลาคุณอามานานมากแล้ว เชิญคุณอากลับไปพักผ่อนเถอะครับ รวีพาเจ้าสัวกลับไปส่งให้ด้วย” ไม่ไล่ก็เหมือนไล่ พีรพัฒน์ ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ทำงานตัวเดิมในทันทีหลังจากพูดจบ ทิ้งให้แขกที่เชิญมาทำหน้าเก้อ ๆ ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง โดยไม่รู้เลยว่า สายตาที่มองสบระหว่างเจ้าของกับอีกสองหนุ่มนั้นคือการบอกเป็นนัย ๆ ว่าให้ส่งคนคอยตามประกบ สอดส่องดูความเคลื่อนไหวสองพ่อลูกนี่เอาไว้ จนกว่าจะแน่ใจว่าคนทั้งคู่จะทำตามที่พูดได้จริง ๆ

------------------------------------------------------

จิระที่ยืนนิ่งประจำที่เสมือนหนึ่งองครักษ์ผู้พิทักษ์มาตั้งแต่เริ่มการเจรจาเมื่อต้นบ่าย ยื่นส่งแฟ้มที่ถือติดมือเข้ามาตั้งแต่เมื่อแรกให้กับผู้เป็นนาย ภายในแฟ้มบรรจุข้อมูลของหญิงสาวที่พีรพัฒน์ สั่งให้ค้นหาประวัติของเธอขึ้นมาเป็นการด่วนคนนั้นโดยละเอียด

“ประวัติเพิ่มเติมของเด็กผู้หญิงคนนั้นครับนาย”

“มีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง” พีรพัฒน์รับแฟ้มมาเปิดออกแล้วกวาดตามองคร่าว ๆ แต่สิ่งที่เจ้าตัวเลือกทำคือการถามแทนที่จะอ่านทั้งหมดเพื่อให้ได้รู้ความตามประสงค์

“ดูจากประวัติแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรนะครับนาย เว้นแต่เรื่องที่เจ้าเด่นไปสอบถามมาจากชาวบ้านแถว ๆ นั้น เห็นว่าพี่ชายของเธอหายหน้าหายตาไปจากบ้านได้พักใหญ่ ๆ เข้าใจว่าน่าจะกำลังหลบหน้าพวกโต๊ะพนันบอล คงจะมีแต่เรื่องนี้ล่ะครับที่ไม่ค่อยปกติ” จิระแถลงความตามที่ได้รับรายงานมาจากลูกน้องของตนต่ออีกทีทอดหนึ่ง

“หนี้พนันบอลอย่างนั้นหรือ” พีรพัฒน์ขมวดคิ้วนิ่วหน้า ก้มลงอ่านแฟ้มอีกครั้งอย่างตั้งใจมากกว่าเดิม

“นามสกุลนี้...” คิ้วที่ขมวดอยู่กลับเลิกขึ้น ตาคมตวัดขึ้นมองหน้าองครักษ์คู่ใจที่ยืนทำหน้านิ่ง

“ลูกสาวคนเล็กของท่านรัฐมนตรีฯ ธีระ โชติคุณารัตน์ ครับนาย แต่เป็นลูกนอกกฎหมาย ที่เกิดกับอนุภรรยา ไม่ใช่คุณหญิงเพียงตา” จิระไขข้อข้องใจให้กับเจ้านายโดยละเอียด เมื่อแรกนั้นเขาเองก็สะดุดตากับนามสกุลของเธอเช่นเดียวกับเจ้านายของเขาไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าจากการสืบเสาะข้อมูล มันทำให้ความรู้สึกของเขาเปลี่ยน กลายเป็นสงสารเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“หืม? ก็แล้วทำไมถึงได้ต้องระหกระเหินไปอยู่บ้านเช่าซอมซ่อขนาดนั้นเล่า เป็นถึงลูกสาวรัฐมนตรีแท้ ๆ น่าจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้นี่นา?” พีรพัฒน์พิจารณาจากรูปถ่ายที่คนของเขาจัดการถ่ายภาพมาประกอบข้อมูลส่วนตัวของการะเกดแล้ว ก็สรุปความว่า มันเก่าและทรุดโทรมได้ที่เลยทีเดียว

“เหตุผลทางการบ้านครับนาย บ้านใหญ่มีอิทธิพลเหนือบ้านเล็ก ถ้าหากคนกลางไม่แข็งพอ บ้านเล็กอย่างไร ๆ ก็แพ้หลุดลุ่ย” คนสนิทบอกในสิ่งที่มิได้ระบุไว้ในรายงาน ด้วยเป็นเรื่องนอกเหนือ ที่เขาบังเอิญได้รู้มาอย่างไม่คาดคิด

“อ้อ สรุปว่า โดนเมียหลวงเขาเขี่ยออกมา” ทั้งสีหน้า และท่าทางที่เขาโยนแฟ้มลงบนโต๊ะ รวมไปถึงน้ำเสียงหยัน ของเจ้านายหนุ่มส่งผลให้จิระต้องรีบอธิบายต่อ ก่อนที่เขาจะเข้าใจครอบครัวเล็ก ๆ ที่น่าสงสารนี้ไปมากกว่าเดิม

“ถ้าจะเรียกว่าเป็นเมียหลวงทางกฎหมายละก็ใช่ครับ แต่ทางพฤตินัย แม่ของเด็กคนนั้นมาก่อน แต่ว่าโดนอิทธิพลเงินตราเข้าแทรกแซง ก็เลยต้องจำยอมตกอยู่ในสภาพนั้น ผมรู้มาว่าคุณการะเกดเธอทั้งเข้มแข็งแล้วก็เด็ดเดี่ยวพอตัวเชียวละครับนาย ทำงานช่วยแม่หาเงินเรียนเองมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยง้อขอเงินพ่อแม้แต่บาทเดียว”

“โอ้โฮ นี่ฉันให้นายไปสืบแค่วันสองวัน ทำไมนายไปรู้อะไรมาได้ละเอียดเสียจริง” พีรพัฒน์ลุกขึ้นหันไปมองไกลยังนอกหน้าต่าง เสียงหัวเราะที่มาพร้อมกับคำถาม ทำให้คนฟังตระหนักได้ว่าเขาคงไม่ได้จริงจังกับคำตอบสักเท่าไร

“นี่! เจ้านายคงจะลืมไปแล้ว ว่าที่ดินหลังคอนโดฯ นั่นน่ะยังเป็นของนายอยู่ คนดูแลเก็บค่าเช่าก็เป็นคนของเรา เห็นว่าสนิทกับครอบครัวนี้ดีด้วยนะครับนาย เมียของนายพูนเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กับแม่ของคุณการะเกด พอเราไปถาม แกก็เล่าให้ฟังจนหมดเปลือก แค่บอกว่านายอยากรู้แค่นั้นเอง”

เป็นดังที่จิระพูดไว้ไม่มีผิด พีรพัฒน์ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า ทรัพย์ทั้งหมดที่เขามีนั้น กระจายตัวอยู่แห่งหนตำบลไหบ้าง และนั่นรวมไปถึงที่ดินด้านหลังคอนโดมิเนียมแห่งนี้ ที่เขาได้ตัดแบ่งที่ดินขายให้กับบริษัทธนกิจบริบูรณ์ของเพื่อนรักไปเพื่อสร้างคอนโดฯ สูง 30 ชั้นซึ่งต่อมาเขาได้ซื้อไว้เป็นที่พักชั่วคราวห้องหนึ่ง โดยยังคงเก็บที่ดินส่วนหลังเอาไว้ ด้วยเพราะความเห็นใจและเป็นห่วงผู้คนที่อาศัยเช่าบ้าน เช่าที่ดินของเขาอยู่ในบริเวณนั้นมานมนานนับแต่ครั้งที่บิดาเขาเริ่มก่อร่างสร้างตัว ถ้าหากว่าเขาขายที่ดินไปเสียงทั้งหมด แล้วชาวบ้านเหล่านั้นจะทำอย่างไร จะไปอยู่ที่ไหนกัน

ต่อให้เขาขายที่ดินส่วนนี้ทิ้งไป เงินทองที่ได้มาก็ใช่ว่าจะทำให้เขามั่งมีขึ้นมาอีกมากมายสักเท่าไร ในเมื่อธุรกิจนับสิบประเภท ที่เขาดูแลอยู่นั้น ก็ทำเงินมากมายมหาศาลให้กับเขาทุกวี่วันอยู่แล้ว เขาจึงเก็บที่ดินส่วนนี้ไว้ คิดเสียว่า ทำทานให้กับคนที่ยากไร้ให้ได้มีที่อยู่และทำกินต่อไป มันยังดูว่าน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า

“อ้อ! เอาชื่อฉันไปอ้าง” คนยืนนิ่งตั้งใจฟัง เกือบจะหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินถึงวิธีการสืบข้อมูลของเหล่าบริวารในสังกัด

“อ้าว! ไอ้เราก็นึกว่าอยากรู้” ผู้เป็นลูกน้องแสร้งบ่นพึมพำเบา ๆ ทว่าก็ดังพอจะลอยไปเข้าหูเจ้านายได้ ยามอยู่กันตามลำพังแบบนี้ ดูเหมือนว่าเส้นแบ่งระหว่างคนสองคนจะเลือนรางเสียจนแทบมองไม่เห็น จิระที่ตามปกติแล้วจะทำหน้านิ่งเยือกเย็นราวน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลา เวลานี้กลับยิ้มออก มิหนำซ้ำยังกล้าต่อคำกับพีรพัฒน์อีกต่างหาก

“ไม่ต้องมาทำเป็นยอกย้อน เรื่องที่สั่งให้ไปทำน่ะ ไปถึงไหนแล้ว” ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพีรพัฒน์ ไม่ได้ทำให้จิระแปลกใจสักเท่าไร ด้วยความที่เป็นคนสนิทชนิดที่เรียกได้ว่ารู้ใจนาย ติดตามรับใช้กันมาเนิ่นนาน นับตั้งแต่พีรพัฒน์เพิ่งจะเริ่มเข้าวัยสู่วัยรุ่นนั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องอดฉงนใจไม่ได้เลย ก็คือเหตุใดนายของเขาจึงใส่ใจกับเธอคนนั้นนัก ทั้งที่ดูไปแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ตรงต้องกับรสนิยมของเจ้านายเขาเลยนี่นา

“คนของเรากำลังตามดูเธออยู่ครับ สบจังหวะเมื่อไหร่ก็คงจะรีบพาตัวเธอมาพบนายทันที แต่ว่า....” คนตอบแม้จะพูดไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายลังเลที่จะถาม

“ทำไม ติดปัญหาอะไรหรือเปล่า” เจ้านายหนุ่ม เหลียวไปมองเสี้ยวหน้านิ่งเย็นแล้วถาม

“เอ่อ เปล่าหรอกครับ ไม่ได้ติดอะไร เพียงแต่ว่า นายแน่ใจหรือครับว่าจะให้เราเอาตัวเธอมา” ในที่สุดจิระก็ตัดสินใจถามออกไปจนได้

“นายสงสัยอะไรงั้นหรือจิระ? กับอีแค่ผู้หญิงร้าย ๆ คนหนึ่ง ทำไมฉันถึงจะพูดคุยด้วยไม่ได้” ความจริงที่พีรพัฒน์จงใจละเลยมันไว้เสีย ก็คือการพูดคุยของเขานั้น มันหมายถึงการที่เขาสั่งให้คนไปพาตัวเธอมาหาเขาถึงที่เลยต่างหาก มิใช่การพูดคุยกันตามธรรมดา ๆ ดังว่า

“แต่ว่า เธอเป็นถึงลูกสาวของรัฐมนตรีเชียวนะครับ”

จิระท้วงติงตามความเป็นจริงที่ตนได้รู้มา ซึ่งก็เป็นสิ่งเดียวกับที่ติดค้างอยู่ในความคิดของพีรพัฒน์เช่นกัน ทว่าความรู้สึกแปลกใหม่บางอย่างนั่นต่างห่างที่เข้ามากุมอำนาจเหนือความคิด มันทำให้เขายืนยันไปตามคำพูดเดิม โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจทำลงไปในวันนี้ จะส่งผลกับชีวิตและหัวใจที่เคยเป็นปกติของเขาให้ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

“แล้วไง! ก็ถ้ายายนั่นมีความสำคัญจริงอย่างที่นายว่า แล้วทำไมพ่อของหลอนถึงได้ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ แบบนั้น ฉันว่านายไปจัดการตามที่ฉันสั่งก็พอ เย็นนี้ฉันจะแวะไปทานข้าวเย็นกับคุณแม่ อาจจะกลับมาดึกสักหน่อย หวังว่าฉันจะได้เห็นหล่อนที่คอนโดนตอนที่ฉันกลับ” หลังจบคำสั่งพีรพัฒน์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดแล้วสาย เป็นอันว่าปิดบทสนทนาระหว่างเขากับจิระไปโดยปริยาย

“ฉันจัดการเรื่องไอ้บวรเดชเรียบร้อยแล้ว แต่คงต้องส่งคนตามประกบมันไว้อีกซักพัก ช่วงนี้เวลาไปไหนมาไหนแกก็ระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน ถึงเจ้าสัวอลงกรณ์จะรับปากแต่ฉันยังไม่ค่อยจะไว้ใจตัวไอ้ลูกชายนั่นสักเท่าไหร่ แค่นี้ล่ะ แล้วไว้ค่อยเจอกัน” พีรพัฒน์กรอกคำพูดลงไปแบบรวดเดียวจนจบแล้วกดตัดสายไปในทันที พลันเหลือบตาลงมองแฟ้มที่กางออกวางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง

‘การะเกด โชติคุณารัตน์... เป็นถึงลูกสาวรัฐมนตรีเชียวหรือ? เธอนี่ช่างมีอะไรมาให้ฉันแปลกใจได้ตลอดจริง ๆ”

แววตามุ่งมาด ฉายชัดอยู่ในวงหน้าคมเข้ม รอยหยักยิ้มมุมปากเผยรอยเจ้าเล่ห์ ใบหน้าที่ไม่ว่าจะมองจากมุมใด ก็คงสรุปได้เพียงสถานเดียว “หล่อบาดใจ” บัดนี้มีแววครุ่นคิด

‘เดี๋ยวก็รู้ ว่าเธอจะทำให้คนอย่างฉันสนใจได้มากน้อยแค่ไหน’

----------------------------------------------------------

ชั่วโมงเรียนสิ้นสุดลงไปในเวลาบ่ายสี่โมงตรง บรรดาสาว ๆ ทั้งสี่คนต่างเตรียมตัวแยกย้ายกันไปปฏิบัติตามภารกิจที่มีตามปกติ ลักษิณาศรรีบออกจากห้องเรียนแล้วเดินตรงมายังหน้าคณะอย่างเร่งรีบ สองคิ้วถึงกับขมวดมุ่นด้วยความแปลกใจ ว่าเหตุใดคนที่ไม่น่าจะมีธุระปะปังอะไรแถวย่านนี้จึงมายืนเตร็ดเตร่อยู่ตรงหน้าเธอในยามนี้ได้ หญิงสาวค่อย ๆ ก้าวลงบันไดมาพร้อมส่งคำทักทายออกไป ก่อนจะมาหยุดยืนลงตรงเบื้องหน้าเขาห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว

“สวัสดีค่ะพี่ภู บังเอิญจริงมาทำธุระแถวนี้หรือคะ หรือว่ากำลังคอยใคร” ถามออกไปแล้วก็ให้อยากจะกันลิ้นตัวเองเสียให้ขาดนัก ก็จะอะไรเสียอีกเล่า ถ้าไม่ใช่ดวงตาเจ้าชู้ที่กำลังส่งสาส์นบางอย่างมาสู่เธอคู่นั้น เธอไม่น่าจะพาซื่อถามเขาออกไปเลย ถึงแม้ว่าจะเป็นการถามไปตามมารยาทก็เถอะ

“สวัสดีครับลูกศร พี่มารอลูกศรนั่นล่ะครับ พอดีว่าโทรไปที่บ้านแล้วป้าแก้วบอกว่าวันนี้ลูกศรออกมาเรียน พี่เลยอาสามารอรับกลับบ้าน คงจะไม่ว่ากันนะครับ” อาการเจรจาอย่างไม่เคอะเขิน ชัดถ้อยชัดคำของภูวิช ทำให้ลักษิณาศรเดาได้ไม่ยาก ว่าเขาคนนี้เชี่ยวชาญกับการจีบสาวมาโชคโชนไม่น้อย

“มารอรับ รับไปไหนคะ หรือว่าเมื่อวานลูกศรบอกรายละเอียดขาดไป มีอะไรต้องแก้ไขหรือเปล่าคะ” หญิงสาวพยายามจะเดาเรื่องให้ห่างออกไปไกลตัว สองคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันมากกว่าเดิมด้วยยังไม่สิ้นสงสัย

“อ๋อ.. เปล่าครับเปล่า ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก พอดีพี่ว่าง ๆ ก็เลยอยากมารับลูกศรแค่นั้นเอง ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานหรอกครับ” ภูวิชบอกพร้อมโบกมือปฏิเสธ

“อ้าว! หรือคะ อันที่จริงพี่ภูไม่น่าจะต้องลำบากขนาดนั้นเลยนะคะ รบกวนเปล่า ๆ อีกอย่างวันนี้ลูกศรก็ไม่ได้ตรงกลับบ้านเลยด้วย” หญิงสาวบอกเป็นเชิงปฏิเสธกราย ๆ ลึก ๆ แล้วเธอเองก็เริ่มจะเดาเจตนาของเขาออกมาได้บ้างแล้ว ทว่าก็ยังไม่ค่อยจะแน่ใจนัก ด้วยระยะเวลาที่ได้เจอกันกับเขา ถ้าจะนับรวมวันนี้ด้วยก็เพียงแค่สองวัน มันจะมิสั้นเกินไปหรอกหรือ

“อ้าว! แล้วลูกศรจะไปไหนหรือครับ เดี๋ยวพี่ไปส่งให้ก็ได้” คนตั้งใจรอเวลามีหรือจะยอมปล่อยโอกาส ที่แม้จะมีอยู่เพียงน้อยนิด รีบเสนอตัวเป็นสารถีให้กับเธอโดยไม่รั้งรอ

“คือ... ลูกศรมีงานแสดงที่โรงแรมน่ะค่ะ แต่ว่าลูกศรไม่กวนพี่ภูจะดีกว่า อย่าลำบากเลยนะคะ ปกติลูกศรก็ไปเองอยู่แล้ว” หญิงสาวพยายามที่จะบ่ายเบี่ยง เพราะถึงแม้ว่าเธอจะพอรู้จักเขาคนนี้มาบ้างแล้ว แต่นั่นมันก็ยังไม่มากพอที่จะยอมไปไหนมาไหนกับเขาเพียงลำพัง

“ลำบากอะไรกันครับ พี่จะถือว่าป็นเกียรติถ้าหากว่าลูกศรจะอนุญาตให้พี่ไปส่ง แถมรอรับกลับให้อีกด้วยก็ยังไหว เถอะนะครับ รับรองว่าพี่ไม่พาลูกศรไปขายแน่ ๆ” ภูวิชออกปากแซวเล่นราวกับหญิงสาวเป็นเด็กตัวน้อยที่กำลังว่าจะโดนหลอก นัยน์ตาหวานที่ปรากฏแววหวั่นอยู่ภายใน เป็นเครื่องยืนยันว่าเธอระมัดระวังตัวกับคนแปลกหน้าขนาดไหน พาให้เขาอดที่จะทึ่งในตัวเธอขึ้นมาอีกมิได้

ตลอดมาลักษิณาศรไม่เคยยินยอมให้ใครไปรับไปส่งในยามที่เธอรับงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว จะมีก็แต่อคราวก่อนเท่านั้น ที่ไตรวินแวะมาดูการแสดงของเธอที่โรงแรม แล้วถือโอกาสรับกลับไปส่งบ้านพร้อม ๆ กัน นอกจากนั้นแล้วเธอยังไม่เคยเปิดโอกาสให้กับใครหน้าไหนได้เข้าใกล้เธอเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีคนพยายามยื่นข้อเสนอให้เธออยู่ตลอดเวลา แต่หญิงสาวก็ไม่เคยใส่ใจ ระยะหลัง ๆ มาเธอเลือกที่จะหลีกห่างจากบุคคลเหล่านั้นซึ่งนับว่าเป็นการดี สารพัดวิธีการจึงถูกสรรหาและนำมาใช้ในการหลีกเลี่ยงจากเรื่องน่าเวียนหัวพวกนี้ ทว่าเธอเองก็ไม่ทันคิดว่าภูวิชจะเป็นหนึ่งในผู้คนที่เธอพยายามจะหลีกหนีกับเขาด้วยเหมือนกัน

และในนาทีหนึ่งที่ลักษิณาศรคิดขึ้นมาได้ ว่าถ้าขืนเธอมัวแต่ยืนปฏิเสธอยู่แบบนี้ ก็รังแต่จะเสียเวลาไปเปล่า ๆ สู้ตอบตกลงไปเสีย แล้วรีบ ๆ ไปให้ถึงโรงแรมจะดีกว่า ยิ่งในการแสดงคืนนี้เป็นโขนด้วยแล้ว เธอยิ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวนานกว่าปกติขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะมายื่นเกี่ยงบ่ายเบี่ยงอยู่แบบนี้

“ก็ได้ค่ะ แต่ว่าพี่ภูไม่ต้องรอรับลูกศรกลับบ้านหรอกนะคะ กว่าจะเสร็จงานคงจะดึกมาก ลูกศรเกรงใจ พี่ภูอย่าทำให้ลูกศรต้องลำบากใจเลยนะคะ” เสียงหวาน ๆ บอกกับเขาด้วยท่าทางติดจะอ้อน ๆ อยู่บ้าง ทว่าคนที่กำลังยืนมองบวกตั้งใจฟังอย่างเขานี่สิ ที่เกือบจะใจละลายลงไปเสียให้ได้

“ตกลงครับ แค่ส่งก็แค่ส่ง เรารีบไปกันดีกว่า ได้เวลางานเลิกแล้ว ประเดี๋ยวรถจะยิ่งติดไปกันใหญ่ เชิญทางนี้ครับ” ภูวิชยอมตาม แล้วผายมือ รีบออกเดินนำเธอไปยังลานที่เขาจอดรถทิ้งไว้อย่างไม่รอช้าราวกับกลัวเธอจะเปลี่ยนใจก็ไม่ปาน

‘เฮ้อ... ตื้อเสียจริง จริ๊ง.....เอาวะ ไปก็ไป เห็นทีคราวหน้าคงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้เสียแล้ว’ ลักษิณาศรนึกขึ้นมาด้วยความอ่อนใจ

--------------------------------------------------------

เวลาล่วงไปจนเกือบจะทุ่มครึ่ง ทว่าเอกสารที่รอรับการอนุมัติยังคงกองอยู่อีกเป็นตั้ง ๆ ตั้งใหญ่เสียด้วยสิ ตลิตใช้เวลาเกือบจะตลอดครึ่งวันบ่ายในการเคลียร์งาน พยายามอย่างยิ่งว่าจะให้เสร็จภายใน 3 ชั่วโมง ทว่ากลับผิดคาด งานแต่ละชิ้นที่เขาจะต้องลงนามล้วนมีรายละเอียดมากมายที่ต้องอ่านทำความเข้าใจเป็นอย่างดีเสียก่อนที่จะอนุมัติลงไป รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่าง หากถูกมองข้ามไปอาจหมายถึงการขาดทุนที่จะตามมาก็เป็นได้ ตลิตก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอย่างเอาเป็นเอาตาย จึงไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามาของหญิงสาวที่เมื่อหลายวันก่อน ยังเป็นสุดยอดปรารถนาของเขาอยู่เลย แต่มาในวันนี้เขากลับลืมเธอไปได้เสียสนิท

“จ๊ะเอ๋! ทำอะไรอยู่คะลิต ยังไม่เลิกงานอีกหรือ” หญิงสาวร่างผอมบาง สูง รูปร่างอย่างนางแบบแอบย่องเข้ามาสวมกอดร่างหนาของชายหนุ่มเอาไว้โดยที่เขาไม่ทันได้รู้ตัว ริมฝีปากบางสีสวย แนบลงบนแก้มสากเต็มแรงเพื่อเป็นการทักทายอย่างถือสนิท ในฐานะที่เธอเป็นคนรู้ใจล่าสุดของเขานั่นเอง

“อ๊ะ! อ้าว! นิศา! มาได้ยังไงกันครับนี่ ทำไมไม่โทรบอกก่อนล่ะครับ ว่าจะมา นี่ถ้าผมกลับไปแล้ว คุณมิมาเก้อหรอกหรือ” ตลิตร้องทักขึ้นมาอย่างตกใจ สองคิ้วขมวดเข้าหากัน นึกสงสัยขึ้นมาครามครันว่าหญิงสาวเดินเข้ามาจนถึงห้องนี้ได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังเงียบเชียบเสียจนเขาไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกต่างหาก

“แหม! ถามกลับมาเป็นชุดเชียวนะคะ นิศาก็เดินเข้ามาน่ะสิ ทำไมคะ เดี๋ยวนี้นิศาจะมาหาลิตนี่ต้องโทรนัดก่อนแล้วหรือ ถ้างั้นนิศากลับดีกว่า ขอโทษนะคะ ที่มารบกวน” นิศากรตอบคำเขาอย่างมีแง่งอน นึกแปลกใจไม่น้อย ที่ชายหนุ่ม ที่ตามปกติแล้วออกจะดูแลและใส่ใจในความรู้สึกของเธออยู่ไม่น้อย ไฉนจึงดูเปลี่ยนไปได้รวดเร็วถึงเพียงนี้

“ไม่ใช่อย่างงั้น ผมก็แค่ถามเฉย ๆ ว่าคุณเข้ามาได้ยังไง ทำไมผมถึงไม่รู้ แล้วนี่! ข้างนอกไม่มีใครอยู่เลยหรือ” คล้ายว่าเขาเองก็รู้สึกได้ถึงความแปลกเปลี่ยนที่เพิ่งจะเกิดขึ้นของตนเอง จึงพยายามจะผ่อนเสียงให้อ่อนลง นึกแปลกใจตนเองอยู่มิน้อย ว่าทำไมจึงเกิดหงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุแบบนี้

“ก็ไม่เห็นมีใครนี่คะ นิศาก็เดินเข้ามาเฉย ๆ นี่มันเกือบจะสองทุ่มแล้วนะคะตลิต พนักงานของคุณเขาก็กลับบ้านกลับช่องกันไปหมดแล้วสิคะ มีแต่คุณนี่แหละ ที่ขยันนั่งทำงานจนมืดค่ำป่านนี้ จะเอาเงินไปเก็บที่ไหนกันหมดคะนี่”

หญิงสาวให้คำตอบพลางออดอ้อน สองแขนเอื้อมคล้องคอของเขาเอาไว้มั่น ร่างบางบดเบียดนั่งลงบนท่อนขาแข็งแกร่งอุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ยามนี้นิศากรไม่เพียงสมบทสาวเจ้ามารยาทำเสียอ่อนเสียงหวานใช้วาจาเว้าวอนเท่านั้น มือไม้ของเจ้าหล่อนยังไม่ยอมอยู่สุกอีกต่างหาก ลูบไล้แผ่วเบาตรงแผงอกกว้าง หยอกล้อไม่มีหยุดจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก

“นิศาตั้งใจว่าจะมาชวนคุณไปทานข้าว ระยะหลัง ๆ มานี่ เราไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่ด้วยกันเลยนะคะ” คำออดอ้อนส่งตรงถึงริมหู ทำเอาเขาแทบจะเคลิ้มตาม “ไปทานข้าวกันนะคะลิต นิศาหิวจนไส้จะขาดแล้ว นะคะไปด้วยกันนะ” ทั้งน้ำเสียง ทั้งสีหน้า และแววตามันช่างออดอ้อนเย้ายวนอะไรปานนี้

“ผมยังทำงานไม่เสร็จเลยนะครับนิศา เอาไว้วันหลังดีกว่าไหม” น่าแปลกที่คราวนี้ตลิตกลับมิได้ยินดี หรือแม้แต่จะคล้อยตาม ในทางกลับกัน เขาพยายามเบี่ยงกายหนีเธอเสียด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะว่าเป้าหมายของเขาในคืนนี้มิได้จับจ้องอยู่ที่ตัวเธอเลยต่างหาก

“งานตั้งเยอะตั้งแยะ ทำคืนนี้ทั้งคืนก็คงไม่หมดหรอกค่ะ เอาไว้มาทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้นี่นา วันนี้ไปทานข้าวกับนิศาก่อน นะคะลิตนะ นะคะคนดี” นิศากรยังคงตื้อไม่เลิก เพราะรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้วชายหนุ่มก็ต้องยอมตามใจเธออยู่ดี และแล้วก็เป็นไปดังที่เธอคาดการณ์เอาไว้ไม่ผิด

“ก็ได้ แต่ว่าคงได้แค่ทานข้าวอย่างเดียว เพราะผมยังต้องไปทำธุระให้คุณพ่ออีก อย่างอื่นคงต้องขอทดเอาไว้วันหลัง ตกลงนะครับ” ตลิตรู้ดีว่าต่อให้เขาจะยืนกรานปฏิเสธ นิศากรก็คงจะไม่ยอมแพ้ ดังนั้นเขาจึงตอบตกลงไปอย่างมีเงื่อนไข เจตนาของเธอหญิงสาวมีหรือที่เขาจะไม่รู้เท่าทัน แค่มองตาปราดเดียวก็ทะลุไปลึกถึงกลางใจแล้ว มันจะต้องมีอะไรบางอย่าง เธอถึงได้ลงทุนมาหาเขาจนถึงที่นี่ในคืนนี้

แม้ว่าคำตอบของเขาจะทำให้เธอจะขัดใจอยู่บ้าง ทว่ามันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยมิใช่หรือ

“ก็ได้ค่ะ” นางแบบสาวกระเง้ากระงอดตอบ แล้วพูดต่อ “คราวนี้นิศายกให้ แต่ว่าตลิตห้ามลืมเด็ดขาดเลยนะคะ ไม่งั้น นิศาไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ไปกันเถอะค่ะ นิศาหิวจะแย่แล้ว”

ภัตตาคารหรูริมน้ำใกล้ ๆ กับอาคารสำนักงานของเขาเป็นสถานที่ที่ตลิตเห็นว่าเหมาะที่สุดช่วงอาหารค่ำมื้อนี้ ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มเจ้าของรูปลักษณ์สะดุดตาที่เคียงข้างมากับนางแบบสาวชื่อดังอย่างนิศากร สะกดความสนใจจากสายตาเกือบจะทุกคู่ให้ต้องหันมามอง เรียกรอยพึงพอใจออกมาจากดวงหน้าเก๋ของนางแบบสาวเป็นที่ยิ่ง รับรองได้เลยว่าเรื่องซุบซิบในหน้าข่าวสังคมที่จะปรากฏขึ้นในวันพรุ่งนี้ จะต้องเป็นเรื่องราวระหว่างเขาและเธอ กับดินเนอร์หรูท่ามกลางสายตาผู้คนนับร้อยในค่ำคืนนี้แน่ ๆ เผลอ ๆ อาจจะมีภาพหวานหลุดออกมาเป็นขวัญตาให้ใครต่อใครได้ชมก็ได้ ‘ใครจะรู้’

ชายหนุ่มเลือกนั่งตรงบริเวณที่ยื่นลงไปในแม่น้ำ ที่ทำให้เขาสามารถมองเห็นทัศนียภาพริมฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาได้จากอีกฟากมุมหนึ่งแตกต่างไปจากมุมที่เขาเคยเห็นจากห้องทำงานซึ่งเขานั่งทำงานอยู่ทุกวันโดยสิ้นเชิง ฝังตรงข้ามคือตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมห้าดาว ที่เขารู้ดีว่าเจ้าของดวงหน้างามหวานซึ้งที่เอาแต่วนเวียนอยู่ในสมองของเขาจนตลอดทั้งวันคงจะกำลังทำงานอยู่ที่นั่นในตอนนี้ ‘ลักษิณาศร’

“ลิต จะทานอะไรดีคะ เยอะแยะไปหมดเลย นิศาเลือกไม่ถูก” อาการเหม่อมองไปยังตึกสูงฝั่งตรงข้ามของบุรุษหนุ่มตรงหน้าทำให้นิศากรฉุกใจคิดขึ้นมาถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเขาในเวลานี้ “ลิต! ลิตคะ ใจลอยไปถึงไหนแล้วคะนี่!”

“ครับ! ว่าอะไรนะครับนิศา” ตลิตละล่ำละลักถามเธอกลับ

“นิศาถามว่าจะคุณจะทานอะไร” นางแบบสาวทวนคำถามอีกครั้ง สงสัยนัก กับอาการเหม่อลอยของเขาเมื่อสักคร่นี้

“อ๋อ! เอ่อ... คือ นิศาสั่งเถอะ ผมทานอะไรก็ได้” เขาตัดปัญหาโดยการยกหน้าที่ให้เธอเป็นคนสั่ง พยายามไม่หันกลับไปมองยังอีกฟากฝั่งของแม่น้ำอีก ทว่าทุกครั้งที่รู้สึกตัวขึ้นมา เป็นอันว่าเขากำลังหันมองไปทางนั้นอยู่ทุกที่

“ก็ได้ค่ะ งั้นนิศาสั่งแทนคุณไปเลยนะคะ เอ! ทานอะไรกันดีน้า” นิศากรตอบรับงอน ๆ แล้วก้มหน้าก้มตาเลือกเมนูอาหารต่อไป

จนเวลาผ่านไปเป็นครู่ ทว่าอาหารบนโต๊ะก็ยังพร่องลงไปไม่มากนัก นิศากรพยายามจะชวนชายหนุ่มพูดคุยอยู่ตลอดเวลา ทว่าเขานี่สิที่เอาแต่พยักหน้ากับรับคำไปเรื่อง ๆ จนนิศากรอดที่จะนึกรำคาญขึ้นมาตงิด ๆ มิได้

กับชายหนุ่มอีกครั้งด้วยหัวข้อที่ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่เมื่อกลางวัน

“ตลิตคะ วันนี้นิศาไปเดินที่ห้างมา เห็นนาฬิกาเรือนหนึ่ง ส๊วย สวยล่ะค่ะ” ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจบอกเขาออกไปถึงสิ่งที่ตั้งใจมาตั้งแต่กลางวัน

“อ้ะ... หือ... ว่าอย่างไรนะครับ” ตลิตให้ต้องสะดุ้งเล็กน้อย ทว่าก็พยายามดึงตัวเองให้กลับมาเป็นดังปกติ

“แหม ใจลอยไปถึงไหนกันคะ นิศาพูดว่า วันนี้เห็นนาฬิกาเรือนหนึ่งน่ะค่ะ สวยมาก ๆ เลย ถูกใจ๊ ถูกใจ” ถึงปากจะกำลังค่อนว่าเขาอยู่ แต่นิศากรก็ยังไม่ลืมที่จะพูดไปตามจุดมุ่งหมายเดิม

“หรือครับ แล้วอย่างไรต่อครับ” นั่นไงล่ะ เริ่มแล้ว เป็นดังที่เขาคิดไว้ไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริง ๆ

“ก็... นิศาอยากได้ อาทิตย์หน้าก็จะครบรอบวันเกิดของนิศาแล้วนะคะลิต ลิตซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดนิศานะคะ” นิศากรยกเหตุผลขึ้นมาอ้างเพื่อความสมเหตุสมผลกับการขอของขวัญราคาแพงลิบลิ่วแบบนาฬิกาฝังเพชรเรือนนั้น

“วันเกิด? วันเกิดนิศาหรือครับ ก็ไหนคุณว่า... เอ่อ... ช่างเถอะ เรือนเท่าไหร่ล่ะครับ”

ตลิตยังจำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อน เขาซื้อกำไรข้อมือทองคำขาวฝังเพชร ราคาเรือนแสนให้เป็นของขวัญวันเกิดกับหญิงสาวตรงหน้าไปแล้วชิ้นหนึ่ง แต่นี่มันเพิ่งจะผ่านไปแค่สองสามเดือนเท่านั้น ไฉนเธอจึงมีวันเกิดได้บ่อย ๆ ดังใจปานน้น แต่พอนึกได้ว่ามันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ให้ ๆ ไป เสีย แล้วมันจะได้จบ ๆ คิดเสียว่าเป็นการตอบแทนกับความสุขที่เจ้าหล่อน เคยยินยอมให้เขาตักตวงจากตัวเธอตลอดระยะหลาย ๆ เดือนที่ผ่านมา ก็นับว่าคุ้มค่าอยู่พอควร จึงได้ทำเป็นลืม ๆ คล้ายไม่ใส่ใจอะไรอีก

“ไม่แพงหรอกค่ะ แค่สองแสนกว่า ๆ เท่านั้นเอง ถ้าตลิตตกลง ไว้อาทิตย์คุณค่อยพานิศาไปซื้อก็ได้”นิศากรรีบบอกเขาอย่างเริงร่า ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดไว้จริง ๆ นั่นแหละ อย่างน้อยสิ่งนี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตลิตยังคงรักและหลงเธอเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

“ก็ได้ครับ แต่ว่าผมก็ยังไม่แน่ใจว่าอาทิตย์หน้าจะว่างหรือเปล่า อันที่จริงผมไปด้วยหรือไม่ก็คงจะไม่สำคัญหรอกเอาเป็นว่าผมซื้อให้คุณก็พอ คุณว่างเมื่อไหร่แล้วเราค่อยนัดกันอีกทีจะดีกว่า ถ้าผมไม่ว่างไปด้วย ก็จะสั่งจ่ายเช็คให้คุณไปแทน เอาตามนี้นะครับ รีบทานต่อเถอะ อีกเดี๋ยวผมคงต้องกลับแล้ว” ชายหนุ่มสรุปแล้วเบือนหน้าหันกลับ ทอดสายตาไปทางเดิม ไม่พูดอะไรอีก

อารามดีใจทำให้นิศากรละเลยรายละเอียด เล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างไปอย่างน่าเสียดาย หญิงสาวไม่อาจรู้ได้เลยว่า ความชะล่าใจของตัวเธอนั้นแหละที่กำลังจะกลายเป็นหลุมพลางขนาดใหญ่ จนเธอต้องเสียบ่อเงินบ่อทองนี้ไปจนตลอดกาล

----------------------------------------------------------

หญิงสาวที่เพิ่งจะก้าวพ้นออกมาจากประตูใหญ่ทางด้านหน้าของโรงแรมคนนั้น คือเป้าหมายสำคัญที่ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนซึ่งจอดรถซุ่มดักรออยู่ตรงริมฟุตบาทเยื้องห่างจากประตูหน้าไปพอไม่ให้เป็นที่สังเกตมา ตั้งแต่เมื่อช่วงหัวค่ำ พวกเขาเฝ้ารออยู่นานด้วยความอดทน คำสั่งเข้มงวดของบุรุษผู้เป็นนายนั้นเน้นย้ำเป็นหนักหนา ว่าต้องการตัวหญิงสาวคนนี้ โดยห้ามมิให้มีสิ่งใดบอบช้ำบุบสลายลงไปเป็นอันขาด

ร่างเล็กกะทัดรัดของหญิงสาวที่พวกเขาคอยจับตามองมาตลอดทั้งวัน เธอกำลังหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง เดินตรงมาตรงป้ายรถเมล์ที่เวลานี้ร้างผู้คนลงไปมากกว่าช่วงหัวค่ำ เนื่องจากเป็นเวลาค่อนข้างดึก ไม่ไกลจากบริเวณนั้นพาหนะสีเข้มกลืนกับราตรีค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้โดยเป้าหมายซึ่งเป็นหญิงสาวไม่ทันได้สังเกต คงจะเป็นเพราะความเหน็ดเหนื่อยนั่นล่ะ ที่เป็นตัวการทำให้เธอไม่ทันได้ใส่ใจในความผิดปกติของรถคันนั้นเลย

ประตูรถทางด้านหลังถูกเปิดออกในทันทีที่รถสีดำปลอดแล่นมาหยุดตรงจุดที่หญิงสาวยืนอยู่อย่างพอดิบพอดี ติดตามมาด้วย บุรุษในชุดสูทสีดำที่ก้าวลงมาพร้อมกับผ้าสีขาวผืนเล็ก ๆ ในมือยื่นตรงมายังใบหน้าของเธออย่างรวดเร็ว ต่อให้พยายามดิ้นรนขัดขืนขนาดไหน เธอก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากที่ตรงนั้นได้ ด้วยกำลังที่เหนือกว่าของฝ่ายตรงข้ามบวกกับแรงตกใจของเธอ สองตาพลันเบิกกว้าง คิดจะถอยหลังแม้แต่เพียงก้าวมันก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

ในช่วงเวลาสุดท้ายของมโนสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ภาพที่เธอมองเห็นก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะมืดดับลงไป คือบุรุษหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเธอรู้สึกคุ้นตาเสียเหลือเกิน ใช่แล้ว! หนึ่งในสองผู้ติดตามของคนที่เธอแสร้งทำว่าโดนรถของเขาชนเมื่อวันก่อนนั่นเอง คิดได้แต่เพียงแค่นั้นสัมปชัญญะสุดท้ายพลันดับวูบ เหลือแต่เพียงความว่างเปล่า และแล้วร่างน้อยก็ทรุดฮวบลงไปในอ้อมแขนแข็งแรงของใครคนหนึ่งที่ถลันเข้ามารับเธอเอาไว้ ได้อย่างทันเวลาพอดี
















 

Create Date : 18 กันยายน 2552
1 comments
Last Update : 18 กันยายน 2552 23:36:00 น.
Counter : 1384 Pageviews.

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

 

โดย: ชามินต์ (ชามินต์ ) 1 มกราคม 2553 12:55:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
ประภาคารดาว
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ประภาคารดาว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.