Color of the wind*

Supernatural

ผมว่านี่คือการทดสอบ สำหรับแซมและดีน
และผมคิดว่าพวกเขาทำได้ดี

ต่อต้านความดี ความชั่ว
เทวดา ปิศาจ โชคชะตา และพระเจ้า
พวกเขาเลือกทางของเขาเอง พวกเขาเลือกครอบครัว
และนั่นคือคำตอบทั้งหมดไม่ใช่เหรอ

Chuck Shurley - Prophet of the Lord
Supernatural S.5












Supernatural เป็นซีรีส์ที่ทำให้คนกลัวผีที่ปกติไม่เคยยอมดูหนังผีอย่างพิม
ยอมอดหลับอดนอนดูเรื่องราวของสองพี่น้องนักล่าปิศาจจนถึงตีหนึ่งตีสอง
เพื่อที่จะพบว่ามันดึก และเงียบจนเกินกว่าจะกล้าลงไปฉี่คนเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คุ้มค่า

^^"
นี่พอจะนับเป็นคำการันตีความสนุกแบบหนึ่งได้ไหมอ่ะ





หนังบางเรื่องก็เหมือนคนบางคน
ที่ต้องทำความรู้จักเองเท่านั้นจึงจะสัมผัสตัวตนของเค้าได้
จะให้เราอธิบายความน่ารักของใครบางคนออกมาเป็นคำพูดเนี่ย
บางครั้งก็บอกไม่ถูก พูดไม่หมดเหมือนกันนะ ว่าที่น่ารักน่ะ เค้าน่ารักยังไง

:)

เอาเป็นว่าพิมจะเล่าเท่าที่เล่าได้ก็แล้วกัน
(spoil แน่นอน ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไปค่ะ)







ดีนและแซม วินเชสเตอร์ คงเคยคิดอยู่เหมือนกันแหละว่าพวกเขามีชีวิตที่พิศดาร ..

สูญเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเล็กๆ ..เติบโตขึ้นมากับพ่อที่เป็นนักล่าปิศาจ
ใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรติดตามพ่อไปทุกหนทุกแห่ง
ไม่เคยได้หลับลงใต้หลังคาของสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า "บ้าน"

และลูกชายของนักล่าปิศาจจะเติบโตขึ้นมาเป็นอะไรได้
..นอกจากนักล่าปิศาจ

ถึงแม้แซมมี่จะเคยอยากวิ่งหนีไปจากชีวิตแบบนั้น ไปมีวันขอบคุณพระเจ้าที่ไม่ได้มีแค่ไก่ตะกร้า
ไปเรียนมหาวิทยาลัย และจบออกไปทำงาน
การใช้ชีวิตแบบคนปกติ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เค้าสามารถจะคาดหวัง

แต่สุดท้ายด้วยชะตาลิขิต หรืออะไรบางอย่าง
แซมก็จำต้องหวนกลับไปสู่ครอบครัว ไปเป็นนักล่า



ในซีซั่น 1-2- และ 3ช่วงต้นๆนั้น เรื่องแทบจะไม่มีอะไรนอกเสียจากการล่าปิศาจเป็นตอนๆไป
แต่ในกลางซีซั่น 3 ไปจนถึงซีซั่น 4 ชะตาชีวิตของดีน และแซมมี่ก็ค่อยๆแง้มออกมา

มันไม่ใช่แค่เรื่องของนักปราบผี แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า ฯลฯ
แต่กลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ แผนการร้ายที่จะปลดปล่อยลูซิเฟอร์ -เจ้าแห่งปิศาจ
ซึ่งทั้งดีนและแซมต่างก็พยายามจะหยุดยั้งแผนการร้ายนั้น ด้วยวิถีทางของตนเองที่แตกต่างกัน

พิมเคยเขียนถึงเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว เกี่ยวกับวิถีทางในการต่อสู้กับ "สิ่งชั่วร้าย"
ที่ไม่ใช่แค่ ฉันเป็นฝ่ายธรรมะ ทุกสิ่งที่ฉันทำคือสิ่งที่ถูก
หรือเธอเป็นฝ่ายอธรรม ทุกสิ่งที่เธอทำคือสิ่งที่ผิด


คนดีไม่ได้ทำถูกเสมอไป และคนชั่วก็ไม่ได้ทำผิดเสมอไป ..


เหมือนอย่างที่แซมมี่พยายามที่จะต่อสู้กับเจ้าปิศาจ-ทุกวิถีทางที่จะทำได้
ไม่เลือกแม้แต่การดื่มเลือดปิศาจ ที่ทำให้อำนาจพิเศษบางอย่างในตัวเขาตื่นขึ้น
และแข็งแกร่งกว่าปิศาจ รวมถึงคนธรรมดาทั่วไป

แต่การเลือกทำในสิ่งที่ถูก ด้วยเจตนาที่ดี ในวิธีการที่ผิด !! ก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็นเรื่องถูกต้องได้
ในที่สุด ลูซิเฟอร์จึงฟื้นกลับมา ..

สงครามในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของมนุษย์กับปิศาจ (และเจ้าปิศาจ)
แต่ยังเดือดร้อนไปถึงเทวทูตที่อยู่บนสวรรค์ต้องลงมายังโลกมนุษย์

และเป็นอีก(หลาย)ครั้งที่หนังทำให้เราเห็นเด่นชัดว่า
แม้แต่เทวทูตก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของสิ่งที่ถูกต้องดีงามเสมอไป
ยังมีเทวทูตที่บ้าอำนาจ กระหายชัยชนะในสงครามศักดิ์สิทธิ์
โดยไม่สนใจว่ามนุษย์ตัวจ้อยทั้งหลายจะต้องเดือดร้อน ล้มตายกันแค่ไหน
มีเทวทูตที่ทำทุกอย่าง เพียงเพราะ(คิดว่า)เป็นชะตากรรม คำสั่งของพระบิดา (God)อย่างงมงาย

แต่ก็มีเทวทูตที่รู้จักคิด ทบทวนถูกผิดด้วยเหตุผล และปัญญาของตนเองอยู่เช่นกัน :)
(เทวทูตองค์นั้นชื่อแคสเทียล ขอบอกว่าเป็นคาแรคเตอร์ที่น่ารักมากๆ ออกมาทุกครั้งต้องขโมยหัวใจพิม
เอ๊ย ขโมยซีน ><)



เมื่อลูซิเฟอร์ฟื้นขึ้นมา เนื้อหาในซีซั่นหลังๆ จะอ้างอิงถึงเหตุการณ์ต่างๆก่อนถึงวันสิ้นโลกในพระคัมภีร์วิวรณ์
ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏตัวของอัศวินทั้งสี่ (Four Horsemen)
อันได้แก่ สงคราม ความอดอยาก โรคระบาด และความตาย

ฟังแล้วคุ้นๆกับเหตุการณ์ทั่วโลกในตอนนี้กันบ้างไหม ..

มีอยู่ตอนหนึ่งที่เป็นคำพูดของ Femine อัศวินม้าดำผู้นำพาความอดอยาก
ฟังแล้วสะท้อนใจมากๆ

"ไม่ต้องใช้อะไรมาก แทบจะไม่ได้ออกแรงเลย
อเมริกา--กินได้ทั้งหมดตลอดเวลา .. บริโภค บริโภค บริโภค
ฝูงตั๊กแตนในร่างคน แต่ทว่า ทุกคนก็ยังหิวโหย
เพราะความหิวไม่ได้มาจากร่างกายเท่านั้น มันยังมาจากวิญญาณอีกด้วย"

หรือนี่ใกล้จะถึงวันสิ้นโลกแล้วจริงๆ ?




แต่ไม่ว่าจะใช่วันสิ้นโลกหรือไม่ ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ แซมกับดีนก็ไม่เคยหมดหวัง..

หรือจะพูดให้ตรงกับความเป็นจริงมากกว่านั้นหน่อย
ก็คือทั้งคู่ไม่เคยหยุดที่จะเติมความหวังให้กันและกัน
เมื่อใครคนหนึ่งท้อ อีกคนก็จะฮึดสู้ ยืนหยัด เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวอีกฝ่าย

จึงต่างคนต่างก็ไม่อาจจะล้มลงได้..เพื่อกันและกัน :)

ทั้งๆที่มีบางครั้งที่ความคิดเห็นไม่ลงรอย ทั้งๆที่บางเรื่องราวยังทิ้งร่องรอยของความบาดหมาง
ทั้งๆที่ดูเหมือนโชคชะตาจะกำหนดให้สองพี่น้องที่รัก และสามารถตายแทนกันได้ ต้องมาฆ่ากัน
(เพราะอะไรอุบไว้หน่อยดีกว่า :P)

หลายครั้งที่ความหวังช่างเลือนลางห่างไกล จนดูคล้ายไม่มีความหวังตั้งแต่แรก
หลายคราวที่ไม่ว่าจะดิ้นรนกระเสือกกระสนแค่ไหน ก็ดูคล้ายไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของชะตากรรม
เคยมีไหมที่พยายามจนท้อใจ แล้วได้แต่ถามตัวเองว่า หรือชีวิตเราถูกกำหนดมาอย่างนั้น ?

ไม่หรอก !!
ในนาทีสุดท้าย คนที่ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้คือคนที่จะกำหนดชีวิต พลิกลิขิตโชคชะตา
ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นแค่หนัง อาจจะเขียนบทแบบนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างกำลังใจให้กับคนเท่านั้น
แต่พิมก็เลือกที่จะเชื่อ และเสียน้ำตาให้กับฉากนั้นล่ะนะ

ฉากที่แซมเอาชนะสิ่งที่เขาถูกกำหนดให้เป็นได้
ต่อให้ความดีและความชั่วในตัวเราจะหักล้างต่อสู้กันแค่ไหน
เราย่อมเป็นในสิ่งที่เราเลือกทำ


ช่างหัวพระเจ้า ช่างหัวเทวทูต ช่างหัวปิศาจ ช่างหัวซาตาน
ชีวิตนี้อยู่ในมือตัวเราเองเท่านั้น

พิมเห็นด้วยว่านั่นคือคำตอบทั้งหมดจริงๆ :)







จิปาถะ- จริงๆแล้วยังมีประเด็นย่อยอีกมากมายที่อยากเขียนถึง
โดยเฉพาะสายสัมพันธ์พี่น้องระหว่างแซมกับดีน
บางประโยคที่แซมถามดีนว่าจะยอมอนุญาตให้เขาทำตามสิ่งที่เขาตัดสินใจจะทำไหม

"ประเด็นมันไม่ใช่ว่าฉันจะยอมให้นายทำไหม แซมมี่, นายโตแล้ว
ถ้านายตัดสินใจทำ ฉันจะสนับสนุนนาย แม้วันจะขัดแย้งกับทุกสิ่งที่ฉันมีก็ตาม

ดูแลนาย เป็นเหมือนหน้าที่ของฉัน จริงๆแล้ว มันคือตัวตนของฉันเลยก็ว่าได้
แต่นายโตแล้ว และฉันก็คงต้องโตขึ้นอีกบ้าง ..นิดหน่อย"



เสียน้ำตาให้กับความรักของพี่น้องคู่นี้ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งจริงๆ :)








 

Create Date : 07 สิงหาคม 2553   
Last Update : 7 สิงหาคม 2553 22:39:13 น.   
Counter : 229 Pageviews.  

One more time.. One more chance ..



โน้ตตัวสุดท้ายของเพลง one more time, one more chance
ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ในความรู้สึก
ก่อนร่วงหล่นลงแตะตรงที่หัวใจ
สั่นสะเทือนมันด้วยคลื่นความเดียวดายที่ล้ำลึก

ถ้ามีโอกาส
อีกครั้ง ..












Byousoku 5 Centimeters


(Spoil..ล่ะนะ)









"นี่ 5 เซนติเมตรต่อวินาทีสินะ"
"เอ๊ะ อะไรเหรอ?"
"ความเร็วตอนที่กลีบดอกซากุระร่วงไง 5 เซนติเมตรต่อวินาที"





เคยไหมคะ แค่คำพูดบางคำในบางเหตุการณ์
แต่กลับสามารถประทับเงาของใครคนหนึ่งไว้ในใจเรา
และต้องหวนรำลึกถึงเขา เมื่อมีเรื่องราวคล้ายๆกันเกิดขึ้น

ซ้ำ..
ซ้ำ..

ฉันว่า
ทากากิคุงคงนึกถึงอาคาริทุกครั้งที่แหงนหน้าขึ้นมองกลีบที่ร่วงหล่นของดอกซากุระ

นึกถึงวันเวลาในปีสุดท้ายของชั้นประถม ปีสุดท้ายที่พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกัน
ใครเลยจะรู้ ความผูกพันที่เกิดขึ้นครั้งไหน
ที่จะประทับแน่นอยู่ในความรู้สึกของเราไปตลอดกาล







"พวกเราจะเข้าโรงเรียนมัธยมเดียวกัน และจะอยู่ด้วยกันตลอดไป"





ความฝันของทากากิคุงในวันนั้น ธรรมดาสามัญ เรียบง่าย
แต่มันก็คงเป็นเช่นกัน ทั้งฝันของเด็กๆและผู้ใหญ่
เมื่อมีคนที่เรารัก เราก็แค่อยากจะอยู่กับเขานานๆ..นานๆ..นานตลอดไป

แต่เมื่อจบชั้นประถม ครอบครัวอาคาริต้องย้ายจากโตเกียวไปไกล
แม้จะเจ็บปวดและรู้ว่าอาคาริเองก็เจ็บปวดเช่นกัน
แต่ทากากิคุงเองก็ไม่สามารถจะสรรหาถ้อยคำมาปลอบโยนอะคาริได้
ต่างจำต้องแยกย้ายจากกัน และแบกรับความเจ็บปวดของตัวเองไว้
นาน..จนครึ่งปีหลังจากนั้น ทั้งคู่จึงเริ่มต้นเขียนจดหมายติดต่อกัน

และทากากิคุงก็ตัดสินใจเดินทางไปพบกับอาคาริอีกครั้ง
ก่อนที่เขาเองก็ต้องย้ายจากโตเกียวเช่นกัน และทั้งคู่ก็จะยิ่งห่างกันออกไป
การเดินทางต่อรถไฟขบวนแล้ว ขบวนเล่า
ในคืนที่หิมะซัดสาดจนเหน็บหนาวเข้าไปถึงหัวใจ
เสียงฉึ่กฉั่กของรถไฟ เทียบได้กับแต่ละวินาทีที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า
แต่ละวินาทีของการรอคอยที่จะได้พบหน้าดูจะยิ่งห่างไกลออกไปจนเหมือนไร้จุดหมาย
เมื่อรถไฟติดพายุหิมะและต้องจอดอยู่เฉยๆอีกนานเท่าไหร่ก็บอกไม่ได้







"อาคาริ ขอให้..เธอ..กลับบ้าน..ไปแล้วด้วยเถอะ"




ทากากิคุงเฝ้าแต่ภาวนาอย่างนั้น ภาวนาให้อาคาริอบอุ่นและปลอดภัยอยู่ในบ้าน
อย่าได้ติดอยู่กับการรอคอยที่แสนทรมานอย่างเขา

ฉันดูแล้วน้ำตาซึม..
เข้าใจ ..

และถึงแม้ว่าเมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง ทั้งคู่จะได้พบกัน
แต่บาดแผลจากค่ำคืนที่แสนทรมานก็ยังคงติดอยู่ในหัวใจ
เยื่อใยที่ทั้งคู่พยายามเชื่อมโยงถึงกัน
สุดท้ายแล้วมันก็แค่ตอกย้ำว่าทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่ไหน
ฉันคิดว่าทากากิคุงคงไม่อยากให้อาคาริเจ็บปวดกับการรอคอย
แม้ว่าในเรื่องจะไม่บอกเล่าอย่างชัดเจน แต่ฉันเอง..เข้าใจได้

ทากากิคุงยังคงเขียนข้อความถึงอาคาริ
ยามเมื่อนั่งอยู่เพียงลำพังเฝ้ามองตะวันลับดวงไป
เพียงแต่เขาไม่เคยส่งมันให้เธอเลยสักครั้ง

"ไม่รู้ว่า..ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน.."


ผ่านวันเวลาของชีวิตมัธยม เติบโตขึ้นจนทำงานเป็นผู้ใหญ่
คบกับผู้หญิงอื่น เพียงเพื่อพบว่ายิ่งพยายามเติมเต็ม ก็ยิ่งรู้สึกกลวงเปล่าอยู่ภายใน
ตลอดเวลาหัวใจของทากากิ ยังติดอยู่ในรถไฟขบวนนั้น
รถไฟที่จอดสงบนิ่ง ท่ามกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บ

รอคอย..ที่จะได้พบอาคาริ..อีกครั้ง..ในสักวัน

ในวันที่กลีบซากุระร่วงหล่น
ทากากิคุงยังคงเหลียวมองตามหลังผู้คนที่เดินสวนผ่าน
คงจะดี ถ้าชีวิตนี้เขาจะได้พบอาคาริอีกครั้ง

คงมีความสุขมากจริงๆ
ถ้ามีโอกาส..อีกสักครั้ง















One more time , One more chance

จะต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ กว่าหัวใจจะได้รับการปลดปล่อย
จะต้องเจ็บปวดอีกสักเท่าไหร่ กว่าฉันจะได้พบเธอเสียที
ขอเพียงสักครั้งให้ฤดูกาลไม่เปลี่ยนผันไป
เพียงสักครั้งให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม

ในทุกครั้งที่เราทะเลาะกัน ฉันมักต้องยอมให้เธอเสมอ
นิสัยดื้อรั้นและเอาแต่ใจ ยิ่งทำให้ฉันรักเธอมากขึ้น
ขอโอกาสสักครั้ง ความทรงจำยังคงเกาะกุมในทุกย่างก้าว
อีกสักครั้ง เพราะฉันไม่รู้จะเดินต่อไปทางไหนดี

ฉันเฝ้าตามหาทุกหนทุกแห่ง หวังเพียงได้พบเธอในสักวัน
ทั้งตรงข้ามสถานีรถไฟ ทั้งตามหน้าต่างริมทางเดิน
แม้จะรู้ดีว่าเธอไม่อยู่ที่นั่น

หากความปรารถนาเป็นจริง ฉันจะรีบไปอยู่เคียงข้างเธอ
มันคงไม่มีอะไรที่ตัวฉันพอจะทำได้
นอกจากดึงเธอมากอดเอาไว้แนบกาย

หากฉันเพียงแค่ต้องการคลายเหงา แบบนั้นก็คงเป็นใครก็ได้
ท่ามกลางค่ำคืนที่ดาวพร่างพราย ฉันคงไม่อาจจะหลอกตัวเอง

ขอเพียงสักครั้ง ให้ฤดูกาลไม่เปลี่ยนผันไป
เพียงสักครั้ง ให้เราได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ฉันเฝ้าตามหาทุกหนทุกแห่ง หวังเพียงได้พบเธอในสักวัน
ทั้งตามทางม้าลาย ทั้งในโลกแห่งความฝัน
แม้จะรู้ดีว่าเธอไม่อยู่ที่นั่น

หากปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น ณ ที่นี้ ฉันจะแสดงให้เธอเห็น
รุ่งเช้าวันใหม่ ซึ่งฉันจะยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
เอื้อนเอ่ยคำรักอย่างที่ผ่านมาไม่เคยได้กล่าว

ความทรงจำในฤดูร้อนหวนคืนกลับมา
สั่นสะท้านและลอยหายไป

ฉันตามหาทุกหนทุกแห่ง หวังเพียงได้พบเธอในสักวัน
ทั้งในตัวเมืองยามอัสดง ทั้งไปที่ร้านซากุรารี
แม้จะรู้ดีว่าเธอไม่อยู่ที่นั่น

หากความปรารถนาของฉันเป็นจริง ฉันจะรีบไปอยู่เคียงข้างเธอ
มันคงไม่มีอะไรที่ฉันพอจะทำได้
นอกจากดึงเธอมากอดเอาไว้แนบกาย

ฉันเฝ้าตามหาทุกหนทุกแห่ง หวังเพียงได้พบเศษเสี้ยวของเธอ
ตามร้านขายของระหว่างทาง ตามสุดขอบมุมของหนังสือพิมพ์
แม้จะรู้ดีว่าเธอไม่อยู่ที่นั่น

ฉันเฝ้าตามหาทุกหนทุกแห่ง หวังเพียงได้พบรอยยิ้มของเธอ
กระทั่งตามทางรถไฟ ขณะยืนรอให้มันแล่นผ่าน
แม้จะรู้ดีว่าเธอไม่อยู่ที่นั่น

หากชีวิตเราย้อนกลับไปได้ ฉันจะไม่มีวันจากเธอไปไหน
ไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่ฉันต้องการ
นอกเสียจากเธอ คนสำคัญที่สุดเพียงผู้เดียว





 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2553   
Last Update : 19 กรกฎาคม 2553 21:56:38 น.   
Counter : 152 Pageviews.  

ตะกอนความคิดจากการได้ดู Inception

เนื่องจากเป็นหนังที่ดูแล้วต้องความเข้าใจประมาณหนึ่ง
และวันที่เข้าไปดูก็ดูแบบสมองกลวงมากๆ
ตามทันบ้างไม่ทันบ้าง จนนึกอยากกลับไปดูอีกรอบ (โดน Inception เข้าไปอย่างจัง >.<)
จึงขอตกตะกอนความเข้าใจต่อเนื้อเรื่องในรอบแรกไว้
ดูซิว่าถ้ามีรอบต่อๆไปจะยังเข้าใจแบบนี้อยู่หรือเปล่า

แน่ล่ะว่าสปอยล์..เต็มๆ


"Inception"

ฉากเปิดเรื่องเป็นการบอกภูมิหลังของ ดอม คอบบ์ที่เป็นนักโจรกรรมความคิด
โดยการบุกเข้าไปยังจิตใต้สำนึก ในขณะที่เป้าหมายกำลังหลับ
ทำให้เราได้เห็นเครื่องมือหน้าตาธรรมด๊า ธรรมดาที่มีชื่อว่า "เครื่องแชร์ความฝัน"
ทำให้เราค่อยๆทำความเข้าใจว่า เจ้าเครื่องนี่จะทำให้จิตใต้สำนึกของทุกคนที่มาแชร์ถูกผูกโยงเข้าด้วยกัน
จิตใต้สำนึก..ที่ที่ทุกอย่างในชีวิตเราถูกเก็บงำไว้ที่นั่น
หากเราไม่มีกลวิธีในการป้องกัน ผู้ที่มาแชร์ความฝันก็จะสามารถล่วงรู้ความคิดทุกอย่างของเราได้

ตรงนี้หนังชี้ให้เห็นว่าในโลกอนาคต ความคิดคือสิ่งล้ำค่ามากแค่ไหน
ความคิดสร้างสรรค์ แผนการตลาด นวัตกรรมใหม่ๆ
เหล่านี้สร้างมูลค่าได้ และคุ้มค่ากับการลงมือทำการโจรกรรม

โชคร้ายหน่อยที่งานนี้คอบบ์ต้องเจอกับเป้าหมายที่รู้ตัวและมีกลไกป้องกัน
รวมถึงอยู่ๆภรรยาของคอบบ์(ตามเนื้อเรื่องในภายหลัง)ก็โผล่มาขัดขวาง
ซึ่งในตอนแรกนี่ก็ยังงงๆอยู่ว่าผู้หญิงคนนี้โผล่มาได้ยังไงกัน..เพียงแต่พอเรื่องเล่าไปถึงตอนหลังจึงเริ่มเข้าใจ

และในฉากเปิดเรื่องนี้ ยังได้เล่าถึงเรื่องราวของความฝันซ้อนความฝันเอาไว้
(คือฝันว่ากำลังฝันอยู่) เพียงแต่ในรายละเอียดยังไม่พูดถึงมากมาย
เพียงแค่ปูเรื่องไว้ให้เรารู้ว่ามันมี

กลับมาที่เป้าหมาย ..หากรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ และมีคนกำลังบุกรุกเข้ามาในจิตใต้สำนึกขณะกำลังฝัน
เป้าหมายจะสามารถปกป้องความคิดที่ยังต้องการจะซ่อนเอาไว้ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยฝีมือของคอบบ์ก็ทำให้ ไซโตะ..ผู้เกือบจะถูกคอบบ์โจรกรรมความคิดไป
เสนองานที่มีผลตอบแทนเป็นสิ่งที่คอบบ์รอคอยมาตลอดชีวิต
คือการได้กลับไปใช้ชีวิตกับลูกทั้งสองคนให้


เพียงแต่งานของไซดตะ ไม่ใช่การขโมย แต่เป็นการฝังความคิดเข้าไป
ไซโตะต้องการให้คอบบ์ฝังความคิดใหม่ ให้ทายาทบริษัทคู่แข่งเลิกล้มความตั้งใจที่จะสืบทอดกิจการของพ่อที่กำลังจะตาย

การฝังความคิดยากกว่าการขโมยความคิด
เพราะหากไม่ได้ฝังให้ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกที่ลึกมากๆ
เป้าหมายก็อาจจะไม่รู้สึกว่าความคิดนั้นเป็นสิ่งที่มีความหมาย-สำคัญ และอาจจะไม่ปฏิบัติตาม
รวมถึงถ้าเป้าหมายนั้นไม่รู้ว่าที่มาของความคิดนั้นมาจากไหน เป้าหมายก็จะเกิดความระแวงแคลงใจ
และทำให้จับได้ว่าเป็นผลงานของทีมโจรกรรม

ดังนั้นคอบบ์จึงต้องวางแผนให้รัดกุม และคัดเลือกมาเพียงมือดีที่สุดเท่านั้น
ซึ่งในทีมประกอบด้วย

คอบบ์
ผู้ขุดความลับ เป็นหัวหน้าทีมที่จะคอยวางแผนแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ

อาเธอร์
เป็นตัวชี้เป้า ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลของเป้าหมาย
โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าเป้าหมายเคยเรียนรู้กลไกการป้องกันทางจิตเพื่อต่อต้านการโจรกรรมไหม
เพราะจะทำให้งานมีระดับความยากง่ายที่แตกต่างกัน

แอริแอด
สถาปนิกผู้ออกแบบความฝัน เป็นผู้สร้างสถานที่ในความฝัน
รายละเอียดต่างๆที่เสมือนจริง

อีมส์
นักปลอมแปลง เป็นผู้ล้วงความลับโดยการเลียนแบบ ปลอมแปลงเป็นคนใกล้ชิดของเป้าหมาย
ปลอมเป็นนางนกต่อ คือฮีสามารถมากๆ ปลอมเป็นใครก็ได้ เรียกได้ว่าเป็นนักต้มตุ๋นระดับเทพค่ะ

ยูซุฟ
นักเคมีที่ปรุงยานอนหลับที่ทำให้หลับลึกมากๆ แต่ยังสามารถตื่นได้โดยการที่หูชั้นในถูกกระตุ้น
เช่นการตกจากที่สูง หรือที่เรียกว่า Kick นั่นเองค่ะ

โดยมีไซโตะ เป็น The tourist ขอติดตามไปด้วยเพื่อให้เห็นว่าการฝังความคิดสำเร็จกับตา
เห็นแบบนี้จริงๆมีประโยชน์กับทีมในภายหลังนะเออ
ชอบตอนที่เค้าพูดเองว่า "ไม่มีที่สำหรับนักท่องเที่ยว" มากๆ
:)


โดยการเจาะลึกเข้าไปยังจิตใต้สำนึกของเป้าหมาย (ฟิชเชอร์) จะค่อยๆทำไปเป็นระดับชั้น
ทันทีที่เครื่องแชร์ความฝันทำงาน ทุกคนก็เข้าไปในฝันชั้นแรก
ซึ่งเป็นความฝันของยูซุฟ

และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจิตใต้สำนึกของฟิชเชอร์ผ่านการเรียนรู้กลไกการป้องกันทางจิตไว้
(ซึ่งตรงนี้อาเธอร์ไม่สามารถสืบหาข้อมูลมาได้)
ทำให้มีกองกำลังติดอาวุธมาต่อต้าน "สิ่งแปลกปลอม" ที่เข้ามาภายใต้จิตสำนึกขณะฝัน
เป็นเหตุให้ไซโตะโดนยิงบาดเจ็บ และถ้าหากเสียชีวิตในขณะกำลังฝันภายใต้ฤทธิ์ยานอนหลับที่รุนแรงแบบนี้
จิตจะไม่สามารถหาทางออกไปจากความฝันได้

The show must go on..
ดังนั้นทีมของคอบบ์จึงมีแต่ต้องมุ่งหน้าทำงานให้สำเร็จ (ก่อนที่ไซโตะจะตาย)และกลับออกไป

อีมส์จึงรับหน้าที่ปลอมแปลงไปล้วงความลับความสัมพันธ์ระหว่างฟิชเชอร์ จูเนียร์กับพ่อ
เพื่อกำหนดบทของทุกคนที่จะไปต่อ และเพื่อให้รู้ชัดว่าควรจะฝังความคิดให้ฟิชเชอร์ในลักษณะไหน

ซึ่งก็เป็นไปตามที่ทีมคาดเดากันไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างฟิชเชอร์กับพ่อไม่ดีนัก
คำสุดท้ายที่พ่อพูดกับเค้าก่อนตายคือ "ผิดหวัง"
อีมส์จึงสร้างเรื่องให้ฟิชเชอร์รู้ว่าพ่อมีพินัยกรรมอีกฉบับ ที่หวังว่าฟิชเชอร์จะดำเนินธุรกิจของตัวเอง
โดยไม่ต้องพยายามจะเลียนแบบพ่อ

ตรงจุดนี้ ทีมได้ปูพื้นความคิดให้ฟิชเชอร์ไว้เพียงแค่นี้พอ
ทั้งเรื่องเซฟ เรื่องพินัยกรรมอีกฉบับ ทั้งหมดทั้งปวงนั้นไม่ได้มีจริง
แต่ทำให้ฟิชเชอร์เข้าใจว่ามีอยู่จริง และพยายามหาทางเปิดออกมาให้ได้
เพื่อที่จะได้รู้ว่าพ่อต้องการจะบอกกับเค้าว่าอย่างไร

โดยที่ความฝันชั้นนี้ ยังไม่ต้องการให้ฟิชเชอร์สามารถเปิดได้ เพราะเป็นความฝันในชั้นที่ตื้นเกินไป
เมื่อตื่นแล้วอาจจะนึกได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

จึงเพียงแต่เกริ่นเอาไว้ เพียงแค่นี้
ให้ฟิชเชอร์ต้องใช้ความพยายามที่จะเปิด เพื่อที่จะได้เชื่อสนิทใจว่านี่เป็นความคิดที่เกิดจากตัวเขาเองจริงๆ

ก่อนที่จะดำดิ่งไปยังความฝันชั้นต่อไป โดยได้ทิ้งยูซุฟซึ่งเป็นเจ้าของความฝันในชั้นแรกเอาไว้
ให้เค้ายังคงฝันต่ออยู่ในฝันชั้นแรกต่อไป รอปลุกทุกคน รวมถึงเอาตัวรอดให้ได้ จากกองกำลังต่อต้านการโจรกรรม

ส่วนความฝันชั้นที่ 2 -ฉากในโรงแรมนั้น
เจ้าของความฝันคืออาเธอร์

และจากการที่สถานการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหมาย
คอบบ์จึงต้องเปลี่ยนแผน ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่มีอยู่ให้ได้
เพราะจิตใต้สำนึกของฟิชเชอร์เองก็คงเริ่มสงสัยหนักขึ้นว่ากำลังถูกบุกรุก
และก็อาจเกิดการต่อต้านตามมาอีกมากมาย

คอบบ์จึงทำให้ฟิชเชอร์รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในความฝัน(แต่ให้เข้าใจว่าเป็นฝันชั้นแรก..มั้ง)
และกำลังถูกบุกรุกอยู่ โดยคอบบ์คือผู้ช่วยในการต่อต้านการบุกรุกนั้น
เป็นการหลอกล่อให้ฟิชเชอร์ไว้ใจ และช่วยพาทีมเข้าไปยังความฝันชั้นต่อไป
(ซึ่งจะยิ่งโดนการต่อต้าน)

ซึ่งคอบบ์ก็ทำได้สำเร็จ และทีมก็ที่เหลือรวมถึงฟิชเชอร์ก็ดิ่งลึกลงไปถึงความฝันชั้นที่ 3
ทิ้งอาเธอร์ เจ้าของความฝันเอาไว้เพื่อรอปลุก รวมถึงรับมือกับกองกำลังในความฝันชั้นนี้


ที่ความฝันชั้นที่ 3..
ความฝันชั้นนี้เป้นของอีมส์ ซึ่งก็คือฉากท่ามกลางหิมะ
เป็นที่ที่ฟิชเชอร์ควรจะเจอตู้เซฟที่เก็บพินัยกรรมใหม่ (ตามความเชื่อจากชั้นก่อนๆที่ค่อยๆปลูกฝังเอาไว้)และเปิดมัน
ซึ่งทั้งหมดก็เกือบจะสำเร็จแล้ว แต่ในที่สุด "มอล" ในจิตใต้สำนึกของคอบบ์ก็โผล่มาขัดขวาง

เอาล่ะ มาอธิบายถึงมอลกันหน่อยแล้วกัน
ซึ่งจริงๆมอลก็โผล่มาให้ชวนสงสัยหลายครั้ง แต่ไม่อยากจะเล่าแทรก
เพราะอยากให้เห็นภาพใหญ่ชัดๆก่อนว่าเป็นไง

เพียงแต่ ณ จุดนี้ มอลคือส่วนสำคัญที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้

จริงๆแล้วจะเห็นได้ว่าในขณะที่แชร์ความฝันกันนั้น จิตใต้สำนึกของทุกคนจะถูกผูกโยงเข้าด้วยกันไว้
โดยเจ้าของความฝันจะเป็นผู้กำหนดสถานที่ สถานการณ์ (ฝนตก ฉากเป็นโรงแรม ฉากเป็นแดนหิมะ ฯลฯ)
แต่ทีมที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีจะไม่ปล่อยจิตใต้สำนึกของตัวเองมาเพ่นพ่าน
ตัวแปรที่จะเกิดตามมาหลังจากเจ้าของฝันกำหนดความฝัน
คือจิตใต้สำนึกของเป้าหมาย ที่ถูกจับมาร่วมแชร์ความฝันเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นผู้คนต่างๆ หรือกองกำลังต่อต้านการโจรกรรม

ซึ่งทุกคนในทีมก็สามารถบังคับจิตใต้สำนึกของตัวเองไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านได้อยู่หมัด
ยกเว้นก็แต่คอบบ์ที่มีความรู้สึกผิดต่อ "มอล" อย่างลึกล้ำ
ถึงจะพยายามกักขังความทรงจำที่มีต่อเธอไว้ให้อยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใต้สำนึกแล้ว
แต่บางทีเธอก็ยังออกมาเพ่นพ่าน

เช่นในฉากที่แอริแอดออกแบบความฝันเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงในความทรงจำ
และคอบบ์เองก็เคยมีความหลังกับมอลในสถานที่นั้น(ตรงสะพาน)
จิตใต้สำนึกของคอบบ์ก็เกิดอาการ "หลุด"และปลดปล่อยมอลออกมา

เราว่าที่มอลตรงรี่มาทำร้ายแอริแอด ก็เพราะ..นะ
ถึงจะรักเมียยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้สวย น่ารัก..และฉลาด
จิตใต้สำนึกในส่วนที่เก็บภาพมอลไว้ก็คงโดนกระทบและไม่รู้สึกดีกับการที่แอริแอดเข้ามาในชีวิตคอบบ์เท่าไหร่หรอก..อันนี้เห็นได้ชัด

ยิ่งในฉากต่อๆไปที่ยิ่งดิ่งไปในจิตชั้นที่อยู่ลึกลงไปข้างล่าง คอบบ์ก็ยิ่งเข้าไปใกล้มอลในจิตใต้สำนึกของเขาเองมากไปทุกที..

แล้วในที่สุดเมื่อถึงนาทีคับขันคอบบ์ก็คุมจิตใต้สำนึกของตัวเองไม่อยู่ ปลดปล่อยมอลให้ออกมาขัดขวางจนได้
เพราะจิตใต้สำนึกของคอบบ์รู้ว่า ถ้างานนี้สำเร็จเขาจะได้กลับบ้าน
และมอลก็จะกลายเป็นเพียงอดีตตลอดไป แต่ลึกๆความรู้สึกผิดในใจก็ยังไม่ยอมปล่อยให้เขาคิดอย่างนั้น

มอลจึงยังคงมีอิทธิพลเหนือกว่าเสมอ และโผล่มาขัดขวางงานของคอบบ์ได้ทุกครั้ง
โดยเฉพาะในนาทีสำคัญ ที่ฟิชเชอร์กำลังจะเข้าไปเปิดเซฟก็ดันถูกมอลยิง..ตาย -*-

เรื่องที่กำลังจะจบก็เลยไม่จบ เนื่องจากเมื่อฟิชเชอร์ตายจะหลุดเข้าไปในชั้น limbo
ซึ่งถ้าหากหาเขาเจอ และทำให้เขาตื่น ก็ยังพอจะทำให้ฟิชเชอร์กลับมาเมื่อถึงเวลาปลุกในแต่ละชั้นได้

คอบบ์กับแอริแอดจึงต้องดิ่งลึกลงไปอีก
ทิ้งไซโตะที่ไปต่อไม่ไหวแล้วเพราะบาดเจ้บ กับอีมส์เจ้าของความฝันในชั้นที่สามไว้


ในชั้น limbo..
น่าจะเป็นตะกอนความฝันของคอบบ์เอง และเป็นที่ที่เขากับมอลเคยหลงอยู่ด้วยกัน
คอบบ์พาแอริแอดไปตามหามอล เพราะเขาเชื่อว่าฟิชเชอร์จะต้องอยู่ที่นั่น
และเขายื่นข้อเสนอกับมอล (จิตใต้สำนึกของตัวเอง)ว่าจะไม่ออกจากความฝัน
เพื่อแลกกับการพบตัวฟิชเชอร์และพาออกไป

ซึ่งในตอนนี้เองที่ข้อจำกัดของเวลาได้บีบให้ทุกคนต้องรีบตัดสินใจ
ในที่สุดแอริแอดก็ต้องพาฟิชเชอร์กลับ เพื่อให้ตื่นขึ้นในชั้นที่ 3 ให้ทัน

แอริแอดตื่นขึ้นมาก่อนในชั้นที่ 3 --> จากนั้นอาคารกลางหิมะระเบิด --> ทำให้อีมส์ แอริแอด ฟิชเชอร์ตื่นในชั้นที่ 2
--> จากนั้นลิฟท์ระเบิด --> อีมส์ แอริแอด ฟิชเชอร์ และอาเธอร์ตื่นในชั้นที่ 1 --> จากนั้นรถตกสะพาน
--> ทุกคน(ยกเว้นไซดตะกับคอบบ์) ตื่นขึ้นเมื่อหมดฤทธิ์ยา


ส่วนคอบบ์..
ก็อยู่ตามหาไซโตะต่อ และกระตุ้นให้เขารู้ตัวว่ากำลังอยู่ในความฝัน
นี่คือบทสุดท้ายก่อนนำไปสู่ฉากจบที่ทุกคนถกเถียงกัน ว่าตกลงแล้วคอบบ์ช่วยไซดตะได้จริง
ภารกิจลุล่วง และได้กลับไปใช้ชีวิตกับลูกๆ
หรือนี่เป็นเพียงอีกหนึ่งความฝันของคอบบ์เอง
ที่ยังหลงวนเวียนอยู่ใน limbo ฝัน..ว่าตัวเองทำสำเร็จ

สำคัญไหม ?

โดยส่วนตัวคิดว่ามันไม่สำคัญเท่ากับว่า เราได้เรียนรู้ถึงพลังความคิดที่ส่งผลต่อตัวเราจากหนังเรื่องนี้หรือไม่
เพราะเพียงแค่เราคิดเปลี่ยน ชีวิตก็เปลี่ยนไป

มันอาจจะเป็นความจริง .. มันอาจจะเป็นความฝัน..
แต่ความคิด ความเชื่อที่เติบโตขึ้นในตัวเรา ในใจเรานั้น
ใยมิใช่สามารถทำให้เราสร้างฝันให้เป็นจริงได้ !!

มันขึ้นอยู่กับเรา ขึ้นอยู่กับตัวเรานี่แหละ ว่าจะเลือกฝังความคิดชนิดใดลงไป

คิดว่าเราทำได้ เราก็จะพยายามหาทางทำให้ได้
คิดว่าเราทำไม่ได้ ทุกอย่างก็จบไป โดยที่ยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ

เชื่อมั่นในพลังของความคิด และมาเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริงกันเถอะค่ะ :)




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2553   
Last Update : 19 กรกฎาคม 2553 7:50:17 น.   
Counter : 227 Pageviews.  

Ugly Betty

การเติบโตไม่ใช่การที่เราจัดการกับทุกอย่างได้ถูกต้อง
แต่เป็นการที่เรารู้ว่าจะรับมือกับความผิดพลาดได้อย่างไร

อิกนาซิโอ ซัวเรซ
Ugly Betty Season 3








มีใครเคยดู Ugly Betty กันบ้างป่ะคะ
^^

ครั้งแรกที่ได้ดูซีรี่ส์เรื่องนี้ พิมดูเพราะอยากรู้ว่า
ชีวิตของผู้หญิงอ้วน เตี้ย ป้อม ผมยาวฟูฟ่อง
ใส่แว่นเฉิ่มๆ ยิ้มโชว์เหล็กดัดฟัน
แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่หนึ่งชุด ตั้งแต่หัวจรดเท้าเนี่ย ..มีครบทุกสีสัน
แต่มีความฝันอยากเป็นบรรณาธิการ และเข้าทำงานในหนังสือแฟชั่นยักษ์ใหญ่
ซึ่งเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับคนอย่างเธอทุกอย่างเนี่ย
มันจะอลเวงสักขนาดไหน ?

เอาคำตอบที่เป็นบทสรุปไปก่อนเลยแล้วกันนะคะ
พิมรู้สึกว่า มันน่าประทับใจ..น่าประทับใจมากๆ
^_______^


จากซีซั่นแรก ที่เราต้องคอยเอามือปิดตา แล้วกางนิ้วห่างๆ
แอบดูว่าแม่สาวเบตตี้คนนี้จะทำอะไรเปิ่นๆน่าอาย(แทน)ออกมาบ้าง
ถึงกระนั้นก็เอาใจช่วยความพยายามของเธอไปในขณะเดียวกัน

โลกนี้ไม่มีความยุติธรรมในแบบที่เราเคยฝันไว้หรอก..จริงๆนะ
คนรวยย่อมมีโอกาสมากกว่าคนจน คนมีอำนาจชาติตระกูลดีย่อมมีเส้นทางให้เลือกเดินที่ดีกว่า
คนหน้าตาดี ก็ดูเหมือนจะสร้างความประทับใจแรกเห็นได้มากกว่าคนขี้เหร่
อืมม..ฟังดูเหมือนคำพูดของคนใจร้ายมากๆคนนึงเลย..แต่มันก็เป็นแบบนั้นแหละ
ถ้าหากเรายอมรับความจริงอ่ะนะ

และพิมก็ชอบตรงที่ แทนที่จะเรียกร้องว่าความยุติธรรมอยู่ที่ไหน
แม่สาวเปิ่น Ugly Betty ของเรากลับเชิดหน้าใส่
แล้วพิสูจน์ตัวเองว่า ถึงแม้จะมีโอกาสและทางเลือกน้อยกว่า
ถึงแม้จะถูกมองว่าเป็นตัวตลก กระทั่งถูกมองผ่านไปเหมือนเป็นอากาศธาตุ
แต่เธอจะไม่ยอมปล่อยผ่าน และจะทำให้ดีที่สุด เต็มความพยายามที่สุดเสมอ
ทุกครั้งที่ได้รับโอกาส

รับมือกับความอยุติธรรมทั้งหลาย อย่างคนมองโลกในแง่ดี
ฉลาด และกล้าหาญ

แต่ละตอนที่ผ่านไป เบตตี้ยังคงเป็นสาวแว่นที่ อ้วน ป้อม เตี้ย
ผมยุ่งรุงรัง และแต่งตัวเหมือนคนไม่มีรสนิยม
ทั้งๆที่ไอ้เราคนดูก็ยังนึกแอบลุ้น ว่าเดี๋ยวคงได้มีการสลัดคราบแปลงโฉม
แบบนางซินเดอเรลล่ากันบ้าง ประมาณว่าเป็นสาวเฉิ่มๆในตอนแรก
แล้วพอถอดแว่น ถอดเหล็กดัดฟัน ทำผมใหม่ ลดน้ำหนัก แล้วก็
ว้าววววววววว..ตามสูตรสำเร็จของหนังที่มีนางเอกเปิ่นๆในตอนแรกนั่นล่ะ

แต่หนังเรื่องนี้ยังคงยืนหยัดให้เบตตี้เป็นสาวเปิ่นคนเดิมมาจนถึงซีซั่นล่าสุดนี้(ซีซั่นสาม)
ราวกับจะประกาศให้โลกรู้ว่า ไม่ต้องแปลงโฉมให้สวยหรอก
ขี้เหร่เหมือนเดิมแบบนี้แหละที่จะทำให้ทุกคนต้องตกหลุมรัก

ซึ่งใครจะเป็นยังไงไม่รู้นะ แต่พิมน่ะตกหลุมรักเธอจริงๆ :)

ดูแล้วรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ ช่างเป็นแหล่งกำเนิดของแรงบันดาลใจ
ช่วยย้ำเตือนให้เราอย่าได้หวั่นไหว หรือหลงลืมไปว่า
คุณค่าที่แท้จริงของคนเรานั้น เปล่งประกายอยู่ภายใน
ไม่ใช่จากรูปลักษณ์ หรือหน้าตา

พิมทั้งขำ ทั้งซึ้งกับฉากหนึ่งที่อะแมนด้า สาวสวยจอมหลงตัวเองประจำออฟฟิศพูดกับเบตตี้
ว่าเธอไม่รู้ตัวหรอก ว่าเธอน่ะเป็นคนโชคดี เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ใครสักคนรักเธอ
มันหมายถึงเค้ารักที่ตัวตนของเธอจริงๆ ต่างจากชั้นที่ใครๆก็มาหลงรักเพราะชั้นสวย

ฮาาาาา

ขำตรงความหลงตัวเองของคนพูด แต่ก็ซึ้งตรงความหมายของมันนั่นล่ะ
มิน่าล่ะเนอะ บางครั้งเราถึงต้องแปลกใจ ว่าทำไมผู้หญิงสวยๆบางคนอาภัพรักนัก

ดูแล้วก็เกิดความคิดที่ว่า ไม่ต้องคาดหวังหรอกว่าคนอื่นจะต้องปฏิบัติกับเราอย่างไร
สิ่งที่เราควรจะทำ และทำได้ คือเราจะปฏิบัติกับผู้คน และโลกนี้อย่างไรต่างหาก

คิดดี ทำดี ยึดมั่นและมั่นใจในความดี แล้วเปล่งประกายมันออกมา
รู้จักคุณค่าของตัวเอง เชิดหน้าใส่ความอยุติธรรม และทำให้ดีที่สุดเมื่อมีโอกาส
เป็นผู้หญิงสวยจากข้างใน และรอคอยผู้ชาย(หน้า)ตาดีที่จะมาเจอเพชรในตม
(5555+)

ใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุดในทุกๆวัน และเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นจากความผิดพลาด

ไม่น่าเชื่อเลยเนอะว่าซีรีส์ที่เล่าเรื่องผู้หญิงขี้เหร่คนนึงจะมีอะไรดีๆส่งตรงถึงเราได้ขนาดนั้น
นี่ถ้าไม่เปิดดู เพราะเห็นนางเอกขี้เหร่แล้วล่ะก็ พิมคงจะพลาดสิ่งดีๆไปอีกมาก




พลาดไปอีกมากเลยจริงๆ :)









 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2553   
Last Update : 14 กรกฎาคม 2553 22:06:09 น.   
Counter : 256 Pageviews.  


เ จ้ า ห ญิ งน้ อ ย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เ จ้ า ห ญิ งน้ อ ย's blog to your web]