กันยายน 2561

 
 
 
 
 
 
3
4
6
7
8
9
11
13
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
27
29
30
 
 
All Blog
การผลิตเส้นใยสมรรถนะสูง (High Performance Fibers) เพื่อเป็นการปฏิรูปสิ่งทอของไทย


การผลิตเส้นใยสมรรถนะสูง(High Performance Fibers)

เพื่อเป็นการปฏิรูปอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ

ถ้าย้อนกลับไปในอดีต มีหลักฐานต่าง ๆ ที่ทำให้เราสามารถสันนิษฐานว่าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมเก่าแก่ อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ ในอดีตที่มนุษย์ได้มีการนำหนังสัตว์ ขนสัตว์ ฝ้าย และไหม มาทำเป็นเครื่องนุ่งห่มห่อหุ้มร่างกาย จนถึงปัจจุบันที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตต่อเนื่อง ทำให้มีการเพิ่ม ผลผลิตจากครัวเรือน มาเป็นชุมชน และพัฒนาขึ้นไปสู่ระดับอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ มีโครงสร้างและ การผลิตที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร โดยประกอบด้วยอุตสาหกรรมเล็กๆหลายๆประเภท ในขั้นตอนการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นที่เรียกว่า อุตสาหกรรมต้นน้ำ ได้แก่ การผลิตเส้นใย การปั่นด้าย ไปจนถึงส่งผลผลิตไปยัง อุตสาหกรรมกลางน้ำ คือ การทอผ้า ไปจนถึงการฟอก การย้อม และการพิมพ์ จนมาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ อุตสาหกรรมปลายน้ำได้แก่การนำวัตถุดิบจากกลางน้ำมาออกแบบเพื่อสร้างคุณค่าและ เพิ่มมูลค่าโดยการผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์สิ่งทอรูปแบบอื่น ๆ แล้วแต่ประโยชน์ใช้สอย

การพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำเป็นจุดเริ่มต้นเพิ่อพัฒนาเส้นใยสิ่งทอให้เกิดความหลากหลาย ตามความต้องการของผู้ใช้   ซึ่งเส้นใยนับเป็นวัสดุสิ่งทอหน่วยที่เล็กที่สุดที่มนุษย์จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เราสามารถ แบ่งประเภทของเส้นใยตาม “แหล่งกำเนิด” ได้   2  ประเภท ได้แก่

1. เส้นใยธรรมชาติ (Natural fiber) หมายถึง เส้นใยที่มีมาจากธรรมชาติ เช่น พืช สัตว์ แร่และยาง ในยุคสมัยที่เรายังไม่สามารถสังเคราะห์เส้นใยขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้นั้น เส้นใยจากพืชเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ถูกนำมาใช้ ประโยชน์มากที่สุด รองลงมาคือ เส้นใยจากสัตว์ เช่น ไหมและขนแกะ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่นิยมนำมาใช้ในบริเวณที่มีอากาศหนาว และแม้ว่าในปัจจุบันจะสามารถผลิตเส้นใยประดิษฐ์เพื่อนำมาทดแทนเส้นใยธรรมชาติได้แล้วก็จริง แต่เส้นใยธรรมชาติก็ยังคงเป็นวัตถุที่มนุษย์ยังนิยมนำมาใช้เพื่อผลิดเป็นเครื่องนุ่มห่มเนื่องจากคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ให้ความสบายในการสวมใส่ และย้อมสีได้ง่าย

(ที่มา : หนังสือวิทยาศาสตร์เส้นใย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. เส้นใยประดิษฐ์ (Man-made fiber) เป็นเส้นใยที่เกิดขึ้นมาจากการคิดค้นและปรับปรุงของมนุษย์ เพื่อใช้ทดแทนเส้นใยจากธรรมชาติรวมทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้าน เช่น ทางการแพทย์ การทหาร อุตสาหกรรม ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลิตขึ้นโดยการนำสารโพลิเมอร์จากธรรมชาติ ซึ่งก็คือ เซลลูโลส หรือสารเคมีโมเลกุลเล็ก ที่ได้มาจากน้ำมันปิโตรเลียมมาทำปฏิกิริยาทางเคมีที่เหมาะสมจนได้เป็นสารโพลิเมอร์ตั้งต้นเพื่อนำไปฉีดเป็นเส้นใย ซึ่งโดยทั่วไปจะสามารถแบ่ง เส้นใยประดิษฐ์ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่เส้นใยสังเคราะห์จากเซลลูโลส 2.เส้นใยสังเคราะห์จากสารเคมี 3.เส้นใยสังเคราะห์จากแร่และเหล็ก ซึ่งเส้นใยสังเคราะห์ชนิดแรกของโลกที่มนุษย์ผลิตได้ คือ เส้นใยเรยอน



เส้นใยประดิษฐ์แต่ละประเภทจะถูกนำไปใช้งานที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติของเส้นใยแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น

1) เส้นใยสังเคราะห์ที่มีความทนทานต่อการขัดถู (Abrasionresistance) คือ เส้นใยที่มีความทนทานต่อ การใช้งาน การสวมใส่ ซักและทำความสะอาด เช่น เส้นใยโพลีเอสเตอร์ ไนลอน และสแปนเด็กซ์ ซึ่งถูกนำมาใช้กับงานที่ต้องการความทนทานต่อการขัดถู เช่น ผ้าบุชั้นในกระเป๋า ผ้าทำกระเป๋ากางเกง ผ้าบุโซฟาและผ้าซับในรองเท้า

2) เส้นใยสังเคราะห์ที่มีการยืดตัวและความยืดหยุ่นสูง (Elongation & Elasticity) คือเส้นใยที่มีคุณสมบัติที่สามารถยืดตัวออกได้มากเมื่อถูกดึง และสามารถหดกลับได้เมื่อปล่อย (Elastic recovery) เส้นใยที่มีคุณสมบัติ ที่ว่าก็ คือเส้นใยสแปนเด็กซ์ ซึ่งขั้นตอนการผลิตคือการใช้เส้นใยสแปนเด็กซ์เป็นแกนกลาง พันด้วยเส้นใยอื่น ๆ เช่น ฝ้ายโพลีเอสเตอร์ ไนลอน แล้วจึงนำไปทอเป็นชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ และถุงน่อง และอื่นๆอีกมากมายเป็นต้น

3) การทนต่อความร้อน (Thermal resistance) เส้นใยธรรมชาติโดยทั่วไปเมื่อได้รับความร้อน มักจะติดไฟได้ง่ายและลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เส้นใยสังเคราะห์หากได้รับความร้อนจะอ่อนตัว และเมื่อร้อนจนถึงจุดหลอมละลายเส้นใยจะหลอมเหลวจนกลายเป็นยางเหนียวคล้ายพลาสติก เส้นใยประดิษฐ์ที่มีคุณสมบัติทนต่อความร้อนได้ดี ได้แก่ เส้นใยคาร์บอน และเส้นใยอารามิด นอกจากนี้คุณลักษณะภายนอกของเส้นใยจะมีผลต่อคุณสมบัติและการนำไปใช้งานเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ สิ่งทอประกอบด้วย

ความยาวของเส้นใย (Fiber length) มีผลต่อคุณสมบัติและการนำไปใช้งาน ซึ่งสามารถแบ่งความยาวของเส้นใยได้ 2 ประเภท คือ

1) เส้นใยสั้น (Staple fiber) คือเส้นใยที่มีขนาดของความยาวตั้งแต่ 2 ถึง 46 เซนติเมตร ซึ่งเส้นใยธรรมชาติเกือบทุกชนิดจะเป็นเส้นใยชนิดสั้น เช่น ฝ้าย นุ่น และขนสัตว์ ยกเว้นใยไหมจะเป็นเส้นใยชนิดยาว เส้นใยธรรมชาติเมื่อนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายแล้วจะเรียกเส้นด้ายที่ผลิตออกมาว่าเส้นด้ายปั่น (Spun yarn) เส้นใยสังเคราะห์ทุกชนิดจะเริ่มกระบวนการผลิตโดยการปั่นให้เป็นเส้นใยยาวก่อนเสมอ แล้วจึงนำมาตัดให้เป็นเส้นใยสั้น ตามความยาวที่ต้องการโดยเส้นใยยาวที่ถูกนำไปตัดเป็นเส้นใยสั้นจะเรียกว่า Filament tow


ภาพที่ 1 : ขนาดความยาวของเส้นใยฝ้ายสายพันธุ์ต่างๆ

(ที่มา : www.saintkeat.wordpress.com)

2) เส้นใยยาว (Filamentfiber) คือเส้นใยที่มีความยาวต่อเนื่องไม่สิ้นสุด มีหน่วยวัดเป็นเมตรหรือหลา เส้นใยยาวส่วนใหญ่คือเส้นใยสังเคราะห์ ยกเว้นไหมที่เป็นเส้นใยยาวที่มาจากธรรมชาติ เส้นใยยาวแบ่งได้เป็นเส้นใยยาวเดี่ยว (Monofilament fiber)และเส้นใยยาวกลุ่ม (Multifilament fiber)เส้นใยยาวเดี่ยว คือเส้นใยที่มีกรรมวิธีการผลิตโดยการฉีดออกมาเพียงเส้นเดียวจากหัวฉีด โดยนำไปผลิตเป็น แห อวน เอ็นตกปลา และขนแปรงสีฟัน ส่วนเส้นใยยาวกลุ่ม คือ เส้นใยที่มีวิธีการผลิตโดยการ ฉีดออกมาหลายเส้นพร้อมกันจากหัวฉีด แล้วควบรวมเส้นใยเข้าด้วยกัน


ภาพที่ 2 : ลักษณะของเส้นใยสั้นและเส้นใยยาว (ที่มา : www.textileschool.com)

ภาคตัดขวาง (Cross section) คือรูปร่างตามแนวตัดขวางของเส้นใย (ภาพที่ 3) ซึ่งรูปร่าง ภาคตัดขวางของเส้นใยธรรมชาติเกิดจากลักษณะการสร้างเซลลูโลสในขณะที่พืชเจริญเติบโตหรือในกระบวนการสร้าง โปรตีนของสัตว์สำหรับเส้นใยประดิษฐ์รูปร่างภาคตัดขวางของเส้นใยสามารถกำหนดได้จากรูของหัวฉีดหรือเรียกว่า Spinneret


ภาพที่ 3 : ตัวอย่างภาคตัดขวางของเส้นใยแต่ละชนิด 

                     (ที่มา : www.pinterest.com)


ความมันเงาของเส้นใย (Luster) คือ ปริมาณของแสงที่สะท้อนจากผิวของเส้นใยสู่ตาของ ผู้มอง เส้นใยธรรมชาติที่มีความมันเงาสูง คือ ไหม ส่วนฝ้ายและขนสัตว์ จะมีความมันเงาน้อยกว่า ส่วนเส้นใยสังเคราะห์นั้น ผู้ผลิตควบคุมความมันเงาของเส้นใยได้ด้วยการควบคุมปริมาณของสีที่ผสม หรือโดยการเติม สารลดความมันคือ ไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2 ) ในขั้นตอนการผลิต เราสามารถแบ่งระดับความมันเงา ของเส้นใยสังเคราะห์ได้3 ระดับ คือ สว่าง (Bright) กึ่งทึบ (Semi dull) และทึบ (Dull)



(ภาพที่ 4)


ภาพที่ 4 : ความแตกต่างของความมันเงาในเส้นใยประดิษฐ์ (ที่มา : www.textilebd-yarn.com)

สถานะปัจจุบันของเส้นใยไทยเป็นอย่างไร ความสามารถในการผลิตเส้นใยของประเทศไทยในปัจจุบันแบ่งตามแหล่งกำเนิดของเส้นใยและ ความยาวของเส้นใยที่นำไปผลิตเป็นเส้นด้าย ได้ดังนี้


ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเส้นใยและโรงงานปั่นด้ายในประเทศรวมแล้ว 161 โรงงาน และมีแรงงาน กว่า 57,000 คน โดยแบ่งเป็นโรงงานผลิตเส้นด้ายธรรมชาติ 149โรง มีแรงงาน 44,800 คน และโรงงานผลิตเส้นใยและเส้นด้ายสังเคราะห์ 12 โรงมีแรงงานประมาณ 12,200 คน

เส้นใยธรรมชาติที่สามารถผลิตได้มากที่สุดในประเทศ ได้แก่ เส้นใยฝ้าย ปี พ.ศ. 2559 สามารถผลิต เส้นใยฝ้ายได้ 200 ตัน จากพื้นที่เพาะปลูกฝ้ายกว่า 3,641 ไร่ ในขณะที่ความต้องการใช้เส้นใยฝ้าย ในประเทศมีถึงปีละ 320,000 ตัน ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการโรงงานปั่นด้ายจึงต้องนำเข้าเส้นใยฝ้ายจากต่างประเทศแทน ซึ่งในปี พ.ศ.2560 มีการนำเข้าเส้นใยฝ้าย 271,500 ตัน มูลค่า502.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยนำเข้าจาก สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อินเดีย บราซิล และมาลี










ภาพที่ 5 : ปริมาณการนำเข้าเส้นใยฝ้ายตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2560 และสัดส่วนปริมาณการนำเข้าเส้นใยฝ้ายในปี พ.ศ. 2560(ที่มา: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์) สำหรับเส้นใยประดิษฐ์ที่มีการผลิตในประเทศได้แก่ เส้นใยโพลีเอสเตอร์ ไนลอน เรยอน อะคริลิก สแปนเด็กซ์และอารามิด และหากพิจารณาข้อมูลการส่งออกเส้นใยและเส้นด้ายตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 -. 2560 พบว่า มูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ตุรกีเวียดนาม และปากีสถาน ในขณะที่มูลค่าการส่งออกเส้นด้ายฝ้ายมีลดลง

















ภาพที่ 6 : มูลค่าการส่งออกเส้นใยประดิษฐ์และเส้นด้ายฝ้ายตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 ถึง พ.ศ. 2560

(ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกระทรวงพาณิชย์)

แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเส้นใยไทย โดยกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ได้วางกลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 โดยใช้ระยะเวลา 20 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2560-2579 เพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สามารถผลักดัน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยประกอบด้วย 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่ม First S-Curve 5 คือกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่มี ศักยภาพ กลุ่ม NewS-Curve 5 คืออุตสาหกรรมอนาคต และกลุ่ม Second Wave S-Curve คือกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมของประเทศที่จะต้องมีการปฏิรูปอุตสาหกรรมใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยแนวทางการพัฒนาจะรวม อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้าและเครื่องหนัง อัญมณีและเครื่องประดับ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นส่วนสำคัญของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์(Creative Economy Industries Cluster) ตามโมเดลประเทศไทย 4.0 ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ ปานกลาง (Middle Income Trap) ได้

ภาพที่ 7 : โครงสร้างอุตสาหกรรมไทย

(ที่มา : ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0ระยะ20 ปีพ.ศ. 2560-2579)

อนาคต...ทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมเส้นใย ในแวดวงอุตสาหกรรมเส้นใยจะมีบทบาทโดดเด่นจากพื้นฐานความหลากหลายของแหล่ง วัตถุดิบ มีความหลากหลายของเทคโนโลยี และการออกแบบเพื่อให้เกิดคุณสมบัติเฉพาะเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งในแวดวงแฟชั่น ทางการแพทย์ การกีฬา เป็นต้น โดยมีการคาดการณ์ว่า แนวโน้มการผลิตเส้นใยจะมีการขยายตัวขึ้นจากศักยภาพผลิตของผู้ประกอบการ และการวิจัยและพัฒนาเส้นใยคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายโดยเฉพาะ 10 S-Curve ของรัฐบาลในลักษณะของผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เฉพาะเจาะจงแตกต่างไปจากการผลิตเครื่องนุ่งห่มทั่วไป หรือที่เรียกกันว่าสิ่งทอทางเทคนิค (TechnicalTextile) นั่นก็คือ สิ่งทอที่ผู้ใช้ไม่ได้ต้องการความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคุณสมบัติพิเศษอื่นๆขึ้นอยู่กับรูปแบบวัตถุประสงค์ ของการใช้งาน เช่น กลุ่มสิ่งทอเทคนิคสำหรับงานป้องกัน (Protech) กลุ่มสิ่งทอเทคนิคทางการแพทย์และสุขอนามัย (Meditech) กลุ่มสิ่งทอเทคนิคทางยานยนต์ อากาศยานและอวกาศ (Mobitech) เป็นต้น

ตัวอย่างการผลิตเส้นใยที่มีคุณสมบัติพิเศษ อย่างเช่นการนำมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน ได้แก่เส้นใย อารามิด (Aramid fiber) จัดอยู่ในกลุ่มของเส้นใยสังเคราะห์ที่มีสมรรถนะสูง(High Performance Fibers) มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในเรื่องความแข็งแรง ที่มีความแข็งแรงกว่าเส้นใยเหล็กถึง 5 เท่า โดยคิดที่น้ำหนักเท่ากัน มีความทนทานต่อความร้อน สารเคมี และที่สำคัญคือมีน้ำหนักเบา ปัจจุบันจึงเริ่มมีผู้ประกอบการนำเส้นใยอารามิดมาใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้

·กลุ่มสิ่งทอเทคนิคสำหรับงานปกป้อง (Protech) สำหรับนำไปผลิตเป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ได้แก่ ชุดผจญเพลิง เสื้อเกราะกันกระสุน ถุงมือป้องกันของมีคมและชุดแข่งรถของนักแข่ง

·กลุ่มสิ่งทอเทคนิคทางยานยนต์อากาศยานและอวกาศ (Mobitech) โดยนำไปผลิตเป็นชิ้นส่วนในยานพาหนะ ได้แก่ ผ้าเบรกรถยนต์ ยางรถยนต์ ตัวถังรถแข่ง รถจักรยาน และชิ้นส่วนในเครื่องบิน

·กลุ่มสิ่งทอเทคนิคทางงานอุตสาหกรรม (Indutech) นำไปผลิตเชือก สายเคเบิล ที่สามารถรับน้ำหนัก หรือทนแรงดึงสูงสำหรับงานอุตสาหกรรม

·กลุ่มสิ่งทอเทคนิคทางกีฬา (Sporttech) นำไปผลิตเป็นชิ้นส่วนของอุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ ได้แก่ สายเบ็ดตกปลา ไม้เทนนิส เรือแคนู กระดานสกี เป็นต้น

สำหรับกลุ่มสิ่งทอเทคนิคที่มีแนวโน้มจะนำเส้นใยอารามิดไปใช้ในการผลิตมากเป็นอันดับต้นๆ คือ กลุ่มสิ่งทอเทคนิคสำหรับงานป้องกัน (Protech) เช่น ชุดผจญเพลิง และกลุ่มสิ่งทอเทคนิคสำหรับที่พักอาศัย (Hometech) เช่น อาคารบ้านเรือน โรงงาน ระบบขนส่งสาธารณะ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว และอยู่ใน ชีวิตประจำวันของเรา อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์อัคคีภัย เสื้อผ้าหรือวัสดุสิ่งทอที่ผลิตขึ้นจากเส้นใยอารามิดจะช่วยลดความสูญเสียได้ดีกว่าผ้าฝ้าย โดยการนำไปใส่สารหน่วงไฟ (Flameretardant : FR) หรือผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ได้จากการนำสารหน่วงไฟผสมในสารตั้งต้นในกระบวนการผลิต ทำให้มีสารหน่วงไฟอยู่ในเนื้อของเส้นใย(FR treated fiber) ดังภาพที่ 8 ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของผ้ากันไฟ ทั้ง 3 ชนิดที่ใช้อยู่ในประเทศจะเห็นได้ว่าผ้าที่ผลิตโดยเส้นใยอารามิดมีความสามารถในการหน่วงไฟได้ดีที่สุดดังนั้น หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันผลักดันให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นหรือส่งเสริมการใช้ ผ้าอารามิดอย่างจริงจังรวมถึงการผลักดันมาตรฐานสิ่งทอกันลามไฟในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับตกแต่งภายในอาคาร และกลุ่ม Protective wear ในประเทศจะส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งจะช่วยกระตุ้น การลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มได้เป็นอย่างดี

ภาพที่ 8 : ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของผ้ากันไฟที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

(ที่มา : นิตยสารเพื่อความปลอดภัยในการทางาน การป้องกันและระงับอัคคีภัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ฉบับที่ 132: เดือนสิงหาคม-กันยายน 2560)

ในส่วนของการลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอพบว่า พบว่ามีผู้ผลิตเส้นใยเซลลูโลสรายใหญ่ของโลกจากประเทศออสเตรียเข้ามาลงทุนในประเทศ และด้วยการที่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพการลงทุนที่ ได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ คือสามารถที่จะเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆในอาเซียนได้โดยง่าย และมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่น่าสนใจ เช่นนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 มีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน มีวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ และมีองค์กรต่าง ๆ ที่จะคอยให้คำปรึกษา เช่น สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบสิ่งทอที่ได้มาตรฐาน และสมาคมสิ่งทอต่าง ๆ ตลอดจนสายการผลิต ได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย สมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทยและ สมาคมอุตสาหกรรมเส้นใยประดิษฐ์ไทย จึงเป็นเครื่องชี้ชัดว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับเทคโนโลยีการผลิตเส้นใยสมรรถนะสูง(High Performance Fibers) เพื่อ ตอบสนองต่อความต้องการในกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยอย่างแท้จริงในอนาคต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 1. รองศาสตราจารย์ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา. (มิถุนายน 2542). วิทยาศาสตร์เส้นใย.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2. สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ. สถิติสิ่งทอไทย 2559/2560.3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย4.0 ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560 - 2579). (ตุลาคม 2559). กระทรวงอุตสาหกรรม.

เรียบเรียงโดย

https://www.สแปนเด็กซ์.com





Create Date : 10 กันยายน 2561
Last Update : 10 กันยายน 2561 21:05:06 น.
Counter : 226 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สมาชิกหมายเลข 4754484
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]