การรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
การรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

การรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หัวใจประกอบไปด้วยหลายส่วนสำคัญ เช่น หลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งการที่หัวใจจะบีบตัวได้ตามปกตินั้นจำเป็นต้องมีระบบการนำไฟฟ้าหัวใจที่ปกติ ในการที่หัวใจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ ใจสั่น เต้นผิดจังหวะไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดเต้น ล้วนแต่เกิดจากความผิดปกติในการนำไฟฟ้าหัวใจ
การทำงานของหัวใจ
โดยปกติหัวใจของเราจะเต้นวันละ 100,000 ครั้งต่อวัน หรือประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที และเป็นการเต้นอย่างมีแบบแผนขึ้นอยู่กับกิจกรรม ณ เวลานั้นๆ การเต้นของหัวใจถูกควบคุมด้วยจุดกำเนิดไฟฟ้าที่สม่ำเสมอภายในร่งกาย หัวใจสามารถแบ่งได้เป็น 4 ห้อง 2 ห้องบนเรียกว่า Atriums และ 2 ห้องล่างเรียกว่า Ventricles แรงกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นเกิดจากกระแสไฟฟ้าที่ประสานการหดตัวของหัวใจ โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากกลุ่มของเซลล์ที่มีหน้าที่เฉพาะซึ่งอยู่บนหัวใจห้องบนขวา ทำหน้าที่ส่งสัญญาณผ่านไปยังหัวใจห้องบนทั้งด้านซ้ายและขวา ทำให้หัวใจห้องบนหดตัวและส่งสัญญาณไปสู่หัวใจห้องล่างทั้งด้านซ้ายและขวา ทำให้หัวใจห้องบนบีบตัวและส่งเลือดไปสู่หัวใจห้องล่างเพื่อส่งผ่านเลือดไปยังปอดและส่วนต่งๆ ของร่างกาย
ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติิ (Arrhythmias)
ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติโดยทั่วไปมีมากกว่า 10 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมีกลไก สาเหตุ อาการ วิธีการรักษา รวมถึงการพยากรณ์โรคที่แตกต่างกันออกไป โดยเกิดจากความผิดปกติของการกำเนิดกระแสไฟฟ้าหัวใจ การนำไฟฟ้าหัวใจ หรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอาจเกิดจากโรคหัวใจหลายชนิด เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือความผิดปกติอื่นๆ เช่น กระแสไฟฟ้าหัวใจลัดวงจร มีแผลเป็นหรือก้อนไขมันในหัวใจ ส่งผลให้หัวใจมีจุดที่สร้างกระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ
ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่
1) หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ คือ มากกว่า 100 ครั้งต่อนาที (Tachyarrhythmia)
2) หัวใจเต้นช้าผิดปกติ คือ น้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือเต้นสะดุด เต้นๆ หยุดๆ หรือหยุดนานเกิน 2.5 วินาที (Bradyarrhythmia)
อาการเบื้องต้นของภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ
ใจสั่น อัตราการเต้นหัวใจเร็วกว่าปกติ หายใจขัด เจ็บหน้าอก หน้ามืด ตาลาย เวียนศีรษะ เป็นลม การตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) การใส่อุปกรณ์ที่เรียกว่า Ambulatory ECG Monitor (Holter Monitoring) เพื่อบันทึกและตรวจจับ สัญญาณที่ผิดปกติ
การตรวจภาวะการเต้นของหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง (Echocardiogram) การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ โดยการเดินสายพาน (Exercise Stress Test : EST) การตรวจวิเคราะห์สรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Study) เพื่อหาจุดกำเนิดของการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ
การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อาจมีได้ตั้งแต่การไม่จำเป็นต้องรักษาในกรณีที่อาการไม่รุนแรง การรับประทานยา การจี้ไฟฟ้าหัวใจในกรณีที่หัวใจเต้นเร็ว การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในกรณีหัวใจเต้นช้า หรือการใส่เครื่องช็อคไฟฟ้าหัวใจกรณีเกิดไฟฟ้าลัดวงจรอย่างรุนแรง
เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ Permanent Pacemaker: PPM
เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานโดยอาศัยแบตเตอรี่ โดยทั่วไปจะผ่าตัดใส่ให้กับผู้ป่วยที่มีอาการจากภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ หรือภาวะหัวใจหยุดเต้นชั่วคราวที่แก้สาเหตุไม่ได้ อาการดังกล่าว ได้แก่ หน้ามืด เป็นลม หมดสติ หรือเหนื่อยง่าย การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ แพทย์จะใส่สาย (Lead) ซึ่งมีขั้วไฟฟ้าเล็กๆ ที่ปลายสายเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยจะใส่บริเวณผิวหนังใต้กระดูกไหปลาร้าด้านใดด้านนึงแต่ส่วนใหญ่จะเป็นด้านซ้าย แพทย์จะวางตำแหน่งปลายสายไว้ในหัวใจห้องด้านขวาบนหรือขวาล่าง หรือทั้ง 2 ห้องแล้วแต่ความจำเป็นของผู้ป่วย จากนั้นจะต่อปลายสายอีกด้านเข้ากับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งถูกฝังไว้ที่ผิวหนังบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า เครื่องจะรับสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจผ่านทางสายตลอดเวลา เมื่ออัตรการเต้นหัวใจของผู้ป่วยช้าลงกว่าที่ได้ตั้งโปรแกรมไว้ เครื่องจะส่งพลังงานไฟฟ้าในปริมาณน้อยๆ (แต่เพียงพอ) เพื่อกระตุ้นให้จังหวะหัวใจเต้นปกติตามอัตราที่ตั้งไว้
เครื่องช็อคไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติชนิดผ่าตัดฝังติดตัวผู้ป่วย Automatic Implantable Cardioverter Defbrillator: AICD
ผู้ป่วยโรคหัวใจที่เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง ส่งผลให้หัวใจหยุดสูบฉีดเลือด และทำให้เสียชีวิตในเวลาเพียงไม่กี่นาที การรักษาที่ให้ผลดีที่สุด คือ การส่งไฟฟ้าพลังงานสูง (ช็อค) ผ่านหัวใจ เพื่อให้สัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ผิดจังหวะกลับมาปกติในทันที ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแย่ มีโอกาสสูงที่จะเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หากผู้ป่วยมีอาการนอกโรงพยาบาลโอกาสที่จะได้รับการรักษาด้วยเครื่องช็อคไฟฟ้า (Defbillator) ในทันทีมีได้น้อยมาก ดังนั้น ผู้ป่วยควรได้รับการผ่าตัดใส่เครื่องช็อคไฟฟ้าหัวใจชนิดผ่าตัดฝังติดตัวผู้ป่วย หรือ AICD
เครื่อง AICD เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์เช่นดียวกับครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) แต่มีขนาดใหญ่กว่า 3-4 เท่า แพทย์จะใส่สายเข้าไในห้องหัวไผ่านหลอดเลือดดำที่บริเวณใต้กระตูกไหปลาร้าโดยสายจะรับสัญญาณไฟฟ้หัวใจแล้วสงไปที่เครื่อง AICD เมื่อมีสัญญาณที่บ่งถึงภาวะหัวใต้นผิดจังหวะรุนแรงเครื่องจะส่งไฟฟ้าพลังนสูมาที่หัวไผ่านสายดังกล่าว ทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวจกลับมาเป็นปกติได้ในวลาไม่กี่วินาทีก่อนที่ผู้ปวยจะหมดสติ
เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าและช่วยการบีบตัวหัวใจ (Cardiac Resynchronization Therapy / Defibrillator: CRT / CRTD)
เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือเครื่อง CRT / CRTD มีระบบการทำงานโดยเครื่องจะเป็นตัวสั่งการว่าให้หัวใจเต้นกี่ครั้งต่อนาที เพื่อควบคุมให้มีการทำงานที่ประสานกันของหัวใจห้องบนและห้องล่าง ร่วมกับมีการบีบตัวที่สอดคล้องกันของหัวใจห้องล่างซ้าย ซึ่งจะส่งผลให้การบีบตัวของหัวใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในกรณีที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจที่สามารถช็อคไฟฟ้าได้ด้วย เครื่องจะสามารถทำงานในลักษณะเดียวกันกับเครื่องช็อคไฟฟ้าหัวใจ (AICD) เครื่องมือชนิดนี้มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีการบีบตัวหัวใจน้อย มีประวัติหัวใจล้มเหลว และกราฟไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิดตัวกว้าง
การเตรียมตัวก่อนทำการรักษา
ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจอื่นๆ ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้งดยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Orfarin, Caumadin, Warfarin) อย่างน้อย 5-7 วัน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องงดยาป้องกันการก่อตัวของเกร็ดเลือด เช่น Aspirin, Clopidogrel ทั้งนี้ ให้นำยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำมาด้วย ผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนทำการรักษา ผู้ป่วยควรมีญาติมาด้วยเพื่อร่วมในการตัดสินใจในการรักษาของแพทย์ ผู้ป่วยจะได้รับการเตรียมผิวหนังบริเวณไหปลาร้า ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แพทย์จะทำการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และบางรายจะได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงต่ำในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามโอกาสในการเกิดมีประมาณร้อยละ 1-5 ซึ่งอาการดังกล่าว ได้แก่
มีลมหรือเลือดในช่องปอด มีเลือดออกมากโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือเกิดก้อนเลือดใต้ผิวหนัง การติดเชื้อจากแผลผ่าตัด สายเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเลื่อนผิดตำแหน่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะ แพ้ยา หรือได้รับผลข้างเคียงของยา การปฎิบัติตัวของผู้ป่วยขณะพักฟื้นที่โรงพยาบาล
ผู้ป่วยจะได้รับการติดตามดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจและสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ทันที หากผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ เวียนศีรษะ รู้สึกอุ่นๆ ชื้นๆ พบว่ามีเลือดออก หรือมีก้อนเลือดใต้ผิวหนังบริเวณไหปลาร้าที่ทำการผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ให้ทราบทันที แพทย์จะมาตรวจเยี่ยมอาการและทำแผลบริเวณไหปลาร้าในวันรุ่งขึ้นเพื่อสังเกตอาการผิดปกติ หากผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ แพทย์จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ การปฎิบัติตัวของผู้ป่วยเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน
ไม่ควรให้แผลถูกน้ำเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สังเกตอาการผิดปกติบริเวณแผลผ่าตัด เช่น แผลบวมแดง ร้อน กดเจ็บ มีหนอง หรือมีน้ำเหลืองออกจากแผล ควรรีบมาพบแพทย์ทันที ระวังการใช้แขนในข้างที่ได้รับการฝังเครื่อง ไม่แกว่งแขนวงกว้างเกินไป (ไม่ควรให้ระดับข้อศอกเกินไหล่) หรือสูงเกินไป เพราะสาย (Lead) ที่ใส่ไว้อาจหลุดจากตำแหน่งที่เหมาะสม หลังการผ่าตัด 2 สัปดาห์ร่างกายจะสร้างพังพืดมาห่อหุ้มเพื่อยึดเครื่องและสายให้แน่น ดังนั้น โอกาสที่สายจะเลื่อนหลุดจึงมีได้น้อย รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะในระยะสั้นๆ หลังการผ่าตัด หากมีอาการผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติหรือการทำงานของเครื่อง เช่น ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม เหนื่อยหอบผิดปกติ สะอึกตลอดเวลา โดยเฉพาะเป็นตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ควรรีบพบแพทย์ มาพบแพทย์ตามวันและเวลาที่นัดหมายเพื่อรับการตรวจความเรียบร้อยของแผลผ่าตัด และทดสอบการทำงานของเครื่อง โดยแพทย์จะนัดตรวจครั้งแรกภายใน 2 สัปดาห์ ครั้งที่ 2 ภายใน 3 เดือน และหลังจากนั้นควรตรวจทุก 4-6 เดือน หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไกลควรมาพบและปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจต้องทำการตรวจสอบการทำงานของเครื่องก่อนการเดินทาง ควรพกบัตรประจำตัวของผู้ได้รับการฝังเครื่องไว้เสมอ และแสดงบัตรเมื่อต้องผ่านบริเวณที่มีประตูหรืออุปกรณ์สำหรับการตรวจหาอาวุธและโลหะ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจบริเวณที่มีเครื่องฝังอยู่ โดยทั่วไปการเดินผ่านประตูที่มีเครื่องตรวจอาวุธและโลหะไม่มีผลต่อการทำงานของเครื่อง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C
https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/pacemaker
Klaibann Blog newyorknurse
| Create Date : 11 พฤศจิกายน 2568 |
| Last Update : 11 พฤศจิกายน 2568 6:55:23 น. |
|
6 comments
|
| Counter : 321 Pageviews. |
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณหอมกร, คุณmultiple, คุณThe Kop Civil, คุณปัญญา Dh, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณtoor36, คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน, คุณโอพีย์คุณนายกุ๊งกิ๊ง, คุณChow Tu Tu, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณปรศุราม, คุณผู้ชายในสายลมหนาว, คุณกะว่าก๋า, คุณโฮมสเตย์ริมน้ำ, คุณkae+aoe |
โดย: หอมกร วันที่: 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา:7:09:17 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา:10:06:45 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา:21:22:37 น. |
|
|
|
โดย: Chow Tu Tu วันที่: 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา:20:30:19 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา:5:38:58 น. |
|
|
|
|
|
|
|