ตะพาบประจำหลักกิโลเมตรที่ 252 " อุปสรรคครั้งใหม่" การดำเนินชีวิตระยะโควิด - 19


ตะพาบประจำหลักกิโลเมตรที่ 252
"อุปสรรคครั้งใหม่"  การดำเนินชีวิตระยะโควิด - 19
 โจทย์โดยคุณ toor36


"ใครไหวก็ออกไปทำมาหากิน ใช้ชีวิตปกติแต่ป้องกันตนเอง
ใครไม่ไหว หรือติดเชื้อ หรือกลัว ก็กักตัวอยู่บ้าน
เพราะที่นี่คืออเมริกาทุกคนต้องมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ
และรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง"
วิธีคิดแบบคนอเมริกา
cr:"จากมุมมองของคนไทยที่ไปอยู่ที่อเมริกา"

 
 
 
ชื่นชมประเทศไทยจริงๆ
ไม่มีคนติดเชื้อมาก และจำนวนผู้เสียชีวิตก็น้อยมาก



อุปสรรคครั้งใหม่ ของทุกๆคนในโลกนี้ ตั้งแต่โควิด - 19
ระบาดทั่วโลก และก็ยังไม่รู้กันว่าเมื่อไรจะหมดไป
แต่จากที่นักวิจัยหลายท่านบอกว่า
โรคนี้จะหายไปอย่างๆ ไร

1. มีvaccine ป้องกันโรคนี้ ได้ข่าวว่าจะออกมาราวๆมกรานี้

2. ก็ต้องกักกันประชาชน ไม่ให้ติดกันและรักษาคนป่วยไป
ต้องปิดเมือง เสียหายมาก
ประชาชนก็ต้องรักษาสุขภาพดัวเอง อยู่ห่างกัน ล้างมือ
สวมหน้ากาก กินอาหารร้อน ใช้ช้อนตัวเอง

3. Herd Immunity คือปล่อยให้อยู่กันไป ใครติดก็ติด ใคร
ใครแข็งแรงก็อยู่รอด ก็จะจบเร็ว แต่ก็ไม่มีประเทศไหนอยากทำ
เรียกว่าตัวใครตัวมัน

******

ระยะนี้นิวยอร์ก อากาศดีขี้นหน่อย ดอกไม้ ใบไม้ เริ่มผลิใบมีดอก
สีสวยๆให้ชื่นชม เวลาฝนตกลำธารหลังบ้านมีน้ำเอ่อมาถึงสนาม
บางที่ก็มาไกลเกือบถึงบ้าน (โชคดีน้ำมามากแต่ก็ยังไม่ถึงบ้าน
บ้านข้างๆ น้ำเข้าบ้านหลายครั้ง ​) ระยะไม่ได้ออกจากบ้าน
ก็ชมธรรมชาติที่บ้าน สดชื่นดี

แต่ก็ต้องออกไปซื้อของบ้างเหมือนกัน กลัวไหม ก็กลัวเหมือนกัน
แต่คิดว่าถ้าเราป้องกันตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว อะไรเกิดก็คิดว่า
เราทำดีที่สุดแล้ว

******

อุปสรรคครั้งใหม่ ครั้งนี้เกิดกับคนทั่วโลก จากการระบาดเชื้อโควิด -19
หลายๆประเทศ เริ่มเปิดเมืองกัน อเมริกาบางรัฐเริ่มเปิดให้ร้านค้า
ร้านอาหาร พยายามให้ร้านค้าต่างๆกลับมา แต่ก็กลับมาไม่เหมือนเดิม
ต้องปรับปรุง ทำให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันติดเชื้อและแพร่เชื้อ
คือใส่หน้ากาก​( Mask) ไปไหนเว้นระยะห่าง 6 ฟุต
นิวยอร์กยังไม่เปิดร้านค้าต่างๆ เปิดบางร้าน แต่เริ่ม
ให้รถไฟใต้ดินบริการได้ แต่จะปิดตี 1 ถึง ตี 4 เพื่อทำความ
สะอาดรถไฟและทางขี้นลง ทุกแห่งทีมีคนสามารถเกาะ จับ
ป้องกันการแพร่เชื้อ

ร้านขายของเช่นซุปเป้อมาร์คเกต ต้องไม่ให้คนเข้าแน่นเกิน
มีการดูแลจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปในร้าน และ เว้นระยะ
เวลาจ่ายเงิน

แต่ละคนก็ควรระวังดูแลตัวเองเวลาไปข้างนอก
ใส่หน้ากาก ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ทานอาหาร ก็ใช้ช้อนแยก
ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนเดิม ต้องปรับตัวกัน
เพื่อความปลอดภัยของตัว และคนทั่วไป

ระยะนี้ยังเป็นระยะทดลองการเปิดให้กลับไปอยู่สภาพเกือบ
เหมือนเดิม แต่ก็ยังต้องระวังดูจำนวนคนเป็นโรค และความ
รุนแรง จนถึงชีวิตว่าจำนวนมากหรือน้อย ถ้าลดน้อยลง
ก็แสดงว่าการเปิดเมืองและทุกคนร่วมมือกัน ใส่หน้ากาก
และหวังว่า Vaccine จะออกมาราวๆปลายปี ก็คงจะ
ทำให้สถานะการณ์ดีขี้น (ภาวนาขอให้ดีขี้นเถอะ)
แต่ที่อเมริกา ก็มีการประเมินว่าอีกเดือนสองเดือนเข้าหน้า
ร้อนที่นี่ คนเป็นจะน้อยลง แต่ก็กลัวว่าหน้าหนาวจะกลับมา
อีก และยิ่งลำบากที่จะวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดหรือติดเชื้อโควิด
ทางสาธารณสุขทีนี่ก็เตรียมรับมือโดย หาวิธีตรวจเพื่อ
แยกโรคว่าคนที่ป่วยมาเป็นหวัดหรือติดเชื้อกันแน่

โรงเรียนทีนิวยอร์กตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงมหาวิทยาลัย
จะปิดไปจนเริ่มเปิดเทอมเดือนกันยายน ปกติโรงเรียน
จะจบปีการศีกษาปลายเดือนมิถุนายน

แต่เด็กๆก็มีการทำงานการบ้านออนไลน์กัน
ทางรัฐไม่อยากเปิดเรียน เพื่อจะได้ไม่ต้อง
จัดการเรื่องการติดเชื้อเด็กๆอีกด้วย ทางโรงเรียน
มหาวิทยาลัย จะได้เตรียมห้องเรียนไว้รับเด็ก
เดือนกันยายนด้วย

ตอนแรกคิดว่าไม่นาน แต่ดูๆไปก็นานพอสมควร และคนที่ไม่มี
รายได้ และมีครอบครัวที่จะต้องดูแล จะทำอย่างไร เขาไม่ทำงาน
ไม่มีรายได้ จะทำอย่างไร

คนกลุ่มนี้เรียกร้องไปทำงาน เพื่อมีรายได้ดูแลครอบครัว
น่าเห็นใจ และของต่างๆก็ราคาแพงกว่าปกติอีกด้วย
คนที่มีรายได้ หรือมีเงินเก็บก็พอรอไหว

แต่คนที่ไม่มีเงินสำรอง ไม่มีงานทำก็ไม่มีรายได้เลย
น่าเห็นใจจริงๆ และคิดว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้
หลายๆคนใช้เงินอย่างประหยัดและเก็บออมเงิน
ไว้ยามฉุกเฉินด้วย

การกลับไปทำงาน ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีด้วย
เพื่อครอบครัวและสังคมที่เราอยู่กัน
และมีวินัยช่วยกันป้องกันในการใช้ชีวิต
แบบใหม่นอกบ้านในการรักษาความสะอาด
และปลอดภัยอย่างเคร่งครัดด้วย



**********








[#CGUPDATE] 'เซ็นทรัลพัฒนา’ ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล จำลองสถานการณ์ตามมาตรการ “เซ็นทรัล สะอาด 












พอดีเพื่อนส่งข้อความข้างล่างมาให้อ่าน ขออนุญาตินำมา
แบ่งปันให้อ่านกันนะคะ



 
จากไลน์เพื่อนครับ

วิธีคิดแบบคนอเมริกา
จากมุมมองของคนไทยที่ไปอยู่ที่อเมริกา

*****

เห็นคนไทยที่เมืองไทย แชร์ข่าวและตื่นเต้นมากมายกับ
จำนวนผู้ติดเชื้อและคนตายจาก Covid-19 ในสหรัฐอเมริกา
บางคนถึงขนาดแชร์ข่าวเชิงสะใจและดูถูก ว่าประเทศผู้นำของโลก
บริหารจัดการล้มเหลวเรื่อง Covid หรือบางกระแสก็โพสว่า
อเมริกาถึงจะต้องเวลาล่มสลาย

ในฐานะคนไทยที่อาศัยอยู่ในอเมริกาไม่นานนัก
(คืออาศัยอยู่ในอเมริกาจริงๆ 😜 ได้สัมผัสกับคนอเมริกัน
ได้เรียนรู้วัฒนธรรมหลายหลายจากที่เป็นจริง) และด้วย
ความที่เป็นคนสนใจและศึกษาประวัติศาสตร์การสร้างชาติ
อเมริกามาพอสมควร

เลยขออนุญาติเสนอความคิดเห็นและ fact เผื่อจะเป็นประโยชน์
ให้คนไทยทุกคนได้เห็นในวิธีคิดและมุมมองที่แตกต่างของ
คนอเมริกัน อาจจะยาวหน่อยแต่ทุกคนจะเข้าใจวิธีคิดของ
คนอเมริกันมากขึ้นครับ

ย้อนหลังไปเมื่อ 300 กว่าปีมาก่อน คนอเมริกันเกิดจากกลุ่ม
คนขาวชาวยุโรปหลายๆชนชาติ โดยคนอังกฤษเป็นกลุ่ม
ใหญ่สุด ที่อพยพล่องเรือมาจากประเทศแม่ในยุโรป
เพื่อมาหาชีวิตใหม่ กลุ่มคนที่ตัดสินใจลงเรือ หลายกลุ่ม
เกิดจากความไม่พอใจรัฐบาลของประเทศตนเองในขณะนั้น
ที่จำกัดสิทธิเรื่องลัทธิศาสนาและวิธีการดำเนินชีวิต

บางคนลงเรือมาตัวคนเดียว บางคนมีพี่มีน้องมา บางคนตัดสินใจ
หอบลูกจูงหลานมาทั้งครอบครัวเพื่อหวังชีวิตใหม่ในแผ่นดินใหม่
เมื่อมาถึงที่นี่ ทุกคนต้องมาเรียนรู้สภาพอากาศใหม่ ภูมิประเทศใหม่
สัตว์ดุร้ายใหม่ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน รวมถึงพืชผักและสัตว์
ที่ต้องใช้กินยังชีพ และด้วยแผ่นดินที่กว้างใหญ่มหาศาล
คนที่มาถึงใหม่ๆ ต้องเดินทางค้นหาโอกาสไปเรื่อยๆ
เพื่อหาที่ทางทำปศุสัตว์ และเกษตรกรรม ค้าขาย ทำให้
ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องอาหารเท่าไหร่นัก

นี่เป็นที่มาว่า ทำไมอาหารอเมริกัน แต่ละจานถึงมีขนาดใหญ่มาก
รสชาติและหน้าตาไม่ค่อยถูกปาก ก็เนื่องจากว่า ในสมัยสร้าง
ประเทศอเมริกานั้น คนต้องเดินทางกันไกลๆ เพื่อไปติดต่อ
ซื้อขายสินค้า เมื่อแวะพักทานอาหารที่หนึ่ง ร้านอาหารจะทำ
อาหารให้ในปริมาณมาก เพื่อให้ลูกค้ามีอาหารเหลือจาก
การรับประทาน แล้วสามารถพกห่อเพื่อนำไปกินระหว่าง
ทางได้ เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้า จะได้เจอร้านขายอาหารอีกหรือไม่

อาหารส่วนใหญ่จะมีรสหวาน เพราะสามารถให้พลังงานที่
ต้องใช้ในการเดินทางเป็นเวลานานๆ ได้ ส่วนรสชาติและ
ความประดิดประดอยของอาหารนั้น แทบไม่ต้องคำนึงถึง
เพราะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในยุคนั้น

การที่ต้องมาต่อสู้ในแผ่นดินใหม่ ทำให้คนอเมริกัน
ในยุคสร้างชาติ ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก
จากหลายๆ สาเหตุ

และเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ผู้คนในยุดนั้นล้มตาย
จำนวนมากเหตุการณ์หนึ่งคือ
การอพยพย้ายถิ่นข้ามฝั่งจากฝั่ง New England
หรือฝั่งตะวันออก (นิวยอร์ค) ไปหาโอกาสใหม่
ที่ฝั่งตะวันตก (แคลิฟอร์เนีย)

ในช่วงระหว่างการข้ามเทือกเขา Rocky ผู้อพยพต้องพบเจอ
สัตว์ดุร้ายเป็นฝูงที่พร้อมจะซุ่มเข้าทำร้ายได้ตลอดเวลา
โรคร้ายในป่า รวมถึงสภาพอากาศที่แตกต่างกันมาก
ช่วงระหว่างกลางวันทีร้อนและกลางคืนที่อุณหภูมิติดลบ
ตามประวัติศาสตร์ในยุดนั้นบอกว่า ตื่นมาตอนเช้าจะพบว่า
เพื่อนผู้ร่วมอพยพนอนตายเป็นเบือเพราะ
ขาดอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง

คำว่า moving forward หรือ ก้าวต่อไปข้างหน้า ของคนอเมริกัน
ได้เริ่มเกิดขึ้นในยุคนั้น คือใครไหวก็ไปต่อ ใครไม่ไหวก็หยุด
ทิ้งความอ่อนแอเอาไว้ข้างหลัง คนที่ไหวก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อสู้ต่อ

คนขาวอเมริกันใช้วิธีคิดแบบ moving forward นี้ในการสร้างชาติมา
โดยตลอด และนวัตกรรมใหม่ๆของโลกที่เกิดที่อเมริกา
ก็เกิดได้จาก แนวคิดแบบ moving forward
นี้เป็นตัวผลักดันอย่างหนึ่ง

วัตกรรมใหม่ๆ ไล่ตั้งแต่ การคิดค้นรั้วลวดหนามเพื่อเลี้ยงสัตว์
มาถึงรถยนต์ ในยุคนั้น จนกระทั่งถึง microsoft facebook
หรือ google ในยุคนี้ การไม่ยอมแพ้ของคนอเมริกัน
เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นวัติกรรมเกิดทั้งสิ้น และคนอเมริกัน
ก็ส่งต่อแนวคิดแบบ moving forward นี้ มารุ่นต่อรุ่น

ทุกคนต้องแข็งแกร่งและอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ร้องขอ
ความช่วยเหลือจากใคร นี่คือเหตุผลว่า ทำไม่เมื่อเด็กอเมริกัน
อายุครบ 18 ปี พ่อแม่จึงเร่งให้ออกจากบ้าน ไปหางานทำ
ไปเช่าบ้านอยู่เอง กู้เงินเรียนเอง เรียนรู้สู้ชีวิตด้วยตัวเอง
เพราะรุ่นต่อรุ่น ปลูกฝังต่อๆ กันมาว่า ไม่มีที่ยืนสำหรับ
คนอ่อนแอ และอิสระภาพในการใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ

อีกเหตุการ์หนึ่งที่ยืนยันได้ดีถึงคำว่า America moving forward
ยังเป็นสิ่งที่คนอเมริกันสืบทอดกันมาก็คือ หลังเหตุการณ์ 911
ไม่นานหลังจากเก็บกวาดซากตึก world trade center
ของเก่าได้ ตึก world trade center หลังใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นมา
ตั้งตระหง่านเย้ยฟ้าแทนที่ของเดิมทันที

มาถึงยุค Covid-19 คนขาวอเมริกันส่วนหนึ่งมองว่า ถ้าตราบใด
ที่ยังไม่มีวัคซีนเพื่อมาช่วย (ตอนนี้การพัฒนาวัคซีนในอมริกา
มีความคืบหน้าไปมาก) ไวรัส Covid-19 ก็จะยังไม่หายไปจาก
โลกใบนี้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ทางเดียวคือต้องหันหน้ามาสู้
น่าจะเป็นทางเลือกที่ที่สุดในเวลานี้

ใครไหวก็ออกไปทำมาหากิน ใช้ชีวิตปกติแต่ป้องกันตนเอง
ใครไม่ไหว หรือติดเชื้อ หรือกลัว ก็กักตัวอยู่บ้าน เพราะที่นี่คืออเมริกา
ทุกคนต้องมีสิทธิ์ในการตัดสินใจและรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง

มาถึงกลุ่มคนดำ ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้ออีกกลุ่มใหญ่ของอเมริกา
ซึ่งประวัติศาสตร์ไม่สามารถบอกอะไรได้มากนัก
แต่ตัวผู้เขียนใช้ชีวิตใกล้ๆ Detroit ซึ่งเป็นเมืองที่กลุ่มคนดำ
อาศัยอยู่หนาแน่น 3-4 เดือนที่ได้ใช้ชีวิตเรียนหนังสือในดีทรอยด์
พอหลัง 5 โมงเย็น จะเห็นแต่ละห้องเรียน มีกลุ่มคนดำมารวมกลุ่ม
เพื่อเรียน เพื่อทำงาน หรืออบรมเยอะมาก เนื่องจากมีองค์การ
ให้ความช่วยเหลือชุมชนคนดำเยอะ และดนดำส่วนใหญ่
ชอบอยู่แบบรวมกลุ่มเป็นสังคม ซึ่งอาจจะเป็นสาหตุหนึ่งที่ทำ
ให้การแพร่กระจายเชื้อเกิดขึ้นได้รวดเร็วส่วนหนึ่ง

แล้วคนเอเชียในอเมริกาล่ะ ยอดติดเชื้อเป็นอย่างไร
ดูภาพที่ผมแนบมาจะเห็นภาพครับ ภาพนี้เป็นของรัฐมิชิแกนรัฐเดียว
คนเอเชีย โอเชเนีย รวม แปซิฟิก ไอสแลนด์เดอร์
(หมายถึงประเทศหมู่เกาะน้อยใหญ่) ติดเชื้อรวมกันไม่ถึง 2%
ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่า คนเอเชียเรามีความกลัวและระมัดระวัง
ตัวสูงกว่าฝรั่งมาก (ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งเราถูกสอนกันมาแบบนี้)

เราค่อนข้างระมัดระวังตัวเอง ดูทางหนีทีไล่ แล้วเราจะค่อย ๆ
โอนตัวตามกระแส
(ซึ่งนวัตกรรมที่เกิดจากคนเอเชีย ก็เป็นไปประมาณนี้ด้วย)

สาระสำคัญที่จะสื่อสารคือ มันคือวิธีคิดของคนอเมริกันครับ
ซึ่งทุกคนที่อยู่ที่นี่ตอนนี้ ไม่ได้ตื่นเต้นกับยอดผู้ติดเชื้อหรือ
ตายมากมาย รวมถึงตัวผมด้วย ทั้งทีมิชิแกนยอดติดเชื้อเกิน
30,000 ไปแล้ว เรามีหน้าที่ต้องดูแลตัวเราเองครับ ถ้าวันหนึ่ง
เราติด เราก็จะสู้กับมันยิบตา

สรุป คนไทย(ที่เมืองไทย)ตื่นเต้นตกใจมากมายกับยอด
ผู้ติดเชื้อและตายในอเมริกาแล้วถามว่า คนอเมริกาตกใจ
กับเรื่องอะไรของคนไทย คำตอบคือ
ถ้าคนอเมริกันทราบตัวเลขว่าคนไทยบาดเจ็บและตาย
จากอุบัติเหตุบนท้องถนน ปีละกี่คนและต่อเนื่องมาแล้วกี่ปี?
คนอเมริกันต้องอุทาน.... WTF... กันทุกคนครับ

ซึ่งจะทำให้เราภาพชัดขึ้นครับว่า แต่ละวิธีคิดของสังคมมอง
น้ำหนักของปัญหาแตกต่างกันออกไปครับ

อีกหนึ่งสรุป แรงงานไทยในอเมริกา มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศษฐกิจ
ประเทศไทยได้มากพอสมควรครับ แรงงานไทยที่นี่ก็
moving forward ก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ ไม่ป่วยไม่ไข้
หิมะตก พายุเข้า ก็ไม่หยุด อดทนเก็บและส่งเงินดอลลาห์
ให้พ่อแม่พี่น้องลูกหลานที่เมืองไทยได้มีกินมีใช้เพื่อขับเคลื่อน
เศษฐกิจไทย โดยทีคนที่เมืองไทยอาจจะมองภาพไม่ออกว่า


ความยากลำบากของคนอยู่ที่นี่เป็นอย่างไร คนไทยก็คือคนไทย
อยู่ที่ไหนก็รักประเทศไทยพอๆ กับคนไทยทุกๆคนที่เมืองไทยครับ
good night and stay safe.

ขอขอบคุณเพื่อนส่งมาทางไลน์


Klaibann Blog


newyorknurse



Create Date : 07 พฤษภาคม 2563
Last Update : 7 พฤษภาคม 2563 6:31:03 น. 24 comments
Counter : 336 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณกะว่าก๋า, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณสองแผ่นดิน, คุณnonnoiGiwGiw, คุณหอมกร, คุณhaiku, คุณSleepless Sea, คุณThe Kop Civil, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณzionzany, คุณtoor36, คุณSweet_pills, คุณสันตะวาใบข้าว, คุณเนินน้ำ, คุณInsignia_Museum, คุณที่เห็นและเป็นมา, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณธนูคือลุงแอ็ด, คุณอุ้มสี, คุณร่มไม้เย็น, คุณ**mp5**


 

อรุณสวัสดิ์ครับพี่น้อย

ผมว่าข้อ 2. ทำได้ง่าย และควรทำทันทีในทุกประเทศเลยครับ
ข้อ 3. นี่ยังไม่มีผลการรับรองใดที่จะบอกว่าสูญเสียขนาดนั้น
แล้วประชาชนจะสร้างภูมิต้านทานโรคขึ้นมาได้
ผมเข้าใจว่าอังกฤษเป็นประเทศแรกๆเลยที่ใช้แนวคิดนี้
สุดท้ายตัวเลขผู้เสียชีวิตก็พุ่งสูงมากจนน่ากลัว

วัคซีนน่าจะมีสามสี่ประเทศเลยนะครับ
ที่ออกมาให้ความหวังว่ากำลังทำได้สำเร็จ

แต่ชีวิตของคนในโลกนี้ก็เปลี่ยนไปมากมายมหาศาลแล้ว
จกาเจ้าไวรัสตัวนี้



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:5:53:40 น.  

 
ได้อ่านบทความข้างบน พอเข้าใจแนวคิดคนอเมริกันแล้วครับ

เขาคงปล่อยให้คนติดไวรัส รักษาเท่าที่ทำได้แล้วให้เกิดความ
ต้านทานโรคหรือไวรัสเอง.. ต่อไปจะได้ไม่ติดอีก

แต่เราคนไทยยังไงก็กลัว ไว้ก่อนดีกว่าครับคุณน้อย


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:6:03:34 น.  

 
สวัสดีครับ พี่น้อย
วิธีคิดแบบคนอเมริกา ถ้าอยู่ในเมืองที่มีผู้ป่วยโควิดจำนวนมากก็เสี่ยงมากครับ
เดือนพ.ค.นี้ ที่เมืองไทยเริ่มคลายล็อกดาว์นบ้างแล้ว

รักษาสุขภาพมากๆนะครับ



โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:8:28:51 น.  

 
newyorknurse Klaibann Blog ดู Blog
แวะมาลงชื่อส่งความระลึกถึงกันค่ะพี่น้อย



โดย: หอมกร วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:8:42:50 น.  

 
สวัสดีครับ

ขอบคุณสำหรับความรู้ที่แบ่งปันครับ รักษาสุขภาพครับ



โดย: Sleepless Sea วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:10:35:32 น.  

 
รักษาสุขภาพด้วยนะครับ


โดย: The Kop Civil วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:10:47:01 น.  

 
สวัสดี จ้ะ คุณน้อย

เมื่อวาน ไม่ทราบบล็อกคุณน้อยมีปัญหาอะไร ครูเข้าบล็อก
คุณน้อยไม่ได้ตั้งแต่สายยันมืดค่ำ โชคดีวันนี้เปิดได้จ้ะ

โควิด 19 เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเลยจ้ะ แต่อย่างไรก็
ตาม เราก็ต้อง อดทน ปรับสภาพตนเองให้เข้ากับเหตุการณ์
เพื่อความอยู่รอดของตนเองและสังคม กักตัวอยู่บ้าน เนาะ

โหวดหมวด ชีวิตในต่างแดน


โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:14:42:24 น.  

 
ยังไม่รู้เลยครับว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อ ก็ต้องสู้กันต่อไปครับในสภาวะแบบนี้ นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของมนุษย์จริงๆ ครับ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:21:18:01 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่น้อย

ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจริงๆค่ะ
พี่น้อยรักษาสุขภาพนะคะ

ขอบคุณพี่น้อยสำหรับบทความและทำให้ทราบมุมมองของคนไทยในอเมริกาค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 7 พฤษภาคม 2563 เวลา:23:41:49 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับพี่น้อย



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 8 พฤษภาคม 2563 เวลา:5:58:59 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่น้อย
สถานการณ์นี้น่าจะยืดเยื้อค่ะ
คนที่ไม่มีเงินสำรองก็ลำบากกันทั่วหน้า
หลังโควิทผ่านไป อะไร ๆ คงเปลี่ยนไปอีกเยอะด้วยค่ะ


โดย: เนินน้ำ วันที่: 8 พฤษภาคม 2563 เวลา:10:42:49 น.  

 
หนูเอ็นติดแล้วนะคะ
บัญชี ม.เกษตรกำแพงแสนค่ะ


โดย: เจ้าการะเกด วันที่: 8 พฤษภาคม 2563 เวลา:16:52:38 น.  

 
สวัสดีครับ

ขอบคุณที่แวะไปนะครับ
รักษาสุขภาพครับ



โดย: Sleepless Sea วันที่: 8 พฤษภาคม 2563 เวลา:17:21:15 น.  

 
ขอบคุณที่แวะมาร่วมอวยพรครับ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 8 พฤษภาคม 2563 เวลา:19:51:53 น.  

 
ขอบคุณพี่น้อยสำหรับกำลังใจนะคะ

ราตรีสวัสดิ์จากไทยค่ะพี่น้อย



โดย: Sweet_pills วันที่: 8 พฤษภาคม 2563 เวลา:23:26:07 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับพี่น้อย

เมื่อวานดูข่าว
เห็นทางอเมริกันหลายรัฐ
ปลดล็อกดาวน์แล้วนะครับ
แสดงว่าไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่มีการระบาดของโควิดใช่ไหมครับพี่



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 9 พฤษภาคม 2563 เวลา:6:45:42 น.  

 
แวะมาสวัสดีวันเสาร์คราบ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 9 พฤษภาคม 2563 เวลา:15:05:50 น.  

 
เรื่องนี้ก็ต้องดูกันไปนะคะ



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 9 พฤษภาคม 2563 เวลา:15:25:36 น.  

 
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีครับ


โดย: ธนูคือลุงแอ็ด วันที่: 10 พฤษภาคม 2563 เวลา:6:19:58 น.  

 
เบื่อโควิดมากค่ะ
แต่ก็ต้องทำใจ
มาโหวตไกลบ้านให้พี่น้อยค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 10 พฤษภาคม 2563 เวลา:9:23:13 น.  

 
อุปสรรคทำให้เราเข้มแข็งขึ้น


โดย: sawkitty วันที่: 10 พฤษภาคม 2563 เวลา:10:31:46 น.  

 
เอาไข่พะโล้มาฝากคราบ




โดย: ทนายอ้วน วันที่: 10 พฤษภาคม 2563 เวลา:14:14:05 น.  

 
ขอบคุณที่ไปส่งกำลังใจนะคะพี่


โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 10 พฤษภาคม 2563 เวลา:20:56:57 น.  

 
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 12 พฤษภาคม 2563 เวลา:17:08:59 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

newyorknurse
Location :
ราชบุรี .. New York ... United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 148 คน [?]






เริ่มเขียนBlog
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553

ยินดีต้อนรับค่ะ

จขบ.บันทึกประสบการณ์ต่างๆ
ระยะเวลาทำงานและระยะเกษียณ
เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ

จขบ.พยายามใช้ชีวิตเกษียณให้มีคุณค่า
รักษาสุขภาพใจและกาย ท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ
ทำสวนดอกไม้ ออกกำลังกาย
สมัครเป็นสมาชิก 24 Hrs Fitness
เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณภาพ
จะได้ไม่เป็นภาระกับคนที่รักและห่วงใย

จขบ.เพิ่มบล็อกสุขภาพ
เพื่อจะได้นำสาระที่มีประโยชน์
เกี่ยวกับสุขภาพทั่วๆไป

จขบ.หวังว่าข้อมูลต่างๆช่วยให้
ทุกท่านที่มาอ่าน รักษาสุขภาพ
ไปตรวจเพื่อเป็นการป้องกัน
และได้รับการรักษาเนิ่นๆ เพื่อ
ชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพ

"A time to enjoy, a time to spend time with your family and a time to be with your friends – all comes with retirement"

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ

***********

ขอบคุณ Bloggang ทำให้เราได้เขียนบล็อกต่างๆ
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวด
ทุกๆคะแนนค่ะ


BG Popular Award # 15


BG Popular Award # 14


BG Popular Award # 13


BG Popular Award # 12


BG Popular Award # 11


BG Popular Award # 10


BG Popular Award # 9


BG Popular Award # 8

**********



ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2561
ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ


ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2560
ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ
Flag Counter
New Comments
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2563
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
7 พฤษภาคม 2563
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newyorknurse's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.