Welcome to Nerancha's lifestyle

 
กรกฏาคม 2557
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
16 กรกฏาคม 2557
 

การเดินสู่ความสงบ เย็น ที่ธรรมาศรมนานาชาติ สวนโมกข์ไชยา

หลายคนให้คำนิยามชีวิตไว้ว่าชีวิตคือการเดินทางซึ่งการเดินทางนั้นก็มีทั้งการเดินทางที่เราเลือกเองและการเดินทางที่เราจำต้องเดินไปตามความจำเป็นที่บีบบังคับแต่ไม่ว่าจะอย่างไรทุกคนย่อมหวังถึงการเดินทางที่จะนำพาชีวิตเราไปสู่สิ่งที่ดีๆหรือต้องการที่จะเดินไปในทางที่ดี ในทางพระพุทธศาสนานั้นก็เปรียบชีวิตคือการเดินทางเช่นกัน ซึ่งการเดินทางนั้นมุ่งไปสู่ความสงบอันมีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง ซึ่งกว่าที่คนเราจะก้าวไปถึงจุดหมายปลายทางนั้น อาจจะต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือบททดสอบมากมายที่จะทำให้เราละทิ้งแนวทางนี้และหันไปสู่เส้นทางอื่น หากใครมีจิตใจมั่นคงไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคนานานัปการก็คงจะเดินทางไปหาความสงบได้ในวันหนึ่ง วิธีการอย่างหนึ่งที่จะนำพาเราไปสู่ความสงบได้นั่นก็คือการปฏิบัติธรรม

คนส่วนใหญ่มักมองว่าคนที่มีความทุกข์เท่านั้นจึงได้หันหน้าเข้าหาธรรมะซึ่งก็ถูกในส่วนหนึ่ง เพราะการปฏิบัติธรรมจะทำให้เรารู้ว่าทุกข์มีสาเหตุมาจากอะไรและแนวทางในการดับทุกข์คืออะไรเปรียบไปก็เหมือนคนป่วยมาหาหมอเพื่อหาแนวทางรักษาอาการป่วยเหล่านั้น แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราทำร่างกายให้แข็งแรง โดยการบำรุงร่างกายเราด้วยวิตามินอยู่เสมอ อีกนัยหนึ่งธรรมะนอกจากจะเป็นยารักษาโรคแล้วยังเป็นวิตามินที่จะบำรุงจิตใจให้เข้มแข็งพร้อมเผชิญกับสิ่งต่างๆที่จะเข้ามาในชีวิตได้เช่นกัน การปฏิบัติธรรมหรือการศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ไกลตัว เป็นสิ่งที่คนมีอายุเท่านั้นถึงจะปฏิบัติคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ยังไม่เห็นถึงความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ แต่ในความจริงแล้วไม่ว่าวัยใดก็เริ่มต้นที่จะศึกษาธรรมะได้ เพราะความทุกข์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าใดจิตใจเราก็จะเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้นหากมัวรอให้อายุมากๆค่อยมาเริ่มต้นศึกษาธรรมะอาจจะช้าเกินไปเพราะสังขารอาจจะไม่อำนวยก็เป็นได้

สถานที่ปฏิบัติธรรมในเมืองไทยนั้นมีอยู่มากมายหลายสำนักแต่ละสำนักก็มีแนวการสอนที่แตกตางกันออกไปฃึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติว่าจะถูกจริตกับแนวปฏิบัติของสำนักไหน แต่สิ่งที่ไม่ต่างกันคือหลักธรรมคำสอนที่จะนำพาเราสู่ความสงบในที่สุด ส่วนตัวแล้วที่เลือกไปเข้าคอร์สอบรมอานาปานสติ ที่ธรรมาศรมนานาชาติ สวนโมกข์นั้นเพราะได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาสมาระยะหนึ่งและเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนของท่านจึงได้หาข้อมูลจนพบว่าที่สวนโมกข์ ไชยานั้นมีสถานที่อบรม เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมสำหรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจึงเกิดความสนใจว่าที่นั่นมีแนวทางปฏิบัติอย่างไรจึงทำให้ชาวต่างชาติเดินทางมาอบรมที่ธรรมาศรมนี้ทุกเดือน

ธรรมาศรมนานาชาตินี้จะมีการเปิดคอร์สอบรมอานาปานสติสำหรับชาวต่างชาติระหว่างวันที่1-10ของทุกเดือน ส่วนของคนไทยนั้นจะมีในวันที่19-27ของทุกเดือนเช่นกัน การเดินทางมาสวนโมกข์นั้นก็มีอยู่หลายวิธีทั้งรถประจำทาง รถไฟ หรือเครื่องบิน สำหรับตัวเองแล้วการเดินทางคนเดียวที่คิดว่าสะดวกและปลอดภัยมากที่สุดคงจะเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินซึ่งเราเลือกเดินทางโดยสายการบินนกแอร์  โดยทำการซื้อตั๋วล่วงหน้าเกือบเดือนทำให้ได้ราคาตั๋วที่เป็นที่น่าพอใจไม่แพงนักแต่สะดวกและรวดเร็วมาก เมื่อมาถึงสนามบินที่สุราษฎร์ธานีแล้วก็ต้องหารถต่อไปยังสวนโมกข์ ก็จะมีทั้งรถประจำทางซึ่งการเดินทางจะต้องใช้เวลาต่อรถหลายต่อและกินเวลาพอสมควร เราจึงเรียกแทกซี่ของสนามบินให้ไปส่งที่สวนโมกข์ค่าบริการนั้นก็อาจจะสูงพอสมควรแต่เพื่อแลกกับความสะดวกก็คิดว่าเป็นราคาที่พอจ่ายได้ รถได้พาเราออกจากสนามบินมาประมาณเกือบครึ่งชม.ก็ถึงสวนโมกข์ซึ่งธรรมาศรมนานาชาติที่เรามาเข้าคอร์สอบรมนี้จะอยู่คนละฝั่งถนนกับสวนโมกข์(วัดธารน้ำไหล)และอยู่ลึกมาจากถนนใหญ่เป็นกิโลเลย นึกสภาพว่าถ้าเรามารถประจำทางแล้วลงแค่หน้าปากซอยและต้องเดินแบกเป้และลากกระเป๋าเข้ามาเองในเวลาเกือบเที่ยงที่แดดร้อนๆคงจะเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกันดังนั้นการเรียกรถจากสนามบินให้มาส่งถึงที่จึงเป็นการตัดสินใจที่ถูกจริงๆ

เมื่อมาถึงธรรมาศรมนานาชาติก็จะพบกับอาคาร(ที่เรามารู้ทีหลังว่าเป็นที่ตั้งของโรงอาหาร)ที่รับลงทะเบียนก็จะมีอาสาสมัครมารับลงทะเบียนและก่อนที่เราจะกรอกใบสมัครนั้นก็จะมีข้อปฏิบัติและกำหนดการฝึกอบรมติดบอร์ดให้เราได้อ่านและตัดสินใจก่อนที่ลงมือสมัครเพื่อรับการอบรมเมื่ออ่านดูก็พบว่ามีข้อปฏิบัติและกำหนดการต่างๆที่เข้มพอสมควร จากนั้นก็จะมีการสัมภาษณ์เล็กน้อยซึ่งก็จะมีคำถามนึงที่ถามเราว่าเตรียมตัวที่จะมาปฏิบัติอย่างไรบ้างเราก็ตอบไปตามจริงว่าไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลยเพราะคิดไว้แล้วว่าไม่ว่าจะเจออะไรก็จะรับสิ่งเหล่านั้นให้ได้ หลังจากที่สัมภาษณ์แล้วก็ต้องฝากโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ทุกอย่างกับเจ้าหน้าที่เพราะการมาปฏิบัติที่นี่จะเน้นการปิดวาจาและงดการติดต่อกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็นับว่าเป็นข้อดีอย่างมากเพราะเมื่อคิดจะมาหาความสงบแล้วก็ควรที่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าที่จะมาพะวงถึงสิ่งต่างๆ จากนั้นก็รับกุญแจและลงชื่อเพื่อทำงานอาสาเราได้งานกวาดทางเดินภายในหอพักจากนั้นก็นำกระเป๋าไปเก็บในห้องพัก

เรือนพักของผู้มาปฏิบัติธรรมนั้นจะแบ่งเป็นหอแยกชายหญิงอยู่กระจายๆกันไป ภายในหอพักนั้นก็จะแบ่งเป็นห้องเล็กๆให้อยู่คนเดียวบริเวณหน้าห้องพักก็จะมีบ่อน้ำเป็นจุดๆไว้ซักล้าง และมีที่ราวตากผ้าหน้าห้องส่วนห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมต้องใส่ผ้าถุงอาบน้ำตักน้ำอาบภายในห้องก็มียกพื้นปูนสูงประมาณสะโพกไว้เป็นเตียงนอนและมีหมอนไม้ไว้หนุนส่วนมุ้งกับผ้าห่มต้องไปหยิบจากห้องเก็บอุปกรณ์ซึ่งในวันกลับต้องซักทำความสะอาดและนำมาเก็บไว้ที่เดิม หลังจากที่เก็บของทำความสะอาดห้องแล้วก็ถึงเวลาทานอาหารกลางวันในเวลาเที่ยงครึ่งอาหารที่นี่จะเป็นมังสวิรัติทุกมื้อ เมื่อทานอาหารเสร็จก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัยก่อนที่จะมารวมตัวกันเพื่อรับการปฐมนิเทศในช่วงสี่โมงเย็น


สถานที่ที่เรามารวมตัวกันและเป็นที่สำหรับอบรมอานาปนสติตลอดช่วงเวลาที่เราอยู่ที่นี่คือศาลาทราย ซึ่งเป็นศาลาหลังคาไม้ โล่งโปร่งสบายและมีพื้นเป็นทรายการนั่งก็จะนำผ้าพลาสติกมาปูและทับด้วยกระสอบป่านอีกทีดูเป็นอาสนะที่เรียบง่ายมากๆ



 การปฐมนิเทศนี้ก็จะกล่าวถึงข้อปฏิบัติต่างๆรวมถึงตารางการฝึกอบรมซึ่งจากการดูคร่าวๆเหมือนว่าจะมีตารางที่หนักพอสมควรเพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งแต่ในช่วงกลางวันก็จะมีช่วงพักที่นานพอสมควรเจ้าหน้าที่บอกว่าในช่วงพักนี้ห้ามซักผ้าให้ซักได้ช่วงเช้าและเย็นเท่านั้นเพราะในช่วงพักนี้อยากให้เป็นช่วงเวลาเพื่อการพักผ่อนจริงๆ การตื่นตั้งแต่เช้ามืดและมีการพักในช่วงบ่ายจะทำให้เรากลับมาฝึกปฏิบัติได้ดีขึ้น หลังจากได้ลองทำตามที่แนะนำคืองีบหลับราวๆชั่วโมงกว่าในแต่ละวันก็พบว่าการนั่งสมาธิในช่วงบ่ายของทุกวันนั้นแทบไม่มีการง่วงเหงาหาวนอนเลยทีเดียว จากนั้นก็จะมีอาสาสมัครมาพาพวกเราไปเดินชมจุดต่างๆภายในธรรมาศรม ในเวลาหกโมงเย็นก็มารับน้ำปานะก่อนจะแยกย้ายกันไปอาบน้ำและกลับมารวมตัวอีกครั้งในตอนทุ่มครึ่งเพื่อรับฟังโอวาทจากพระอาจารย์โพธิ์อดีตเจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าที่พักนั้นก็จะมีการอ่านธรรมะก่อนนอนจากคำสอนของท่านพุทธทาสซึ่งมีคำสอนหนึ่งที่ช้อคเราอย่างมากนั่นก็คือท่านพุทธทาสได้กล่าวว่า”เรื่องผีเป็นเรื่องของคนปัญญาอ่อน”ทำให้เราได้คลายความกังวลจากการนอนคนเดียวในที่ที่ไม่คุ้นเคยได้อย่างมาก จากนั้นก็แยกย้ายเข้านอนในเวลาสามทุ่มซึ่งคืนแรกๆก็มีอาการนอนไม่ค่อยหลับบ้างนิดหน่อยแต่พอหลับได้แล้วก็หลับยาวจนถึงเวลาปลุก

กิจวัตรประจำวันที่นี่ก็จะคล้ายๆกันทุกวันคือเริ่มตีระฆังปลุกในเวลาตีสามครึ่งและตีต่อเนื่องจนถึงตีสามสี่สิบห้า ฉะนั้นคนที่ไม่ได้พกนาฬิกาปลุกมาและกังวลว่าจะไม่ตื่นเป็นอันตัดความกังวลไปได้ จากนั้นพอตีสี่ก็มารวมตัวกันที่ศาลาทรายเพื่อทำวัตรเช้าโดยมีอาจารย์เมตตามานำสวดมนต์ ซึ่งเรามาทราบในวันหลังๆว่าท่านเป็นหลานชายของท่าพุทธทาสท่านได้บวชที่สวนโมกข์และได้ศึกษาธรรมะจากทั้งท่านพุทธทาสและครูธรรมทาสบิดาของท่านมาตลอดท่านจึงมีความรู้ในเรื่องต่างๆมากมาย ในวันแรกๆนั้นท่านจะอธิบายความหมายและที่มาของบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าทีละบทๆ ซึ่งจริงๆบทสวดมนต์ก็มีคำแปลอยู่แล้วแต่เมื่อมีคนมาอธิบายที่มาและความหมายของบทสวดแต่ละบทให้ฟังก็ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้วในเวลาห้านาฬิกาก็จะมีธรรมะบรรยายของท่านพุทธทาสซึ่งจะมีหัวข้อเกี่ยวกับการทำอาณาปานสติและเรื่องอื่นๆต่างกันไปในแต่ละวัน จากนั้นก็ให้นั่งสมาธิเป็นเวลาสั้นๆก่อนจะแยกย้ายกันไปทำกายบริหาร ซึ่งเวลานี้เป็นเวลาที่เราชอบมากเพราะเป็นการยืนออกกำลังกายบนพื้นหญ้าบ้างพื้นทรายบ้างแล้วแต่เราเลือกทำเลของตัวเองซึ่งเราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ บรรยากาศยามเช้าก่อนตะวันขึ้นนั้นสดชื่นมากพออกกำลังกายเสร็จพระอาทิตย์ก็ขึ้นและสว่างเต็มที่พอดีเรียกว่าเป็นการออกกำลังกายรับแสงตะวันทุกวันเลยก็ว่าได้



พอเจ็ดโมงเช้าก็มารวมตัวกันที่ศาลาทรายอีกครั้งเพื่อฟังธรรมหรือนั่งสมาธิจากนั้นในเวลาแปดโมงเช้าก็ไปรับประทานอาหาร และทำงานอาสาและทำธุระส่วนตัวก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในเวลาสิบนาฬิกาเพื่อปฏิบัติอาณาปานสติหรือฟังซีดีธรรมะซึ่งในการเรียกรวมตัวแต่ละครั้งก็จะมีการตีระฆังเรียกทุกครั้ง ดังนั้นเราแทบไม่ต้องดูนาฬิกาเลยก็ว่าได้แค่คอยฟังเสียงระฆังก็พอ เมื่อถึงเวลาสิบสองนาฬิกาก็รับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนจนถึงเวลาบ่ายสองจึงมารวมตัวกันอีกครั้งและปฏิบัติไปจนถึงเวลาห้าโมงเย็นจึงได้มีการสวดมนต์ทำวัตรเย็นพอหกโมงเย็นก็จะดื่มน้ำปานะและแยกย้ายกันไปพักผ่อน

ในเวลาทุ่มครึ่งก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่ศาลาทรายในวันที่ฝนไม่ตกนั้นก็จะมีพระอาจารย์มานำเดินจงกรมรอบสระน้ำ ในคืนแรกที่เราต้องถอดรองเท้าและเดินในความมืดนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับเรามากเพราะเรากลัวจะเดินไปเหยียบสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ(ที่เรากลัวมากสุดคือกิ้งกือ)จะไม่เดินก็ไม่ได้ จะใส่รองเท้าเดินก็ไม่กล้า(มารู้ในคืนหลังๆว่าทำได้ทั้งสองอย่าง) ในที่สุดจึงตัดสินใจลองเดินดูก็ได้ในระยะแรกของการเดินนั้นเราเดินเขย่งเท้าตลอดแต่พอเดินๆไปก็เริ่มได้คิดว่าเราในความมืดเราก็มองไม่เห็นหรอกว่าเราจะเดินเหยียบอะไรบ้างในเมื่อมองไม่เห็นก็ไม่จำเป็นต้องกลัวเมื่อคิดได้ดังนั้นเลยเดินอย่างผ่อนคลายมากขึ้นนำความรู้สึกมาอยู่ที่การก้าวเดินแต่ละก้าวๆก็รู้สึกว่าการเดินเท้าเปล่าในที่มืดๆก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวมากมายแค่หยุดคิดจินตนาการถึงเรื่องน่ากลัวต่างๆก็ทำให้เราเดินได้อย่างสบายๆ พอเดินรอบสระได้ซักรอบหรือสองรอบพระอาจารย์ก็หยุดพักให้เราซึมซับกับบรรยากาศรอบๆตัวเราบรรยากาศยามค่ำนั้นสงบงามอย่างที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน มีสายลมเย็นสบายบนท้องฟ้าก็โปร่งเต็มไปด้วยดาวมากมาย บรรยากาศดีๆแบบนี้เราจะไม่ได้พบเลยถ้าเราไม่ตัดสินใจมาที่สวนโมกข์นี้จากนั้นก็เดินจงกรมต่อจบครบสามรอบและกลับมาที่ศาลาทรายอีกครั้งการเดินขาไปกับขากลับมาที่ศาลาทรายนั้นความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิงก่อนไปเรามีแต่ความกลัวและความกังวล แต่เมื่อคิดได้ขากลับจึงเป็นการเดินอย่างผ่อนคลายเป็นการเดินโดยปราศจากผู้เดินอย่างที่ท่านพระอาจารย์บอกเลยทีเดียว(คือเป็นการเดินโดยไม่มีอัตตา)


การใช้ชีวิตอยู่ที่ธรรมาศรมนานาชาตินี้หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นการอยู่อย่างลำบากแต่สำหรับเราแล้วคิดว่าเป็นการอยู่อย่างเรียบง่ายมากกว่าตามที่ท่านพุทธทาสได้บัญญัติไว้ในมรดกธรรมของท่านว่า

“กินข้าวจานแมวอาบน้ำในคู นอนกุฏิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง” หรือที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง”การมาปฏิบัติธรรมที่ไหนก็ตามเราต้องเป็นคนที่อยู่ง่ายกินง่ายมีความอดทนต่อความบีบคั้นของกิเลสและเมื่อเราผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้เราจะพบว่าชีวิตเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปการที่เราไม่ยึดติดกับความสบาย จะทำให้เราอยู่ที่ไหนก็ได้หรือไม่ยึดติดกับรสชาติของอาหารเราก็สามารถทานอะไรก็ได้ หรือไม่ทานเลยก็ยังได้

เรื่องการงดอาหารนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะทำได้เนื่องมาจากช่วงที่เราไปสวนโมกข์นั้นเป็นช่วงวันที่19-27 พฤษภาคม ซึ่งในวันที่27พฤษภาคมของทุกปีนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านพุทธทาสและท่านได้กำหนดให้เป็นวันล้ออายุกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ท่านได้ทำในวันนี้คืองดรับเลี้ยงอาหารจากญาติโยมและท่านก็จะงดอาหารทั้งวัน บรรดาลูกศิษย์ลูกหาท่านจึงปฏิบัติกันมาตลอดจนถึงปัจจุบันในวันที่27โรงครัวจึงไม่มีอาหารเลี้ยงมีแต่น้ำปานะให้ดื่ม เราก็คิดอยากจะลองงดอาหารดูบ้างดื่มแต่น้ำอย่างเดียวก็ปรากฏว่าทำได้ ร่างกายก็ไม่ได้อ่อนเพลียมากจนทนไม่ไหว งดซักปีละวันก็สามารถทำได้จากการงดอาหารนี้ทำให้เราเข้าใจคนยากไร้มากขึ้น ให้ความสำคัญกับการกินน้อยลงแค่อาหารประทังชีวิตก็เพียงพอไม่จำเป็นต้องแสวงหาของอร่อยของแพงมาบำรุงกิเลสอย่างแต่ก่อน(แต่ก็คงมีนานๆครั้งตามวาระพิเศษต่างๆ)

การมาปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์นี้จึงให้อะไรมากกว่าที่คิดไว้นอกจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้วเรายังได้หลักในการดำเนินชีวิตมากขึ้น การมีชีวิตที่ดีไม่ใช่การมีชีวิตที่สะดวกสบายแต่การมีชีวิตที่ดีคือการที่เราน้อมนำเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาใช้ให้เกิดความสงบเย็นในชีวิต สังคมเราทุกวันนี้ที่วุ่นวายส่วนนึงก็มาจากคนเรามุ่งแสวงหาแต่ความสุขภายนอกจนลืมคิดไปว่าชีวิตจะสงบเย็นได้ก็ต้องเริ่มที่ภายใน จงใช้ธรรมะนำทางเราไปสู่ความสงบภายในจิตใจเราเพื่อว่าเมื่อใจเราสงบแล้วก็จะพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ไกลเลย

ก่อนจบบันทึกนี้ขอนำเอาคำปรารภในหนังสือสวดมนต์ของธรรมทานมูลนิธิมาฝากไว้ให้อ่านและพิจารณากัน

“คนเราเกิดมาชาติหนึ่งถ้ารู้จักแต่การทำมาหากินเพื่อเลี้ยงร่างกายกันอย่างเดียวไม่รู้จักแสวงหาธรรมะมาเลี้ยงจิตใจให้สะอาด สว่าง สงบกันบ้างแล้วการเกิดก็จะเป็นการเกิดมาเพื่อทรมาน ติดคุกติดตะรางในทางวิญญาณชนิดหนึ่งไปจนตายการเกิดมาเป็นมนุษย์นี้เราเกิดมาเพื่อดับไฟกิเลส มิใช่เกิดมาเพื่อให้กิเลสเผา ถ้าเราเป็นฝ่ายเผากิเลสเราก็จะมีความสุขเย็น แต่ถ้ากิเลสเป็นฝ่าเผาเราเราก็สุกไหม้หรือถึงกับเกรียมไปในที่สุด ชีวิตของเรานี้เป็นยักษ์ที่โหดร้ายในตัวชีวิตนั้นเองมันจะถามเราว่าเกิดมาทำไม ถ้าเราตอบไม่ได้ มันจะกินเราจนตายจากความเป็นมนุษย์ถ้าเราตอบได้เพราะรู้ว่าเกิดมาทำไมจริงๆแล้วยักษ์นั้นก็จะปักคอตัวเองตายต่อหน้าเราไม่มีอะไรมารบกวนเราให้มีความทุกข์ทรมานอีกต่อไป

พระธรรมเท่านั้นที่จะช่วยให้เราตอบปัญหาของยักษ์ได้พระธรรมเท่านั้นที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจเราให้สดชื่น พระธรรมะจะช่วยดับไฟให้ทุกคราวที่เกิดขึ้นในการประกอบการงานทุกชนิดในโลกนี้”




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2557
1 comments
Last Update : 16 กรกฎาคม 2557 16:55:36 น.
Counter : 2617 Pageviews.

 
 
 
 
ขอบคุณครับ ได้แง่คิดดีๆหลายอย่าง
 
 

โดย: Insignia_Museum วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:13:54:48 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เนรัญชา
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เนรัญชา's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com