All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
8 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 
Tarantino’s chain: The Second Era of Quentin Tarantino

Tarantino’s chain: The Second Era of Quentin Tarantino






ไม่ได้อ้างอิงตำราใดๆ แต่ขอจัดหมวดหมู่ด้วยตัวเองว่า หนังของ Quentin Tarantino จะแบ่งเป็น 2 ยุค


ยุคแรกคือหนังที่เป็นคล้ายๆงานทดลอง เปี่ยมไปด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ การเล่าเรื่องที่แหวกขนบหนังทั่วๆไป รวมถึงการเล่นกับ genre ของหนัง





สำหรับ หนังในยุคที่สอง จะประกอบด้วย Kill Bill Vol.1, Kill Bill Vol.2, Death Proof, Inglourious Basterds และ Django Unchained


งานยุคนี้คือผลงานที่มีความเป็น “หนัง” มากขึ้น มันถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะหนังประเภทต่างๆ อย่างตั้งใจ ทั้งเนื้อเรื่องที่หยิบยกมาจากพิมพ์นิยมของหนังประเภทนั้นๆ แต่เอามาบิดปรับเล็กน้อย ทั้งเทคนิคที่กลายเป็นเอกลักษณ์ต่างๆถูกหยิบยืมมาจากหนังตระกูลอื่นอย่างจงใจ


นอกจากนี้มันยังมีการวิพากษ์-วิจารณ์ถึงนัยยะที่ซ่อนอยู่ในหนังเรื่องอื่นสอดแทรกผ่านบทสนทนาของตัวละครในเรื่อง (เช่น Superman ใน Kill Bill, King Kong ใน Inglourious Basterds)



พูดง่ายๆก็คือ มันจงใจสร้างมาเพื่อเป็นหนัง ดังที่ Tarantino เคยพูดอธิบายถึงหนังเรื่อง Kill Bill ว่า



Kill Bill คือ “หนัง” ที่เหล่าตัวละครใน Pulp Fiction จะเข้าไปดูกัน






โดยทั่วไป หนังส่วนใหญ่จะอ้างอิงความจริงแล้วเสริมแต่งเรื่องราวลงไป (ยกตัวอย่าง Saving Private Ryan คือเรื่องแต่งที่อ้างอิงเรื่องจริงคือ สงครามโลกครั้งที่ 2)



แต่ในหนังยุคที่สองของ Tarantino นั้น ไม่เพียงแต่อ้างอิงเหตุการณ์จริงแบบทั่วๆไป แต่เป็นการหยิบยกเอาเหตุการณ์ในหนังหลายๆเรื่องเข้ามาอ้างอิงด้วย





อย่างใน Kill Bill มันไม่ได้อ้างอิงในโลกจริง (สถานที่จริง ญี่ปุ่น อเมริกา) ของผู้ชมเพียงเท่านั้น มันยังอ้างอิงถึงโลกของหนังอีกต่อหนึ่ง เช่น การมีวิชาดัชนีห้าจุดปลิดวิญญาณ แบบหนังกำลังภายใน


Death Proof คือตัวอย่างและคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดสำหรับหนังในยุคที่สองของ Tarantino การที่มีฉากฟิล์มเป็นรอย, ฟิล์มขาดห้วงราวกับฟิล์มหายไป หรือการมีหนังตัวอย่างหลอกๆ คือการจงใจบอกให้ให้ผู้ชมรับรู้ว่า “ที่กำลังดูอยู่นี้คือหนัง”


หรือการที่ Inglourious Basterds เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่สนใจประวัติศาสตร์จริงๆที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย เข้าใจว่า Tarantino สร้างหนังเรื่องนี้ให้เป็นเหมือน “หนังโฆษณาชวนเชื่อ” ของอเมริกา ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบสิ้น เสมือนกับว่าผู้ชมกำลังดูหนังซ้อนหนัง นั่นเอง


Django Unchained เองก็มีสิ่งที่อ้างอิงมาจากหนัง นั่นคือกีฬาที่ชื่อ Mandingo ที่ไม่ได้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของผู้ชม (แต่ดำรงอยู่ในจักรวาลของหนังชื่อ Mandingo)





หรือถ้ามองมันอย่างมีมิติ มันเป็นเหมือนหนังที่ซ้อนหนังอีกทีหนึ่ง ตามแผนภาพนี้ครับ







อีกหนึ่งตัวอย่างก็คือ:

สมมติผมทำหนังรัก โดยเรื่องเกิดขึ้นในเมือง New York มีฉากที่คู่รักอ่านข่าวเกี่ยวกับ Obama นางเอกทำงานในย่าน Time Square นั่นหมายความว่า หนังรักของผมเรื่องนี้อ้างอิงมาจากโลกจริง (โลกของผู้ชม) แต่มันไม่ใช่เรื่องจริง มันคือเรื่องแต่งที่ถูกทำเป็นหนังให้ผู้คนในโลกจริงเข้าไปดู

ทีนี้ถ้าสมมติผมทำหนังรัก โดยเรื่องเกิดขึ้นในเมือง Gotham มีฉากที่คู่รักอ่านข่าวเกี่ยวกับ Batman นางเอกทำงานใน Wayne Enterprise (แต่หนังไม่เกี่ยวอะไรกับ Batman นะครับ) นั่นหมายความว่า หนังรักของผมเรื่องนี้อ้างอิงมาจากโลกของ Batman แต่มันไม่ใช่เรื่อง Batman อนุมานได้ว่า นี่เป็นหนังที่คนในโลกของ Batman จะเข้าไปดูกัน แต่มันถูกรับชมโดยผู้ชมในโลกจริงอีกทอดหนึ่ง


ดังนั้นหนังเรื่องหลังคือหนังที่สามารถจัดเข้าไปในกลุ่มเดียวกับหนังของ Tarantino ในยุคที่สองได้







นอกจากนี้ยังมีความคล้ายคลึงบางอย่างที่น่าสนใจ
เรามาพิจารณาแยกเป็นเรื่องๆกันดีกว่าว่า หนังในยุคที่สองของ Tarantino นั้นมีความคล้ายคลึงกันตรงไหนบ้าง



1. หนังที่ว่าด้วย “การแก้แค้น”


- เจ้าสาวทวงแค้น (Kill Bill)

- เหยื่อโรคจิตทวงแค้น (Death Proof)

- ยิวทวงแค้น (Inglourious Basterds)

- การแก้แค้นของทาสผิวดำ (Django Unchained)




2. การสลับขั้วบทบาทของตัวละครเมื่อเทียบกับความเป็นจริงหรือความคุ้นเคยของผู้ชม


- ตัวเอกเปลี่ยนจากนักฆ่าเป็นคนที่ถูกฆ่า ก่อนจะเปลี่ยนจากคนที่ถูกตามล่ามาเป็นผู้ตามล่า (Kill Bill)

- เหยื่อฆาตรกรโรคจิต กลายมาเป็นผู้ล่าที่โรคจิตไม่แพ้กัน (Death Proof)

- ชาวยิว ที่ไล่ฆ่าล้างเผ่าพันธ์นาซี (Inglourious Basterds)

- คนผิวดำที่ทำตัวเป็นคนผิวขาว (Django Unchained)







3. ใช้ภาพยนตร์ หรือความเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการแก้แค้น และ/หรือ คลี่คลายปัญหาในหนัง


- วิทยายุทธจากหนังกำลังภายในเป็นหนทางในการเอาชนะ (Kill Bill)

- Stunt หญิง (บุคลากรจากโลกภาพยนตร์) เด็ดหัวฆาตรกรโรคจิต (Death Proof)

- การฉายหนังคือแผนสังหาร และ โรงภาพยนตร์ คือหลุมฝังศพของ Hitler (Inglourious Basterds)

- การที่ Quentin Tarantino มาปรากฏตัวในหนัง ในฐานะผู้ปลดปล่อย Django เพื่อไปแก้แค้น (แม้กระทั่งในยุคที่ยังไม่มีหนังยังเอามาเล่นได้ ) (Django Unchained)






ใน *** Django Unchained *** The Real Chain (Part 1) ผมบอกไว้ว่า “คนดำถูกปลดโซ่ตรวนออกจากระบอบคนขาวอย่างแท้จริง ด้วยการเอาชนะคนขาวโดยไม่ต้องเป็นแบบคนขาว”


จากประเด็นข้างต้นก็จะพบว่า "เครื่องมือ" ที่ทำให้คนดำหลุดจากระบบคนขาวได้อย่างแท้จริงก็คือ “ภาพยนตร์” นี่เอง





ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึง ผลงานในยุคที่สองของ Quentin Tarantino สามารถสรุปได้ว่า



ผลงานในยุคที่สองของ Tarantino เต็มไปด้วยนัยยะที่แสดงถึงความคารวะและเชิดชูภาพยนตร์อย่างเต็มที่









Create Date : 08 พฤษภาคม 2556
Last Update : 9 พฤษภาคม 2556 21:19:45 น. 2 comments
Counter : 4723 Pageviews.

 
วิเคราะห์ได้เยี่ยมมากครับ


โดย: เอ IP: 125.25.207.225 วันที่: 11 พฤษภาคม 2556 เวลา:0:03:02 น.  

 
กระทู้ pantip

//pantip.com/topic/30466499


โดย: navagan วันที่: 23 กรกฎาคม 2556 เวลา:1:09:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.