เรียนรู้อดีต เพื่อสอนปัจจุบัน ให้ใช้อนาคตอย่างเหมาะสม
 
 

เป้เดี่ยวฯ ตอน Walk Rally ที่ตุรกี8 (ตอนจบ)

ตอนที่ 8(ตอนจบ) เยือนฝั่ง New Istanbul

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราแวะเก็บตกสถานที่หลงเหลือของไบเซนไทน์ที่ยังไม่ได้ไป นั่นก็คือ Basilika Cistern ซึ่งอยู่ไม่ห่างวิหารโซเฟียเท่าใดนัก เดินหลงวนไปมาสักพักก็เจอ Basilika Cistern เป็นแหล่งเก็บน้ำใต้ดิน สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน เมื่อ คศ.532 ประกอบด้วยเสาคอลัมน์กว่า 300 ต้น ค่าเข้าชม 10TL ไฮไลท์ของที่นี่ คือเสาสองต้นที่มีฐานเป็นศีรษะเมดูซ่าตั้งตะแคง และเสาลายหยดน้ำตา


ทางเข้าBasilika Cistern


ภายใน


เต็มไปด้วยเสามากมาย


เหรียญที่นักท่องเที่ยวอธิฐานแล้วโยนไว้ โปรดสังเกตว่ามีปลาด้วย


เสารูปหยดน้ำตา


เสาเมดูซ่า


อีกเสาหนึ่ง อย่ามองตาเธอนะครับ

จากนั้นพวกเราก็ขึ้น Tram เพื่อข้ามทะเลไปยังฝั่งนิวอิสตันบูล ข้ามสะพานไปสี่สถานีก็มาถึงสถานี Besiktas แหล่งท่องเที่ยวถัดไปคือ พระราชวัง Dolmabahce พระราชวังแห่งนี้สร้างในศตวรรษที่19 ในสมัยสุลต่าน Abdul-mecid มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบยุโรป เพราะพระองค์โปรดความเป็นยุโรปอย่างยิ่ง

องค์สุลต่านต้องการสร้างพระราชวังเพื่อประชันกับยุโรป จึงทรงทุ่มไม่อั้นหมดทองคำไปหลายตันในการสร้างพระราชวังแห่งนี้ จนหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้จักรวรรดิต้องล้มละลาย น่าเสียดายที่พระองค์ชื่นชมความงามของพระราชวังแห่งนี้เพียงไม่นาน ก็สิ้นพระชนม์ สุลต่านองค์ต่อไปไม่โปรดพระราชวังแห่งนี้ จึงทรงไปสร้างพระราชวังอีกแห่ง จึงไม่เหลือเงินในท้องพระคลัง และจักรวรรดิต้องล้มละลาย


ทางเข้าพระราชวัง


ป้ายพระราชวัง


หอนาฬิกาศิลปะแบบยุโรป


ทหารรักษาวัง ยืนนิ่งเป็นนายแบบให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป


ภายนอกพระราชวัง ไม่เห็นความแตกต่างจากวังในยุโรปเลย


รูปสลักหินอ่อน ศึกระหว่างสิงโตและจระเข้

ภายนอกว่าสวยแล้ว ภายในยิ่งอลังการ เสียดายที่จนท.คุมเข้มไม่ให้ถ่ายภาพภายใน จึงไม่มีรูปมาฝาก ท่านอะตาเติร์กประธานาธิบดีและบิดาของสาธารณรัฐตุรกี ใช้ห้องในส่วนของฮาเร็มในพระราชวังนี้เป็นที่พัก และท่านเสียชีวิต ณ พระราชวังแห่งนี้ ดังนั้นนาฬิกาที่นี่จึงตั้งไว้ที่ 9.05 น. อันเป็นเวลาที่ท่านเสียชีวิต

ชมโบราณสถานของตุรกีมาหลายวัน ไหนๆมาเที่ยวฝั่ง นิวอิสตันบูลแล้ว ไปแวะ”สยามสแควร์” ของตุรกีบ้างดีกว่า ย่านที่ว่าคือ Taksim Square เดิมย่าน Taksim เป็นแหล่งสำรองน้ำของเมืองเก่าแต่ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการค้าและแหล่งช็อปปิ้งหลักของอิสตันบูล Taksim Square อยู่ไม่ห่างจากพระราชวังโดลมาบาเชเท่าใดนัก (เดินประมาณกิโลเดียวก็ถึง)


ทางเดินหาทางไปย่าน Taksim บังเอิญไปผ่านสนามฟุตบอล


สนามฟุตบอลสโมสร BJK

ศูนย์กลางของย่านนี้คือวงเวียนที่มีอนุสาวรีย์ Republic Monument เมื่อมาถึง ผมถึงกับแปลกใจว่า ทำไมผู้คนจึงพลุกพล่านมากขนาดนี้


รอบอนุสาวรีย์ มีหนุ่มสาวชาวเตอร์กิซเดินกันขวักไขว่


ร้านค้าส่วนใหญ่เป็นห้องเล็กๆ เรียงรายสองฟากถนน


มีรถรางวิ่งรับผู้โดยสารไปมาเป็นระยะๆ


นอกจากสินค้าแบรนเนมแล้ว ยังมีสินค้าแปลกๆด้วย


ร้านขายสินค้าราคาถูกแบบประตูน้ำบ้านเราก็มี แต่ผมไม่แน่ใจว่าเขาไปรับมาจากเมืองไทยหรือไม่

นอกจากจะเป็นย่านช็อปปิ้งแล้ว ที่นี่ยังมีโบสถ์คริสต์ด้วย แถมผมยังเห็นหนุ่มสาวมุสลิมชาวตุรกีหลายคน เข้าไปเที่ยวชมและถ่ายรูปเล่น เป็นที่ระลึกด้วย (เขาไม่เคร่งจริงๆด้วย)


โบสถ์คริสต์

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีศิลปินต่างๆ มาโชว์ความสามารถริมถนน ให้คนชมอีกด้วย


หนึ่งในศิลปิน กำลังแสดงดนตรีข้างทาง

เดินเล่นอยู่หลายชั่วโมงจนค่ำ คนกลับยิ่งมากขึ้นๆ พวกเราเริ่มเหนื่อยและหนาวจึงนั่ง Tram กลับไปฝั่งเมืองเก่า เพื่อไปหามื้อค่ำทานใกล้โรงแรมที่พัก


ภายใน Tram ที่พวกเราโดยสาร


สะพาน Galata ถ่ายจากภายใน Tram ขณะขามกลับฝั่งเมืองเก่า

วันรุ่งขึ้น เราหลังหม่ำแซนวิชไก่เป็นมื้อเช้าแล้ว พวกเราก็เช็คเอาท์สะพายกระเป๋าไปขึ้น Tram เพื่อเดินทางกลับ เราเผื่อเวลาไว้พอสมควรเพราะเกรงจะใช้เวลาในการเดินทางนาน แต่ปรากฏเช้าวันอาทิตย์ รถราน้อยมาก แม้จะนั่ง Tram หวานเย็นจนสุดสายแล้วค่อยไปต่อ Metro แต่แค่ชั่วโมงเดียวก็มาถึงสนามบินนานาชาติอะตาเติร์กแล้ว เห็นคนนั่งๆนอนๆเต็มสนามบิน ผมไปดูตารางเที่ยวบินก็ต้องแปลกใจที่สายการบินจำนวนมากยกเลิก (มิน่าสนามบินถึงเต็มไปด้วยผู้โดยสาร) มาทราบทีหลังว่าเกิดภูเขาไฟระเบิดที่ไอซ์แลนด์ เพราะฉะนั้นสายการบินที่จะไปยุโรปจึงยกเลิกทั้งหมด ดีที่เที่ยวบินที่ผมจะใช้เดินทางกลับประเทศไทย ไม่ได้ยกเลิกจึงไม่มีปัญหา (โชคดีจัง ไม่งั้นคงต้องติดค้างที่สนามบิน เหมือนหลายๆคนที่ไปยุโรปช่วงนั้น)

เมื่อรับตั๋วที่เคาร์เตอร์สายการบินและเก็บกระเป๋าแล้ว พวกเราจึงฆ่าเวลาและใช้เงินลีร่าที่เหลือให้หมดโดยการไปดื่มกาแฟ เมื่อได้เวลา Mahan Air เจ้าเก่าก็นำพวกเราเดินทางกลับเมืองไทย โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่เตหะรานเหมือนขามา (คราวนี้ไม่มีปัญหาเรื่องกัปตันไม่เปิดแอร์แล้ว) และแล้วอีกสิบกว่าชั่วโมงต่อมาพวกเราก็ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งอีกครั้งหนึ่งโดยสวัสดิภาพ

เวลาเพียง 8 วันคงไม่อาจเที่ยวชมประเทศที่เต็มไปด้วยมรดกโลกมากมายอย่างตุรกีได้ครบ ยังมีสถานที่และเมืองที่น่าเที่ยวน่าชมอีกหลายแห่งที่พวกเราคงต้องหาโอกาสไปเยี่ยม “Turkiye” หรือดินแดนของชาวเติร์กอีกสักครั้งหรือสองครั้ง ลาก่อนอิสตันบูล แคปปาโดเจีย และปามุคคาเล่ แล้วพบกันใหม่นะ



กาบับ มื้อสุดท้าย


ถ้ามีซ้อสพริก จะสุดยอด


ขณะรอเปลี่ยนเครื่องที่ เตหะราน




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 13 พฤษภาคม 2553 22:33:22 น.   
Counter : 2210 Pageviews.  


เป้เดี่ยวฯ ตอน Walk Rally ที่ตุรกี7

ตอนที่ 7 แวะ Blue Mosque เยี่ยม Aya Sofya ชม Grand Bazaar

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังมื้อเช้าที่เราฝากท้องไว้กับร้านกาบับข้างโรงแรมแล้ว เป้าหมายแรกของพวกเราก็คือ Hippodrome ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากสุลต่านอาเม็ต เดินห้านาทีก็ถึง ที่นี่เป็นสถานที่แสดงออกทางการเมืองตั้งแต่สมัยไบเซนไทน์คล้ายราชดำเนินบ้านเรา จักรพรรดิยุคไบเซนไทน์จะเฝ้าระวังบริเวณนี้เป็นพิเศษ หากมีกลุ่มชนมาแสดงออกทางการเมืองบริเวณนี้ เหตุการณ์ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็น จราจล "Nika" ซึ่งมีกลุ่มการเมืองสองกลุ่มคือกลุ่ม”สีฟ้า”และ”สีเขียว”ชิงอำนาจกันจนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 30,000 คน และองค์จักรพรรดิเกือบต้องเสียบัลลังก์จากเหตุการณ์นั้น (โห...นี่เขาใช้สีเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมากว่าสองพันปีแล้วหรือ)

ที่ Hippodrome ประกอบด้วยเสารูปทรงต่างๆ สามเสา คือ เสา Obelisk ของฟาโรห์ทุสโมซิส ที่จักรพรรดิคอนสแตนติน นำมาจากอียิปต์ เสาสำริดรูปงูพันเป็นเกลียว (Serpentine Column) ที่นำมาจากวิหารอะพอลโลในกรีก และเสาColumn ของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 7 ซึ่งเดิมมีแผ่นสำริดหุ้มรอบ แต่ปัจจุบันเหลือแต่แกนหินเพราะแผ่นสำริดโดนปล้นสะดมไปเวนิส ตั้งแต่ปี คศ.1203 (ไม่เที่ยงแท้หนอ ไปเอาเสาเขามาสองต้น สุดท้ายเสาตัวก็ถูกเขาลอกสำริดเอาไป)


เสาฟาโรห์


เสาเกลียวซึ่งเหลือแต่ตอ


เสาคอนสแตนตินที่ 7

ถัดไปพวกเราก็เข้าไปชม Blue Mosque ซึ่งอยู่ข้างๆ Hippodrome เมื่อจะเข้าสาวๆต่างควักผ้าขึ้นมาคลุมผมเพื่อให้เกียรติสถานที่


Blue Mosque ที่อยู่ถัดไป

Blue Mosque เรียกชื่อตามสีกระเบื้องที่คลุม มีชื่อจริงๆว่ามัสยิดของสุลต่านอาเม็ตที่ 1 สร้างขึ้นเมื่อ คศ.1609-1616 หันหน้าเข้าหา Aya Sofya มีจุดเด่นที่มีหอมินาเร็ตหกหลัง ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชม และเปิดให้เข้าชมได้ตลอดยกเว้นเวลาละหมาด และต้องถอดรองเท้าเข้าไปชมด้วยความสงบ


ชาวมุสลิมทำความสะอาดร่างกายก่อนเข้า


ความงดงามภายใน


อีกมุมหนึ่ง


ส่วนหนึ่งของหน้าต่าง 260 บาน


ที่ละหมาดของสตรี

ผมเข้าทางประตูด้านหลังเมื่อชมเสร็จก็ทะลุมาออกประตูด้านหน้าซึ่ง Aya Sofya อยู่ตรงข้ามพอดี


วิหารโซเฟียอยู่ตรงข้าม


สวนดอกไม้หน้าวิหาร

วิหารโซเฟีย หรือ Aya Sofya เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใน คศ.536 โดยจักรพรรดิจัสติเนียน นับเป็นวิหารหลังที่สามที่ถูกสร้างทดแทนบนสถานที่เดิม หลังจากถูกไฟไหม้ในช่วงจลาจลสองสี “Nika” ที่ผมเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้

ภายในแขวนตะเกียงนับพันดวง และมีหินอ่อนช่วยสะท้อนแสง จึงทำให้ยามค่ำคืน วิหารนี้จะส่องแสงสว่างไสวให้เรือเดินทะเลใช้แทนประภาคาร แต่ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้หลายครั้ง ภายในประกอบด้วยภาพโมเสสสวยงามมากมาย เมื่อออตโตมันเข้ามาครอบครองคอนสแตนติโนเบิล วิหารนี้จึงถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิด เมื่อเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐ ท่านอะตาเติร์กเกรงว่าAya Sofya จะเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวคริสต์ และชาวมุสลิมจึงเปลี่ยนมัสยิดนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์จวบจนปัจจุบัน


เสาโรมัน ที่หลงเหลือจนถึงปัจจุบัน


ทางเดินภายใน


ความงามภายใน


หน้าต่างแสดงทิศเมกกะ


ทางเดินขึ้นชั้นบน


ภาพโมเสสAngle หรือเทวทูต


พระแม่มารี


เทวทูตไมเคิล


ภาพพระเยซูตอนประสูติ

หลังจากชมความงามของวิหารทั้งสองแล้ว ก็ได้เวลาช็อป พวกเราจึงมุ่งหน้าไปยัง Grand Bazaar ต่อ ตลาดแห่งนี้มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี มีร้านค้ากว่าสี่พันแห่ง ขายสินค้ามากมายหลากหลายชนิด สาวๆต่อราคากันสนุกจนได้ของฝากกันคนละหลายๆชิ้น แต่ผมพบว่าราคาสินค้าที่เล็งไว้แพงกว่าที่แคปปาโดเจียแม้ว่าจะต่อแล้วต่ออีกอยู่หลายร้าน น่าเสียดายต้องจ่ายแพงกว่า (รู้อย่างนี้ซื้อที่แคปปาโดเจียแล้ว)


ทางเข้า Grand Bazaar


ร้านค้าหลากหลาย


กลุ่มร้านค้าสินค้าเก่า

หลังจากเดินช้อปอยู่หลายชั่วโมง พวกเราก็เดินตัดทะลุลงเนินเพื่อเดินชมทะเลมาร์มารายามเย็น แม้แดดจะแรงแต่ไม่ร้อน


ทางเดินเลียบทะเล


เดินเล่นชมทะเล


สะพานเชื่อมฝั่งเอเซียและยุโรป


ชาวประมงหาปลาได้เยอะเหมือนกัน


ดำน้ำหาหอยแมลงภู่


เดินจนถึงพระราชวังท็อปกาปึเลยครับ


พระราชวังโดลมาบาเช ที่อยู่อีกฟากฝั่งทะเล

ชมวิวไปเรื่อยๆ ผ่าน Blue Mosque และ Topkapi มาถึงท่าเรือเฟอร์รี่โดยไม่รู้ตัว มาริมทะเลแล้วถือโอกาสชิมปลาทะเลมาร์มาราเสียหน่อย เห็นเขาว่ารสชาติดี จากนั้นก็วางแผนเที่ยวที่จะเดินเล่นในวันต่อไป วันพรุ่งพวกเราจะไปที่ไหน ติดตามต่อในตอนต่อไปนะครับ


เฟอรี่ข้ามฟาก


แถวรถรอข้ามฟากยาวเหยียด


ชิมปลาเสียหน่อย รสชาติเหมือนปลาสำลีเผาบ้านเราครับ


เครื่องเคียง สลัดรสแซบ




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 12 พฤษภาคม 2553 6:58:49 น.   
Counter : 646 Pageviews.  


เป้เดี่ยวฯ ตอน Walk Rally ที่ตุรกี6

ตอนที่ 6 ชมดอกไม้ที่ Topkapi Palace

พวกเราเช็คเอาท์แต่เช้าตรู่ เพราะนัดแท็กซี่ให้มารับตอน 7 โมงเช้า ที่หมายก็คือสนามบิน Denizli ซึ่งห่างจากปามุคคาเล่ประมาณหนึ่งชั่วโมง วันนี้เราตั้งใจจะกลับอิสตันบูลโดยเครื่องบิน เพราะประหยัดเวลากว่ากันมาก (เพียงหนึ่งชั่วโมงเมื่อเทียบกับนั่งรถบัสสิบชั่วโมง) โดยใช้บริการของ Turkish Airlines ซึ่งจองผ่านเว็บไซด์ได้ไม่ยาก เสียดายที่ Denizli ไม่มีเครื่อง Pegasus Air เราเลยต้องเสียค่าโดยสารคนละสี่พันบาท

อากาศยามเช้าเย็นสบาย แท็กซี่ขับไม่ถึงชั่วโมงดี ก็ถึงสนามบิน Denisli สนามบินเล็กๆ ที่มีเครื่องบินมาลงเพียงวันละสองสามเที่ยวบิน


สนามบิน Denizli


Turkish Airlines

ราวเก้าโมงครึ่ง B737 ก็นำพวกเราย้อนกลับมายังสนามบินนานาชาติ Ataturk อีกครั้งหนึ่ง รับกระเป๋าแล้วก็เดินจากด้าน Domestic มายังส่วน International เพื่อโดยสาร Metro ไปยังตัวเมือง คราวนี้เราไม่พลาดเดินทางโดยวิธีที่ 1 (จำได้ไหมครับ) คือไปลงที่สถานี Seytinbernu แล้วไปต่อ Tram ในอาคารเดียวกัน นั่งจากต้นสายไปอีก 15 สถานี ก็กลับมาถึง สถานีสุลต่านอาเม็ตที่คุ้นเคยอีกครั้งหนึ่ง

เพราะสาวๆ อยากได้โรงแรมเงียบๆ ไม่มีเสียงเพลงดังยามดึก พวกเราจึงไปหาโรงแรมใหม่ ซึ่งหาไม่ยากเลย เพียงข้ามถนนหน้าสถานีสุลต่านอาเม็ต มองเข้าไปในซอยก็เจอแล้วหนึ่งโรงแรม มีชื่อว่า Akeniz Hotel

ผมเดินขึ้นไปสอบถามที่ล็อบบี้ซึ่งอยู่ชั้นสองว่ามีห้องว่างไหม ก็ได้คำตอบว่ามี ราคาคืนละ 50 ยูโร เราลองต่อราคาเพราะตั้งใจจะพักถึงสามคืน ผู้จัดการบอกว่า หากไม่รับอาหารเช้า คิดคืนละ 40 ยูโร ผมลองต่อเหลือ 35 ยูโร เมื่อไม่ได้ก็ใช้มุขเดินหนี ปรากฏว่าผจก.รีบกวักมือเรียกและบอกว่า “OK OK” เป็นอันว่าเราได้ห้องพักจากคืนละ 50 เหลือแค่ 35 ยูโร (มุขเดินหนี ใช้ได้เสมอ...หุหุ)


ห้องพักที่ Akeniz Hotel

เมื่อเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาเดินเที่ยว ที่หมายสำหรับ walk rally วันนี้คือเราจะไปเจาะลึก พระราชวัง Topkapi (อ่านว่า ท็อปกาปึ ครับ) กัน

พระราชวังท็อปกาปึอยู่ด้านหลังวิหารโซเฟีย เดินจากสถานีสุลต่านอาเม็ตเพียงสิบนาทีก็มาถึง ที่ต้องอ้างชื่อสถานี ก็เพราะผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้คือ สุลต่านอาเม็ตที่ 2 (Mehmet the Conqueror) ผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเบิล ศูนย์กลางของไบเซนไทน์หรืออิสตันบูลในปัจจุบันนั่นเอง พระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ประทับขององค์สุลต่านกว่าห้าร้อยปี จวบจนสุลต่าน Abdulmecid สร้างพระราชวังโดลมาบาห์เชขึ้นทดแทนในศตวรรษที่ 19

พระราชวังท็อปกาปึ ตั้งอยู่บนเนิน เหนือจุดบรรจบของช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มารา และโกลเดนฮอร์น แม้ว่าจะมีการต่อเสริมเติมแต่งอาคารเพิ่มเติม และถูกไฟไหม้ไปถึงสี่ครั้ง แต่เขาแบ่งพื้นที่พระราชวังออกเป็น 4 คอร์ทด้วยกัน เรียงลำดับจากวิหารโซเฟียไปยังแหลมริมทะเล


แผนที่ พระราชวังท็อปกาปึ

คอร์ทแรกคือสวนโล่งประดับประดาด้วยดอกไม้ตามทางเดิน ติดต่อกับวิหารโซเฟีย มี Great Imperial Gate เป็นจุดเชื่อม ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดคอนเสิร์ตงานประจำปีของอิสตันบูล


คอร์ทที่1 ทางเดินที่เต็มไปด้วยดอกไม้ และสถานที่ขายตั๋วเข้าพระราชวัง


ดอกไม้นานาพันธุ์ตลอดสองข้างทางเดิน


หมู่น้องแมวนอนอาบแดด ท่าทางน่าสบาย

เมื่อซื้อตั๋วราคา 20TL แล้วเราก็ผ่านประตูคารวะ (Gate of Salutation) เข้าสู่คอร์ทที่2 ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะผู้ที่จะผ่านประตูนี้ ต้องลงจากม้าเพื่อแสดงความเคารพก่อนจะผ่านประตูนี้ ยกเว้นเพียงองค์สุลต่านเท่านั้นที่ไม่ต้องลงจากม้า เมื่อผ่านประตูเข้ามาก็จะพบโมเดลจำลองของพระราชวัง และแผนที่แสดงอาณาเขตจักรวรรดิออตโตมันยุคต่างๆ ซึ่งในยุคที่รุ่งเรืองสุด อาณาเขตกินไปถึงสามทวีปคือ เอเซีย: ตุรกี ซีเรีย เลบานอน จอร์แดน อิสราเอล และอิรัก, แอฟริกาตอนบน: อียิปต์จรดมอร็อคโค, และยุโรป: กรีซและบางส่วนของยุโรปตะวันออก


โมเดลจำลองพระราชวัง


แผนที่อาณาจักรออตโตมัน

ในคอร์ทที่2 ประกอบด้วย Palace Kitchens, Imperial Council Chamber, Inner Treasury และส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือ Harem ซึ่งเดี๋ยวผมจะย้อนพาไปชมอีกที


Palace Kitchens ที่ด้านหน้าประดับอักษรอาหรับที่สลักจากหินอ่อน


อักษรอาหรับที่สลักอย่างสวยงาม


Imperial Council Chamber

เมื่อผ่าน Gate of Felicity ก็เข้าสู่คอร์ทที่3 อาคารสำคัญในคอร์ทนี้คือ Imperial Treasury แสดงทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่เด่นๆ ก็คือเครื่องประดับศีรษะที่ประกอบด้วยอัญมณีเม็ดเป้งๆ เสียดายที่จนท.ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ผมเลยไม่มีรูปมาฝาก แต่จะว่าไปศิลปะออตโตมันจะเน้นเพชรพลอยเม็ดใหญ่เข้าว่า ผมว่างานศิลปะของไทยละเอียดอ่อนช้อยสวยงามกว่าเยอะเลย


Audience Hall


ความงดงามภายใน

คอร์ทที่สี่ส่วนที่เด่นก็คือ Tulip Garden ไม่แน่ใจว่าเคยเล่าให้ฟังหรือยังว่า ตุรกีนี่แหละที่เป็นต้นกำเนิดดอกทิวลิป ก่อนที่จะไปฮิตในเนเธอร์แลนด์ ที่สวนแห่งนี้ประดับประดาด้วยดอกทิวลิป และดอกไม้สีสันสวยงามอื่นๆนานาชนิด


Tulip Garden


ดอกไม้นานาชนิด

ชมครบสี่คอร์ท ผมก็ย้อนกลับมาคอร์ทที่2 เพื่อเข้าชม Harem ส่วนนี้ต้องจ่ายค่าเข้าชมเพิ่มอีก 15TL ครับ


ทางเข้าHarem

ฮาเร็มดูเหมือนว่าจะเป็นส่วนที่ลึกลับ และน่าสนใจในสายตาชาวยุโรปมากที่สุด ฮาเร็มมิใช่ที่ใช้สนองตัณหาขององค์สุลต่าน หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ฮาเร็มเป็นที่พักอาศัยของครอบครัวสุลต่าน ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากของจีนและอินเดีย ที่ไม่อนุญาตให้ชายอื่นนอกจากขันทีผ่าน เพียงแต่ผู้ที่อาศัยในฮาเร็มจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดในฮาเร็ม ก็คือพระราชมารดาของสุลต่าน ซึ่งจะมีอำนาจกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในนี้ รวมทั้งจัดหาคนมาปรนนิบัติองค์สุลต่านยามค่ำคืนด้วย

เมื่อเข้าสู่ภายใน ส่วนแรกคือที่พักอาศัยของขันที (Eunuch) ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นทาสผิวดำ ถัดมาก็เป็นที่พักของนางกำนัล และตำหนักของพระราชมารดาสุลต่าน (Valide Sultan)


ลวดลายบนพื้นทางเข้า


ที่พักของขันที


ที่พักของนางกำนัล


ที่ประทับของพระราชมารดา


ลวดลายที่สวยงามบนผนัง


หุ่นจำลองภายใน


ห้องบรรทมพระราชมารดา

ถัดมาคือส่วนสำคัญที่สุด นั่นก็คือ”สุขา” ทำด้วยหินอ่อน ประดับโลหะทาสีทอง ดูอลังการมาก และตามด้วยที่นั่งสันทนาการของสุลต่านและครอบครัว และที่ประทับส่วนตัวของสุลต่านองค์ต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามเป็นที่สุด แต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป (อีกแล้ว)


สุขา


ทำจากหินอ่อน


ห้องสันทนาการ


โปรดสังเกตนาฬิกาในสถานที่สำคัญต่างๆ มักตั้งไว้ที่ 9.05 น. ไว้เสมอ อันเป็นเวลาที่ท่านอะตาเติร์กเสียชีวิต

ส่วนถัดไปคือ “กรงทอง” อันที่ประทับของเจ้าชายในวัยเยาว์ ก่อนที่จะถูกส่งไปอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ เมื่อมีพระชนม์มากขึ้น


กรงทอง


นกน้อยในกรงทองจริงๆ

ถัดไปเป็นที่อาศัยของ”คนโปรด” ขององค์สุลต่าน เมื่อ”คนโปรด”เหล่านี้ให้กำเนิดบุตร ก็จะได้เลื่อนขั้นสูงขึ้นๆ ตามลำดับ (คล้ายของจีนที่มีตำแหน่งสนมห้าขั้น แต่ไม่ทราบว่าของออตโตมันมีกี่ขั้นกันแน่)


ห้องคนโปรด

เสร็จจากชมพระราชวังท็อปกาปึ พวกเราก็ออกมาหาไอศกรีมทานกัน เพราะไอศกรีมตุรกีได้ชื่อว่ามีเนื้อเหนียวเข้มข้นมาก ประมาณว่าคนขายสามารถใช้พายตักไอศกรีมก้อนโตประมาณลูกตระกร้อ เหวี่ยงโยนไปมาหยอกล้อลูกค้าโดยไม่หกให้ได้เห็นเสมอๆ (งานนี้เดลี่ควีนอายไปเลย)

ตอนค่ำ สาวๆอยากดูโชว์ระบำหน้าทอง ผมจึงจัดให้โดยพาไปชม Turkish Dance Night ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรานัก ค่าเข้าชม 50TL มีการเสิร์ฟเครื่องดื่ม และของว่างให้ทานเล่นระหว่างรอชมด้วย การแสดงประกอบด้วยระบำพื้นเมืองต่างๆ หลายชุด แต่ไฮไลท์อยู่ที่การโชว์เดี่ยว “Belly Dance” ที่นักแสดงทั้งสวย หุ่นดี และเต้นได้เซ็กซี่มาก หวานใจยังออกปากว่า “เซ็กซี่มั่กๆ ขนาดเป็นผู้หญิงแต่เห็นแล้วยังใจเต้นแรง” เสียดายที่ผมโหลดคลิปลงบล็อกไม่ได้ ไม่งั้นจะให้ทุกท่านชมว่าน่าดูขนาดไหน


นักดนตรีโหมโรงก่อนแสดง


ระบำฉลองการแต่งงาน


ระบำผู้ชายเราไม่สน


Modern Folk Dance


Traditional Folk Dance


ไฮไลท์คือสาวชุดแดงโชว์เดี่ยว Belly Dance


ต่อด้วย Belly Dance หมู่

จบจากชม Turkish Dance Night ราวสี่ทุ่ม เราเดินกลับโรงแรม พลางชมความงามยามค่ำคืนของ Blue Mosque และสวนสาธารณะข้างๆ วันพรุ่งนี้ผมจะพาไปชม Blue Mosque และ Aya Sofya ต่อ ติดตามชมให้ได้นะครับ


Blue Mosque ยามค่ำ


น้ำพุกลางสวนสาธารณะ




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 8 พฤษภาคม 2553 7:34:11 น.   
Counter : 979 Pageviews.  


เป้เดี่ยวฯ ตอน Walk Rally ที่ตุรกี5

ตอนที่5 walk rally ที่ปามุคคาเล่

รถบัสนอนของที่ตุรกี ค่อนข้างสะดวกสบายคล้ายรถบัสวีไอพีบ้านเราแต่คันใหญ่กว่า รถแวะจอดสามสถานี ให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเพราะในรถไม่มีห้องน้ำ และให้สิงห์อมควันสะสมมะเร็งกันเพิ่ม สถานีละประมาณ 20 นาที

รถบัสที่นี่ไม่อนุญาตให้โทรมือถือขณะรถวิ่ง อาจเพราะเกรงจะรบกวนผู้โดยสารคนอื่น (ผมชอบนโยบายนี้นะ) หลับๆตื่นๆราว 10 ชั่วโมง ราวตี 5 บัสโฮสเตสหนุ่มร่างใหญ่ก็มาปลุกผม ว่าถึงที่ที่ต้องเปลี่ยนรถแล้ว จากนั้นไม่นานรถบัสก็มาแวะจอดที่สถานีหนึ่งน่าจะเป็นสถานีที่เมือง Denizli จากนั้นพวกเราก็ต่อรถตู้ (บริษัทเดิม ตั๋วเดิม ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม) เดินทางมุ่งสู่ Pamukkale ต่อไป

ราว 20 นาทีต่อมาเราก็มาถึงเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Pamukkale รถตู้มาจอดที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งชื่อว่า Artemis Yoruk Hotel เดิมทีพวกเราตั้งใจจะไปพักที่ Venus Guest House เพราะเจ้าของโรงแรมที่ แคปปาโดเกียเขาแนะนำ และโทรจองห้องไว้ให้ (แต่ยังไม่ได้มัดจำ) นอกจากนี้โรงแรมทาสีชมพูทั้งหลังถูกใจสาวๆ แต่คนขับแกไม่สนใจ พาพวกเราไปพบผู้จัดการโรงแรม Artemis (ได้ค่านายหน้าแหงๆ) ผจก.ของ Artemis บอกว่า โรงแรมที่พวกเราจะไปเปิด 8 โมงเช้า จะรอที่ล็อบบี้โรงแรมของแกก่อนก็ได้ เพราะตอนนี้เพิ่งตีห้ากว่า หรือสนใจจะพักที่โรงแรมของแกก็ได้ (จะได้ไม่ต้องนั่งรอ) แถมถามราคาค่าห้องโรงแรมที่เราจะไปพัก ผมบอกว่า 50 (ยูโร แต่ผมไม่ได้บอกหน่วย) แกก็บอกว่าของแก 50TL (ถูกกว่าที่ Venus ครึ่งนึง!!) ผมจึงขอไปดูห้องซึ่งเป็นห้องใหญ่มีสี่เตียง และถามราคาเป็นยูโร แกบอกว่า แกคิด 20 ยูโร ก็แล้วกันเอาไหม

ห้องเป็นห้องใหญ่(พักห้องเดียวก็พอ) มีเครื่องทำความร้อน มีห้องน้ำในตัว โรงแรมเป็นโรงแรมใหม่ ราคาก็ถูกกว่าโรงแรมที่ตั้งใจจะไปพักกว่าครึ่ง พวกเราไม่เอาก็คงเพี้ยนใช่ไหมครับ จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันซุกตัวใต้ผ้าห่ม หลับสบายกันคนละตื่น


ภายในห้องพักที่ Artemis Hotel


หน้าห้อง ตอนสาย


มีสระว่ายน้ำ ห้องซาวน่า และ Turkish bath ด้วยนะ แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ครับ

ราวแปดโมงเช้า หลังพวกเราอาบน้ำแต่งตัวแล้ว ก็ไปทานมื้อเช้าที่ทางโรงแรมเตรียมให้ จากนั้น ก็ออกเดินไปยังปามุคคาเล่ ซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร อากาศกำลังเย็นสบายแต่ไม่มีเมฆผิดกับที่ แคปปาโดเกียเลย


โดดเด่นแต่ไกล

ปามุคคาเล่เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของตุรกี (มีมรดกโลกเยอะจัง) ได้ฉายาว่าปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) เกิดจากน้ำแร่ที่อุดมไปด้วยแคลเซียม และแร่ธาตุอื่นๆผุดเอ่อล้นขึ้นที่บริเวณเนินเขาแห่งนี้ เมื่อน้ำแร่เย็นตัวลง แคลเซียมจึงจับตัวเป็นผลึกที่มีรูปร่างคล้ายขนมสายไหม หรือที่ชาวโรมันจินตนาการว่าเป็นปุยฝ้าย จึงเป็นที่มาของฉายา “ปราสาทปุยฝ้าย”

ค่าเข้าคนละ 20 TL และไม่อนุญาตให้ใส่รองเท้าเดินบนผลึกแคลเซียมครับ


ถอดรองเท้าเดินกิโลเศษ


จากบนเนิน มองเห็นสระน้ำแร่ที่ใช้ดอกไม้ทำเป็นรูปธงชาติ


เหมือนปุยฝ้ายไหมครับ


บางบริเวณอนุญาตให้เดินเล่นแช่น้ำแร่ได้


บางบริเวณก็เปราะแตกง่าย หรืออยู่ใกล้หน้าผา จึงไม่อนุญาตให้เดินในบริเวณนั้น

น้ำแร่จากที่นี่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆมากมาย ชาวโรมันเชื่อว่าหากได้แช่น้ำแร่เหล่านี้จะช่วยรักษาโรคร้ายได้สารพัด ที่นี่จึงถูกสร้างเป็นศูนย์การแพทย์ทางเลือก ที่ชาวบ้านนับตั้งแต่ยุคโรมันต่างขวนขวายหาทางมาเข้าพักแช่น้ำแร่รักษาโรคต่างๆ กันมากมาย

ปามุคคาเล่ ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกที่อยู่ติดกับแหล่งน้ำแร่เรียกว่า Hierapolis เป็นศูนย์การแพทย์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกษัตริย์ Eumenes ที่2 แห่ง Pergamum และค่อยๆพัฒนาต่อมาในยุคไบเซนไทน์ ประกอบด้วยบ่อน้ำแร่, โรงเรือน, วิหารเทพ Apollo, โบสถ์คริสต์ และที่ขาดไม่ได้ในเมืองของโรมัน ก็คือ Roman theater


ป้ายแผนที่


ซากอาคารซึ่งเคยเป็นที่อาบน้ำแร่ยุคโรมัน


ซากโบราณสถานต่างๆ

อีกส่วนเรียกว่า Necropolis หรือนครแห่งความตาย (สุสาน) เมื่อผู้ป่วยส่วนหนึ่ง (ไม่ทราบว่าเป็นส่วนใหญ่หรือไม่) ที่ไม่สามารถรักษาให้หาย และได้จบชีวิตลง เขาก็จะนำร่างของคนเหล่านั้นไปฝังยังเนินทางอยู่ไม่ห่างไปจากส่วน Hierapolis และเรียกบริเวณนั้นว่า Necropolis (Necrosis = ตาย)

ผมเริ่มเดินไปชม Necropolis ก่อนที่จะย้อนกลับไปชม Hierapolis ทางเดินไปสู่ Necropolis ไม่น่ากลัว แถมน่ารื่นรมย์มาก เพราะเต็มไปด้วยมวลดอกไม้นานาพันธุ์เต็มข้างทางสวยงามมาก งานนี้สาวๆ พร้อมใจเป็นดาราหน้ากล้อง แย่งกันโพสท่าถ่ายรูปตามพุ่มดอกไม้นานาชนิด จนลืมไปว่ากำลังอยู่ในสุสาน!


ทางเดินที่เต็มไปด้วยดอกไม้


ใช่ดอกป๊อปปี้รึเปล่าครับ

เดินไปสักพัก ก็จะเห็นฮวงซุ้ยต่างๆ ซึ่งมีคำจารึกชื่อ และตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ ของเจ้าของฮวงซุ้ย ใหญ่เล็ก สวยงามหรือแบบเรียบๆ ตามกำลังทรัพย์ แต่สุดท้ายต่างแสดงสัจธรรมความไม่เที่ยง และทุกคนต้องตาย(รวมทั้งตัวผม)เหมือนกัน


สุสานของนายพลโรมันคนหนึ่ง


ภายในที่ไม่เหลืออะไรแล้ว

ชะรอยฮวงจุ้ยบริเวณนี้น่าจะดี (ด้านหน้าจรดบ่อน้ำพุร้อน ด้านหลังอิงเนินเขา) หรือผลการรักษาโดยใช้น้ำแร่ไม่ดีดังที่คิด (แต่ก็ยังเปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน) จึงมีจำนวนสุสานมหาศาลเต็มเนินเขา Necropolis


ปริมาณมหาศาลของฮวงซุ้ยเต็มเนินเขา Necropolis

ชมความงามของทิวทัศน์สลับกับระลึกถึงมรณานุสติแล้ว พวกเราก็เดินย้อนกลับไปยัง Hierapolis ใหม่ และแวะเข้าไปชมบ่อน้ำแร่โบราณที่ยังเปิดให้บริการอยู่ เห็นเขาติดป้ายโฆษณาสรรพคุณของน้ำแร่ที่สามารถรักษาโรคได้สารพัด แต่ค่าอาบน้ำแร่ไม่ถูกเลย แถมผมคิดได้ว่า ถ้าดีจริง Necropolis คงไม่เต็มไปด้วยฮวยซุ้ยมากมายมหาศาลขนาดนั้น จึงเปลี่ยนใจไม่แช่น้ำแร่


ย้อนกลับ Hierapolis


ทางเดินสู่ Hierapolis


เสาโรมัน


Roman theater


บ่อน้ำแร่


รายชื่อโรคที่เขาว่ารักษาได้


ส่วนประกอบของน้ำแร่

บ่ายแก่ หลังพวกเราใช้เวลาทั้งวันในการชมปามุคคาเล่ แดดเริ่มหมดเมฆเริ่มครึ้ม เราจึงถอดรองเท้า เดินย้อนผลึกแคลเซียมลงเนินกลับไปหาของหม่ำกัน ซึ่งมีร้านอาหารพื้นเมืองจำพวกกาบับมากมาย ราคาไม่แพงใกล้จุดชมวิว หม่ำไปชมทิวทัศน์เนินปุยฝ้ายไป ก็เพลินดี แต่ผมสังเกตว่า นักท่องเที่ยวที่มาทานอาหารมีไม่มาก และเห็นร้านอาหารหลายๆร้านต้องปิดตัวลง ทำให้คิดได้ว่า เมืองนี้ก็คงคล้ายๆกับหลายๆเมืองในบ้านเราที่เศรษฐกิจของชาวเมืองขึ้นกับการท่องเที่ยว หากไม่มีนักท่องเที่ยวเขาคงอยู่ไม่ได้ ดังนั้นจึงอยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน (แต่ไม่ใช่ชนกัน) ช่วยกันคลี่คลายปัญหาให้บ้านเมืองของเราสงบโดยเร็วเถิด (วกมาการเมืองได้ไงนี่)


ทิวทัศน์ขากลับ

ใกล้ค่ำ พวกเราก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม และวางแผนเดินทางในวันต่อไป พวกเราจะไปไหน ติดตามตอนต่อไป(อีกแล้ว ยังไม่ยอมจบ)นะครับ




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 5 พฤษภาคม 2553 13:18:11 น.   
Counter : 966 Pageviews.  


เป้เดี่ยวฯ ตอน Walk Rally ที่ตุรกี4

ตอนที่4 ชมวิวจากฟากฟ้า ก่อนเริงร่าไปหุบผากุหลาบ

ตลอดคืนไม่มีฝนตกอีก อากาศยามเช้าแจ่มใสมาก ไม่เห็นเมฆแม้แต่ก้อนเดียว พวกเราดีใจที่จะได้ขึ้นบอลลูนเสียที ราว 6โมงกว่าๆ บริษัทบอลลูนก็ส่งรถมารับพวกเราไปลานขึ้นบอลลูน ที่ Goreme มีบริษัทบอลลูนหลายแห่ง สามารถติดต่อล่วงหน้าได้จากเว็บไซต์ แต่ดังที่เคยเล่าเมื่อวันก่อนว่า หากติดต่อผ่านโรงแรม อาจได้ราคาถูกกว่า (แต่ต้องเช็คด้วยว่าเป็นบอลลูนของบริษัทใด เพราะแต่ละบริษัทราคาไม่เท่ากัน และความชำนาญของกัปตัน ตลอดจนระยะเวลาในการโดยสาร ก็ไม่เท่ากัน)


บริษัทบอลลูนที่เราจะขึ้น


มีผู้โดยสารรอขึ้นหลายราย

เมื่อไปถึงลานบอลลูน ผมลองสอบถามผู้จัดการดูว่าจะลดราคาให้ได้ไหม โดยอ้างชื่อเจ้าของโรงแรมที่ผมพัก ปรากฏว่ายังไงเขาก็ไม่ยอม เราเลยต้องจ่ายราคาเต็ม 150 ยูโร (จ่ายเป็นเงินสดครับ)


บอลลูนลายสวยไหมครับ


กัปตันเปิดแก็ซ เพื่อให้บอลลูนป่อง


เข้าแถวเตรียมออกบิน

เมื่อจ่ายเงินเสร็จ จนท.ก็พาพวกเราไปยังตะกร้าบอลลูนลำที่เราจะโดยสาร อาจจะคุ้มที่ต้องจ่ายแพงเพราะตะกร้าเรามีผู้โดยสารเพียงแปดคน ในขณะที่บางบริษัทที่จ่ายถูกกว่า อาจต้องเบียดตะกร้าละยี่สิบคน และมีกัปตัน (นักบิน) ถึงสามคน หนึ่งในนั้นเป็นคุณลุงชาวอเมริกัน ซึ่งคอยมากำกับนักบินชาวตุรกีอีกที ตลอดเวลาที่บิน แกจะคอยพากย์ ชวนผู้โดยสารคุย และเล่าเรื่องราวประสบการณ์การบินของแกไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ก็สนุกดีเหมือนกัน ไม่เหงาหูดีครับ

ก่อนบิน มีจนท.มาแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไรเวลาบิน ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเวลาลงจอด ฯลฯ จากนั้นพวกเราก็เหินฟ้าชมเมือง Goreme กัน


เริ่มบินแล้ว


ทะยอยตามกันขึ้นมา


เงาที่ทาบบนหุบเขา


ถึงดงหินตา

ชมวิว ถ่ายรูปเพลินๆ เอ๊ะทำไม บอลลูนอื่นๆ เตี้ยกว่าเราหมด! จากระดับยอดไม้ เดี๋ยวเดียว เห็นแต่หุบเขาลิบๆแล้ว


ลอยตามมาเลย


ภูเขา Erciyes อยู่ไม่ไกล


สูงสุดๆ

ชมวิวจากฟากฟ้า สวยงามมากขึ้นเมื่อเราลอยสูงขึ้น แต่อากาศก็เย็นลง ตามความระดับความสูงที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน วันนั้นทำให้ผมเข้าใจถึงสำนวน “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” อย่างถ่องแท้ ถ่ายรูปสักพัก นิ้วผมแข็งจนแทบจะกดชัตเตอร์ไม่ได้ ต่อไปจะไม่ลืมเตรียมถุงมือมาแน่นอน ผมสัญญากับตัวเอง

ในที่สุดชั่วโมงเศษของการชมวิว “สวยแลกหนาว” ก็สิ้นสุดลง กัปตันค่อยๆ นำบอลลูนลงจอดท้ายกระบะรถบรรทุกอย่างนิ่มนวล จากนั้นก็มีปาร์ตี้เล็กๆ โดยการเปิดไวน์ หรือน้ำผลไม้ฉลอง และมีการแจกใบประกาศการผ่านการขึ้นบอลลูนที่ Goreme ก่อนจนท.จะไปส่งพวกเราที่โรงแรม เพื่อกลับไปหม่ำมื้อเช้ากัน


กัปตันลดระดับ เตรียมลงจอด


ลงหลังกระบะท้ายรถพอดี สุดยอด!


ฉลองกันหน่อย

ยามสายเมื่อพวกเราเช็คเอาท์และฝากกระเป๋าที่ล็อบบี้โรงแรมแล้ว ที่หมายสุดท้ายใน Goreme ของพวกเราคือ ไปtrekking ชมหุบเขากุหลาบ หรือ Rose Valley กัน

อากาศวันนี้ เหมาะกับการเดินเป็นอย่างยิ่ง อากาศเย็นสบายแม้แดดจะแรง พวกเราค่อยๆเดินอย่างไม่เร่งรีบ(เพราะมีเวลาเหลือทั้งวัน) ค่อยๆชมความงามตามธรรมชาติไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักถ่ายรูป ไม่ก็ปล่อยให้สาวๆหยุดทา sun block หายเหนื่อยก็เดินกันต่อ ระหว่างทางได้พบนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ขี่รถ ATV หรือจักรยานสวนทางมาเป็นระยะๆ โดยมากมักเป็นชาวญี่ปุ่น ไม่นานนักเราก็มาถึง Rose Valley หุบเขากุหลาบอันสวยงาม


Rose Valley อยู่ลิบๆ


นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ขี่จักรยานฉายเดี่ยวชมวิว


กรวยหินก้อนใหญ่ที่ใช้หลบแดด


ปิดมิดขนาดนี้ ยังต้องทา sun block อีกหรือแม่คุณ


ถึงแล้ว หุบเขากุหลาบ สวยคุ้มค่าเดินไหมครับ

บ่ายแก่ เมื่อเดินเที่ยวจนหมดแรงแล้ว เราก็กลับมาพักที่ล็อบบี้โรงแรม รอเวลาขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางต่อ เมื่อได้เวลาอาหารเย็นก็ไปหม่ำพิซซ่าตุรกีเป็นมื้อเย็น ก่อนจะไปรอรถบัสที่สถานี (Otogar)


Otogar แปลว่าท่ารถครับ


บริษัทรถบัสที่เราเดินทาง


อำลา Roman castle ที่ใจกลางเมือง Goreme

ทุ่มครึ่ง รถบัสนอนก็มาตามเวลา พวกเราบอกลา Goreme แล้วจึงขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ เป้าหมายต่อไปจะเป็นเมืองใด ติดตามตอนต่อไปนะครับ




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 3 พฤษภาคม 2553 22:42:07 น.   
Counter : 649 Pageviews.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  

adept
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




แม้สายน้ำมิอาจไหลย้อนกลับ แต่เราสามารถแลหลัง เหลียวดูมันได้
[Add adept's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com