@@@///--มุ่งมั่นต่อไปก็เพื่อชีวิต--///@@@
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
22 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
"สุขระดับไหน...ที่เราต้องการ"

โดย เปิ้ล : จากการอบรมสู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข ในหัวข้อการรู้เท่าทันบริโภคนิยม เมื่อวันที่ 21-23 ตุลาคม 2549

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้กล่าวถึงเส้นโค้งแห่งความสุขว่า ความสุขของมนุษย์จากการบริโภคทรัพย์นั้นเหมือนเส้นโค้ง ตัวความสุขนั้นไม่ได้พุ่งสูงขึ้นตามกำลังทรัพย์ในการซื้อหาอย่างที่หลายๆ คนคิด ในทางตรงกันข้ามยิ่งซื้อมากความสุขยิ่งลดลง ความอยากมีอยากได้ของคนในการหาทรัพย์สินเงินทองมาตอบสนองความสุขของตนนั้น หากไม่รู้จักพอดีความสุขนั้นจะค่อยๆ โค้งตกลงกลายเป็นความทุกข์ที่เข้ามาแทน

เราสามารถแบ่งความสุขจากการบริโภคทรัพย์เป็น 4 ประเภทคือ

1. ความสุขแบบอัตคัดขัดสน ประเภทนี้ขอให้พ้นจากความหิวและมีความปลอดภัยในชีวิตก็พอใจแล้ว เงิน 10 บาท ขึ้นไปก็สามารถซื้อหาความสุขได้

2. ความสุขเพราะความสะดวกสบาย เมื่อขยับฐานะตัวเองมาเป็นพอกินพอใช้ นอกจากปัจจัย 4 ที่มีแล้ว ความอยากทำให้ต้องหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆมาทำให้มีความสุขตนเองเพิ่มขึ้น เช่น ชื่อทีวี เครื่องเสียง เครื่องเล่น DVD เครื่องซักผ้า ประเภทนี้เงิน 1,000 บาท ขึ้นไปจึงจะซื้อหาความสุขได้

3. ความสุขเนื่องจากอยู่ดีกินดี เมื่อมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน ชีวิตสะดวกสบายขึ้น การหาความสุขอาจใช้เงินเป็นแสน เพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์

4. ความสุขจากการเหลือกินเหลือใช้ ประเภทนี้เมื่อร่ำรวยเงินทองก็จะใช้ชีวิตอย่างหรูหนาฟุ่มเฟือย ความสุขจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากแต่ต้องใช้เงินหลักล้านในการแลกมา

โดยส่วนใหญ่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วไม่ว่าจะใช้เงินมากมายสักเท่าใดก็ไม่ได้มีความสุขมากไปกว่าตอนกินอยู่ตามอัตภาพหรือแบบพอกินพอใช้ได้ ถึงขั้นนี้ความสุขแบบเศรษฐีเงินล้านดูจะมีน้อยกว่าเงิน 10 บาท สำหรับผู้หิวโหยในประเภทที่หนึ่ง



เปรียบเหมือนเส้นกราฟที่พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการหาความสุขสบายจากการทำมาหากินสะสมทรัพย์สินเงินทองจนร่ำรวย แต่สักพักเส้นกราฟความสุขจะเริ่มโค้งต่ำลงเพราะความสุขจากทรัพย์นั้นมีขีดจำกัด ความสุขจากทรัพย์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป้าหมายความสุขคือการกินอิ่มมีที่ซุกหัวนอนหรือมีความสะดวกสบายตามอัตภาพเท่านั้น แต่ถ้าต้องการใช้ทรัพย์เพื่อความอยู่ดีกินดี หรือเพื่อชีวิตร่ำรวยแบบฟุ่มเฟือยแล้ว ความสุขจะลดต่ำลงหรืออธิบายง่ายๆ คือ เมื่อมีความสุขอยู่ในขั้นสะดวกสบายแล้ว ถ้ายังแสวงหาทรัพย์หรือใช้ทรัพย์เพิ่มเพื่อให้มีความสุขยิ่งขึ้น ผลที่ตามมาก็คือความสุขกลับลดลง

เหตุที่ความสุขลดลงก็เพราะ ภาระในการดูแลทรัพย์มีมากขึ้นหากเป็นเศรษฐีร้อยล้านเพราะทำธุรกิจการสื่อสาร ก็ต้องดูแลคนงานนับพัน ต้องดูแลคอยเปิดทางให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุน มีภาระต้องหมุนเงินมิให้ขาด มีหนี้ที่ผูกพันกับธนาคาร มีบ้านราคาหลายล้านที่ต้องดูแลรักษา ยิ่งถ้าเป็นเศรษฐีเพราะเป็นนักการเมืองทุจริตด้วยแล้ว ความวิตกกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่านัก เมื่อความต้องการในเรื่องอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ เข้ามาครอบงำ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ยั่งยืนจะนำพาไปสู่ทุกข์... ทุกข์ที่อยู่บนกองเงินกองทอง ทุกข์จากความหวาดระแวง กลัวการที่จะต้องสูญเสียชื่อเสียง อำนาจบารมีของตน จะสังเกตได้ว่ายาแก้โรคกระเพาะ ยาแก้เครียดและยารักษาความดันจึงขายดีในหมู่คนรวย

ดังนั้นเมื่อเสพวัตถุจนสบายถึงจุดหนึ่งแล้วก็ควรหยุดเสพไม่ให้เกินจุดนั้นไป หากเราสามารถหยุดเมื่อถึงจุดนั้นได้ เรียกว่า "รู้จักพอดี" จุดพอดี คือจุดที่เรามีความสุขสูงสุด ถ้าเราไม่รู้จักจุดนั้น เมื่อเสพจนเลยจุดนั้นไป ความสุขก็จะลดลงตามลำดับ หากเรารู้เท่าทันไม่ไหลตามกระแสบริโภคนิยมที่มีฤทธิ์กระตุ้นภาวะโลภ โกรธ หลง ภายในจิตใจเรา ให้เกิดความอยากมี อยากได้ โดยใช้วิธีคิด วิธีปฏิบัติตามแนวทางของพุทธศาสนา เช่น การถือศีล ทำสมาธิภาวนา การให้ทาน จะเป็นความสุขที่สงบ มีสติตื่นรู้ เบิกบานใจ ปราศจากข้อผูกมัด ความคาดหวังใดๆ จะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นขณะนั้นและยังคงสุขต่อไปหลังจากผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว


ที่มา : //www.semsikkha.org/semmain/3-report/org_report/ram/happy21-23_10_49.php


Create Date : 22 สิงหาคม 2550
Last Update : 22 สิงหาคม 2550 12:01:44 น. 10 comments
Counter : 407 Pageviews.

 
ได้ข้อคิดดีนะคะ..


โดย: vintage วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:12:14:06 น.  

 
อืม.มม.ม...มากไปก็ไม่ดี
น้อยไปก็ไม่ดี



โดย: หมูปิ้งไม้ละ 5 บาท วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:12:29:36 น.  

 
สุขอยู่ที่ใจ


โดย: Aui_haui วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:12:33:17 น.  

 
สุขที่สุดของชีวิต คงไม่พ้น สุขกายสบายใจ มั้งค่ะ
ขอบคุณะก๊อตที่ไปให้กำลังใจอ้อน้า
เเละพี่ก๊อตก็จำไว้ว่า ที่ตรงนี้ยังมีอ้ออยู่เช่นกันค่ะ


โดย: รวิษฎา วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:0:03:37 น.  

 
สวัสดีครับ naigod


แวะมาทักทายด้วยมิตรภาพครับ

พอดีบล็อกวันนั้นผมไม่ค่อยได้เข้าไปดู

เพราะอัพบล็อกใหม่หลายครั้งแล้ว



โดย: พ่อพเยีย วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:17:21:28 น.  

 

สวัสดีครับ naigod



รู้สึกยินดีที่ได้พบและพูดคุยกับคุณ
แต่ตอนกลับคุณหนีกลับเฉยเลย
ผมกำลังรีบไปเซ็นรับซอง
เพื่อให้เรียบร้อยไปเรื่องหนึ่ง

พอเสร็จจากการนั้นมองหาคุณไม่เห็นเสียแล้ว
ผมก็ตามาหาอยู่นาน

เพราะคิดว่าถ้าจะกลับก็ทางเดียวกันอยู่แล้วจะได้คุยกันบ้าง

ผมเลยอยู่จนงานเลิกเพิ่งกลับมากับพี่ปอน

ถึงบ้านก็เข้ามาบล็อกคุณนี่แหละครับ


โดย: โดม IP: 124.121.25.110 วันที่: 26 สิงหาคม 2550 เวลา:21:34:34 น.  

 
สวัสดีครับ พี่โดม...

อันดับแรกเลยผมต้องขอโทษพี่โดม และพี่ปอน ที่ไม่ได้บอกลาก่อนจะเดินทางกลับ หลังจากส่วนที่ว่าด้วยเรื่อง บล๊อกสู่บุ๊คจบแล้ว ขณะที่พี่วุ่นๆอยู่กับเรื่องค่าเดินทางวิทยากร ผมก็เลยเดินทางออกมาก่อน คือผมต้องรีบไปซื้อของที่พันทิพย์ประตูน้ำ และไปงานแต่งงานรุ่นน้องบัณฑิตอาสาสมัครแถวๆ อนุสาวรีชัยฯ ผมคงอยู่จนงานเลิกไม่ได้

ผมคงเสียมารยาทไปบ้างก็ตรงที่ไม่ได้บอกลาพี่ๆ ทั้งที่เพิ่งได้รู้จักกันเป็นครั้งแรก ก็ทำให้ไม่ประทับใจเสียแล้ว อันนี้ต้องขอโทษจริงๆครับ ไว้มีโอกาสครั้งต่อไปจะไม่เป็นแบบนี้อีก (ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ) คิดไปว่าเรามันคนเล็กๆ ไม่เป็นที่รู้จักในวงสังคมคงไม่มีใครมาสนใจเราเท่าไหร่ จะมา จะไป คงไม่สำคัญนัก แต่มันคงใช้กับพี่โดมไม่ได้ซะแล้ว พี่เล่นใส่ใจทุกรายละเอียด ขอบคุณพี่จริงๆ ครับ ไว้มีโอกาสเราคงได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกัน ผมคงได้เรียนรู้อะไรดีๆ จากพี่โดมอีกเยอะแน่ๆ

นี่ผมก็เพิ่งกลับจากงานแต่งงานรุ่นน้อง พอเปิดพบข้อคิดเห็นอันนี้ของพี่ก็รีบตอบเลยครับ...


โดย: naigod วันที่: 26 สิงหาคม 2550 เวลา:23:42:02 น.  

 
สวัสดีครับ naigod

เมื่อวานนี้พอเดินเข้าประตูสวนลุมพินี แล้วเราได้พบกันเหมือนอย่างจะบังเอิญ แต่จริงๆไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกครับที่เราได้พบกัน

ทุกอย่างเกิดขึ้นต้องมีเหตุเสมอ ผมเชื่ออย่างนี้....

เราพบกันยังไม่ได้คุยอะไรกันมากมากนัก
ก็ต้องขอโทษด้วยถ้าหากถ้าผมทำอะไรสักอย่างทำให้คุณรู้สึกไม่ดีจนต้องหนีกลับก่อน

ผมไม่ถือว่าเป็นเรื่อง"เสียมารยาท"หรอก ผมนึกถึงเรื่อง "ความรู้สึกมากกว่า" ผมรู้สึกไม่สบายใจเล็กๆที่คุณกลับไปโดยไม่ได้บอกลากัน

ที่ค้างคาใจผมก็คือเรื่องที่คุณบอกว่าอยากได้รูปถ่าย พี่ปอน คุณและผมด้วย สามคนอยู่ในรูปเดียวกัน ผมก็บอกว่า "ถ่ายสิ" คุณบอกว่า "ไม่มีกล้อง"

ที่ผมนิ่งไปไม่ได้จัดการให้ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากทำให้ แต่ผมกำลังคิดว่าจะให้ใครเป็นผู้ถ่ายให้และผมกำลังจะรีบไปเซ็นรับซอง ไม่ใช่ว่าจิตใจผมอยากได้ซองมากเสียจนไม่สนอย่างอื่น แต่ผมห่วงบัตรประชาชนที่เขาขอไปถ่ายเอกสาร เพราะผมเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับบัตรประชาชนหายแล้วมันยุ่งยากมาก
ต้องแจ้งความที่โรงพัก ต้องไปถ่ายใหม่แล้วรอไปรับ

แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณอยากถ่ายรูปคู่กับพี่ปอนสองคนแล้วละก็ผมจะถ่ายให้ทันทีเลย แต่คุณบอกว่าสามคน...ในใจผมก็นึกว่าถ้างั้นใครนะจะถ่ายให้ และรูปถ่ายผมก็ไม่ชอบที่จะให้ใครก็ได้กดไปงั้นๆ

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆและรวดเร็วมาก
(เพียงแต่สิ่งที่ผมคิดยังไม่ได้พูดออกมา)

ที่ผมรู้สึกแคร์คุณ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก เพราะผมเข้าไปดูบล็อกของคุณแล้ว บทความที่คุณนำมาลงบล็อกก็มีบทความดีๆที่เกี่ยวกับการทำความรู้จักชีวิต มีของพระไพศาล วิสาโล ฯลฯ หลายบทความน่าสนใจ

ผมคิดว่าอย่างน้อยบล็อกและเรื่องราวในบล็อก ย่อมบอกความคิดและตัวตนของเจ้าของบล็อกได้บ้างไม่มากก็น้อย


โดยความสัตย์จริง ผมไม่เคยรู้สึกว่าใครจะมีชื่อเสียงหรือ"โนเนม"เลย ถ้าคุณอ่านเรื่องที่พระไพศาลเขียนเยอะๆแล้วคุณจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ ก็เรื่องโลกธรรมแปด ธรรมดาๆ

ถ้าผมอยากจะรู้จักคบหากับใครสักคนนั้น ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนร่ำรวย หรือเป็นคนมีชื่อเสียง หรือเป็นเพราะว่าเขาทำงานอะไร

แต่ที่ผมสนใจอยากรู้จักกับเขาเพราะว่าเขาเป็น "คนอย่างไร"มากกว่า และประการสำคัญเขารู้สึกอย่างไรกับผมด้วย

ที่ผมอธิบายมายาวเหยียด หวังว่าเราคงจะเข้าใจกันแล้วนะครับ ส่วนในโอกาสต่อไปเราค่อยๆทำความรู้จักกันอีก

ด้วยมิตรภาพ


โดย: พ่อพเยีย วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:8:28:11 น.  

 
ขอขอบคุณในน้ำใจอันดีของพี่โดมที่มีให้ ผมขอน้อมรับไว้ด้วยใจ ครับ..

คนเราคงไม่ได้มีโอกาสบ่อยมากนักที่จะได้พบนักเขียน ผมจึงคิดอยากจะมีภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ไว้บอกใครต่อใครได้ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยพบพี่ปอน พี่โดม ได้ถ่ายภาพร่วมกัน แต่ดันไม่มีกล้องนี่ซิ...

แล้วยังรบกวนให้พี่เค้าถ่ายให้อีก แล้วให้ส่งมาให้อีก เอาเข้าไปนั่น... ละอายตัวเองอยู่เล็กๆ

แต่นั่นมันก็เป็นความอยากที่เกิดมีขึ้นอย่างกระทันหัน แล้วก็ดับลงด้วยด้วยการเดินจากมา เพราะภาพในใจที่ได้คุย ได้กินข้าว กินแตงโม กินขนม ร่วมกับพี่ปอน พี่โดม มันชัดเจนอยู่ในใจมากกว่าภาพถ่ายที่จะได้มาเสียอีก ...

และจากเหตุนี้ผมกับพี่โดมเลยได้มีโอกาสสนทนากันอย่างเล็กๆ บนบล๊อกแห่งนี้ มีโอกาสคงได้แลกเปลี่ยน และรับคำแนะนำจากพี่อีกครับ


โดย: naigod วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:13:24:46 น.  

 
มีเวลาว่างนั่งอ่านบล๊อคทั้งหมด ของคุณ naigod ก็วันนี้แหละค่ะ
ได้อะไรดี ๆ เยอะเลย

ขอบคุณนะคะ


โดย: รักตาภา วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:12:57:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

naigod
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพราะชีวิตมีความฝัน..
..จึงเป็นความงดงามของการมีชีวิต
Friends' blogs
[Add naigod's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.