@@@///--มุ่งมั่นต่อไปก็เพื่อชีวิต--///@@@
Group Blog
 
 
กันยายน 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
6 กันยายน 2550
 
All Blogs
 
จดหมายจากพี่จา

สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร
1 สิงหาคม 2550
ถึงเธอปิยมิตรของฉัน

จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายฉบับแรกที่ฉันเขียนถึงพวกเธอ และเป็นวันแรกที่พวกเธอออกสนาม การรายงานตัวต่อหน่วยต่างๆ เป็นอย่างไร รวมถึงการเข้าพื้นที่ ที่พัก เขียนเล่ามาให้ทราบก็จะดีนะ ฉันตั้งใจให้จดหมายจากบ้านหรือจดหมายจากท่าพระจันทร์เป็นการเขียน Diary เขียนข้อความไปวันต่อวันและส่งให้เธอเมื่อถึงเวลาอันสมควร ฉบับแรกก็คงจะหลังจากได้รับที่อยู่ของพวกเธอแล้ว ขณะที่เขียนจดหมายนี้ นายเด่นก็โทร.พูดคุยกับพี่ไบ๋อยู่ เริ่ม Diary จากกรุงเทพฯเลยนะ

29 กรกฎาคม 2550-ช่วงเวลา 1 สัปดาห์ที่แยกจากกันได้มีโอกาสทราบข่าวคราวของพวกเราผ่านพี่ไบ๋และพี่เล็ก ตั้งใจว่าจะไปส่งพวกเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ไปส่งโดยตรง ก็ส่งใจไปให้ก็แล้วกัน วันนี้อยู่บ้านได้ร่าง โครงการ “บอกเล่าเก้าสิบผ่านWeb” เพื่อเป็นช่องทางที่จะได้พูดคุยกับเธอ นี่คิดเอารุ่นที่แล้วเป็นเกณฑ์นะ เพราะมีข้อมูลส่งต่อผ่านweb ค่อนข้างมาก แต่เนื้อหาก็สอดคล้องกับเรื่องที่จะคุยกับเธอผ่านจดหมาย รอติดตามก็แล้วกัน ฉันคิดว่าน่าจะมีส่วนจริง อะไรที่เราทำจนคุ้นเคย พอไม่ได้ทำก็รู้สึกคิดถึงและอยากทำสิ่งนั้นต่อ อย่างเช่นการเขียนจดหมายคุยกับเธอ คงจะรอรับข่าวคราวของพวกเธอที่จะส่งมาถึงฉันโดยตรง เพื่อจะได้เรื่องราวทำหนังสือเล่มเล็กได้อีกฉบับ แต่ฉันคนเดียวคงทำไม่ได้ ถ้าพวกเธอไม่ช่วยเหลือเพราะคอลัมน์เด็ดน่าจะอยู่ที่ “บางเรื่องราวจากจดหมายของเธอ” เป็นเรื่องที่เธอและเพื่อนพ้องต่างรุ่นคงอยากจะอ่าน ที่กำหนดให้ส่งถึงฉันโดยตรงก็เพื่อกันไม่ให้ได้ที่อยู่ล่าช้า เพราะฉันจะได้รวบรวมและจัดส่งให้พวกเธอได้ทราบโดยเร็วเช่นกัน


Create Date : 06 กันยายน 2550
Last Update : 6 กันยายน 2550 8:30:32 น. 19 comments
Counter : 335 Pageviews.

 
30 ก.ค.2550-วันนี้ตอนเย็น ฉันได้ไปส่งเพื่อนเธอ 3 คนที่จะเดินทางไปแม่ฮ่องสอน รถออกจากหมอชิต 18.00 น. ฉันไปถึงที่หมายราวๆ 17.30 น. เดินหาพวกเธออยู่ครู่ใหญ่ เปลี่ยนใจไปถามประชาสัมพันธ์ เขาบอกว่ารถจะจอดที่ชานชลา 101 เลยประหยัดเวลา เดินไปที่นั่นก็พบเพื่อนเธอและรอเพื่อนอีก 2 คนที่ยังมาไม่ถึง ราวๆ 18.05 น.เพื่อนอีก 2 คนก็มาถึง รถเคลื่อนตัวออกจากสถานีราวๆ 18.10 น. ด้วยความกรุณาของนายท่าที่ให้รถ late ไป 10 นาที ฉันทราบว่าจะมีเพื่อนเธออีกชุดหนึ่งไปน่านเวลา 21 น.ก็เลยเตร่อยู่ที่สถานีขนส่ง ประมาณ 20 น.กว่าๆ ได้พบเพื่อนเธอ 2 คน ต่อมาก็มีมาสมทบอีก 1 คน เราเคลื่อนย้ายไปยังชานชลาที่ 40 เพื่อส่งเพื่อนเธออีกคนไปสกลนคร เมื่อถึงเวลาเพื่อนที่ไปสกลนครก็ขึ้นรถและตามด้วยเพื่อนจากน่านในเวลาห่างกันไม่นานนัก ส่วนฉันก็เดินทางกลับบ้านด้วยรถปรับอากาศสาย 157 บรรยากาศการส่งบอ.ออกสนามกลับมาสู่ห้วงคิดคำนึง หลังจากที่ฉันได้ว่างเว้นมากว่า 6 ปี ไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไร สำหรับฉันมันอุ่นใจดีนะเมื่อมองไปที่สถานีมีใครบางคนยืนโบกมือและส่งรอยยิ้มมา ช่วยเริมความรู้สึกที่ว่า เราพร้อมจะเดินไปข้างหน้า


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:31:24 น.  

 
31 ก.ค.2550-วันนี้ช่วงเช้าฉันไปทำบุญที่วัดปทุมวนาราม (วัดสระปทุม) แล้วเลยไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ที่เอกมัย จน 17.30 น.จึงออกจากบ้านไปหมอชิตฝนตั้งเค้ามาและเริ่มเทลงมาพอให้รถติด และติดขึ้นเรื่อยๆ ฉันปรับแผนนั่งรถไฟฟ้าที่สถานีพญาไทไปลงสะพานควาย และต่อรถปรับอากาศสาย 509 เนื่องจากไม่ได้ไปหมอชิตนาน ฟ้าก็มืด ฝนก็ตก เลยปล่อยให้รถพาเราไปจนถึงที่หมาย เวลาประมาณ 19.30 น. แวะกินข้าวและไปรอพวกเราที่ชานชลา 40 ประมาณ 20.15 น. พบเพื่อนเธอที่คุณแม่และเพื่อนมาส่งได้พูดคุยกันพอสมควร ราวๆ 21 น.รถเชียงรายเข้าจอดแต่เพื่อนอีก 2 คนยังไม่มา เหตุผลคงเป็นเพราะฝนตก-รถติดกระมัง เสียงนายท่าเรียกเตือนผู้โดยสาร พอดีกับเพื่อนทั้งสองคนก็มาถึงที่หมาย check เอาของเก็บ ก่อนที่จะขึ้นรถด้วยเวลาอันน้อยนิด ฉันบอกพวกเขาว่าถึงเวลา “เดินหน้า” แล้ว ทราบว่าเพื่อนอีกคนจะไปเชียงใหม่แต่ยังติดอยู่มากบนรถยังมาไม่ถึงสถานี ฉันจึงต้องเปลี่ยนใจจากที่จะรอส่งเพราะถ้าช้าก็จะเดินทางลำบาก ฉันนั่งรถปรับอากาศ 157 กลับบ้านเหมือนเมื่อวานจะต่างกันก็ตรงที่พระพิรุณยังไม่ยอมเลิกรา เดินกางร่มเข้าบานอย่างทุลักทุเล


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:31:46 น.  

 
1 สิงหาคม 2550- วันนี้ฉันเริ่มต้นเขียนจดหมายถึงเธอในรูป Diary Note จะเขียนเป็นวันๆ ไป ต่อจากนั้นได้นำเอกสารที่เคยทำให้บอ.รุ่น 29 มาอ่านตั้งใจว่า จะเขียนคำแนะนำเพิ่มเติมและทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก ส่งให้เธอเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการทำงานระหว่างอยู่สนาม เนื้อหาเป็นประเด็นของตารางเวลาในช่วง 2-3 เดือนแรก การคิดงานจากการอบรมโครงการและ Village Profile ซึ่งเป็นงานที่บอ.รุ่นก่อนทำ และเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องการเตรียมตัวเพื่อสัมมนาระหว่างปฏิบัติงานสนาม แม้ว่าสาระจะต่างกันแต่ฉันคิดว่าในแง่แนวคิดไม่ต่างกัน น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกจากที่ฝ่ายรับผิดชอบจะแนะนำเธอ
ในช่วงเย็นฉันพบคุณอาวุธ (เม้ง) บอ.31 ได้เล่าให้เขาฟังเรื่องงานวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา และเรื่องบอกเล่าเก้าสิบผ่านweb ที่ฉันคิดจะทำในเรื่องหลังนี้คุณอาวุธชักนึกสนุกด้วยและเสนอ idea ดีๆ หลายอย่าง ถ้าเป็นไปตามความตั้งใจ คงจะเกิดบอกเล่าเก้าสิบที่มีเรา คือเธอ ฉัน และเพื่อนพ้องคนอื่นๆ ร่วมกันทำและอ่านร่วมกัน ขณะนั่งรถประจำทางกลับบ้านข่าวแจ้งว่ามีฝนตกหนังและหลายแห่งมีปัญหาสืบเนื่องมาจากการนั้น ยงไงก็ขอให้เธอหลายคนที่อยู่ที่นั่นระมัดระวังดูแลตัวเองให้ดี โดยไม่ประมาทส่วนเพื่อนพ้องรุ่นก่อนๆ ที่อยู่ใกล้เคียงก็ช่วยดูแลกันและกันด้วยนะ ฉันคิดว่า สายใยของเหล่าผีเสื้อ ไม่มีวันจาง จริงไหมน้าเจิด


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:32:19 น.  

 
2 สิงหาคม 2550 – วันนี้ฉันมีธุระส่วนตัว ต้องพาเจ้าหน้าที่ไปเจาะเลือดแม่ที่เอกมัย ช่วงเช้าถึงบ่ายจึงอยู่เป็นเพื่อนแม่จนถึง 14.30 น.ออกไปรับผลการตรวจและนั่งรถไฟฟ้าย้อนกลับมาลงสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและเดินตัดเข้าถนนโยธีระยะทางประมาณ 2 ก.ม. เป็นการออกกำลังที่ไม่ต้องเสียสตางค์ไปเข้า fitness ถึงโรงพยาบาลราวๆ 16.00 น. กว่าจะตรวจและรับยาเสร็จประมาณ 18.30 น. แต่คราวนี้ใช้วิธีการนั่งมอเตอร์ไซด์ตามเส้นทางเดิม เดินตัดเข้าซอยรางน้ำและเข้าสวนสันติภาพ ตั้งใจจะเดินสัก 3 รอบ แต่เดินไปได้เพียงครึ่งรอบก็ได้พบกับคุณอาวุธอีกอย่างไม่คาดฝัน เขาบอกว่าคุณวิทย์และคุณหมวยเล็กก็มาด้วย ฉันจึงเปลี่ยนความตั้งใจ มีเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มอยากรับประทานอาหารอีสาน เราจึงเลือกไปนั่งร้านหนึ่งซึ่งฉันเองไม่เคยนั่ง ฉันไม่ได้สังเกตชื่อร้าน สั่งอาหารมาพอคน 4 คนรับประทาน คุยกันออกรสชาติดีจนรู้สึกว่า โต๊ะเราจะเป็นโต๊ะที่เสียงดังที่สุด สักครู่ใหญ่คุณดาวก็มาร่วมสมทบ เรานั่งคุยกันในหลายเรื่องไม่ว่า จะเป็นอาหารกิน หน้าที่การงาน โบราณคดีและที่สำคัญคือเรื่องอายุและการเสื่อมไปของสังขารร่างกาย ราวๆ 21 น.กว่าๆ จึงแยกย้ายกัน ฉันเดินไปถึงหน้าปากซอยและเรียกมอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน จัดการเรื่องส่วนตัวเสร็จึงมาเขียนความไว้ให้เธอได้อ่าน สิ่งที่ได้ในวันนี้ สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอขอเพียงอยู่กับสิ่งนั้นและทำสิ่งนั้นให้เกิดประโยชน์และสิ่งดีๆ ให้ชีวิต ก็เป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นศิลปะแห่งชีวิตที่น่าค้นหาเธอก็อาจจะพบเรื่องเช่นนี้ ระหว่างปฏิบัติงานสนาม อย่าลืมที่จะเก็บสิ่งดีๆ ไว้ก็แล้วกัน
ก่อนจะจบขอแนะนำเพื่อนๆ รุ่น31 ให้เธอรู้จักผ่าน Diary Note นี้ คนแรกคุณอาวุธ หรือเม้งจบวารสาร มธ. และศศ.ม.ประวัติศาสตร์ มธ.มาหมาดๆ เรื่องที่เขาทำวิทยานิพนธ์น่าจะเป็นที่สนใจของหนุ่มๆ เพราะเป็นเรื่อง Play boy คุณเม้งเป็นคนคุยสนุก ถ้าใครได้คุยด้วยก็จะรู้สึกชื่นชม สมัยเป็นบอ.เขาอยู่โครงการ กศน. ที่จังหวัดมุกดาหาร ทำสารนิพนธ์ เรื่อง “การมีส่วนร่วมของชุมชนในกิจกรรมโรงเรียน”
คนที่สองคุณวิทย์ ชื่อประวิทย์จบจากม.นเรศวร เป็นศิลปินชอบวาดภาพปัจจุบันทำงานอยู่ที่พังงา สมัยเป็นบอ.อยู่โครงการโภชนาการที่จังหวัดมุกดาหาร ทำสารนิพนธ์เรื่องการใช้ประโยชน์จากป่าศึกษาเฉพาะกรณีหมู่บ้าน คนที่สามคุณหมวยเล็ก ชื่อเต็มกมลทิพย์ จบจากเชียงใหม่เป็นคนช่างคิดและมีอะไรดีๆอยู่ในตัวเอง เคยทำหนังสือได้รับรางวัล ครั้งเป็น บอ.อยู่สกลนคร และทำสารนิพนธ์ เรื่องความสอดคล้องของแผนพัฒนากับปัญหาความต้องการของผู้สูงอายุ กรณีอบต.และคนสุดท้าย คุณดาว สาวสวยเข้มจากม.ทักษิณ เคยมีประสบกาณ์ไปอินเดียแต่ที่เก่งที่สุดคือเรื่องติ่มชำ-ซาลาเปา มีแผนจะยึดเป็นอาชีพในอนาคต ฉันเคยแนะนำชื่อร้านว่า E-Star แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่สุภาพถ้าแปลเป็นภาษาไทย ชื่อจริงชื่อธัญชนก ปฏิบัติงานโครงการโภชนาการ ที่จังหวัดพะเยา เขียนสารนิพนธ์เรื่อง Socio-Economics ของหมู่บ้าน ใครอยากรู้จักพวกเขามากว่าที่เล่าไปก็แจ้งความสนใจมาจะหา Address ให้ได้ติดต่อกันต่อไป คติที่ได้ในวันนี้ “ทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งของสายใยของเหล่าผีเสื้อ ที่มักจะหาได้เมื่อโอกาสมาถึงแบบไม่ได้คาดคิด”


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:32:49 น.  

 
3 สิงหาคม 2550-วันนี้ฉันไปประชุมที่สภาสังคมสงเคราะห์ ไปถึงก่อนเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ใช้เวลาว่างไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุด มีหนังสือเล่มหนึ่งรูปเล่มสวยเป็นหนังสือแจกงานศพ ชื่อภาษาอังกฤษว่า “In this very life” แปลเป็นไทยว่า “รู้แจ้งในชาตินี้” เห็นชื่อแล้วสะดุดความคิดและจิตใจดี เลยเขียนบอกมาเผื่อว่าจะสะกิดใจหรือสะดุดใจอย่างฉันบ้าง
ฉันเลิกประชุมราวๆ 12.30 น. นั่งรถปรับอากาศสาย 44 ที่หมายท่าช้าง รถติดมากเลยหยิบสมุดขึ้นมา Note ความต่อ เป็นความคิดที่เกิดระหว่างเดินข้ามสะพาน “การคิดถึงคนอื่นให้มากเป็นสิ่งดีเพราะทำให้การคิดถึงตัวเองน้อยลง ยิ่งคิดถึงตัวเองน้อยลงเท่าไรก็จะทำอะไรได้กว้างขวางออกไปเท่านั้น ไม่หว่านเอาสิ่งต่างๆ มาเป็นของตน การได้โอกาสฝึกฝนที่จะคิดถึงผู้อื่นจึงเป็นมรรคและเมื่อทำได้จนชำนาญ ก็จะเป็นผลเกิดขึ้นอยู่ในตัว เป็นอิสระ เป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตัวเอง และเป็นมงคลอันยิ่ง” เขียนฝากมาให้คิดเล่นๆ หรือคิดจริงๆ ก็สุดแต่ใจ (เธอ) จะไขว่คว้าเอานะจ๊ะ ละครเรื่องนี้ฉันชอบมากไม่รู้ว่าพวกเธอเคยดูหรือเปล่า version แรกพ่อหนุ่มเสกเล่น version หลังรู้สึกจะเป็นนายต๊ะเล่น ฉายทางช่อง 3 ทั้ง 2 version ถ้าจำไม่ผิด


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:33:25 น.  

 
6 สิงหาคม 2550 – เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาได้มีโอกาสรับทราบ เรื่องการทำงานของคณะกรรมการชุดหนึ่ง ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนั้นก็คือ “เมื่อได้รับงานมา สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งคือ จะต้องตีโจทย์ให้แตก ว่างานนั้นคืออะไร มีเป้าหมายหรือต้องการทำอะไรหรืออะไรคือคำตอบ และเมื่อจะต้องระดมความคิด จะได้ชี้แจงให้เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน เรื่องนี้แม้จะเสียเวลาไปบ้างก็ต้องยอม เพราะถ้าเราตีโจทย์ไม่แตก หรือตีโจทย์ผิดก็จะเป็นการเสียเวลาเปล่า แต่บ่อยครั้งในสังคมบ้านเรา การคิดงานมักจะเป็นเช่นนั้น ที่สำคัญเมื่อระบบควาามคิดไม่ชัด ไม่มีหลักการในการพิจารณา แล้วชอบที่จะลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย ฉันเห็นว่าล้มไม่เป็นท่ามามากแล้ว แถมเมื่อทำหรือเดินหน้าไปแล้วรู้ว่าผิดก็รู้สึกเสียหน้ามีอัตตา ตะแบงทำไป เพราะจะแก้ไขปรับให้ถูกก็ดูจะเป็นการเสียหน้า ผลที่ได้คือ งานเดินไปคนละทางกับเป้าหมายที่ต้องการ” หากเธอมีโอกาสพบประสบการณ์เช่นนี้ลองสังเกตดู จะเป็นความรู้ที่หาได้ด้วยตัวเอง ไม่มีในตำรา และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ลองคิดพิจารณาหาคำตอบว่า ถ้าเป็นเราๆ จะทำอย่างไรและเมื่อมีเวลา เราคงจะได้มาแลกเปลี่ยนกัน
กลับมาเรื่องของวันนี้ดีกว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพวกเราคนหนึ่งเป็นสุภาพสตรี ปฏิบัติงานที่พัทลุง เดาออกหรือยังว่าเป็นใคร มาร้องเพลง Happy Birthday ให้เขาพร้อมๆ กัน...เฮ ก่อนหน้านี้พี่ไบ๋ก็หมุนโทรศัพท์ไปคุยกับเขาแล้ว เมื่อได้ Add จะแจ้งไปให้ทราบไม่รู้ว่าขณะนี้พวกเราเข้าพื้นที่ในหมู่บ้านเรียบร้อยหรือยัง อย่าลืม ค่อยๆ เปิดหู เปิดตาเรียนรู้ คน-งาน-สถานที่และตัวเองไปก่อน อย่างเพิ่งรีบร้อน เมื่อเข้าใจชัดใน 4 ประการข้างต้นงานก็จะเริ่มต้นด้วยดีและไปได้สวย อาจจะดูว่าเสียเวลาแต่ฉันคิดว่าคุ้ม หากมีเวลาว่างยังไม่รู้จะทำอะไรก็ลองเปิดหนังสือ “บอกเล่าเก้าสิบฯ” ที่ทำให้อ่านเล่นๆ ในบทสาระจากหนังสือบางเล่ม อาจจะช่วยให้เห็นแนวทางการทำงานที่อาจารย์แนะนำไว้ เราอาจจะได้เข็มทิศในการทำงานไม่เคว้งคว้างแน่ และจะดียิ่งขึ้น ถ้าอ่านเรื่อง คัดมาให้อ่าน(3) เป็นลำดับต่อไป กว่าฉันจะได้ที่อยู่จากเธอ จดหมายฉบับนี้น่าจะมีความยาวเกิน 10 หน้าเป็นแน่ “ทำงานสบายๆ อย่าเครียด” คือสิ่งที่อยากฝากให้เธอในวันนี้


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:33:48 น.  

 
8 สิงหาคม 2550 – ฉันเขียนความนี้ขณะนั่งรถสาย14 รถติดขบวนรถไฟ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาไม่อยากให้มันเลือนหายไปเลย Note ไว้ในสมุดแล้วมาคัดลอกให้เธอได้อ่าน “ในชีวิตของคนเรานั้นถ้าพบในสิ่งที่เป็นดังใจ ก็คงจะดี ในทางกลับกันถ้าพบสิ่งไม่เป็นดังใจ ไม่สมหวังก็จะรู้สึกโกรธ เสียใจ ฉันนึกต่อไปว่าหากเราเจอสภาพเช่นนี้แล้วรักษาระดับจิตใจให้เป็นปกติ ไม่โกรธ ไม่เสียใจได้ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตัวเรา แต่หลายคนบอกว่าเป็นไปได้ยากหรือหนักกว่านั้นเป็นไปไม่ได้เลย ฉันก็คิดว่ามันไม่ง่ายแต่สิ่งที่ยากก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่ต้องฝึกฝนและอาศัยเวลา ตัวช่วยที่สำคัญก็คือต้องมีปัญญา แต่จะมีปัญญาพิจารณาได้ก็ต้องมีสติ และจะมีสติได้ก็ต้องอดทน มิเช่นนั้นเมื่อมีอะไรมากระทบเราก็มักจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกไปทันที”
ทั้งหมดเป็นคติธรรมที่คิดได้ เธอรู้หรือเปล่าว่าความคิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เหมือนที่พระพุทธองค์บอกว่า ทุกอย่างเกิดมาแต่เหตุ เรื่องของเรื่องก็คือ 2 วันที่ผ่านมา ฉันประสบปัญหาในการเดินทางการติดต่องาน มันติดขัดไปหมด เป็นเหตุให้เกิดความขัดใจ อารมณ์เสียสารพัด ใจที่เป็นปกติมากว่า 2 สัปดาห์สูญเสียสภาพทันที แต่เมื่อค่อยๆ พิจารณาไปจึงไปสะดุดกับคำว่า “อดทน(ขันติ)” และเมื่อดูต่อไปก็เห็นว่าสิ่งที่ทำให้ขัดใจไม่ได้ตั้งอยู่นาน สุดท้ายมันก็จางคลายไปถ้าไม่แบกมันไว้ และบางทีเหตุให้ติดขัดนั้น มันก็ไม่อยากให้เป็นแต่มันเป็นไปแล้ว ก็ควรหาช่องหาทางแก้ หากไปจมอยู่ก็จะตีบตันยิ่งขึ้น เขียนมาเสียยาว ตัวอย่างชัดๆ วันนี้ออกจากบ้าน 8.30 น.แต่กว่าจะถึงที่ทำงาน 10.45 น.ทั้งๆ ที่ใช้เวลาเพียง 45 นาทีก็น่าจะถึง งานที่วางไว้ก็ต้องปรับต้องเลื่อน เหตุผลสำคัญคือขึ้นรถผิด ไอ้ตาเจ้ากรรมดันมองเลข 13 เป็น 12 รถอ้อมไปทำให้เสียเวลา และเป็นที่มาของเรื่องที่เขียนเล่าให้เธออ่าน เวลาผ่านไปแล้ว 8 วัน มีอะไรเกิดขึ้นบ้างก็อย่าลืมพลิกหนังสือเทคนิค36 ข้อดูนะ ว่ามีอะไรไปตรงกับสาระในหนังสือเล่มนั้นบ้าง จะได้ใช้ประโยชน์จากหนังสือนั้นได้ตามสมควร ตัวอย่าง เรื่องบันทึกหลังปฏิบัติภารกิจ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าหนักไปก็เป็น Diary Note ก็ได้ สุดท้ายฝากกลอนของหลวงวิจิตรวาทการ ให้อ่านเล่นๆ (แต่คิดจริงๆ ได้นะไม่ว่ากัน)
“เป็นการง่ายยิ้มได้ ไม่ต้องฝืน
เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่สิ่งที่ควรชมนิยมกัน
ต้องใจมั่นยิ้มได้ เมื่อภัยมา”


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:34:25 น.  

 
ตอบกลับโดย : วิทย์
Reply #8 เมื่อ 22/08/2007 , 16:47:21 » Edit 22 ส.ค. 2550

คุระบุรี พังงา ฝนแปด แดดสี่
หวัดดี พี่จา เวลาผ่านไปได้เรื่อยๆนะ ขณะที่ได้เจอกันในสวนสันติภาพโดยบังเอิญ กับพี่จาแต่ได้นัดหมาย เม้งกับหมวยเล็กไว้ที่นั่น ตอนแรกหมวยเล็กไม่ยอมมันจะให้ผมไปแถวสยาม ผมว่าคงไม่เหมาะไม่คุ้นกับกรุงเทพเท่าไหร่ เลยตกลงกันได้ที่ สวนสันติภาพ มันยังแซวผมว่าจะมาตาหาความหลังหรือไง คงไม่ใช่หรอกแต่ผมว่ามันเป็นสวนที่มีบรรยากาศคล้าย ไม่ใช่ซิมันเป็นสวนจำลองธรรมชาติได้ใกล้เคียงที่สุดแถวๆ นั้น แต่ผมชอบมันก็ประมาณนั้น
แยกย้ายกันผมก็เดินเตร่ๆ ดูหนังสือเก่าอยู่พักหนึ่ง แวะไปหาเบียร์กินกับเพื่อน ตอนเช้าแวะเข้าไปหา ก๊อต ที่บ้าน แถวๆนนท์ บอกว่าพี่จาอยากเจอและจะฝากเรื่องบทบันทึกที่พี่จาจะทำนี่แหละ จากนั้นก็กลับพังงา ไป สุราษฎร์ ต่อ ตอนนี้ผมมาอยู่ที่พังงาอีกรอบ พรุ่งนี้ว่าจะเดินทางไป สุราษฎร์ต่ออีก ได้มีโอกาสเข้ามาใช้เน็ต จากที่ทำงานของเพื่อนๆ เลยพยายามเปิดเข้ามาแต่ไม่รู้จะเปิดอย่างไร ในที่สุดก็เข้ามาจนได้รู้ไหม ผมพิมพ์คำว่า โบ 32 ในกลูเกิล และมันได้ผล เข้ามาในเว็บบอร์ดนี้จนได้ ต้องขอบคุณชื่อ คุณโบ 32 ไว้ด้วย เข้ามาอ่านก็เจอเรื่องที่พี่ จาเคยบอกไว้ เลยเข้ามาตอบ มาคุยเพื่อเกิดการแลกเปลี่ยนบ้าง อ่านมาเรื่อย สะดุดตรง “รู้แจ้งในชาตินี้” กับ การคิดถึงคนอื่นให้มากเป็นสิ่งดีเพราะทำให้การคิดถึงตัวเองน้อยลง ยิ่งคิดถึงตัวเองน้อยลงเท่าไรก็จะทำอะไรได้กว้างขวางออกไปเท่านั้น ไม่หว่านเอาสิ่งต่างๆ มาเป็นของตน การได้โอกาสฝึกฝนที่จะคิดถึงผู้อื่นจึงเป็นมรรคและเมื่อทำได้จนชำนาญ ก็จะเป็นผลเกิดขึ้นอยู่ในตัว เป็นอิสระ เป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตัวเอง และเป็นมงคลอันยิ่ง”
ถ้ามีโอกาสอยากอ่านหนังสือ เรื่องรู้แจ้งในชาตินี้บ้าง หรือไม่พี่จาลองเล่าให้ฟังก็น่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้างนะ
ถ้าไม่มีคนให้เราได้คิดถึง เพราะอะไรเราไม่คิดถึงใครๆ หรือว่าเราตัดขาดจากคนอื่น เพื่อค้นหามรรคด้วยตนเองละ มันจะกว้างขวางได้ขนาดไหน พอดีสนใจเรื่องนี้บ้าง เผื่อได้ทางชี้แนะ
ชีวิตยังมีอยู่คงได้มาเขียนถามต่อนะ หวัดดีพี่ ดูแลตัวเองด้วยครับ


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:35:27 น.  

 
ตอบกลับโดย : อิสรชนฅนเดินทาง(issarachon)
Reply #9 เมื่อ 22/08/2007 , 22:30:15 » Edit คาราวะ พี่จา ที่รัก บอ.ที่ รัก

ห้วงเวลาที่ผวนผันผ่านไป

กาลเวลา ที่กลืนกินตัวมันเองและสรรพสิ่ง

สิ่งที่ดำรง คงอยู่อย่างมั่นคงแล้วยืนนาน

คือมิตรภาพแห่งความดี และความกล้า

สิ่งใดที่ ทำแล้ว ด้วยความมุ่งมั่นที่ ไตร่ตรองแล้ว

ย่อมนำความสุขมาสู่ผู้นั้น

ใจที่ ใฝ่ดี และ ใฝ่สันติ

ย่อมจะ นำพาคนรอบข้าง

ไปสู่หนทางที่สุข และสันติด้วย


อิสรชน ฅนเดินทาง

ริมคลองสามวา มีนบุรี บัณฑิตอาสาสมัคร รุ่นที่ 26 นอกคอก นอกกรอบไปนิด แต่จิตอาสาสมัครไม่เสื่อมถอยไปตามกาล


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:36:24 น.  

 
9 สิงหาคม 2550-วันนี้ขณะที่นั่งรอจดหมายจากพวกเธอ ฉันนึกทบทวนว่ามีอะไรจะ
เขียนคุยกับเธอได้บ้าง คำ 4 คำผ่านเข้ามาในห้วงคิด คือ “ริเริ่ม” “งาน” “มองกว้าง” และ “มองเจาะจง”
“ริเริ่ม” หรือความคิดริเริ่ม ไม่ง่ายนักสำหรับสังคมบ้านเรา เพราะการเรียนรู้ทางสังคมดูจะเป็นการสั่งการจากคนหรือกลุ่มที่มีสถานภาพทางสังคมที่สูงกว่า และมักจะเอาเป็นเอาตายกับ “ถูก” “ผิด” จากที่กำหนดไว้อย่างตายตัว จนกลายเป็นความเคยชิน เป็นวิถีชีวิตและเป็นนิสัย ใครที่ริเริ่มดูจะเป็นประชาชนนอกในสังคมบ้านเราหรือเป็นตัวแปลกไปกว่าอื่น สำหรับเธอขณะนี้ฉันคิดว่าความริเริ่มอาจจะไม่ต้องคิดไกลตัว แต่คิดเริ่มจากตัวเองก็ได้ เช่นคิดว่าจะทำอะไร ด้วยวิธีอะไร มีขั้นตอนอย่างไร จะติดตามประเมินผลสิ่งที่ตัวคิดตัวทำอย่างไร หากติดขัดอุปสรรคจะแก้ไขอยางไรนี่ก็เป็นความคิดริเริ่มไปจากตัวเองในงานที่ตัวเกี่ยวข้อง งานในความหมายของฉันนั้นก็คือ งานในชีวิตประจำวัน เช่น การถูบ้าน กวาดบ้าน การจัดระเบียบสิ่งของ ฯลฯ ก็ได้นะ เพราะในสิ่งที่ดูธรรมดาๆ เหล่านี้ก็มีสิ่งให้ create ได้ การประเมินหากวัดเป็นตัวเลขเราก็กำหนดค่าของเราเอง ด้วยเหตุผลอย่างไร ถ้าเธอมีวิธีคิดเช่นนี้ เธอก็จะพึ่งตัวเธอเองได้ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกไปถามใคร และเมื่อไปถามเธอก็มีเรื่องราว มีข้อมูลพอที่จะอธิบายความ โต้เถียง ฯลฯ ได้ สิ่งเหล่านี้เปนกระบวนการคิดที่เธอสามารถนำไปใช้ได้กับ งานโครงการ งานสารนิพนธ์ และงานอื่นๆ (ถ้ามี) ทั้งหมดเป็น “การริเริ่ม” ที่ฉันคิดได้ในขณะนี้ และเธอล่ะจะริเริ่มคิดให้กว้างไปกว่านั้นอีกก็ยิ่งดี
“งาน” ฉันคิดว่าจะไม่ก้าวไปไกลแต่จำกัดอยู่ที่ งานในชีวิตประจำวัน งานในโครงการ งานศึกษาชุมชน และงานใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งก็ดูไม่น้อยที่เธอจะต้องไปเกี่ยวข้อง ดังนั้นเธอต้องคิดพิจารณาทำความเข้าใจด้วยตัวเองให้ชัดว่า งานนั้นคืออะไรไปเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง เมื่อแยกแยะได้แล้ว ก็ลองมองแบบสังเคราะห์คือรวมกลับเข้ามาอีกครั้ง (ผลประโยชน์ที่ได้อย่างอ้อมๆ ตรงจุดนี้คือการฝึกคิดวิเคราะห์-แยกแยะ และสังเคราะห์-รวมเข้าซึ่งถ้าทำได้ฝึกให้คล่องก็จะใช้ในการศึกษาสารนิพนธ์ได้) สำหรับสิ่งที่ไปเกี่ยวข้องฉันคิดว่าไม่พ้น “คน-งาน-สถานที่และตัวเธอเอง” เมื่อเธอมองงานได้แล้วก็ทำโครงเรื่องจัดลำดับของงานที่ไปเกี่ยวข้อง ตามลำดับ 1-2-3 และก็ดำเนินงานเป็นเรื่องๆ ไป ในกรณีที่เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยนและเรื่องอื่นๆ ก็อาจจำเป็นต้องจัดลำดับใหม่ งาน3-งาน2-งาน1 ก็ได้ สิ่งที่เธอจะได้ไปคือ กระบวนการคิดงานและการติดตามงานของเธอ(เอง)
“มองกว้าง” หรือมองภาพรวม ในความคิดของฉันเมื่อเข้าไปอยู่ในชุมชนระยะแรก น่าจะมองให้กว้างให้ได้ภาพรวมอย่ามองจำเพาะเจาะจง ณ จุดใดจุดหนึ่งเพียงจุดเดียว เพราะถ้ามอง ณ จุดเดียว ก็จะแคบมองไม่เห็นสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง เราก็จะมุ่งทำงานโดยไม่เห็นในทั้งหมด ที่สำคัญเราต้องเปิดหู เปิดตา เปิดใจ พาตัวเราไปมองภาพกว้างของชุมชน ภูมิประเทศ กลุ่มคน ทรัพยากร ฯลฯ อย่างไรก็ตามการมองนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเวลา รวมถึงความสามารถในการมองของเธอแต่ละคน แต่ละพื้นที่
“มองเจาะจง” หรือมองแคบ เมื่อเราเห็นภาพรวม หรือภาพกว้างแล้ว คราวนี้จึงค่อยๆ มองเจาะจงลงไปในเรื่องที่สนใจ เรื่องการศึกษา วัฒนธรรม อาชีพ สันทนาการ ให้รู้วาอะไร ทำไมอย่างไร (5w-what-when-where-why-who; How) เช่นเดียวกับ การมองกว้างคือ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเวลา รวมถึงความสามารถ ในการมองของเธอแต่ละคน แต่ละพื้นที่
อย่างไรก็ตามทั้ง 4 ตัวที่กล่าวมา ก็มีตัวเธอเป็นผู้กำหนดทดลองทำ ติดตาม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ด้วยตัวเธอเอง ได้ผลอย่างไรบวกหรือลบนั้น ไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมด แต่เป้าหมายที่แฝงอยู่ลึกๆ คือ อยู่ที่เธอได้เรียนรู้ กระบวนการคิดและถ้าเธอบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ เธอก็จะได้ความรู้ที่เธอเองเป็นทั้งครูและนักเรียน สิ่งนั้นจะติดตัวเธอตลอดไป และทั้งหมดเป็นสิ่งที่ฉันอยากฝากให้เธอในวันนี้และลองคิดพิจารณาดูเล่นๆ (เอาจริง)นะ ก่อนที่จะเดินหน้าไปทำสิ่งอื่นๆ ขอฝากขอคิดมาสำหรับวันนี้อีกสักนิด
“...การทำความดีไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ การทำความดีต้องการขวัญและกำลังใจมากที่สุด และกำลังก็ไม่ใช่สิ่งที่ขอจากใครๆ ได้ด้วย...กำลังใจเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาด้วยตนเองด้วยใจที่เข้มแข็งอดทน ไม่ย่อท้อหรือยอมแพ้ เมื่อเผชิญกับอุปสรรคที่กีดขวาง หรือเมื่อทางตัน เตือนตน ถามตนอยู่เสมอๆ ว่า ใครบ้างที่ไม่เคยผิดหวังใครบ้างไม่เคยล้มหรือไม่เคยเสียน้ำตา”.... “ความสำเร็จของงานทุกด้านทุกระดับต้องอาศัยกำลังเป็นปัจจัยประการแรก และกำลังที่สำคัญที่สุด คือกำลังใจ หรือน้ำใจของคน”


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:37:00 น.  

 
14 สิงหาคม 2550- ฉันว่างเว้นการเขียนบันทึกประจำวันถึงเธอไปหลายวันทีเดียว ช่วงที่ผ่านมา (10-13) สาละวนอยู่กับการจัดทำต้นฉบับหนังสือรวมจดหมายข่าวเล่มที่ 2 ชื่อ “จดหมายจากชนบทถึงพ่อ” (เล่มแรกก็ยังไม่ได้ออกเลย) นำเรื่องที่คัดไว้มาจัดเรียงลำดับใหม่ ตอนนี้คิดว่าถ้าได้รับการอนุมัติก็คงจะออกพร้อมกัน เนื่องในงาน 40 ปี ส.บอ.แต่ที่สำคัญยังหาแหล่งทุนและแรงงานไม่ได้เลย ค่อยเป็นค่อยไปคงจะมีช่องทางเองแหละ อีกเรื่องคือ ตรวจข้อมูลเกี่ยวกับสารนิพนธ์ที่สั่งพิมพ์ไปนานแล้ว พนักงานพิมพ์เพิ่งจะว่างพิมพ์ให้ นอกจากนี้ยัง up to date ข้อมูลรุ่น 36-38 ไว้ตอบผู้คนที่จะมาใช้ประโยชน์ ทั้งหมดนั้นไม่ใช่งานรับผิดชอบโดยตรง แต่เป็นงานที่คิดขึ้นเองและทำเอง นี่ก็เป็นข้อคิดประการหนึ่ง แม้จะไม่มีงานหลักให้ทำ ถ้าเราไม่หยุดนิ่ง ไม่หยุดคิด เราก็สามารถหางานของเราเองได้ ข้อสำคัญ อย่าท้อ-อย่าเซ็ง-อย่าหยุด ทุกอย่างมีประโยชน์ ดังที่เขาชอบพูดกัน “เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส” จะมากจะน้อยจะมีค่าหรือด้อยค่าแล้วแต่คนจะมอง สำคัญที่สุดตัวเราเองอย่าประเมินค่าของตัวเองต่ำ เพราะนั่นเท่ากับทำร้ายตัวเอง
วันที่ 11,12 ที่ผ่านมาฉันไปอยู่กับแม่ทั้งสองวัน โดยเฉพาะวันหลังนอนค้างเป็นเพื่อนแม่กลับบ้านเช้าวันที่ 13 ใน 2-3 วันที่ผ่านมาโทรทัศน์เกือบทุกช่องมีการเชิญชวนให้ไปหาแม่ เราจะเห็นได้ว่าบ้านเราไม่ชอบทำอะไรเป็นปกติ ชอบทำเป็นเทศกาล พอหมดช่วงก็งดไม่ได้ทำ อันที่จริงวันพ่อ-วันแม่-วันแห่งความรักและวันอื่นๆ ก็มีอยู่เป็นตามรอบปี แต่จริงแล้วมีอยู่ทุกขณะจิต ถ้าได้คิดได้ทำอย่างต่อเนื่องก็เป็นธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ ยิ่งการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณ พ่อ-แม่ พระรัตนตรัย หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ในทุกศาสนา กระทำอย่างจริงใจ ศรัทธา ต่อเนื่องก็เป็นบุญเป็นกุศลแก่ผู้กระทำอยู่เป็นนิจ สำหรับตัวฉันการได้ไปดูแลแม่ ป้อนข้าว เช็ดตัว พูดคุยและกอดแกเป็นความสุขใจยิ่ง เป็นสิ่งที่เมื่อระลึกครั้งใดก็สุขใจ ถ้าทำทั้งปีก็สุขใจทั้งปีไม่เฉพาะวันที่ 5 ธันวาคมหรือ 12 สิงหาคม เขียนมาให้อ่านและคิดต่อ อานุภาพแห่งความรัก-ความเมตตา มีพลังยิ่งถ้าค้นพบได้เร็วก็เป็นกำไรของชีวิต เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนรอบข้างทั้งหมดเป็นแง่คิดที่ได้จากวันแม่ฝากถึงเธอทุกคน


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:37:31 น.  

 
15 สิงหาคม 2550- วันนี้น่าจะเป็นวันปิดต้นฉบับจดหมายจากท่าพระจันทร์ฉบับ Diary Note ฉบับแรก สิ่งมหัศจรรย์ที่ปรากฎก็คือยังไม่ได้รับจดหมายจากเธอเลย ไม่เป็นไรเพราะฉันคงไม่ถือเป็นเหตุผลที่จะเลิกกิจกรรมการเขียนจดหมายถึงเธออย่างแน่นอน วันนี้เดินทางด้วยรถประจำทางสาย 201 แต่ไม่เข้าท่าพระจันทร์ เลยนั่งข้ามไปปิ่นเกล้า แล้วเดินข้ามสะพานกลับมา ฉันชอบบรรยากาศแบบนี้ยิ่งในช่วงเย็นหรือช่วงเช้าตรู่ มันช่วยให้จิตใจสงบและเบิกบานจริงๆ ขณะเดินเลยนึกถึงเรื่องที่จะเขียนถึงเธอในวันนี้ 2 เรื่อง เรื่องแรกสืบเนื่องจากทำข้อมูลสารนิพนธ์ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งขณะนี้ได้ลืมไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ เดี๋ยวคงจะนึกขึ้นได้
เรื่องสารนิพนธ์ อาจจะช่วยให้เธอนำไปพูดคุยกับผู้อื่นถึงประโยชน์ของการไปเป็นบัณฑิตอาสาสมัคร ผ่านการทำสารนิพนธ์ได้ทางหนึ่ง ข้อแรกคือ ตั้งแต่รุ่นที่ 1-รุ่น39 มีบัณฑิตอาสาสมัครจำนวน 1,283 คน สำเร็จการศึกษา 877 คน ไม่สำเร็จ 370 คน อยู่ระหว่างการแก้ไขสารนิพนธ์ 1 คน อยู่ระหว่างทำ 2 คน และอยู่ระหว่างปฏิบัติงานสนาม 33 คน จากรุ่น 15-38 มีสารนิพนธ์กระจายในพื้นที่ 59 จังหวัดและอีก 2 ประเทศ แยกเป็นสารนิพนธ์ในหมวดต่างๆ 13 หมวด คือ หมวดสุขภาพอนามัย 74 เล่ม หมวดการละเล่น 2 เล่ม หมวดกลุ่มกิจกรรม 6 เล่ม หมวดเศรษฐกิจ 66 เล่ม หมวดการเมืองฯ 10 เล่ม หมวดสภาพทั่วไป 43 เล่ม หมวดพัฒนาชนบทพัฒนาชุมชน 72 เล่ม หมวดสังคมวัฒนธรรมประเพณี 91 เล่ม หมวดการศึกษา 49 เล่ม หมวดทรัพยากรป่าไม้แหล่งน้ำ 17 เล่ม หมวดสาธารณูปโภค 1 เล่ม หมวดสตรี 10 เล่ม และหมวดการเกษตร 73 เล่ม ข้อมูลเหล่านี้นอกจากจะใช้เป็นสื่อคุยกับบุคคลอื่นแล้ว ยังอาจจะช่วยให้เธอสะดุดความคิดกับการทำสารนิพนธ์ของเธอเองก็ได้ ลองคิดพิจารณาหาช่องทางที่จะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ด้วยตัวเอง อยากจะกระซิบบอกเธอว่า ข้อมูลพวกนี้คนที่สำนักฯ ยังไม่มีใครรู้เลยนะนอกจากฉันและเธอ เธออาจจะสงสยทำไมไม่ระบุข้อมูลรุ่น 1-14 ประการแรกคือสารนิพนธ์รุ่นดังกล่าวสูญหายค่อนข้างมาก และระเบียบวิธีการศึกษาก็แตกต่างไปจากยุคสมัยของพวกเธอ แต่ถ้าเธอสงสัยและสนใจก็ขอเพิ่มข้อมูลไปให้ได้รับรู้ก็ได้ จากรุ่น1-14 มีสารนิพนธ์รวม 308 เล่ม การกระจายของพื้นที่อยู่ในสัดส่วนไม่ต่างจากรุ่น 15-38 แต่ไม่ได้สืบค้นข้อมูลมาให้ งานโครงการหรือที่เราเรียกว่าสายงานก็มี 4 สายงาน คือประชาบาล สาธารณสุข มัธยมศึกษาและพิเศษ (ชาวเขา,ตชด.,สงเคราะห์คนชรา เป็นต้น) สารนิพนธ์แยกตามสายงานตามลำดับดังนี้ 844,64,140 และ20 และแยกตามหมวดที่ทำดังนี้ คือ หมวดสุขภาพอนามัย 38 เล่ม หมวดกลุ่มกิจกรรม 4 เล่ม หมวดเศรษฐกิจ 18 เล่ม หมวดการเมืองฯ 4 เล่ม หมวดสภาพทั่วไป 71 เล่ม หมวดพัฒนา 18 เล่ม หมวดสังคม วัฒนธรรม ประเพณี 66 เล่ม หมวดการศึกษา 76 เล่ม หมวดทรัพยากร 3 เล่ม หมวดสาธารณูปโภค 3 เล่ม หมวดสตรี 1 เล่ม และหมวดการเกษตร 6 เล่ม
เขียนมาถึงตรงนี้เรื่องที่สองที่คิดจะเขียนถึงเธอยังนึกไม่ออกเลย เข้าข่ายผู้สูงอายุจริงๆ เสียแล้ว จำได้รางๆ ว่าเกี่ยวกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่มองเห็นขณะข้ามสะพาน เอาเป็นว่านึกได้เมื่อไรแล้วจะเขียนเล่าไปให้อ่าน
จดหมายฉบับนี้คงจะใช้วิธีสำเนาส่งให้พวกเธอเมื่อที่อยู่มาถึงอาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติ ขัด feeling ไปนิด ก็ขอให้ถือเนื้อหาใจความเป็นสำคัญนะจ๊ะ คาดว่าในฉบับที่สองน่าจะมีบางเรื่องราวของพวกเธอเล่าไปใน Diary Note บ้างจะได้ Balance ทั้ง 2 ฝ่าย คือผู้รับและผู้ส่ง
เพื่อไม่ให้จดหมายดูหนักเกินไปฉันขอฝากเนื้อเพลงของเต๋อ มาให้อ่านเนื้อ และร้องฮำไปพอผ่อนคลายให้เกิดความสุขใจ พร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป เอาเพลงอะไรดีล่ะ
“มือน้อย”
“ใสสะอาดดุจดัง น้ำค้างกลางแสงเดือนเหมือนกุหลาบดอกน้อย ไร้ร่องรอยราคี แค่เธอนั้นมีใจต่อฉัน แค่จับมือเธอรู้ทันใด ใจของเธอ เคลิ้มสั่น เมื่อมือนั้นเริ่มเย็น เพราะเป็นคลื่นใจ สื่อไปยังรัก รักเถิด รักให้สมดังใจ รักมั่นไว้ใจเดียว ผูกพันกลมเกลียว เกี่ยวกันไปใจเรา...ที่รัก รักเถิดรักให้สมใจปอง รักเพื่อสองใจเรา จะคอยเป็นเงา เฝ้าดูแลเพียงเธอ ด้วยใจรักจากใจ...”

เมื่อคัดลอกเพลงก็ประสบปัญหาเพราะตัวเล็กมาก และเป็นเนื้อเพลงประกอบตัวโน๊ต จึงมีข้อผิดพลาดให้เห็น ไม่รู้ว่าเนื้อเพลงจะไปเชียร์ให้เกิดกำลังใจหรือเปล่า แต่ฉันคิดว่ามันหวานดี เพลงของความรัก ถ้ามองให้ดีอ่อนนุ่ม ให้พลัง ฉันผิดอีกครั้งต้องใช้คำว่า “ฟัง” เพราะมองไม่ได้ นี่ก็เป็นปัญหาการสื่อความด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาไทย ดังนั้นของฝากที่มากับเนื้อเพลง คือต้องฝึกฝนให้มากเอาล่ะคราวนี้จบจริงๆ สำหรับจดหมายฉบับแรกจากท่าพระจันทร์ถึงเธอที่อยู่สนาม ดูแลสุขภาพกาย-ใจ-สังคมและสนุกกับงานนะจ๊ะ
ด้วยรักจากใจ
จารุวิตต์ บุนนาค

เราเชื่อกันว่า ชีวิตต้องการความสุขอย่างเดียว เชื่อว่าสิ่งที่ดีคือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข และสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุข คือสิ่งไม่ดี แต่ในความเป็นจริงนั้น มีความยากลำบากมากมายที่เราต้องอยู่กับมัน เผชิญหน้ากับมัน และกล้าที่จะแก้ไขกล้าที่จะต่อสู้เปลี่ยนแปลง...เพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
“สิ่งที่ดี” : วิลาวัณย์-เขียน


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:38:13 น.  

 
ตอบกลับโดย : พู
Reply #14 เมื่อ 24/08/2007 , 19:40:50 » Edit โห ตัวหนังสือ โตได้ใจจริงๆ เพ่ พิมพ์เองหรือวานใครเขา

เขียนงี้ก็เปิด Blog เลยดีกว่าพี่จา น่าสนใจดีออก

ฮะแอ้มว่าแร้วก็ภูมิใจเสนอสู่อ้อมอกอ้อมใจของแควนๆ Chomphu learn to blog

//chomphu.wordpress.com/
==============================

ข้อความจากเพื่อน sai exsit

25-8-2006 17.44.15
ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้าแต่จะเข้าใจมันได้ก็ด้วยการดูข้างหลังเท่านั่น

1-9-2006 15.33.05
ไม่เคยเห็นอะไรที่น่าเศร้าไปกว่าคนหนุ่มที่มองโลกในแง่ร้าย

10-7-2007 17.42.36
26-7-2007 19.43.05
30-8-2007 10.10.55
มิตรที่รู้ใจดั่งสุราบ่มนานวัน...

***************************************


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:40:42 น.  

 
ที่มา : จดหมายจากฉันถึงเธอ
//www.bbznet.com/scripts/view.php?user=gvctu&board=2&id=1041&order=numtopic


โดย: naigod วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:8:49:44 น.  

 
เอ่อ..ไม่ได้เป็นสมาชิกบัณฑิตอาสาเข้ามาอ่านได้มั้ยคะ(อ่านไปแล้วค่ะ)

จดหมายจากชนบทถึงพ่อ..น่าสนใจมากเลยค่ะ
เป็นคนชอบเขียนจดหมายมากๆเลยสนใจชื่อเรื่องน่ะค่ะ



โดย: คุณนายไปรษณีย์ (mrs.postman ) วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:9:21:00 น.  

 

ตอนแรกเห็นชื่อ Blog นึกว่า..
จดหมายจาก พี่ จา พนม ยีรันย์ ซะอีก
บังไงก็บู้ไม่แพ้..กัน
สู้ สู้..


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:11:06:37 น.  

 
เปิดมาพบ ได้อ่านจดหมายหลากหลาย ยินดี ดีใจที่เปิดมา


โดย: k2 IP: 180.180.57.203 วันที่: 10 มิถุนายน 2553 เวลา:23:38:18 น.  

 
ผมเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์จารุวิตต์ บุนนาค เมื่อปี พ.ศ. 2522 ที่โรงเรียนเกาะยาววิทยา จังหวัดพังงา
ไม่ทราบว่าจะติดต่อกับอาจารย์ได้ที่ไหนครับ


โดย: จรัส ไตรบุญ IP: 101.51.20.7 วันที่: 20 ตุลาคม 2554 เวลา:22:36:54 น.  

 
คิดถึงนะพี่จา


โดย: กุ้ง บอ.17 IP: 125.27.32.202 วันที่: 18 ตุลาคม 2556 เวลา:23:06:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

naigod
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพราะชีวิตมีความฝัน..
..จึงเป็นความงดงามของการมีชีวิต
Friends' blogs
[Add naigod's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.