มาแล้วยังดีกว่ามาช้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา
<<
เมษายน 2564
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
14 เมษายน 2564

ตะพาบ กม.275 "หนอนหนังสือ"

มาช้ายังดีกว้าไม่มา ตะพาบตัวนี้เพิ่งมาถึงฝั่ง
ตะพาบ กม.275 ในโจทย์ของคุณต่อ toor36
“หนอนหนังสือ” สือๆๆๆ
.
.

(ภาพจากอินเตอร์เน็ต)
.
เรากับหนังสือ มันเริ่มต้นยังไงนะ?
หากเริ่มจากตอนประถมก็น่าจะเป็นนิทานการ์ตูนเด็กๆ ที่คุณแม่ยื่นให้ เป็นพวกหนังสืออ่าน
ง่ายเน้นภาพเป็นหลัก อย่างเรื่องวันจันทร์ที่สดใส (เล่มนี้ไปหามาได้ตอนโต) ชัยพฤกษ์
การ์ตูน 
ก็ได้อ่านกับเขาด้วยนะ และชอบทาร์ซานกับเจ้าจุ่นที่ลงในเดลินิวส์มาก รวมถึง
นิทานเล่มเล็กของสนพ.สตรอเบอรี่ ภาพสวย อ่านสนุก
.
เราเองรู้สึกว่า
ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่หาหนังสืออ่านค่อนข้างง่ายและสะดวก

ตอนเรียนประถมนั้น หลังโรงเรียนก็มีแผงหนังสือเก่ามาขายหลังเลิกเรียน ช่วง ป.ห้า ป.หก
ก็ปันตังค์ค่าขนมมาซื้อ ตอนนั้นการ์ตูนปกไม่เกินสิบบาทก็ขายครึ่งราคา(มั้งนะ ลีมๆ) ยัง
มีแผงหนังสือในตลาดซอยอารีย์ (ที่นี่เป็นทางผ่านระหว่างโรงเรียนและบ้านเลย) อาแปะคน
ขายออกแนวดุดุหน่อย บางวันเป็นลูกสาวเขามาช่วยขาย แผงไม่ใหญ่แต่อัดแน่นด้วยนิตยสาร
 หนังสือพิมพ์ และการ์ตูนแทบทุกหัวเลยนะ จำได้ว่าหลังฉากที่นั่งเป้นโกดังเก็บเล็กๆ ที่แน่น
 มาก ปัจจุบันที่ตรงนั้นกลายเป็นคอนโด เป็นร้านอาหารไปหมดแล้ว พอข้ามสะพานลอยเดิน
 เข้าซอยบ้านมาก็มีร้านของชำที่มีมุมหนังสือเล็กๆ วางขายอยู่ด้วย
.
หากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็จะได้ซื้อหนังสือการ์ตูนประมาณ 2เล่ม จากการติดสอยห้อย
ตามพ่อไปเดินเล่นในห้างเช่นเมอร์รี่คิงส์ สะพานควายบ้าง แถวนั้นมีร้านสาขาของวิบูลย์กิจ
อยู่หน้าโรงหนังเฉลิมสิน ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเราเลย เจอครั้งแรกนี่เหมือนได้เข้าไปในแดน
สวรรค์ (ปานนั้น55) ต่อมาจึงค่อยรู้จักร้านเจซีสาส์น อ้อ อีกที่ที่ได้ไปก็ร้านสาขาของวิบูลย์กิจ
ที่ห้างมาบุญครอง
.

บางส่วนที่ยังอยู่
.

จากแบมือขอเงิน มาสู่ควักเงินซื้อเอง
ช่วงแรกๆ ที่ซื้อการ์ตูนคือขอตังค์พ่อ-แม่ แบบว่าหยิบมาแล้วให้ท่านจ่ายตังค์ให้ เหมือนเป็น
เด็กที่ถูกตามใจเลยนะนี่ TT ต่อมาชักเกรงใจก็เริ่มแชร์ อย่างพ่อจะซื้อให้แค่หนึ่งเล่ม ทีนี้เรา
อยากได้เล่มอื่นก็ออกเอง หรือถ้าเล่มนั้น 25 บาท เราก็ออกสิบบาท พ่อจ่ายสิบห้าบาท อิอิ
(ตอนนั้นการ์ตูนปกเฉลี่ยน 15บาท) พอขึ้น ม.1นี่จำได้ว่า ซื้อเองแล้วล่ะ
.
คนอื่นติดเกม แต่เราติดการ์ตูน
เราเป็นคนติดการ์ตูนญี่ปุ่นมากๆ เล่มแรกๆ ก็น่าจะโดราเอมอนนี่แหละ เพราะหาซื้อง่าย
และแพร่หลายที่สุด เรื่องฮิตๆ อย่างดรากอนบอล , คำสาปฟาโรห์ ก็อ่านนะ อย่างเรื่อง
หลังนี่ตอนเห็นครั้งแรกคือแบบอู้หูวาดภาพสีสวยจัง ทึ่งมาก แต่เรื่องที่อ่านแล้วโคตรชอบสุดๆ
ตอนประถมคือ ตำนานแห่งริว สี่เล่มจบ ยืมเพื่อนอ่าน มันมาก อ่านเป็นบ้าเป็นหลัง 55
.

.
หลงใหลไปกับตัวหนังสือในนิตยสารการ์ตูน
จำพวกนิตยสารการ์ตูนเราก็ชอบนะ รู้สึกว่ามันดูต่างจากรวมเล่มดี พอซื้อมาปุ๊บฉีกซองก็เปิด
อ่านหน้าคอลัมน์ก่อนการ์ตูนซะอีก เช่น เดอะซีโร่ , กิฟท์ แม็กกาซีน , ไอศกรีม ,
เฟรนด์ ,นอน-โน่ , วีคลี่ สเปเชี่ยล
ฯลฯ มีทั้งรายสัปดาห์ รายเดือน ตอนนั้นเยอะแยะ
มาก และด้วยรูปเล่ม การแต่งภาพ จนถึงการแปล เราว่าฝั่ง สนพ. วิบูลย์กิจทำได้โอเค เช่น
ถ้าเทียบ เดอะซีโร่ จากวิบูลย์กิจ กับ ทาเล้นท์ ของมิตรไมตรี

หน้าเปิดเล่มนี่แหละ ใครข้ามเราไม่ข้าม


กิฟท์ แม็กกาซีน คอลัมน์แน่นสุดๆ
.
ที่ที่อุดมด้วยการ์ตูน!! WOW
พอเข้า ม.ต้น ย้ายบ้านและมาเรียนแถวห้วยขวาง มีร้านเช่าการ์ตูนทั้งร้านใกล้บ้านและร้านหน้า
โรงเรียน ที่ตลาดก็มีแผงขายการ์ตูนที่ตลาด ลด10% ด้วยนะ ละแวกนั้นก็ยังมีร้านอื่นๆ อีก 2-3
จุด หนำซ้ำยังแผงหนังสือเก่าแบบที่วางขายบนแคร่อีกแผงสองแผง โอ๊ย ชีวิตไม่ต้องไปไหน
วนมันอยู่แถวนี้เลย 55 เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่อ่านการ์ตูนงอมแงมมาก ก็เคยโดนที่บ้านบ่นเหมือน
กัน และที่งอมแงมนี่ถึงขนาดแวะไปร้านเช่าก่อนเข้าโรงเรียนก็เคยมี
(น่าตีเหลือเกิน)

.
การ์ตูนไม่ใช่ยาพิษเสมอไป
จำได้ว่าช่วงที่ถนนสายนี้เปรี้ยว (Orange Road)กำลังบูม จะมีกระแสโจมตีจากผู้ใหญ่
ว่าเป็นการ์ตูนติดเรท ลงสกู้ปนสพ. เลยนะ ซึ่งไอ้เราที่เป็นผู้ใช้จริง เอ๊ยอ่านจริง ก็รู้สึกว่ามันก็มี
บ้าง แต่ไม่ถึงกับอล่างฉ่างขนาดที่ผู้ใหญ่คิด ที่บ้านเราก็ไม่ได้ว่าอะไร (คงไม่รู้ว่าเราอ่านกะเขา
ด้วย ^^ ) การ์ตูนนั้นไม่ใช่สิ่งไร้สาระเสมอไป เราได้เรียนรู้หลายๆ อย่างจากวิถีชีวิตในการ์ตูน
เช่น ไหมขัดฟันจากไซเฟอร์ อารยธรรมโบราณจาก คำสาปฟาโรห์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
จากโดราเอมอน  เป็นต้น และพออ่านเยอะๆ เข้าก็เริ่มจดจำชื่อ และลายเส้นของนักเขียนที่อ่าน
บ่อย และชื่นชอบได้

เรื่องต่างๆ ในความทรงจำสู่เวอร์ชั่นลิขสิทธิ์
.
แล้วนอกจากการ์ตูนญี่ปุ่นล่ะ อ่านอะไรอีก?
คู่สร้างคู่สม
เรียกได้ว่าเป็นหนังสือคู่บ้านตั้งแต่เราเด็กๆ ที่บ้านซื้อทุกเล่มจริงๆ ช่วงนั้น เคยติดคอลัมน์เล่า
เรื่องผีที่ทาวเวอร์ออฟลอนดอน มากกกก คือเฮ้ย หลอนก็หลอน แต่มันยิ่งอยากรู้ และเค้า
เขียนต่อกันหลายเล่มเป็นซีรี่ส์เลยก็ว่าได้ เสียดายที่ที่บ้านไม่ได้เก็บไว้ ดวงในคู่สร้างคู่สมก็
แม่นอยู่นะ
.
พี้ชยักษ์
วรรณกรรมเยาวชนเล่มแรกที่อ่านแล้วสปาร์กจอยมาก ตอนไปเที่ยวบ้านยายช่วงปิดเทอมสมัย
ประถม ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ พอหยิบมาอ่านแล้วเหมือนได้ผจญภัยไปกับเจมส์
ด้วย ตื่นเต้น ชอบ สนุกมาก นี่แหละคือ พี้ชยักษ์ ได้เจอหนที่สองที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย
(เดี๋ยวมันหนังสือเด็กนะ 555) ก็ยืมมาอ่านอีก หนที่สามนี่เจอที่ร้านหนังสือก็เลยได้พากลับมา
บ้านด้วย (แต่จ่ายตังค์แล้วนะ) และในกลุ่มวรรณกรรมเด็ก ก็มี บทเพลงฤดูใบไม้ผลิ อีกเรื่อง
ที่ละมุนมาก อ่านแล้วอ่านอีก อ่านซ้ำอ่านซากก็ไม่เบื่อ และหนังสืออีกเล่มที่อ่านเมื่อไหร่ก็เย็น
ใจก็คือ เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก


.
ช่วงเริ่มทำงาน จากการ์ตูน และวรรณกรรม
สู่ นิตยสาร  นิยายสืบสวน และหนังสือต่างหมวด

ริง คำสาปมรณะ
ผลงาน ซุสุกิ โคจิ เป็นนิยายที่จุดประกายการอ่าน J book ของเรา ก็โอ้โห อะไรวะเนี่ย ทำไม
มันลุ้นได้ขนาดนี้ ถ้าจะบอกว่าอ่านแล้ววางไม่ลงก้คงจะไม่เกินไป หลังจากนั้นทุกครั้งที่มีงาน
หนังสือ ก็จะมุ่งตรงไปบู้ท สนพ.บลิส เป็นอันดับแรก พนักงานขายแต่ละคนถูกเทรนด์มาดี
ถามเรื่องไหนเป็นไง ตอบได้หมด รักตรงนี้
.
Esquire Thailand
เป็นนิตยสารที่ซื้ออ่านช่วงวัยทำงาน ท่ามกลางนิตยสารผู้ชายหลากหลายตัวเลือกทั้งไทยแท้
และอิมพอร์ต แต่ก็เลือกอ่าน Esquire ไม่ใช่เพราะความเป็นนิตยสารหัวนอกที่อ่านแล้วจะล้ำ
กว่าชาวบ้าน แต่รวมๆ ในเล่มแล้วก็อ่านได้เกือบหมด แม้โหมดฟชั่นจะดูหัวนอกไปหน่อยก็ตาม
ก็อ่านมาร่วม10ปีเลยนะ ผ่านการเปลี่ยนบอกอมาหลายคน จนวันหนึ่งที่เรารู้สึกอิ่มตัวกับแนว
นิตยสารเลยเลิกอ่านไป ปัจจุบันในบ้านเราก็ปิดตัวไปแล้ว
.
หนึ่งปีแสนสุขในโปรวองซ์
โดย ปีเตอร์ เมลย์ ซื้อจากคอลัมน์แนะนำหนังสือใน Esquire นี่แหละ พอซื้อมาอ่านทีแรกคือ
แบบ ฮืออ ไม่อินเลยอ่ะ จนแล้วจนรอดก็อ่านไปไม่พ้นบทแรกสักที แต่อีกห้าปีถัดมา มันก็ได้
กลายเป็นหนังสือที่รักชุดหนึ่งในใจเราไปเลย คงรอให้ถึงช่วงเวลาที่เหมาะที่ควรล่ะมั้ง ชุดนี้มี
ไตรภาค และยังมี แสนสำราญงานชิม อีกหนึ่งเล่ม โอ๊ย อันนี้คือดี อ่านแล้วหิวเลย


.
และในหมวดเรื่องสั้นและนิยาย ก็ได้สัมผัสงานสาบเลือดไทย
เช่น งานของคุณ วาณิช จรุงกิจอนันต์ และ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้น
.
แม้จะดูเหมือนติดการ์ตูนและนิยาย แต่หมวดพัฒนาตนเองก็อ่านนะ ^^ ชอบ หนังสือของ
 สนพ.สสท.
ส่วนมากเป็นหนังสือที่แปลจากต้นฉบับญี่ปุ่น แต่เราว่าเนื้อหาเข้ากับการปรับ
 ใช้ในบ้านเราได้ดีทีเดียวนะ เคยอ่านของฝรั่งบ้างแต่บางเล่มดูไกลตัวไป


.
.
เลือกการ์ตูนญี่ปุ่นที่อยู่ในความประทับใจ
โชเน็น และโชโจ อย่างละสองเรื่อง ให้เพื่อนหน่อย

.
คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา
ของ อ.ฟุมิยะ ซาโต และ อ.โยซาบุโร่ คานาริ (ช่วงหลังผู้แต่งเปลี่ยนมาเป็น อ.อามางิ
เซย์มารุ) อ่านแล้วชอบในทันที ด้วยความที่ชอบอ่านแนวสืบสวนเป็นทุนเดิม ถึงแม้จะแทบ
ไม่เคยเดาตัวฆาตกรถูกก็ตาม 55 สมองอันน้อยนิดซีรี่ส์ชุด 27เล่มแรกคือปิ๊งมาก
.
เซ็นต์เซย่า
ของ อ.มาซามิ คุรุมาดะ เรื่องฮิตตั้งแต่ตอนประถม แรกๆ ก็ยืมเพื่อนอ่านจากพิมพ์ของมิตร
ไมตรี เพราะวิบูลย์กิจพิมพ์ออกมาช้ากว่าเจ้าอื่น แต่คุณภาพดีเลย ได้ตามอ่านตั้งแต่เล่มแรก
จนจบ นอกจากเนื้อเรื่องแล้ว ชอบการดีไซน์ชุดคลอธที่เอามาประกอบเป็นสัญลักษณ์ตาม
กลุ่มดาวมากๆ แต่เราอ่านแค่ภาคหลักนี้อย่างเดียว ภาคอื่นๆ ที่เขียนมาเพิ่มไม่ได้ตามอีกเลย
.
ลีลาศพาฝัน
หรือฉันจะเต้นรำในชุดขาว ในยุคแรก การ์ตูนโชโจของ อ.ไซโตะ จิโฮ ที่ตอนเด็กอ่าน
แล้วเฉยๆ แต่พอวันเวลาผ่านไปยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ เข้าใจความรู้สึกตัวละครมากขึ้น อ.ไซโตะ
เขียนภาคต่อ และตอนพิเศษในหลายปีต่อมา จะว่านักอ่านโตตามนักเขียนก็ไม่ผิด ด้วยวุฒิ
ภาวะและการเห็นโลกที่มากขึ้น จึงอินกับภาคต่อที่มีความเป็นผู้ใหญ่ที่ได้สลัดคราบวัยแรก
รุ่นของภาคแรกอย่างหมดจด
.
เช่นเดียวกับ Cipher
ของ อ.นาริตะ มินาโกะ อีกเรื่องที่ยิ่งอ่านยิ่งรัก การ์ตูนแนว Slice of life ไม่มีแฟนตาซี ไม่มี
แอกชั่น เนื้อเรื่องเป็นเหมือนการจ้องมองชีวิตประจำวันของสองแฝดหนุ่มจากนิวยอร์ก ที่มี
ทั้งเรื่องราวของแผลในใจวัยเด็ก มิตรภาพ ความรัก ครอบครัว มุมมองชีวิต และเรื่องนี้ไม่ใช่
การ์ตูนวายอย่างที่บางคนเข้าใจเด้อ
.

.

นอกจากสี่เรื่องนี้ก็มีอีกหลายเรื่องที่ถูกหยิบมาอ่านแล้วอ่านอีก เพราะแต่ละเรื่องก็มีความ
สนุกในแบบฉบับของตนเอง
.
จากอ่านเพียว สู่อ่านแล้วถ่ายเท
การอ่านที่มากขึ้นๆ แต่หลายครั้งพอทักตัวเองว่า เออ เรื่องนั้นเป็นไงแล้วนะ เรื่องนี้ฉากนี้มัน
ออกมาตอนไหน บางทีก็ลืมหรือไปจำสลับกับเรื่องอื่นก็มี มักเป็นกับนิยายมากกว่าการ์ตูนซึ่ง
ยังมีภาพให้เห็นได้ง่าย จึงลองปรับแผนการอ่านของตัวเองใหม่ ให้เป็นอ่านแล้วไม่ปล่อยผ่าน
พยายามจดโน๊ตทำรีวิวเท่าที่พอจะทำได้ และพบว่านอกจากกันลืมแล้วยังช่วยจัดระเบียบ
สมองตัวเองได้อีกทางหนึ่งด้วย เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเค้าว่าเมื่อมีอินพุตต้องมีเอาท์พุตมัน
จึงสมดุลกัน แต่เวลาทำรีวิวทีนึงก็ค่อนข้างใช้เวลาเพราะยังไม่คล่องแบบอ่านปุ๊บทำปั๊บ 55
แต่ก็จะพยายามนะ
มาช้ายังดีกว่าไม่มา ^^
.
บ่นนานไปแล้วลุง พอ พอ ^^
สุขสันต์วันสงกรานต์
แล้วพบกันใหม่ครับ
..................................................................

ขอบคุณคุณฟ้าใสวันใหม่ ที่โบกมือทักกวักมือเรียกในการเขียนตะพาบครั้งนี้ครับ
..........................................................................
แก้ไข : 15/04/2564 เพิ่มเครดิตที่มารูปเปิด ด้านบน


Create Date : 14 เมษายน 2564
Last Update : 15 เมษายน 2564 11:33:38 น. 34 comments
Counter : 430 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณtoor36, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณกะว่าก๋า, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณmariabamboo, คุณเซียน_กีตาร์, คุณปรศุราม, คุณชีริว, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณSweet_pills, คุณTui Laksi, คุณทนายอ้วน, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณThe Kop Civil, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณ**mp5**, คุณซองขาวเบอร์ 9, คุณอุ้มสี


 
สมัยวิบูลย์กิจยังอยู่ที่มาบุญครองบ่งบอกถึงอะไรหลายๆ อย่าง ต้องบอกด้วยมั้ยครับว่าสมัยที่ชั้น 7 ยังมีส่วนหนึ่งเป็นร้านตู้เกม 555 แต่สมัยก่อนร้านการ์ตูนมันเยอะจริงๆ ครับ ทั้งสยามฯ มาบุญครอง รวมไปถึงร้านค้าปลีกทั่วไป

ผมก็เริ่มเก็บเงินซื้อเองตอน ม.1 นะ ช่วงลิขสิทธิ์ใหม่ๆ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะช่วงที่ผม ป.5 มั้ง หลังยุคลิขสิทธิ์เข้ามา เดอะทาเลนท์ ไปเลยครับ แล้วตอนนั้นมันกระทันหันมาก คิดดูว่าจากที่เราซื้ออ่านเล่มละ 15.- บาท แต่บูมราคา 25.- แถมเรื่องที่ลงน้อยกว่าด้วย สะอึกครับ ซื้อไม่ไหว ตอนหลังซื้อแบบรวมเล่มเอา แต่รายสัปดาห์ไม่ไหวจริงๆ ต้องยอมรอเวลา นอกจากว่าจะมีเพื่อนที่ซื้อพวกรายสัปดาห์ ก็จะเข้าไปอ่านหน่อย (ชอบสปอย)

นิตยสารการ์ตูนผมก็ติดตามหลายหัวนะ ตั้งแต่นิตยสารที่เย็บแม็กที่ชื่อ A Club Anime หรือแม้แต่พวกใหม่หน่อยที่ออกช่วงปี ค.ศ. 2000 กว่าๆ เสียดายปลวกกินไปหมดแล้ว ถ้ายังรอดถึงตอนนี้มีคนรับซื้อหลายตังค์นะนั่น

พวกนิตยสารผมเลิกซื้อมันก็มีหลายๆ เหตุผล มีเจ้านึงข้อมูล ล้าหลังไม่ทันการณ์ โทรทัศน์ฉายไปแล้ว พึ่งมาลง เขียนจดหมายไปตำหนิโดนท้าให้เลิกซื้อ!? นี่มันโง่สุดๆ แล้ว ไม่ตอบจดหมายเสียยังจะดีเสียกว่า สิ่งที่ควรทำคือยอมรับและแก้ไข ผมเสียดายที่ไม่ได้เก็บจดหมายที่เขาท้าทายไว้ ที่ทำก็แค่เลิกซื้อทันที แล้วไปอ่านฟรีตามร้านหนังสือเอา (ไม่มีก็ไม่อ่าน) บอกได้เลยว่าพออินเตอร์เน็ตเริ่มมา (ยุค ICQ) ผมยิ่งรู้สึกเลยยว่าตัดสินใจถูกต้องที่เลิกซื้อ นิตยสารหัวนั้น ในกลุ่มเพื่อนผมหลายๆ คนค่อยๆ เลิกซื้อนิตยสารหัวนั้น โดยให้เหตุผลว่า มันเอานิตยสารของต่างประเทศมาทำ มันง่ายไป จริงๆ สมัยก่อนทำหนังสือมันก็แบบนั้นแหละ แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ดี เราก็เห็นความชุ่ยของข้อมูลซึ่ง เหมือนเอาคนพออ่านภาษาญี่ปุ่นออก + มีความรู้ภาษาจีนหน่อยๆ มาแปล ข้อมูลมันเลยเพี้ยน

คู่สร้างคู่สม ที่บ้านผมก็รับนะ ผมไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่ มีอ่านบ้างแต่ไม่ได้อ่านทั้งเล่ม ช่วงเริ่มทำงาน ของผมอ่านพวกธรรมะ กับจิตวิทยาครับ แต่ตอนนี้กระจายหลายสายมาก แล้วแต่อารมณ์

ถ้าพูดถึงนิตยสารการ์ตูนญี่ปุ่นในไทย ผมกล้าพูดเลยว่ามีแค่ A Club , Anime สองหัวนี้เท่านั้นที่พอจะต่อกรกับนิตยสารการ์ตูนญี่ปุ่นของจีน (ผมเคยรีวิวในบล็อกด้วยนะเออ) แต่ของจีนก็ดูจะแพ้พวก Newtype ของญี่ปุ่นนะ (แน่ล่ะประเทสต้นตำหรับนี่)

การ์ตูนเดี๋ยวนี้ผมเน้นพวกที่อ่านแล้วสบายๆ ไม่เครียด ออกไปในทางเฮฮามากกว่าครับ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 14 เมษายน 2564 เวลา:22:35:33 น.  

 

หนอนหนังสือจริงๆ
อ่านหนังสือเยอะจัง


โดย: newyorknurse วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:2:48:17 น.  

 
เห็นหนังสือแล้วตาลาย เยอะจริง ๆ 555
ผมว่าพวกเราอ่านหนังสือเยอะกว่า ที่เห็นข้างบนซะอีก บางเล่ม
ที่เขียนดี

จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ให้ความเพลิด เพลิน ความรู้
ความรัก หวาน ตื่นเต้น...


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:5:18:14 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ

แม้จะไม่ได้อ่านหนังสือในแนวเดียวกัน
แต่ผมคิดว่าคนรักการอ่านจำนวนมาก
ก็เริ่มต้นเช่นเดียวกันเลย
คือ รักการอ่านมาตั้งแต่วัยเด็ก
อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการอ่าน
มีครอบครัวสนับสนุน
มีหนังสือหลากหลายแนวให้อ่านและอยู่ใกล้มือ
และส่วนใหญ่มักเริ่มจากการอ่านหนังสือที่สนุกมากๆ อย่างการ์ตูนกันก่อนเลย

ผมยังนึกถึงบรรยากาศสมัยที่ร้านหนังสือ แผงหนังสือกระจายตัวอยู่ในชุมชน
ผ่านไปทางไหนก็เจอ ตอนนี้เหลือน้อยมากจนน่าใจหาย
หนังสือก็มีราคาแพงขึ้นมากจริงๆครับ





โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:7:06:23 น.  

 
มาแปะโหวตแล้วลาไปนอนเลย ตาลายจิ 555
หนอนหนังสือตัวจริง อ่านเยอะมากกก
ยังไงก็ถนอมสายตาไว้ด้วยเน้ออ



โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:7:15:11 น.  

 
เซียนกระบี่ลุ่มแม่น้ำวัง 



มีความสุขมาก ๆ รักษาสุขภาพ นะครับ


โดย: เซียน_กีตาร์ วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:7:38:11 น.  

 
โห โชคดีสุดๆเลยครับ ได้ตั๋วฟรีหน้าโรงด้วย
ไททานิคเริ่มเข้าไปดูตอนเรือชนก้อนน้ำแข็งก็คุ้มแล้วครับ ไฮไลท์อยู่ครึ่งหลังของเรื่องล้วนๆ

คิดถึงชัยพฤกษ์การ์ตูน มีทาร์ซานกับเจ้าจุ่น แต่ส่วนใหญ่ได้อ่านตามศูนย์ดูแลเด็กมั้งครับ ไม่เคยซื้อเองเลย
ยุคนั้นที่บ้านซื้อแค่หนูจ๋ากับโดราเอมอน
แผงลอยขายการ์ตูนที่เคยมีสมัยเด้กๆ ตอนนี้แทบไม่เหลือให้เห็นแล้วนะครับ
แม้แต่ร้านหนังสือเองก็หายไปเรื่อยๆ เหลือแต่พวกสายป่านยาวๆ
เมอรี่คิงส์นี่ไม่เคยเข้าไปซื้อการ์ตูน แต่ชอบไปดูตรงที่เขาขายฟอสซิล ไม่รู้ของจริงหรือเปล่า แต่ดูเพลินเลยครับ
ผมเริ่มซื้อการ์ตูนเองก็ยุคลิขสิทธิ์ พวก BOOM แล้วมั้งครับ (C-KIDS ซื้อแค่บางเล่ม)
ก่อนหน้านั้นอย่างเดอะทาเล้นท์ เดอะซีโร่ น่าจะแบมือขอตังค์ซื้อ
ที่ซื้อเป็นประจำทุกเล่มก็ BOMB BOMB ของหมึกจีน ทั้งที่ไม่ค่อยมีเพื่อนอ่านแท้ๆ
ice-cream ของวิบูลย์กิจนี่ก็ซื้อแค่บางเล่ม แต่ถือเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่บ้านผมยังเก็บไว้เลยครับ
เซย่าสมัยก่อนอ่านของมิตรไมตรีเป็นหลัก เพราะมันออกรวมเล่มเร็วสุด เดอะซีโร่ไม่ค่อยได้ตามครับ
แต่ที่สมบูรณ์ที่สุดตั้งแต่สมัยยังไม่มีลิขสิทธิ์คือของวิบูลย์กิจครับ
พอลิขสิทธิ์เข้ามาค่ายนี้ก็ซื้อเรื่องนี้มาได้จริงๆ

เดี๋ยวนี้หนังสือการ์ตูนล้นชั้นไปหลายรอบแล้วครับ
หลายเรื่องก็ซื้อมาอ่านแค่รอบเดียวจริงๆ ต้องจำหน่ายออกบ้าง บริจาคบ้าง


โดย: ชีริว วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:11:30:53 น.  

 
ที่ไปคุย
ถ้าผมจำไม่ผิด ชั้น 7 MBK ตอนนั้นมีร้านนึงเล็กๆ เดินทะลุ ทางเดิน 2 ด้านได้ด้วย ผมจำชื่อร้านไม่ได้แล้ว จำได้แค่ร้านอยู่ใกล้โวนตู้เกม

จริงๆ มีนิตยสาร เซนชู ด้วยแต่หัวนี้ผมไม่ได้ซื้อ นิตยสาร Otaku ผมตามอยู่ 2-3 เล่ม Animag ผมลืมชื่อนี้ไปได้ไงก็ไม่รู้ คนละอันกับ Anime นะเออ Anime ราคาอย่างโหด 40 บาท อยากให้จินตนาการว่าในยุคปี 2539 ยุคที่หนังสือการ์ตูนฉบับลิขสิทธิ์ราคาเล่มละ 25.- 30.- บาท นิตยสารฉบับนี้กล้าขายราคา 40.- บาท ไม่ธรรมดาเลย แต่ไม่มีโฆษณานะ มันสุดยอดตรงนี้แหละ เราพูดถึง MBK กันมาก็เยอะ สมัยก่อนมันมีแผง (หรือร้าน) ขายนิตยสาร Anime + Goods เล็กๆ น้อยๆ จากการ์ตูนที่ MBK ที่สำคัญมีวีดีโอเถื่อนที่อัดจากทางสถานีโทรทัศน์ของญี่ปุ่น (แบบ RAW ไร้ซับใดๆ ทั้งสิ้น) มาขายด้วยนะเออ ยุคนั้นช่อง 9 น่าจะเป็นรายการโลกของเด็ก พยายามโปรโมตเรื่อง คนเก่งทะลุโลกแบบเมามันส์มาก ที่นี่ก็มีขายครับ (ม้วนละ 180.- ราคาเท่าเงินค่าขนมผมเกือบ 1 สัปดาห์เลย)

ทีวีแมกกาซีน หลายคนซื้อเพราะมันสปอยดราก้อนบอล แต่พอหมดจากจุดนั้น หลายคนก็เลิก จะว่าไปคนไทยก็ชอบอ่านสปอยนะ ไม่ว่ายุคไหนข้อมูลข่าวสารมันก็เหมือนอาวุธ ผมชอบปกแบบสมัยก่อนมากกว่า หลังๆ เอาตัวการ์ตูนเยอะๆ มายำ มันดูมั่วไปหมด แต่เรื่องแบบนี้มันก็แล้วแต่คนชอบล่ะครับ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:12:20:33 น.  

 
นอกจากการ์ตูนแล้ว ผมเดาว่าต้องชอบเรื่องผีๆ สางๆ ด้วยแน่นอนเลยใช่ไหมครับ
เหมือนผมจะติดเม้นบล๊อกก่อนหน้านี้ ที่เปิดมาเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีผี แต่สยองกว่ามีผี เอ๊ะ...ยังไง
นี่ขนาดอ่านคู่สร้างคู่สมยังอ่านเรื่องผีเลย 555555
เดอะริง ด้วยงี้
เรื่องผีจริงๆ ผมชอบนะครับ ไม่กัวผีด้วยนะ แต่....รูปตุ๊กตามันหลอน 55555

ผมก็ชอบอ่าน....เมื่อก่อนอ่านผีพันทิปนี่แหละครับ เรื่องแต่งแต่สนุกดี
เดี๋ยวนี้ขี้เกียจอ่านก็ฟังเอา จนไปเจอเรื่องหนึ่งที่มีคนเล่าว่า ชอบฟังเรื่องผีมาก ฟังไปฟังมา มีเสียงดังขึ้นมาว่า "เรื่องของหนูสนุกไหม"

หือออออออ เลิกฟังไปเลยครับ !!!!!



โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:15:50:24 น.  

 
เวลาคุยเรื่องหนังสือ
ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากครับ
ได้เห็นตัวเองในวัยเด็ก ในวัยรุ่น
และในวัยปัจจุบัน
ทุกช่วงชีวิตของผม
มีหนังสืออยู่ด้วยเสมอครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:23:23:31 น.  

 
คำสาปฟาโรห์ดังมากสมัยวัยรุ่นค่ะ ^^
หลายเรื่องที่ถูกหยิบอ่านซ้ำ หากหนังสือมีชีวิตคงดีใจที่ได้สร้างสุขให้เจ้าของนะคะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 15 เมษายน 2564 เวลา:23:43:07 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 เมษายน 2564 เวลา:6:59:26 น.  

 
สุขอยู่กับบ้าน อ่านหนังสือเป็นเพื่อนแก้เหงากันนะคะ
You are what you read!
โอ้โห...เป็นหนอนหนังสือมาตั้งแต่เด็กต่อเนื่องจนปัจจุบัน
เรียกว่ายิ่งกว่าเป็นหนอนหนังสือแล้วมังคร้า...สุดยอดค่ะ

วัยเด็กสำหรับผญ.ตัวเล็กๆแบบเรา คือ อ่านแต่หนังสือเรียนจ้า
การ์ตูนไม่เคบจับ มาอ่านหนังสือหรือวารสารกีฬา
ตอนมีฟุตบอลโลกถ่ายทอดสด...กับหนังสือ StarPics
บ้าหนังหลังจากดู โรมิโอ กับจูเลียต คลั่งกับหน้าตาของ
พระเอกและนางเอก ซื้อแล้วนำภาพมาใส่ปกสมุดเรียนอีก...

ชื่อหนังสือบางเล่มที่คุณมาช้าฯอ่านเราคุ้นๆหลายเล่ม
อต่ไม่เคยจับอ่านเลยคร้า...มารักการอ่านเอาช่วงวัยกลางคน
ที่ดูทุกอย่างลงตัว หาเวลาว่างอยู่กับหนังสือและนิตยสาร
เป็นช่วงชีวิตสโลว์ไลฟ์ค่ะ ...ดีจังการอ่านเป็นเสมือนเปิดโลกกว้าง
ทางความคิด...หลายๆอย่างเรารู้จากตัวหนังสือที่บรรยายไว้
บางอย่างทำให้เราเข้าใจธรรมชีวิตดีขึ้น
คร้า...สุข และเอนจอยกับการอ่าน
และเป็นอาหารสมองยามนี้ดีที่สุดนะคะ
เราก็มีบ้างแต่ไม่มุ่งเน้นมากสักเท่ารัย



โดย: Tui Laksi วันที่: 16 เมษายน 2564 เวลา:14:35:01 น.  

 
โหยยย โหวตหมดแย้วววว.. แดวแวะมาอีก


โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 16 เมษายน 2564 เวลา:17:38:16 น.  

 
เซียนกระบี่ลุ่มแม่น้ำวัง 
สวัสดีครับ



โดย: เซียน_กีตาร์ วันที่: 16 เมษายน 2564 เวลา:18:31:34 น.  

 
เก็บหนังสือได้งดงามมากครับ บอลไม่ค่อยได้เก็บหนังสือที่ไม่ได้สนใจแล้วครับ จะเอาไปบริจาคตามห้องสมุดโรงเรียน เก็บเอาไว้แต่เฉพาะที่อยู่ในความสนใจครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 16 เมษายน 2564 เวลา:20:15:06 น.  

 
เห็นด้วยเลยครับ
แฟนคลับบางครั้งก็ต้องรับให้ได้ว่า
ดาราที่ตนเองชื่นชอบอยู่นั้น
เขาก็คือคนธรรมดาเหมือนเราเช่นกัน

มีโอกาสทำผิดพลาดได้เช่นกัน

ถ้าอินมากเกินไป
ผมว่าก็จะมีโอกาสผิดหวังมกาตามไปด้วยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 เมษายน 2564 เวลา:23:15:19 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ค่ะ
จริงตามนั้นค่ะ You are what you read ...
โอ้ว เวอร์ชั่นเก่ากว่านั้นคร้า
Olivia Hussey + Leonard Whiting


โดย: Tui Laksi วันที่: 17 เมษายน 2564 เวลา:6:10:01 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 เมษายน 2564 เวลา:6:25:10 น.  

 


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 17 เมษายน 2564 เวลา:10:00:26 น.  

 
โอ้โห คอหนังสือตัวยงเหมือนกันนะครับ โดเรม่อนผมติดงอมแงมเหมือนกันครับ ตอนนั้นสนุกทุกตอนเลยครับ
เคหาสน์ดาวผมก็เคยอ่าน ตอนนั้นในห้องผมมีเพื่อน ๆ บ้าอ่านนิยายกันมาก ผมยืมมาอ่านก็ติดเหมือนกันครับ 555
คู่สร้างคู่สม ที่บ้านน้าเปิดร้านเสิรมสวย ผมเลยได้อานิสงค์ไปด้วย ชอบอ่านเรื่องสั้นกับคอลัมน์ครับ
แต่แอบอิจฉาเด็กกรุงเทพฯ มีหนังสือให้อ่านเยอะมาก ผมเด็ก ตจว. หนังสือไม่ค่อยมี วางแผงช้าด้วยครับ


โดย: The Kop Civil วันที่: 17 เมษายน 2564 เวลา:20:37:52 น.  

 
ใช่เลยครับ ผมอ่าน BOMB BOMB เล่มแรกก็เพราะปกโดราเอมอนนี่แหละ
พออ่านแล้วชอบเรื่องอื่นด้วย เลยซื้อมายาวๆเลย
หมึกจีนร้สึกคนจะฮิตอ่าน NOVA กันมากกว่า แต่ผมไม่ได้ตามเลยครับ
เหมือนการ์ตูนมันจะแนวเด็กโตมากกว่าหน่อย

สมัยก่อนลิขสิทธิ์สยามกับวิบูลย์กิจคุณภาพดีกว่าสำนักอื่นมากๆ ก็เลยรอดมาจนถึงยุคนี้ด้วยมั้งครับ
ช่วงท้ายๆพอลิขสิทธิ์เข้ามาแล้วหมึกจีนหันไปพิมพ์การ์ตูนผู้หญิง
แล้วก็ค่อยๆเฟดออกจากวงการไป


โดย: ชีริว วันที่: 17 เมษายน 2564 เวลา:23:35:34 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ

โลกโซเชี่ยล
บันทึกทุกอย่างทีเ่ป็นเราเอาไว้จริงๆครับ
ถึงวันนึงก็กลับไปเช็คต้นตอทั้งคำพูด ความคิด
และการกระทำของเราได้เลย



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 เมษายน 2564 เวลา:7:25:21 น.  

 
ไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูน
มักถูกชี้ชวนแกมบังคับ
ให้อ่านอะไรๆที่ยากกว่านั้น
แต่ไม่รู้ว่าแก่แดดหรือเปล่า



โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 18 เมษายน 2564 เวลา:12:19:47 น.  

 
อ่านหนังสือหลากหลายแนวมากครับ
ต่างกับผมเลย ตอนเด็ก ๆ ผมติดทั้งการ์ตูนและเกม
นอกจากซื้อหนังสือการ์ตูนแล้ว ยังต้องซื้อหนังสือเกมอีก
โอ๊ยยยย แทบไม่เหลือตังค์ไปทำอะไรแล้วคร้าบบบ 55

พอคิดย้อนกลับไป ถึงแม้จะใช้ตังค์ไปกับหนังสือพวกนี้เยอะ
แต่ผมไม่เสียดายเลย แถมยังคิดว่าเป็นข้อดีอีกต่างหาก
คือเด็ก ๆ ที่มีความสนใจอะไรแนวเดียวกันจะเข้ากันได้ง่ายมาก
แม้แต่กับเพื่อนต่างห้องหรือต่างชั้นปีที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วย
หนังสือเป็นสื่อกลางการสร้างมิตรที่ดีมากอย่างนึงจริง ๆ ครับ ^^

บล๊อกนี้ผมขอไม่ลงรายละเอียดหนังสือแต่ละเล่มแล้วกัน
หลาย ๆ เล่ม (หรือหลาย ๆ หัว) ผมก็เคยอ่านผ่านตามาอยู่
ไว้รออ่านรีวิวรายเล่ม/หลายเรื่องแล้วกันนะครับ



โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 18 เมษายน 2564 เวลา:19:34:21 น.  

 
^
^
"รายเล่ม/รายเรื่อง" ครับ ผมพิมพ์ผิด ^^"


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 18 เมษายน 2564 เวลา:22:57:41 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ

ความทรงจำร้ายๆ
บางครั้ง
มันก็ติดแน่นทนนานในความรู้สึกจริงๆครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 เมษายน 2564 เวลา:6:24:59 น.  

 
เซียนกระบี่ลุ่มแม่น้ำวัง 
สวัสดีครับ
ขอบคุณที่แวะไปให้กำลังใจครับ


โดย: เซียน_กีตาร์ วันที่: 19 เมษายน 2564 เวลา:6:27:24 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่ะ อากาศกำลังสบายๆ
เริ่มเช้าสัปดาห็ใหม่ หลังฟ้าฝนกระหน่ะเมื่อคืนนะคะ
สุขอยู่กับบ้านกัน... จขบ.ได้อ่านหนังสือหลายๆเล่มเพลินแน่ๆเลย
รอติดตามรีวิวหนังสือดีน่าอ่านผ่านบล็อกนี้ด้วยคร้า



โดย: Tui Laksi วันที่: 19 เมษายน 2564 เวลา:8:33:27 น.  

 
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 19 เมษายน 2564 เวลา:9:32:40 น.  

 
จากบล๊อก

จริงบ้านผมก็อยู่กันเป็ครอบครัวแยกครับ แต่เทศกาลจะมาเจอกัน
ทั้งบ้านผมบ้านแฟนเป็นครอบครัวไทยทั้งคู่ ถึงหน้าผมจะไม่ไทย 555555 เลยรวมญาติกันตอนเทศกาล ปีใหม่ สงกรานต์วันพ่อ วันแม่

เรื่องผี ผมมีเรื่องเจอกับตัวนะ แบบกึ่งหลับกึ่งตื่นนี่แหละ
สมัย ปี 1 ไว้ผมเล่าให้ฟัง อิอิ


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 19 เมษายน 2564 เวลา:11:06:14 น.  

 
สวัสดียามเย็นค่ะ
คูนกับบอนคล้ายกัน แต่รสชาติคูนจะกรอบกว่าและจะไม่ระคายลิ้นและคอ พูดง่ายๆว่าไม่คัน
ต้นบอนจะต้นเล็กกิ่งเล็กกว่าสีเขีนวเข้ม จะเหนียวกว่าด้วย
ส่วนคูนต้นจะใหญ่ก้านใบใหญ่จะจะเขียวอ่อนสดใสค่ะ
เนื้อจะหยาบกว่าทำให้กรอบกว่าค่ะ

ทางใต้นิยมกว่าบอน
บางคนเอามาทานดิบกับน้ำพริกน้ำบูดูค่ะ

ขอบคุณที่ไปเยี่ยมบล๊อกนะคะ


โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 19 เมษายน 2564 เวลา:18:57:40 น.  

 
ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับกำลังใจ

ราตรีสวัสดิ์นะคะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 20 เมษายน 2564 เวลา:0:18:55 น.  

 
มาอ่านหนังสือเสร็จ
แล้วโหวตแล้วไปนอน


โดย: อุ้มสี วันที่: 21 เมษายน 2564 เวลา:2:19:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

มาช้ายังดีกว่าไม่มา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




สวัสดีครับ
มาช้ายังดีกว่าไม่มา มาแนะนำตัว

ประกอบสัมมาชีพมัณฑนากรและวาดภาพประกอบ
งานอดิเรกคือการอ่านการ์ตูน หนังสือ(นิยาย) วาดรูปเล่น ทำอาหาร สำหรับการรีวิวหนังสือนั้นเริ่มขึ้นจากเมื่ออ่านบ่อยๆ เข้า ก็อยากที่จะจดบันทึกช่วยจำ และอยากแนะนำเล่มนั้นเล่มนี้ให้เพื่อนๆอ่านกันด้วย

ใครแวะเวียนผ่านมาหน้าบ้านก็เคาะประตูทักทายกันได้ครับ
ด้วยความยินดี
ขอบคุณครับ
[Add มาช้ายังดีกว่าไม่มา's blog to your web]