ไอ๊ ถามวัต สุทธิพงศ์
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 มีนาคม 2560
 
 
เรื่องของไอ๊ EPISODE 50

28 กุมภาพันธ์ 2560
โดย ถามวัต สุทธิพงศ์

การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนพิการทางการเห็นที่ผ่านมา โดยมากจะมุ่งเน้นเพื่อส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำ หรืออาจจะเป็นการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยอาศัยกระบวนการการแนะแนวกรอบความคิด นัยว่าถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนพิการทางการเห็นเหล่านั้นสามารถนำความรู้จากการฝึกอบรมไปต่อยอดกับสิ่งที่มีอยู่เดิมของตนเองได้

แต่ในความเป็นจริง (ที่ไม่ได้อิงหลักวิชาการ) แล้วนั้น ความรู้ที่คนพิการทางการเห็นได้รับกลับไม่ได้นำไปต่อยอดตามวัตถุประสงค์ การฝึกอบรมอื่นใดจึงกลายเป็นเพียงกิจกรรมอันหนึ่งที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้จัดทำโครงการการฝึกอบรม ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ การฝึกอบรมอาจเกิดมีขึ้นเพียงเพื่อต้องการปั่นงบประมาณให้หมดไปภายในปีงบประมาณอันนั้น ซึ่งน่าเสียดายงบประมาณแผ่นดินที่สูญเปล่าและไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้ตรงจุด

(ถ้า ป.ป.ช. จะปราบปรามการธุจริตบรรดาผู้ที่เกาไม่ถูกที่คันได้ด้วยก็คงจะดีไม่น้อยนะ)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การฝึกอบรมที่คนพิการทางการเห็นได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งการเป็นผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม หรือการเป็นผู้จัดทำโครงการการฝึกอบรม ล้วนเป็นกิจกรรมเชิงประเด็น (เกิดปัญหาใดให้แก้ไขปัญหานั้น) ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่เคยปรากฏว่ามีกิจกรรมที่เกิดจากการต่อยอดจากกิจกรรมเดิม สมมุติว่ามีหน่วยงาน “ก.” ต้องการจัดทำโครงการการฝึกอบรมคนพิการทางการเห็นให้เป็นวิทยากรเพื่อสอนคอมพิวเตอร์แก่ผู้ด้อยโอกาสอื่น ผ่านไปไม่นาน มีหน่วยงาน “ข.” ต้องการจัดทำโครงการการฝึกอบรมคนพิการทางการเห็นให้เป็นวิทยากรเพื่อสอนคอมพิวเตอร์แก่ผู้ด้อยโอกาสอื่นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดที่มีการทำงานซ้ำซ้อนเสียเวลา (แม้ว่า คนพิการทางการเห็นจะได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงความรู้ดังกล่าวอย่างเสมอหน้า???) ทั้งนี้ การฝึกอบรมที่คนพิการทางการเห็นได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม ยังเป็นกิจกรรมเชิงพื้นที่ “กว้าง ๆ” กล่าวคือ เป็นกิจกรรมที่มีไว้สำหรับคนพิการทางการเห็นโดยเฉพาะ แต่ไม่ได้กำหนดพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้เป็นโดยเฉพาะ จึงขาดการมีส่วนร่วม (การปฏิสัมพันธ์) กับบรรดาสังคมใด ๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนพิการทางการเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างน่าเสียดาย

ด้วยปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่ไอ๊ได้กล่าวมาทั้งหมดทั้งสิ้น จึงส่งผลกระทบให้คนพิการทางการเห็นยังคงเป็นบุคคลที่ดูน่าสงสาน น่าจะต้องการความช่วยเหลือ/ความต้องการพิเศษ ในความรับรู้ของคนทั่วไป (ไอ๊พูดอย่างนี้คงไม่ผิดใช่ไหมครับ) เพราะเนื่องจากการขาดความเข้าใจอันดีระหว่างคนพิการทางการเห็นกับคนร่างกายปกติ ซึ่งทั้งคู่ต่างไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันอันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างแข็งแรงยั่งยืน

เฉกเช่นกับสถานการณ์ที่ไอ๊ได้บังเอิญเข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีการฝึกอบรมแห่งหนึ่งซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบการเปิดเวทีคือหน่วยงานที่รับเงินบาปมาสนับสนุนหน่วยงาน...

ที่นั่น ไอ๊เป็นคนพิการทางการเห็นเพียงไม่กี่คนที่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการฝึกอบรม “สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม” อันจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์สื่อจากท้องถิ่น (สื่อพลเมือง) ซึ่งยังถือเป็นสื่อสิ่งใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่าสื่อจะเกิดมีขึ้นจากการมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนด้วยกัน ที่เป็นไปเพื่อ “การตื่นรู้” กล่าวคือ การมีความรู้สู่ความเข้าใจพอจะนำไปถ่ายทอดกับคนในพื้นที่เดียวกันได้ ตลอดจนสามารถนำความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาอันนั้นไปเผยแพร่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่คนในสังคมอื่นตื่นรู้ได้ไม่ต่างกัน สังคมจึงจะเข้มแข็งได้ตามนโยบายรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องการให้สังคมเข้มแข็งทางความรู้-ความคิด

ด้วยคนพิการทางการเห็นเพียงไม่กี่คนได้เข้าไปแสดงตัวถึงการมีตัวตน ทำให้ความรู้สึกแปลกใหม่จากคนทั่วไปจึงเกิดมีขึ้นได้อย่างไม่น่าสงสัย ปฏิกิริยาตอบรับ (EFFECT) อย่างหลากหลายถาโถมเข้าสู่ความรับรู้ เกิดเป็นความสั่นสะเทือนจากการตีความหมายภายในจิตใจของไอ๊จนแทบไม่สามารถตั้งรับได้ทัน ถ้าหากสติสตางค์ของไอ๊ไม่สมประกอบเสียหน่อย น้ำหูน้ำตาคงไหลอย่างไม่ขาดสาย หัวจิตหัวใจคงขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี ป่านชนี้ไอ๊ก็คงเก็บเนื้อเก็บตัวปิดหัวใจล็อคใส่กุญแจ คงไม่เอามาเปิดแบ นำความรู้มาเผยแพร่สู่คุณและคุณทุกคนได้อ่านเรื่องเล่าของไอ๊อย่างแน่นอน

เพียงการแนะนำตัวว่าตนเองเป็นคนพิการทางการเห็น
ประโยคคำถามมากมายพลันจู่โจมโรมรัน
“เดินทางมาอย่างไร”
“บ้านอยู่แถวไหน”
“จะเดินทางกลับบ้านอย่างไร”
(นี่จะไล่เรากลับบ้านแล้วเร้อะ ยังไม่ทันได้รับความรู้อะไรเลย) อดคิดในใจไม่ได้เหมือนกันนะครับ

“น้องเค้ามีแฟนเพจด้วยครับ”
จำไม่ได้ว่าภายในวงสนทนากำลังพูดคุยอะไรกัน แต่จู่ ๆ พี่นิวซึ่งมาด้วยกันก็ช่วยประชาสัมพันธ์งานเขียนของไอ๊ ขณะที่ไอ๊ใจลอยอยู่ต้องสะดุ้ง สายตามากมายที่คงมองมาพร้อมกับไมโครโฟนจ่อปากเพื่อให้ไอ๊พูดเป็นการกดดันว่าอย่างไรก็ตามไอ๊ก็ต้องพูดอยู่ดี ทำให้ใครหลายคนมองว่าไอ๊เป็นคนที่พูดเก่ง (มันก็แค่ ไอ๊รู้จักวิธีการพูดแบบฉับพลัน ก็เท่านั้นเอง) ในเวลานั้นสายตาของทุกคนคงมีเพียงคำพูดที่ว่า
“ไอ๊เก่งที่เดินทางมาได้”
“ไอ๊เก่งที่กล้าแสดงออก”
“ไอ๊เก่งที่ใช้เทคโนโลยีเป็น”
และอีกสารพัด...

ทว่า ครั้นถึงเวลาร่วมกิจกรรมเป็นทีม ไอ๊ต้องพบว่า ความเชื่อมั่นในตัวไอ๊ไร้ตัวตน
“เปลี่ยนคู่ได้ไหมคะ”
(คือเจ็บครับ นี่บอกเลย) ความเก่งของคนพิการทางการเห็นเป็นเพียงคำแสดงความเห็นใจในรูปแบบของคำแสดงความชื่นชม “เก่งนะที่อุตส่าห์ทำได้ แต่เธอคงช่วยอะไรฉันไม่ได้หรอกนะ” ถ้าจะให้ไอ๊ตีความคงออกมาเป็นประโยคนี้
น่าแปลกใจที่ว่า คนที่ขอเปลี่ยนกลุ่ม คือคนที่เคยทำงานให้คนพิการด้วย

เรื่องนี้จึงสอนให้ไอ๊รู้ว่า จงพึงสังวรเสียเถิด คำชมเชย แม้นเกิดมีมาจากใจของใครสักคน มันก็ไม่ได้หมายความว่า ใครคนนั้นจะอยากเรียนรู้ความพิการไปตลอดกาล เพราะมันเป็นเพียงความฉาบฉวยที่บังเอิญเราต่างได้พบกันและจะจากกันอีกไม่นาน
คำหวาน คำสวยหรู เป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ทางภาษา สิ่งที่ทำให้ใคร ๆ รู้ว่า ข้าคิดเห็นเป็นเช่นนี้
หากแต่สิ่งที่วัดผลได้ก็คือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน จะเดียดฉันหรือยินดี ก็รู้ดีรู้ชั่วเวลานี้

พูดแล้วก็เหมือนคนใจแคบ แต่ไอ๊ต้องการแบ่งปันทัศนคติว่า “อย่าพูดเยอะ ให้โลกมันเงียบบ้างก็ได้”



Create Date : 03 มีนาคม 2560
Last Update : 3 มีนาคม 2560 21:31:58 น. 0 comments
Counter : 269 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 

BlogGang Popular Award#13


 
อาณาจักรแห่งเรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เราเป็นนักแสวงหา...
เรายังคงค้นหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อหามาแล้ว...
เราจะนำมาเล่า
New Comments
[Add อาณาจักรแห่งเรา's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com