โภชนาการกับอาหารตามกรุ๊ปเลือด

พักนี้เกิดความอยากรู้ในศาสตร์ของอาหารการกิน เป็นผลให้ต้องแวะเวียนไปร้านคิโน่คุนิยะที่สยามพารากอน,ซีเอ็ดบุ๊คและ B2S ค้นหาตำราเกี่ยวกับอาหารที่น่าสนใจมาอ่าน เหตุผลหลักก็คือการไม่ประสบผลสำเร็จในการลดน้ำหนัก

แต่ละครั้งก็ได้หนังสือมาทีละสองเล่มบ้าง สามเล่มบ้าง หลายครั้ง หลายคราวก็รวมแล้วสิบกว่าเล่ม

หนึ่งในหนังสือที่ได้มาครอบครองก็คือ "การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด" ซึ่งมีชื่อหนังสือว่า "Eat right for your type" เขียนโดย Dr. Peter J. D'adamo

วิทยาการนี้เกิดขึ้นจากรุ่นพ่อของ Dr. Peter J. D'adamo ซึ่งเป็นแพทย์ และยังผลให้ Dr. Peter เฝ้าสังเกตการณ์ผลในการรักษาผู้ป่วยและจากหลักฐานงานวิจัยของผู้เป็นพ่อ เป็นผลให้ Dr. Peter เชื่อมโยงศาสตร์แห่งการรักษาตามกรุ๊ปเลือด

Dr. Peter เป็นนักบำบัดธรรมชาติวิทยาและเลือกที่ทำการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีทางธรรมชาติมากกว่าการเขียนใบสั่งยา

และนั่นก็คือ "การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด" ซึ่ง Dr. Peter ได้แบ่งออกเป็น
กรุ๊ปเลือด โอ
กรุ๊บเลือด เอ
กรุ๊ปเลือด เอบี
กรุ๊ปเลือด บี

ต่อไปจะขอแยก blog ของแต่ละกรุ๊ปเลือด เพื่อง่ายต่อการอ่านและค้นหา




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2553 17:24:56 น.
Counter : 680 Pageviews.  

~@PetExpo2007@~เฮฮาพาแมวประกวด

ลัลลา ลัลลา ฮาเฮ ฮาเฮ ไปเที่ยว PetExpo 2007 กันดีกว่า

PetExpo 2007 ก็เหมือนๆ กับทุกปี แต่ปีนี้มีกิจกรรมประกวดแมวเหมียวเพิ่มขึ้นด้วย มีรึขาประกวดอย่างเราจะพลาด แม้ว่าจะไม่เคยชนะการประกวดที่ไหนก็ตาม


ดูรูปนี้ก็คงไม่ต้องบรรยายมากว่ากาฟิวเป็นอย่างไร ทาสแมวส่วนใหญ่ก็จะรู้อยู่แล้วว่า ถึงเทศกาลงานสัตว์เลี้ยงเมื่อไหร่ ทาสแมวมักไม่ค่อยอยากจะพาแมวไปด้วย ก็เพราะว่า ในงานส่วนมาจะมีหมามากกว่า พอแมวได้กลิ่นก็เกิดอารมณ์บ่จอย

ในงานต้องขอขอบคุณบูธวิสกัสที่ได้ให้ทาสแมวได้พักพิง ทาสแมวก็เลยตอบแทนด้วยการพากาฟิวไปนั่งคอนโดแมว เรียกลูกค้า ได้ผล มีคนให้ความสนใจ เข้ามาลูบ ลูบ ลูบ และก็ลูบ กาฟิวมากมาย ฝากกาฟิวไว้นานจนพริตตี้จับมาเป็นหัวข้อในการเล่นเกมกับลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมา


เกือบลืมไป หัวข้อการประกวดก็ไม่มีอะไรมาก จับเหมียวแต่งตัวให้เข้ากับทาวแมว แต่ละคนก็จับแมวแต่งตัวไปตามที่ใจฉัน ส่วนเราก็ใส่กิโมโนภาคไทย (มันก็คือชุดญี่ปุ่นแต่คนไทยทำก็เลยแลดูไม่น่าจะเรียกกิโมโนเต็มปากสักเท่าไหร่ จะเรียกยูกาตะก็ไม่ใช่) จากนั้นก็จับกาฟิวใส่ชุดญี่ปุ่นสำหรับแมว แต่พอจับใส่แล้ว หน้าตามันบึ้งตึงหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก



จริงๆ ทาสแมวมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสองหน่อ ดังในรูป แต่คาดว่าแต่ละคนก็คงไปเรียบเรียงเขียน blog ในส่วนของตนเองกันแล้ว แต่ภาพถ่ายใช้ชุดเดียวกัน



งานประกวดครั้งนี้ดูเหมือนกว่ากาฟิวของเราจะเครียดมากกว่างานไหนๆ เท่าที่สังเกตอาการก็คือ ในงานประกวดจะมีพิธีกรพูดบนเวที ซึ่งเสียงจากไมโครโฟนทำให้กาฟิวกระโจนหนี(เมื่อมีโอกาส) ประกอบกับจุดที่รอขึ้นเวลาอยู่ใกล้ลำโพง ทำให้กาฟิวหงุดหงิดยิ่งหนัก

ท้ายที่สุด ทาสแมวก็ชวดรางวัลอีกตามเคย แต่เพื่อนรวมแก๊งค์ได้รางวัลที่สองกลับมาเป็นรางวัลเงินสดสามพันบาท เอาน่ะ ไม่เป็นไร ร่วมงานสนุกๆ


ความดีของภาพถ่ายทั้งหมด ขอยกให้แก่ "น้องกัน" ตากล้องสาวที่ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามเป็นอย่างยิ่ง โอกาสหน้าจะเรียกใช้บริการอีกนะคะคุณน้อง




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2550 22:15:46 น.
Counter : 3499 Pageviews.  

โลกสดใสด้วย Lasik อะฮ้า เดี๊ยนเป็นอิสระจากแว่นตาแล้ว

ไชโย ในที่สุดเดี๊ยนก็จะมีอิสระจากแว่นตาแล้ว

ระดับสายตาสั้นก็อยู่ราวๆ 300-400 และมีเอียง 100 กว่าๆ แต่เนื่องจากระยะหลังใส่คอนเทคเลนส์ไม่ค่อยได้นาน เพราะคันบ้างละ ตาแห้ง(ปวดนะเนี่ย)บ้างละ งั้นก็ใส่แว่นมันถาวรซะเลย ส่วนคอนเทคเลนส์รายเดือนก็เก็บไว้ใช้เวลาไปแรดดีกว่า

ทำที่ รพ. กรุงเทพคริสเตียน ถนนสีลม บอกตามตรง เอาความสะดวกตัวเองเป็นหลัก เพราะอยู่ใกล้บ้าน สามารถเดินไป-กลับได้ แค่ 15 นาทีก็ถึง ส่วนเรื่องแพทย์ ก็ไม่ได้เน้นว่าต้องทำเลสิคกับแพทย์ดังๆ เพราะว่าตอนรับ card นามบัตรซึ่งด้านหลังระบุชื่อแพทย์ที่ประจำอยู่ประมาณสี่คน ไม่ได้ระบุว่าต้องทำกับแพทย์ท่านใด ก่อนหน้านั้น ก็ถามทีมงานว่า รักษามาแล้วจำนวนเท่าไหร่ เค้าตอบว่า "600 กว่าคน"

เนื่องจากเดินผ่านประจำจึงเห็นโปรโมชั่น ทำเลสิค 40,000 บาท (ตาสองข้าง) โทรไปนัดตรวจ เดือนธันวาคม 2549 เพราะโปรโมชั่น หมดสิ้นเดือน

วันตรวจ พบคุณหมอสุภาวดี เป็นผู้ทำการตรวจ โดยเสียค่าตรวจอย่างละเอียด 1,000 บาท คุณหมอและทีมงานบริการดี สถานที่อาจจะไม่ดู modern แบบบางแห่ง แต่ก็จัดได้ว่าอยู่ในระดับดีที่เดียว

ทีมงานจะทำการวัดสายตา ตรวจสายตาโดยเครื่องในเบื้องต้น จากนั้น แพทย์ก็จะทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งโดยทำการหยอดยาขยายม่านตา และยังมีวิธีการอื่นๆ ตามมาอีก (หลังๆ นี่เรียกไม่ถูก) และชม VCD เลสิคประกอบในท้ายที่สุด ก็จะได้เอกสารจากเครื่องคอมพิวเตอร์ สรุปออกมาเป็นกราฟและตัวเลข และแพทย์ก็จะทำการบอกคร่าวๆ ว่า ตัวเลขแต่ละอย่าง หมายถึงอะไร และบ่งบอกอะไร จากนั้นก็เป็นการซักถามระหว่างแพทย์ และผู้ที่จะทำเลสิค

เดี๊ยนโชคดีตรงที่ว่า สภาพนัยตา พร้อม คือเป็นคนสายตาสั้น สายตาเอียง ปกติ ไม่มีพบความผิดปกติใดๆในเรื่องประสาทตาหรือลักษณะกายภาพของตา แพทย์บอกว่ากระจกตาหนาพอ ถ้าแพทยผู้ตรวจพบว่าอาจจะมีปัญหาประสาทตา ก็จะส่งต่อให้แพทย์ประสาทตาตรวจอีกรอบ แล้วค่อยสรุปว่าทำได้รึไม่

ส่วนผลของการเห็นแสงแตกกระจาย ยังไงก็มีบ้าง และเอกสารสรุปผลฉบับนั้นจะเป็นตัวบอกอีกด้วยว่า ระดับการเห็นแสงแตกกระจายนั้นอยู่ในระดับใดซึ่งมันจะไปผันแปรต่อชนิดของการทำเลสิค เพราะถ้าค่าที่วัดได้เกินกว่าที่ระดับหนึ่ง ก็ต้องจะต้องรับการรักษาเลสิคอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายตามมาอีกข้างละ 6,000 บาท

วันทำเลสิค ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ก่อนทำแพทย์บอกว่า ห้ามฉีคสเปรย์น้ำหอม และไม่ให้ทาพวก skincare เพราะเกรงว่า จะมีส่วนผสมของน้ำหอมซึ่งจะไปรบกวนแสงเลเซอร์

ไปถึงก็ตรวจตาตามระเบียบ สักพัก ทีมงานก็จะนำเอกสารมาให้เซ็นยินยอมรับการรักษา ซึ่งก็เป็นข้อกำหนดต่างๆ รวมถึงทำความเข้าใจก่อนรับการรักษาว่า "ท่านได้เข้าใจถึงผลหลังการทำเลสิคแล้วโดยกระจ่างและตระหนักถึงผลที่จะได้รับ และแพทย์ได้อธิบายให้ท่านรับรู้ รับทราบอย่างกระจ่าง ปราศจากข้อกังขา"

จากนั้น ทีมงานจะหยอดยาขยายม่านตาและยาชา แพทย์จะทำการ mark จุดเล็กๆบนเลยขอบตามดำมานิดหน่อย คิดว่าคงเป็นการ mark สำหรับเครื่องแยกชั้นกระจกตา พอนัยตาพร้อม ทีมงานก็พาไปสวมชุดกาวน์ รวบผมโดยใส่หมวก ถอดยางรัดผม กิ๊ปติดผมออกให้หมด

ในขณะที่นอนอยู่นั้น ทีมงานก็จะบอกให้รับรู้ตลอดว่า กำลังทำอะไร คอยบอกเตือนเสมอๆ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

เริ่มแรก ทีมงานจะติดเทปหนังตาบน-ล่าง จากนั้นก็มีที่ครอบจมูก ก่อนจะสวม mask ที่มีกาวทับอีกที ส่วนศรีษะนั้นอยู่ในบล็อกเค้าอยู่แล้ว พอเจอ mask กาวปิดทับยังไงก็ขยับไม่ได้หรอก (เค้ากลัวอุบัติเหตุ กลัวศรีษะคนไข้ขยับ) จากนั้นก็ใช้เครื่องถ่างตา (ซึ่งเจ็บแต่ต้องทน) แล้วแพทย์ก็จะเริ่ม โดยจะเตือนว่า ถึงขั้นตอนการแยกชั้นกระจกตาแล้วนะ ห้ามกรอกลูกตาเด็ดขาด และให้มองแต่ไฟสีแดงเท่านั้น พอแยกชั้นกระจกตาได้แล้ว (โช๊ะ เร็วมาก ไม่รู้สึกตัวจริงๆ) แต่จะเห็นมือแพทย์ คีมอะไรบางๆ (สงสัยกระจกตามั้ง) ได้ยินเสียง "Suction" บ้างล่ะ อะไรต่อะไรอีกหลายอยาก แต่เนื่องจากเป็นศัพท์สูง(ทางการแพทย์) แฮ่ะ จำได้แค่คำเดียว

ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการยิงแสงเลเซอร์ กระบวนการตั้งแต่ต้น ทุกอย่างให้จ้องไฟสีแดงอย่างเดียว ห้ามกรอกตา (ใครจะกล้าละ กลัวบอดนะเอ้อ) ได้ยินอีกแล้ว เสียงเครื่องบอกว่า "....ready in....." แล้วก็ได้ยินเสียงเครื่องบอก"Forty" สงสัยบอกระดับมั้ง แต่ อู้ฮู้ ยังกะอยู่โลก Starwar จากนั้นก็ได้ยิน เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์บอกเป็นตัวเลข และแพทย์ก็ตอบกลับเป็นตัวเลขเช่นกัน เช่น "สี่สิบครับ" และแพทย์ก็ตอบว่า "สี่สิบ" อะอะ อย่าถามนะว่าตัวเลขที่เค้าพูดกันหมายถึงอะไร เพราะข้อยบ่ฮู้

แต่ไม่น่าเชื่อ ใช้เวลาในการทำเลสิคข้างหนึ่งประมาณสิบห้านาที ก็เสร็จ

เสร็จสรรพ ทีมงานก็พานานั่งพัก จากนั้นก็จะบอกขั้นตอนการปฏิบัติหลังการทำเลสิค เป็นต้นว่า ห้ามโดนน้ำ ห้ามล้างหน้า ให้ใช้วิธีเช็ดหน้าแทน (รักษาตาเสร็จ ไปรักษาสิวต่อ แฮ่ะ แฮ่ะ ล้อเล่น)ประมาณสองสัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ อีกอย่างกระจกตา เค้าแยกแล้วก็ปิดทับกลับไปเหมือนเดิม ก็ต้องระวังมันเคลื่อน (หมอบอก อย่าทำเป็นเล่นไป มีมาแล้ว) วันรุ่งขึ้นหมอจะนัดมาตรวจแผล จากนั้นอีก 7 วันก็จะนัดอีก แล้วก็อีก 30 วันให้หลัง ระหว่างนี้ ก็หยอดน้ำตาเทียม กับยาที่หมอให้มา

แล้วไอ้ที่ครอบตานะ สองสามวันแรก หมอว่าต้องใส่เวลานอน เพื่อป้องกันกระจกตาเคลื่อนในระหว่างที่นอน


รูปที่เห็นนี้ สายตาค่อนข้างเลื่อนลอย เพราะยังจับ focus ไม่ค่อยได้ แต่สามารถมองเห็นรอบๆ ตัวได้ แยกได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ เพราะฤทธิ์ของยาขยายม่านตา

ทั้งหมดนี้ก็
ค่าตรวจก่อนทำเลสิค 1,000 บาท
ค่าทำเลสิค 40,000 บาท
ค่ายา 572 บาท

ตอนนี้ราคา 45,000 บาท กรุณาเช็ครายละเอียดกันอีกทีเด้อ

หมายเหตุ : เดี๊ยนไม่ใช่หน้าม้า หรือได้รับค่าโฆษณาจากสถานที่ ที่ไปทำ Lasik มาแต่ประการใด




 

Create Date : 09 มกราคม 2550    
Last Update : 9 มกราคม 2550 22:42:18 น.
Counter : 383 Pageviews.  

เค้าจะตั้งใจลดความอ้วนจริงๆ แล้วน่ะ

ก็เริ่มเข้าใจแล้วละว่า บรรดาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทั้งหลาย ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถช่วยให้ลดน้ำหนักได้ ทำไมถึงได้ขายดิบขายดี ก็เพราะทุกคนอยากเกิดมาหุ่นดีทั้งนั้น ดังนั้นใครที่เกิดมารูปร่างเช้งกระเด้ะแล้วก็ขอให้นึกไว้ว่าเกิดมาทั้งที เซพเงินได้เยอะเชียวล่ะ

กลิ้งไปกลิ้งมาหลายเดือน น้ำหนักก็ลดๆ เพิ่มๆ (ท่าทางจะเพิ่มมากกว่า) วันหนึ่งก็ได้มีเหตุให้ไปเจอรูปภาพสมัยยังสาวอยู่ โอ้ว จอร์จ แน่ใจน่ะว่าคนเดียวกับปัจจุบัน เสียงส่วนลึกของสมองก้องถามเข้ามาพาลให้ใจเจ็บจิ๊ดๆ แน่ล่ะไม่ใช่ฉันแล้วใครที่ไหนฟ่ะ

เอาล่ะ พลัดวันประกันพรุ่งมานาน ถ้าไม่ลดสงสัยชาตินี่คงไม่มีทางได้ใส่เสื้อผ้าเดิมที่ล้นตู้อยู่แน่ๆ และอีกอย่างก็ไม่อยากจะเสียเงินซื้อเสื้อผ้าชุดหญ๋าย ทำไมนะเหรอ เพราะมันเป็นการยอมรับน่ะสิว่า ฉันจะมีหุ่นแบบนี้ onward ดังนั้น ต้องไม่ซื้อเสื้อผ้าเพิ่มเด็ดขาด ยกเว้นจำเป็นจริงๆ ทางที่ดี ควรพกรูปสมัยสาวๆ (หุ่นดี) แนบติดไว้กะตัวเอง เอาไว้เตือนสติเวลาจะหยิบอะไรเข้าปาก กลเม็ดเล็กๆ น้อยๆ แต่สะกิดใจดีนักแล

ค่อยๆ ลดไป ตั้งเป้าไว้ สัปดาห์ละ 1 กก. ทำไมไม่มากกว่านี้นะเหรอ ถ้าลดมากกว่านี้ จะทำให้ผิวพรรณเหี่ยวเฉาน่ะสิ เพราะลดน้ำหนักเยอะ ทำให้เสียน้ำในร่างกาย ผลก็คือผิวขาดความยืดหยุ่น อะอ่ะ บางคนลดได้มากกว่านั้นเหรอ ก็เป็นไปได้ แต่น้ำหนักที่หายไปคือของเหลวในร่างกายมากกว่าน้ำหนักของไขมันที่ต้องการให้หายไปน่ะสิ วุ้ยมัวแต่ฝอย งวดหน้ามาเขียนต่ออีกทีดีกว่า




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2549 3:26:39 น.
Counter : 275 Pageviews.  

แมวเลือดจาง ทาสแมวทรัพย์จาง

ตื่นขึ้นมางัวเงีย แมวๆ นอนล้อมตัวทาสแมวอยู่ ว่าแล้วทาสแมวก็จัดแจงลุกจากเตียง เตรียมตัวจะไปทำงาน พอทำธุระส่วนตัวเสร็จ พวกแมวๆ ก็ลุกมานั่งเล่น ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงไอแค่กๆ ไอแบบแห้งๆ เฮ้ยใครฟะ ในห้องก็มีทาสแมวกะสองเหมียว อ้อ ที่แท้ ก็กาฟิวจอมกวนนะเอง แต่ เอะ เป็นอะไรมากป่าววะเนี่ย มันยังไออยู่ ว่าแล้วก็จัดแจงจับสองแมวใส่ตะกร้าไปหาหมอ

ไปถึงโรงพยาบาลสัตว์ รีบรายงานให้สัตวแพทย์ทราบถึงอาการเหมียวกาฟิว จากนั้นหมอสำรวจกาฟิวก่อน

หมอ "กาฟิวไม่ค่อยกินใช่มั้ยค่ะ"
ทาสแมว "ค่ะ ไม่ค่อยกิน กินแต่ละครั้งน้อยมาก"
หมอ "กาฟิวไม่ค่อยกินน้ำใชมั้ยค่ะ"
ทาสแมว "ค่ะ ไม่ค่อยเห็นมันกินสักเท่าไหร่"

จากนั้น หมอก็พาไปแหกตากาฟิว (ถ่างลูกตากาฟิว) เพื่อแสดงให้เห็นถึงเยื่อบุตาว่าเริ่มแดงเล้วนะ ซึ่งเป็นลักษณะอาการอักเสบ หมอเช็คปอดกาฟิว หึม ปอดปกติไม่มีอาการอะไร
หมอ "กาฟิวตัวแห้ง หมอคงต้องให้น้ำเกลือนะค่ะ อีกอย่างกาฟิวทางเดินหายใจอักเสบ ทำให้เวลากินแมวเจ็บ ก็เลยพาลไม่อยากกินอาหาร วันนี้คงยังฉีควัคซีนไม่ได้ คงต้องรบกวนพามาอีกทีสัปดาห์หน้านะค่ะ"

หมอ "ส่วนยูกิ รายนี้ปกติดี วันนี้หมอให้ฉีควัคซีนนะค่ะ" ทาสแมวนึกในใจ แน่ละ ยูกิมันกินบ่อยจะตายไป หันไปมองหายูกิทีไร ต้องเจอมันอยู่จานอาหารทุกที

วันนั้น จึงนำแมวสองตัวกลับบ้านตามปกติ

วันต่อมาเป็นวันเสาร์ ทาสแมวนอนตื่นสาย ปกติแมวๆ จะมานอนอยู่ข้างๆ ประจำ ตรงปลาย Teen ยูกิเดินมาเหยียบยอด อก (โอ๊ย หนักเฟ้ย) จากนั้นปลุกด้วยการงับ งับ งับ ไม่ได้การ สงสัยตูต้องลุกแล้ว จะทำไมนะเหรอ ลุกมาให้อาหารสองตัวนะสิ

ว่าแล้วก็จัดแจงเทอาหารใส่ในจาน จากนั้นก็ไปนอนต่อ (ก็มันวันเสาร์นี่นา) มองดูนาฬิกา เวลา 09.30 ทำไมกาฟิวมันยังนอนต่อฟะ หรือว่าวันนี้มันขีเกียจออกไปวิ่งเล่น สักพัก ทาสแมวลุกไปอาบน้ำ แต่งตัว เตรียมตัวจะเข้าออฟฟิต เวลาล่วงเลยมา 10.30 น. กาฟิวยังนอนแมะอยู่ที่เดิม อิอิ ลองแกล้งแมวดูซักหน่อย ว่าแล้วก็ลุกนั่งบนเตียงให้สะเทือน แอ่ะ มันยังนอนเฉย จากนั้นจึงเอามือไปแหย่อีกที ก็ยังนอนเฉย ในใจคิด ไม่ได้การแล้ว สงสัยมันคงเป็นอะไรแน่ๆ ปกติกาฟิวมันไฮเปอร์จะตาย อยู่เฉยเป็นซะที่ไหนละ ถ้าเป็นยูกิก็ว่าไปอย่าง (รายนั้น นอนจนเป็นเรื่องปกติ) จับกาฟิวขึ้นมาอุ้ม เฮ้ย ไม่ได้การ พาไปหาหมอดีกว่า

จัดแจงจับแมวใส่กรงอีกรอบ โบกแท็กซี่ตรงหรี่ไปโรงพยาบาลสัตว์ เจอสัตวแพทย์คนเดิม จากนั้นก็แว้ด แว้ด แว้ด (ไม่ได้ด่านะ แค่รายงานอาการที่เจอให้ฟัง) หมอก็รีบจัดแจงตรวจปอดอีกครั้ง ฮึม ปอดปกติ ว่าแล้วก็วัดอุณหภูมิ โอะโอ มีไข้นะเอง
หมอ "กาฟิวมีไข้สูงนะค่ะ"
ทาสแมว "แล้วต้องรักษายังไงค่ะ"
หมอ "ตัวก็ยังแห้ง หมอจะให้น้ำเกลืออีกรอบ จากนั้นคงต้องเจาะเลือดตรวจว่าเป็นอะไร" ผู้ช่วยหมอก็จัดแจงจับตัวกาฟิว (ที่ตอนนั้น สั่นเป็นเจ้าเข้า) ทาสแมวก็ช่วยจับด้วย ต้องจับให้แน่น เพราะหมอจะเจาะเลือดเอามาตรวจ ประเดี๋ยวดิ้นไปดิ้นมาเข็มหักคาขาแมวอีก อาจจะไม่ได้เจ็บตัวครั้งเดียว

เป็นไปดังที่คาด กาฟิวดิ้นพล่านเพราะความเจ็บ สงสารก็สงสาร แต่เพื่อให้หายป่วย ก็ต้องทำ ตรวจเลือดเสร็จให้น้ำเกลือต่อ บอกหมอว่า พักหลังกาฟิวกินยายาก ขอให้ฉีคยาไปเลย หมอก็จัดแจงให้ จากนั้นทาสแมวก็ไปทำเรื่องฝากแมวที่โรงพยาบาลสัตว์

วันอาทิตย์ ทาสแมวป่วยด้วยพิษไข้ เพราะคืนก่อน ขากลับเดินกลับบ้าน ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทาสแมวจึงต้องเดินลุยฝนจนถึงบ้าน นึกไว้แล้วเชียวว่าต้องเป็นหวัดแน่ๆ แต่จะเป็นมากเป็นน้อยก็แล้วแต่ภูมิคุ้มกันในร่างกาย


หลังจากนั้นไม่กี่วัน ทาสแมวก็ไปรับตัวกาฟิวกลับบ้านพร้อมๆ กับซับเหงื่อตอนจ่ายค่ารักษา โอ้วแม่เจ้า ทำไมค่ารักษาแมวมันถึงได้ดุเดือดยังงี้ ปกติค่ารักษาคนยังแค่พันต้นๆ นี่รักษาแมวเหมียว ค่ายา ค่าตรวจ ค่าเจาะเลือด ค่าฝากแมว รวมเบ็ดเสร็จปาไปสามพันกว่าบาท เฮ้อ จาเป็นลม ไม่ใช่แค่แมวเลือดจางหรอก แต่ทาสแมวทรัพย์จางตามไปติดๆ




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2549 18:10:04 น.
Counter : 498 Pageviews.  

1  2  
 
 

มัฟฟิ่น
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add มัฟฟิ่น's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com