๑۩۞۩๑ ♡...morphine story... ◕。◕~♫ ~♪ ~
 

Rain Theory



เม็ดฝนแตกซ่านเป็นละอองของฝอยแทรกเสียดตัวอยู่ในอากาศยามค่ำคืนอันยะเยือก เสียงลมหวีดหวิวเป็นช่วงสอดรับกับเสียงน้ำหยดลงพื้นแฉะนองเป็นจังหวะถี่ ๆ ไฟสีส้มบนท้องถนนส่องให้เห็นวงน้ำกระจายเป็นหย่อมสลับกับรอยกรีดยางลงบนแผ่นน้ำตื้นของรถราที่วิ่งผ่านนานๆครั้ง รอยแยกของน้ำนั้นแผ่ออกเป็นทางกว้าง เกิดคลื่นน้อยไล่เลียงกันขยายออกและลดความแรงจนหายไปกับแผ่นน้ำในที่สุด

ละอองฝนเดือนมิถุนายังทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้แก่คำก่นด่าของผู้คนที่อยู่ใต้ฟ้าแต่กลัวฝน ภาวะผันแปรของภูมิอากาศโลกทำให้ปีนี้หน้าฝนมาเร็วและพาไอร้อนมาพร้อมกันด้วยอย่างผิดปกติ คล้ายต้องการบอกใบ้ถึงวันอวสาน ท้องถนนค่ำนี้ดูช่างว่างเปล่า นอกจากสายฝนและหนทางเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนคอยปลอบโยนกันและกัน ท่ามกลางแสงไปสีเหลืองส้มสลัวราง



หญิงสาวละสายตาจากภาพริมหน้าต่างกลับมายังหนังสือในมือที่เธอเปิดค้างหน้าเดิมมาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ตัวหนังสือมากมายเรียงตัวสวยงามอยู่บนหน้ากระดาษ หากเหตุใดใจเธอจึงว่างเปล่า หรือเพราะตัวหนังสือดีแต่บอกเล่า หากไม่เคยรับฟัง

แก้วกาแฟที่วางเยื้องไปทางขอบโต๊ะด้านขวาไม่มีทีท่าว่าจะถูกยกขึ้นมา รอบแก้วกระดาษไขสีขรึมมีหยดน้ำเม็ดใสเกาะพราว บางส่วนค่อยๆรวมตัวกันไหลเรี่ยขอบก้นแก้วเป็นวง กว้างขึ้น กว้างขึ้น และกว้างขึ้น ราวกับจะเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของที่ละเลยมันมาหลายนาทีแล้ว



“การดำเนินเรื่องที่เป็นแกนกลางของ Triste Tropico

คือการเสริมเติมการบรรยายแบบเส้นตรงที่ไร้จุดด่างพร้อย”



ข้อความเดิมบนหน้ากระดาษถูกอ่านทวนซ้ำเป็นครั้งที่สิบจากผู้อ่านคนเดิม

ไร้จุดด่างพร้อย ไร้จุดด่างพร้อย ไร้...

มีสิ่งใดในโลกใบนี้ที่ไร้จุดด่างพร้อยด้วยหรือ? หล่อนถกเถียงกับปฐกถาจากทฤษฎีอะไรสักอย่างที่ไม่เคยคิดจะสนใจเชื่อฟังมันอย่างแท้จริง ความคิดที่ว่าแทรกขึ้นมาทำลายสมาธิ เป็นธุระให้ต้องกลับมาทวนข้อความเดิมกันอีกเป็นรอบที่สิบเอ็ด

แต่ยังไม่ทันจบประโยคเดิม เธอก็ตัดสินใจปิดหนังสือ แล้วหันไปให้ความสนใจกับสายฝนอย่างจริงจัง

หนังสือปกแดงวางลงใกล้ๆกับแก้วกาแฟในท่าทางที่ถูกละเลยไม่แพ้กัน ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศทำให้วงน้ำก้นแก้วกระจายขอบออกไปอย่างไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด คงเหมือนกันกับใจของเธอเวลานี้ ที่ล่องลอยไปอย่างไม่มีท่าทีจะสุดสิ้น ผ้าม่านสีขาวสลับฟ้าสะบัดปลายเบาๆตามแรงลม ละอองฝนกระทบแก้มขาวนวล หากมันไม่ได้รับความสนใจ นัยตาแววหม่นเหม่อลอยไปยังหยาดเม็ดฝน...หยาดแล้วหยดเล่า ราวกับต้องการจะหาคำตอบบางประการผ่านเม็ดฝนเหล่านั้น






ไอน้ำลอยขึ้นไปบนฟ้า รวมกันเป็นก้อนเมฆแล้วเกิดการควบแน่นหลั่งมาเป็นฝน

อัตถาธิบายทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ผุดขึ้นมาในใจของเธอ

โลกนี้จะดำรงอยู่นานเท่าไร จะสร้างสรรค์คำอธิบายและทฤษฎีกันมากมายทำไม ในเมื่อต่อไปโลกก็ต้องพินาศลง ไม่หลงเหลือสิ่งใด ไม่ว่าหยาดฝน... หรือหนทาง คนเราเกิดมาเพื่อทำใจยอมรับความตาย จะเรียนรู้กันไปเพื่อเหตุใด เมื่อสุดท้ายก็ต้องแตกดับไปมิใช่หรือ

เม็ดฝนไม่เอ่ยเฉลยตอบ หากยังคงไหลลงจากฟากฟ้าสู่พื้นคอนกรีต เพื่อรอวันลอยขึ้นไปเป็นก้อนเมฆและควบแน่นตกกระจายลงมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง และอีกครั้ง

ครั้งแล้ว ครั้งเล่า บนดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก

จะเกิดขึ้นเพื่ออันใด ในเมื่อไม่ช้าต้องแตกดับ

ทายซิ...วัฏจักรวงจรสอนอะไรให้เรา

น้ำแข็งในแก้วกระดาษไขละลายรวมกับน้ำสีข้นจนเจือจาง คล้ายจะประกาศให้โลกรู้ว่ามันคือสิ่งเดียวกัน ถึงก่อนหน้านี้จะแตกต่างกันด้วยรูปแบบสสาร แต่น้ำก็ยังคงเป็นน้ำ เหมือนที่วาทกรรมทำให้มนุษย์แตกต่าง หากมนุษย์ย่อมเป็นได้เพียงมนุษย์ มิอาจประเสริฐสุดเกินกว่าเผ่าพันธุ์ แม้จะแทงยอดขึ้นสูงเสียดฟ้า หรือต่ำเรี่ยหญ้าเพียงใด วาระสุดท้ายย่อมกลับมาหลอมรวมกับผืนดิน แผ่นน้ำ คนแล้ว คนเล่า ...



เหมือนฝน ... เธอคิด

ขึ้นไปเพื่อลงมา มีเพื่อไม่มี ปรากฏเพื่อสูญหาย สุดท้ายคือความว่างเปล่า



เกิดขึ้น แตกดับ ชีวิตเป็นเช่นนั้นนิรันดร์สมัย

หรือแม้นโลก คนเรา และสรรพสิ่ง ก็อาจบัญญัติง่ายๆ ได้ด้วยอัตถาธิบายแห่งทฤษฎีนี้



…............



ฝนเม็ดสุดท้ายหยาดลงไปรวมกับน้ำเจิ่งนองบนถนน หญิงสาวผินหลังจากหน้าต่างขอบไม้ ก่อนจะนั่งลงเปิดหน้าคำนำของหนังสือสีแดงขึ้นอ่าน

ประโยคแรกในหน้ากระดาษนั้น ระบุไว้



อนึ่ง...ว่ากันว่าทฤษฎี มักสร้างขึ้นเพื่อถูกล้มล้าง...





@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2550 21:40:48 น.
Counter : 507 Pageviews.  

About the mountain...






 

Create Date : 09 ตุลาคม 2549    
Last Update : 9 ตุลาคม 2549 1:53:24 น.
Counter : 196 Pageviews.  

Amish




เสียงลมพัดดังแว่วจากหน้าต่างที่ปิดสนิท ใบไม้ผู้สิ้นสุดภารกิจสลัดตัวออกจากกิ่งก้านที่ผูกพันมาเนิ่นนานกระทบกับแรงลมส่งสำเนียงแซ่ซ้องราวกับมีการแข่งขัน ยามรุ่งอรุณเช่นนี้...แสงเรืองรองที่ขอบฟ้าขับส่องต้องน้ำค้างพร่างพราวบนใบไม้สีเขียวอ่อนให้ระเรื่อเรืองดุจอัญมณี กาลแห่งสุปินวิถียังคงดำเนินต่อไปสำหรับผู้หลับไหล หากอากาศยะเยือกช่วงเช้าตรู่ของหมู่บ้านชาวอามิชในรัฐเพนซิลวาเนียวันนี้ถูกปลุกให้ตื่น และเพิ่มอุณหภูมิขึ้นเล็กน้อยจากผู้คนมากมายที่มารวมตัวกันบริเวณ schoolhouse ซึ่งเพิ่งเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญไปเมื่อ 2 วันก่อน

ความงดงามของยามเช้า ถูกบั่นทอนด้วยความเศร้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

รอบรั้วสีขาวบริสุทธิ์ของ schoolhouse เต็มไปด้วยหญิงชายชาวอามิชในชุดดำ เพื่อไว้ทุกข์ให้กับเด็กหญิงทั้งห้าที่เพิ่งสังเวยชีวิตจากการฆาตรกรรมโดยชายชาวอเมริกันผิวขาวก่อนที่เขาจะปลิดชีวิตตัวเอง ทว่า สีหน้าผู้ไว้อาลัย ต่างไร้ซึ่งความอาฆาตพยาบาทใดๆแก่ชาวเมือง หมู่บ้านชาวอามิชเก่าแก่ ยังคงเปิดรับนักท่องเที่ยวที่หมุนเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนเพื่อชื่นชมวัฒนธรรมโบราณที่ไม่ถูกทำลายไปพร้อมกับโลกที่หมุนไปดังเช่นที่เคยเป็นมา

หลักจารีตและศาสนาที่นับถือของชาวอามิช สอนพวกเขาว่า ...

จงให้อภัยเสมอ "Forgive and Forget"





ท่ามกลางความเจริญถึงขีดสุดของประเทศยิ่งใหญ่อย่างอเมริกาในปัจจุบัน วิถีชีวิตของชาวอามิชยังคงดำเนินไปตามจารีตที่ยึดถือกันมาเนิ่นนานโดยอิงคำสอนตามไบเบิลเป็นหลัก การใช้ชีวิตของอามิชวันนี้ ไม่แตกต่างอะไรกับวิถีชีวิตตามแบบชนบทของยุโรปที่เห็นได้ทั่วไปเมื่อร้อยปีก่อน ใครก็ตามที่เคยผ่านตาภาพยนตร์ดังเรื่อง Witness ที่นำแสดงโดยพระเอกตลอดกาลอย่างแฮริสัน ฟอร์ด คงคุ้นภาพแม่ลูกชาวอามิชจากเพนซิลวาเนียซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง เช่นเดียวกับชาวเพนซิลวาเนียที่คุ้นเคยกับภาพรถม้าโบราณ (Buggy ที่ชาวอามิชให้เป็นพาหนะ ) จนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขา




ชาวอามิชมีถิ่นฐานอยู่ในแถบยุโรป กระทั่งเกิดปัญหาด้านศาสนาในดินแดนดังกล่าวช่วงคริสตศตวรรษที่ 15 ชาวอามิชจึงพากันย้ายถิ่นฐานมายังดินแดนแห่งเสรีภาพ ส่วนหนึ่งของพวกเขาอพยพมาตั้งรกรากในแถบเพนซิลวาเนีย ซึ่งบริเวณนี้นับว่าเป็นชุมชนชาวอามิชที่ใหญ่ที่สุด ประเพณีและวิถีชีวิตแบบโบราณนี้ เป็นดั่งเสน่ห์อันเย้ายวนใจชวนให้ชาวเมืองเข้ามาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านนี้ไม่ขาดสาย

การแต่งตัวของอามิชก็คงเป็นแบบโบราณเช่นกัน ผู้ชายจะนิยมสวมหมากมีปีกรอบ เคราที่ปกคลุมรอบใบหน้าแสดงให้ทราบว่าชายหนุ่มผู้นั้นมีหญิงสาวจับจองหัวใจแล้ว ส่วนผู้หญิงชาวอามิชทุกคนจะมีผมยาวสลวย เนื่องจากวัฒนธรรมของหญิงสาวในชุมชนนี้กำหนดว่าไม่ให้ตัดผมเลยตั้งแต่แรกเกิด หากจะเก็บผมสีทองของพวกหล่อนไว้ในผ้าคลุมศีรษะสีขาวสะอาด ที่สำคัญชายหญิงชาวอามิชจะแต่งงานกันได้ต่อเมื่อพ่อและแม่หาคู่รักให้เท่านั้น ภาพหนุ่มสาวนัดพบกันนอกสายตาพ่อแม่ จึงเป็นภาพที่ไม่สมควรเกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้

อามิชยังคงทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก ผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าพื้นเมืองถูกผลิตขึ้นเพียงแค่พอเพียงแก่ความต้องการของคนในชุมชน ระบบทุนนิยมที่ครอบงำโลกทั้งโลกยังมิอาจครอบงำชนกลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้ได้ ตราบใดที่พวกเขายังเห็นว่าการใช้เงินตรา หรือเครดิตการ์ดเป็นเรื่องผิดมหันต์ รวมทั้งยังคงยืนกรานไม่ยอมรับความเจริญใดๆเข้ามาในชุมชน แม้แต่ไฟฟ้า หรือรถยนต์

นอกจากนี้ การคุมกำเนิดยังถือเป็นเรื่องไม่สมควร ชาวอามิชแต่ละครอบครัวจึงมีลูกโดยเฉลี่ยแล้วถึง 7 คน ด้วยกัน ทำให้เกิดปัญหาตามมาก็คือพื้นที่ทำกินทางการเกษตรและที่อยู่อาศัย ที่ดูเหมือนจะไม่พอเพียงแล้วสำหรับประชากรอามิชที่เพิ่มขึ้นมากเหลือเกิน





คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ชาวอามิชก็มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับชาวชนบทที่ห่างไกลความเจริญของเมืองไทย หากจะต่างกันก็ตรงที่ชาวอามิชการยึดมั่นในตัวตนของเผ่าพันธุ์ และยืนตระหง่านอยู่ได้ท่ามกลางกระแสสังคมที่แตกต่าง ในขณะที่ชาวชนบท (รากแก้ว) ของไทยพร้อมที่จะถูกกระแสเงินตราพัดพาได้อย่างง่ายดาย เศรษฐกิจพอเพียงดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่ชาญฉลาดที่สุดสำหรับชีวิตเช่นนี้ แต่หากเลือกได้ ชาวชนบทไทยส่วนใหญ่ยินดีที่จะมีชีวิตแบบ "ไม่พอ"

ทุกวันนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวจะเริ่มแพร่เข้ามาในชุมชนอามิชมาก หากมันเป็นไปเพื่อนำเสนอวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์ให้เป็นที่รู้จัก พวกเขาไม่ได้มีความคิดตาม "อารยะธรรมขัดขืน" มิได้ปฏิเสธคนนอก หากแต่ปฏิเสธที่จะรับแนวทางชีวิตที่ต่างไปและไม่เข้ากับวิถีของเผ่าพันธุ์เท่านั้นเอง


ที่สุดแล้วก็เพื่อจะรักษาตัวตนของตัวเองเอาไว้
เพราะ "คนที่ไม่รู้จักตัวเอง"
ก็คงไม่ต่างอะไรจาก "คนที่ตายแล้ว"





แม้จะมีวิถีชีวิตที่ขีดเส้นแบ่งเขตกับผู้คนต่างวัฒนธรรมอย่างชัดเจน แต่ก็มิวายที่จะถูกเบียดเบียนรังแกจากคนเมือง เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันก่อนนี้ยืนยันได้เป็นอย่างดี หากจะเปรียบเทียบ ก็คงเหมือนกับการขับรถในกรุงเทพฯ ที่ไม่ว่าเราจะขับรถอย่างรักษากฎเกณฑ์ดีเพียงใด แต่ก็มิวายที่จะถูกเบียดถูกชนจากผู้คนไร้อารยธรรมที่มีอยู่เกลื่อนกลาดเต็มถนน

กลเกมยังถูกเอาชนะด้วยกลโกงอยู่ร่ำไป


คำถามที่ตามมาคือ.....แท้ที่จริงแล้วโลกนี้มีความยุติธรรมหรือไม่

ในเมื่อจิตใจอันบริสุทธิ์ไม่เคยได้รับการปกป้องให้พ้นเงื้อมมือของซาตาน...




********************







 

Create Date : 05 ตุลาคม 2549    
Last Update : 14 ตุลาคม 2549 3:02:45 น.
Counter : 1507 Pageviews.  

In America 6 (Death of a Salesman)




เพิ่งได้มีโอกาสอ่านบทละครชิ้นเอกของอาเธอร์ มิลเลอร์ "Death of a Salesman" หรือ "อวสานเซลส์แมน" ด้วยความบังเอิญ อันที่จริงออกจะน่าอายอยู่สักหน่อยที่เรียนมาทางวรรณกรรม แต่เพิ่งเคยอ่านบทละครระดับโลกชิ้นนี้จากต้นฉบับ ทันทีที่อ่านจบ "ทึ่ง" ดูเหมือนจะเป็นความรุ้สึกเเรกที่แทรกเข้ามาในสมอง ไม่เเปลกใจเลยที่บทละครบอร์ดเวย์ชื่อก้องโลกเรื่องนี้ดันให้ อาเธอร์ มิลเลอร์คว้ารับรางวัลพูลิตเซอร์มาครอง และสร้างความโด่งดังให้ตัวละครเอกผู้อัปยศอย่าง "วิลลี โลแมน" เป็นที่รู้จักไปทั่วทุกเขตเเดน


พูดถึงชื่อของอาเธอร์ มิลเลอร์ หลายๆคนคงคุ้นหูชื่อเขา ในฐานะอดีตสามีของดาราสาวร้อนแรงแห่งศตวรรษที่ 20 อย่างมาริลีน มอนโร อย่างไรก็ตาม อาเธอร์ยังคงยืนยันมาโดยตลอดว่าอยากให้โลกจดจำเขาในฐานะนักเขียนบทละครที่เก่งที่สุดคนหนึ่งมากกว่าในฐานะสามีเก่าของดาวยั่วในตำนานคนนี้ เพราะเขาเองก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนบทละครในตำนานอันยิ่งใหญ่ของศตวรรษที่ 20 เช่นกัน น่าเสียดายที่นักเขียนบทละครมือทองคนนี้เพิ่งอวสานชีวิตเซลส์แมนขายฝันของตนเองด้วยวัย 89 ปีไปเมื่อ 10 กพ. ปีที่แล้วนี่เอง หลังจากการต่อสู้กับโรคหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด และมะเร็งร้ายมาหลายทศวรรษ หากทิ้งผลงานชั้นเยี่ยมประดับวงการละคร และวงการวรรณกรรมไว้มากมาย นอกเหนือจาก Death of a Salesman แล้วยังมี All my Son และ The Crucible ใครที่รู้จักมิลเลอร์ดีคงไม่มีทางพลาดบทละครที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเหล่านี้






นอกจาก Death of a Salesman จะเป็นบทละครที่เสียดสีระบบทุนนิยมในสังคมอเมริกันได้อย่างแสบทรวงแล้ว ในทุกถ้อยรจนาล้วนแฝงเอาไว้ด้วยความหมายอันสะท้อนถึงภาวะวิสัยของปุถุชนในยุคอเมริกาเรืองอำนาจ เศรษฐกิจ และธุรกิจกลายเป็นฟันเฟืองหลักคุมแกนโลกให้หมุนตามองศาที่มันพาไป ผู้คนถูกปลูกฝังให้ตกเป็นทาสมันอย่างยากจะเยียวยา หลายคนสูญเสียตัวตน ดังเช่นวิลลี โลแมนที่ทำพลาดมาทั้งชีวิต ไม่ต่างจากแฮปปี้ โลแมน ผู้ซึ่งกำลังย่างเยื้องตามอย่างรอยเท้าพ่อ หลายคนค้นพบตัวเองดังเช่น บีฟ โลแมน หากสุดท้ายความอับจนก็ดูเหมือนจะเป็นบทลงโทษที่ทุนนิยมมอบให้ผู้บังอาจขัดเคืองอำนาจมัน อัตลักษณ์ถูกลดทอนคุณค่าในยุคที่ผู้คนวัดกันได้ด้วยเงินตรา ในขณะที่มันกำลังถูกบิดเบือนให้ผิดรูปผิดร่างด้วยฝันลมๆแล้งๆจากตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มคนแค่หยิบมือ และภาวะที่บีบคั้นกำหนดชี้โพรงให้การหลอกลวงทั้งผู้อื่นและตนเองกลายเป็นกุญแจไขความอยู่รอด เมื่อทุกคนยินยอมจำนนแก่มัน

สุดท้ายมายาจึงได้รับการบูชาอย่างไม่น่าให้อภัย





จะว่าไปสังคมเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นปัญหา Truel ใน Game theory คณิตศาสตร์สาขาหนึ่ง ศึกษาเกี่ยวกับกลยุทธ์ของผู้เล่นที่ต่างก็ต้องการให้ตนเองได้ผลลัพธ์สูงสุด เป็นปัญหาที่จำลองมาจากสถานการณ์ระหว่าง คน 3 คน หรือกลุ่ม 3 กลุ่มที่มีความขัดแย้งกัน โดยแต่ละฝ่ายไม่สามารถอาศัยร่วมกันแบบพึ่งพากันได้เพราะมีการขัดผลประโยชน์กันและกัน จึงต้องมีการกำจัดให้เหลือผู้รอดเพียงหนึ่งเดียว (Fermat's Last Theorem - Simon Singh : Duke Bloggang) ในเกมนี้บุญคุณความแค้นไม่สำคัญตราบใดที่ตนต้องรอด ต่างฝ่ายจึงต้องใช้กลยุทธ์ให้ตัวเองมีโอกาสรอดมากที่สุด พบได้จากวิธีที่โฮวาร์ดเล่นเกมส์นี้กับวิลลี ในเมื่อชายแก่ผู้ตั้งชื่อ "โฮเวิร์ด" ให้เขาสมัยเยาว์วัยไม่มีศักยภาพ และสมรรถภาพปั่นเงินให้อีกต่อไป ก็ต้องไสหัวออกไปจากธุรกิจของเขา
ชีวิตในระบบอันชาญฉลาดเช่นนี้ทำลายแนวคิดเรื่อง "บุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำระไปโดยสิ้นเชิง" หากแทนที่ด้วยสัจจะแห่งธุรกิจและการเมืองที่ว่า "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร"





ครอบครัวโลแมนตกอยู่ภายใต้อาณัติเบื้องบนในวังวนแห่งความทุกข์โศกมานานเนิ่น กระทั่ง มรณกรรมของวิลลี โลแมนปลดปล่อยเขาและครอบครัวจากแรงบีบคั้นของทั้งหมดทั้งปวง ด้วยเงินประกันตอบแทนที่ซึ่งเคยจ่อจมูกเขาให้ต้องจ่ายอยู่ทุกเดือนก่อนสิ้นลมนั่นเอง
ทว่า อิสรภาพนี้ จำต้องแลกมาด้วยอวสานของเซลส์แมนวัย 60 ซึ่งเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิตแต่ไม่มีทางถึงฝั่งฝันกระนั้นหรือ...

...หรือเท่านี้ยังเจ็บปวดน้อยเกินไป?!!







ช่างเป็นความเหมาะเจาะพอดีที่ได้อ่านเรื่องนี้จบในวันเดียวกันกับที่โทรทัศน์ช่องข่าวของอเมริกาทุกช่องรายงานว่า "รบ.แม้ว" ถูกปฏิวัติยึดอำนาจจากคณะปฏิรูปฯ หลังจากที่มีการประท้วงขับไล่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ไม่เว้นแม้แต่หน้าเว็บไซต์ข่าวระดับโลกที่จั่วหัวให้เรื่องนี้เป็นกรณีป๊อปปูลาร์ประจำวัน ทำให้นึกไปถึงข้อวิจารณ์ของสื่อมวลชนไทยฝั่งหัว "ผู้จัดการ" ในช่วงก่อนหน้านี้ที่เปรียบเทียบว่า นายกแม้วก็ไม่ต่างอะไรกับเซลส์แมนในเรื่อง "Death of a Salesman" หากจะให้วิเคราะห์ต่อว่าเหมือนกันอย่างไร ก็คงต้องบอกว่าเขาวาดวิมานในอากาศลวงตาลูกหลานในบ้านเมืองได้เก่งไม่แพ้ วิลลี โลแมน ซ้ำยังเป็นนักขายตัวจริงที่มีลูกล่อลูกชนไม่น้อย มุ่งประเด็นหลักไปที่การกอบโกย ทว่า พ่วงท้ายด้วยการทุจริต-หมินเบื้องสูง ของในกระเป๋าสองใบที่เซลล์เเมนแดนข้าวนึ่งคนนี้หิ้วไปเคาะประตูถามขายประเทศอื่นนั้นมันยิ่งใหญ่ระดับชาติเสียด้วย
มาวันนี้ วันที่รถถังมีให้เห็นในเมืองมากกว่ารถเบนซ์ ได้เวลาโลแมนแดนไทยจะถูกกำราบเรียกเช็คบิลย้อนหลังเสียที

สิ้นสุดตำนาน "อวสานเซลส์แม้ว"
นี่แหละ "Death of a Salesman" ของจริง


สุดท้าย คงต้องขอยืมบทของลินดา โลแมนที่กล่าวกับวิลลี สามีที่ล่วงลับในตอนท้ายเรื่องมาบอกลากับเซลส์แมนที่เพิ่งถูกอวสานไปวันนี้


Forgive me,dear. i can't cry.......
I made the last payment on the house today. Today,dear....
We're free and clear.

We're free......We're free.....We're free...



*****************






 

Create Date : 20 กันยายน 2549    
Last Update : 22 กันยายน 2549 9:28:52 น.
Counter : 1337 Pageviews.  

In America 5 (Anna and the king)



ชีวิตในอเมริกาผ่านไปอย่างรวดเร็ว การทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่บีบคั้น ทำให้ผลงานแต่ละบทออกมาถูกใจ Dr.T พอสมควร เวลาที่เหลือจากการทำงานก็ได้ใช้ไปกับการพักผ่อน และการเรียนรู้สิ่งรอบตัวด้วยตัวเองบ้าง อย่างน้อยเวลา 24 ชั่วโมงของที่นี่ก็ถูกพร่าผลาญไปอย่างไม่ไร้คุณค่า


การเลือก “หนังดีๆ” มาดู ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยฝึกฝนการวิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์ ไพล่ไปถึงบทละครอันนับเนื่องเป็นวรรณกรรมแขนงหนึ่งได้ดี อีกทั้งห้องเรียนนี้ยังเปิดกว้างทางทัศนะโดยไม่ถูกจำกัดขีดเส้นทางทฤษฎีใดๆ จะมีทบทวนถึงมันบ้างก็คงไม่มากเท่ากับการใช้ความรู้สึกฐานะ “ผู้ชม” เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ฐานะผู้วิจารณ์ที่ต้องเตรียมหางานไปส่งอาจารย์อย่างตอนที่อยู่เมืองไทย ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาอังกฤษคือโบนัสเล็กๆน้อยๆที่ได้มาอย่างตกกระไดพลอยโจร






Anna and the king คือ สีสันบนแผ่นฟิล์มชิ้นล่าสุดที่ผ่านตา เมื่อพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ หลายคนคงกำลังนึกถึงมันในฐานะผลงานภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ถูก “แบน” ไม่ให้ฉายในเมืองไทยด้วยเหตุผลของการบิดเบือนประวัติศาสตร์ และอาจเอื้อมพระภูมีที่สูงส่ง ประเด็นเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องที่สนใจอีก เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมายจนอ่านไม่ไหวอยู่แล้ว แต่เป็นอีกครั้งที่เลือกภาพยนตร์เรื่องนี้มาเขียน เพราะมีการนำเสนอประเด็นระหว่าง"ตะวันออก” และ “ตะวันตก” ได้คมคายและชัดเจนเอามากๆ



หากจะประเมินค่าภาพยนตร์เรื่องนี้ในนามของ “หนัง” เรื่องหนึ่ง ก็คงกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า 20th century fox สอบผ่านอย่างสวยงาม แม้จะอึดอัดไปบ้างกับภาษาไทยที่ฟังยังไงก็เหมือนภาษาจีน จนต้องมาแปลกันทั้งภาษาอังกฤษภาษาไทยให้วุ่นวายไปหมด แต่ “หัวใจ” สำคัญของเรื่องที่นำเสนอออกมาจากแนวคิดในฟากเอเชียมากกว่าเวอร์ชั่นห่วยแตกที่เคยมีมาทั้งหมด ก็ดูจะมีความหมายพอที่จะลบล้างข้อด้อยอันไม่เป็นที่แยแสของวงการฮอลลิวูดเหล่านี้ไปได้





In Siam, you have to learn everything has their own time , Everything has their own way

สองประโยคนี้ถูกกล่าวถึงประปรายอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เป็นดั่ง “หัวใจ” ของรากความคิดแบบไทยๆอันสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของพุทธศาสนา (ใกล้เคียงกับเรื่องที่ว่าด้วย “ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง) ที่นอกจากจะใช้สอนวิธีดำรงชีวิตในเมืองไทยให้แก่แหม่มแอนนาแล้ว มันยังเป็นดุจสาส์นคัดค้านตามวิถีไทยอันแฝงนัยบางประการฝากส่งไปยังอังกฤษ ประเทศจักรวรรดินิยม ซึ่งชื่นชมเพียงวิถีทางของตนจนคิดไปเองว่าเป็นวิถีทางของโลกทั้งโลก และโปรดปรานการล่าอาณานิคมราวกับผีดิบโปรดปรานเลือดอุ่นๆจากมนุษย์ที่ยังหายใจอีกด้วย


และการเรียนรู้ของแอนนาอันนี้ ก็ทำให้เธอตระหนักว่า อังกฤษ ชาติมหาอำนาจทางวัตถุ และวัฒนธรรมของเธอนั้น หาใช่เจ้าของโลกทั้งใบไม่


ในความล้าหลัง ยังมีคุณค่าตามวิถีทางของมันและแง่งามตามธรรมชาติ วิทยาศาสตร์อาจช่วยให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ แต่ทุกสิ่งล้วนถูกจำกัดอยู่ภายใต้เงื่อนไข วิทยาศาสตร์สร้างความเจริญทางวัตถุ ขณะเดียวกันมันก็พาให้เราท่านละเลยคุณค่าทางจิตใจ ดูหมิ่น เบียดเบียน กระทั่งเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุ และอำนาจอันเป็นได้เพียงผลิตผลจากมายาคติในท้ายที่สุด







ใต้ฟากฟ้าและผืนแผ่นดินสยามในค่ำคืนที่ดวงดาวพรายฟ้า ชายผู้สูงศักดิ์แห่งสยามประเทศ ตะกองกอดหญิงอันชาวอังกฤษเป็นที่รักไว้ในอ้อมแขน ทั้งสองเคลื่อนกายตามจังหวะดนตรีสำเนียงตะวันตกอย่างเนิบนาบ ปล่อยให้แสงจันทร์สาดไล้เรือนร่างที่อยู่ในอ้อมแขนกันและกันทั้งที่หวั่นไหว ใบหน้าทั้งสองที่ซบอิงกันอยู่ดูอิ่มเอมหากแฝงเร้นด้วยความโศกเศร้า เขากำมือเธอแนบแน่นไว้กับอก ราวกับจะฉุดรั้งความทรงจำครั้งสุดท้ายระหว่างกันไว้ให้เนิ่นนาน

ก่อนต้องลาจากตามวิถีทางของตน
อยากเคียงข้าง แต่มิอาจเคียงคู่ ...


ดุจดอกบัวบานในน้ำย่อมมิอาจปลูกไว้เคียงคู่กุหลาบขาวบนผืนดิน


ตะวันออกและตะวันตก
มิอาจอาจหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ฉันใด

จิตวิญญาณและ วัตถุ
ก็มิอาจผนวกเข้ากันอย่างแนบสนิทได้ฉันนั้น




***************





 

Create Date : 17 กันยายน 2549    
Last Update : 17 กันยายน 2549 23:19:31 น.
Counter : 361 Pageviews.  

1  2  
 
 

m_phine
Location :
FL. United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add m_phine's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com