Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2565
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
10 มิถุนายน 2565
 
All Blogs
 
เดินเที่ยวตามรายทาง

10 เมษายน 2565 หลังจากแยกย้ายกับกลุ่มกิจกรรม Photo Walk แล้ว
เราแวะกินก๋วยเตี๋ยว ร้านข้างทางแล้วเดินเล่นถ่ายรูปต่อ



ป้อมพระสุเมรุ



ป้ายถนนพระอาทิตย์ และถนนพระสุเมรุ



พิพิธบางลำพู





ถ่ายใหม่ แบบไม่มีรถจอดบัง



เราเคยมาแล้ว เข้าด้านซ้ายมือค่ะ



เดินย้อนกลับมา ไปเดินแถวที่คุ้นเคยดีกว่า 



เดินตามมาค่ะ 





ชอบตึกอาคารเก่า





ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า





เดี๋ยวข้ามถนนไปฝั่งโน้นค่ะ



วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า



พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ณ โรงละครแห่งชาติ 



เกาะกลางก่อนถึงฝั่งสนามหลวง



พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร



ถึงแล้วค่ะ ที่หมายแรก วัดมหาธาตุ



งาน “เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2565” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 17 เมษายน 2565 ณ วัด 10 วัด ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดราชนัดดารามวรวิหาร วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร 




 

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดสลัก” ในหนังสือเก่าบางแห่งเรียกว่า “วัดฉลัก” “วัดชะหลัก” สันนิษฐานว่า เมื่อแรกสร้างมีของสิ่งใดทำด้วยฝีมือสลัก ผิดกับที่ทำเกลี้ยง ๆ เป็นสามัญในวัดอื่น คนทั้งหลายจึงเรียกว่า “วัดสลัก” อีกความเห็นหนึ่งเป็นคำเก่าเล่าต่อกันมาว่า วัดนี้แต่ก่อนมีพระภิกษุเป็นช่างฝีมือแกะสลักขึ้นอยู่มาก เป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกชื่อวัดว่า “วัดสลัก”

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี สร้างพระนครทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา วัดสลักอยู่ในพระนครฝั่งตะวันออก จึงทรงยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เป็นที่สถิตของพระราชาคณะ

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนารถ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ย้ายพระนครมาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้มีวัดที่อยู่ใกล้ชิดพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่ 2 วัดคือ วัดโพธาราม และวัดสลัก

1. วัดโพธาราม อยู่ชิดกับพระบรมมหาราชวังข้างด้านใต้ รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาวัดนี้และพระราชทาน นามว่า “วัดพระเชตุพน”
2. วัดสลัก อยู่ข้างเหนือพระบรมมหาราชวัง แต่อยู่ชิดด้านใต้พระราชวังบวรฯ สมเด็จพระอนุชาธิราชกรม พระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสถาปนาวัดสลัก และขนานนามใหม่ ชื่อว่า “วัดนิพพานาราม”

ในปี พ.ศ.2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชปรารภกับสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรฯ จะทำสังคายนาพระไตรปิฎก ทรงมีพระราชดำริว่า วัดนิพพานาราม ควรเป็นที่พระสงฆ์ทำสังคายนา เพราะอยู่ระหว่างพระราชวังหลวงกับวังหน้า และก่อนการทำสังคายนาพระไตรปิฎกโปรดเกล้าให้เป็นนามใหม่ว่า “วันพระศรีสรรเพชดาราม”

ในปี พ.ศ. 2338 สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท ทรงออกผนวช ณ วัดพระศรีสรรเพชดาราม
ในปี พ.ศ. 2344 เกิดเพลิงไหม้เขตพุทธาวาส เนื่องจากสามเณรจุดดอกไม้เพลิงแล้วไปตกที่หลังคาพระมณฑป พระอุโบสถ และพระวิหาร
ในปี พ.ศ. 2346 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้ประชุมพระราชาคณะสอบไล่พระปริยัติธรรม และโปรดให้เปลี่ยนนามพระอารามอีกครั้งว่า “วัดมหาธาตุ”
ในปี พ.ศ. 2439 รัชกาลที่ 5 ทรงบริจาคพระราชทรัพย์อันเป็นส่วนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2437 อุทิศพระราชทานให้ปฏิสังขรณ์พระอารามจนสำเร็จ และโปรดให้เพิ่มสร้อยต่อนามพระอารามเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่า “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษดิ”




พระวิหารหลวง



หน้าบันพระวิหารเป็นรูปตราพระราชสัญลักษณ์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร มีอักษรย่อว่า ร.จ.บ.ต.ว.ห.จ. (เราจะบำรุงตระกูลวงศ์ให้เจริญ)





ภายในวิหารหลวงเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต พระประธานในวิหาร และมีศิลาจารึกหินในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พบบนแท่นประดิษฐานหลวงพ่อพระประธานในโบสถ์แล้วจึงย้ายมาในวิหาร เป็นข้อความของสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) เพื่อใช้สอนนักเรียนบาลีก่อนจะมีหนังสือไวยากรณ์ ตู้ลายรดน้ำโบราณ พัดยศที่ระลึกในการพิธีสำคัญ






หลวงพ่อหิน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้างประมาณ 5 ศอก มีความเป็นมาดังนี้ คือวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่โบราณสร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดสลัก ครั้นต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกตีแตกหนที่ 2 นายทองมาพร้อมสหายหลบหนีพวกพม่ามาทางเรือ มาพบเรือตรวจลำน้ำของพม่าจึงคว่ำเรือแล้วหลบอยู่บริเวณหน้าวัดสลัก พร้อมตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อหิน ขอให้รอดพ้นภัยในคราวนี้ แล้วจะกลับมาบูรณะฟื้นฟูวัด เมื่อเรือพม่าผ่านไปแล้วท่านและสหายได้ไปสมทบกับพระยาตากสิน และร่วมรบกับพระยาตากสินจนสามารถประกาศเอกราชของชาติได้

มาถึง พ.ศ. 2326 ในสมัยรัชกาลที่ 1 นายทองมาซึ่งได้ตำแหน่งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้สั่งให้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสลักตามที่ได้อธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อหิน พร้อมกับการก่อสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล จากนั้นทรงเปลี่ยนชื่อวัดจากวัดสลัก เป็น วัดนิพพานาราม ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นชื่อพระวัดพระศรีสรรเพชญ์ และสุดท้ายจึงได้ชื่อวัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรมหาวิหาร ตามชื่อวัดในกรุงศรีอยุธยา ที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช





 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคต พระองค์ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์อันเป็นส่วนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเพื่อปฎิสังขรณ์วัดมหาธาตุและเพิ่มสร้อยนามพระอารามเป็น “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์” ในปีพ.ศ. 2432 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งบาลีวิทยาลัย เรียกว่ามหาธาตุวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2437 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารถาวรวัตถุเรียกว่าสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย ใช้ในงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร จากนั้นทรงอุทิศถวายแก่มหาธาตุวิทยาลัยใช้เป็นที่เรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูง ซึ่งจะได้พระราชทานนามว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”





พระปรางค์และพระเจดีย์ราย

ตั้งอยู่ในเขตพระระเบียง ด้านเหนือพระวิหารและด้านใต้ของพระอุโบสถ มีเจดีย์ด้านละ 2 องค์ พระปรางค์ด้านละองค์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 หุ้มด้วยดีบุก และซ่อมในสมัยรัชกาลที่ 3 เอาดีบุกออก พระปรางค์องค์ใหญ่ 2 องค์ด้านหน้าพระมณฑป สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของสมเด็จพระสังฆราช (ศุข) และสมเด็จพระสังฆราช (มี)












พระมณฑป


สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงสร้างเมื่อสถาปนาวัดนิพพานารามให้เป็นประธานของวัด โดยตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถและพระวิหารภายในพระระเบียงคด เดิมมีเครื่องยอดอย่างปราสาท ในปี พ.ศ. 2344 ได้เกิดเพลิงไหม้ยอดมณฑปเสียหายหมด จึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะใหม่เป็นหลังคาโรง และสร้างพระมณฑปทองสูง 10 วา ขึ้นไว้ข้างในครอบพระเจดีย์ทองไว้แทนพระมณฑปที่ไฟไหม้ พระมณฑปนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 5

















พระอุโบสถ





พระอุโบสถมีสีมาตั้งประจำ 4 ทิศ ใบสีมาสลักเป็นภาพครุฑยุดนาค





อยู่ตรงหน้าต่าง ไม่รู้เรียกว่าอะไรค่ะ











สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์





เดินไปท่าช้างค่ะ







ในวันที่ไม่มีนักท่องเที่ยวจาก ตปท.







ทางขึ้น-ลง อุโมงค์มหาราช (วัดพระแก้ว-ท่าช้าง)



กำแพงวัดพระแก้ว



วัดโพธิ์



ท่าเตียน









วันนี้ไม่ได้เข้าวัดโพธิ์ค่ะ












Create Date : 10 มิถุนายน 2565
Last Update : 10 มิถุนายน 2565 15:49:49 น. 0 comments
Counter : 380 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณปัญญา Dh, คุณtoor36, คุณnonnoiGiwGiw, คุณmariabamboo, คุณปรศุราม, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณSweet_pills, คุณThe Kop Civil, คุณnewyorknurse, คุณกะว่าก๋า, คุณtanjira, คุณทนายอ้วน, คุณหอมกร, คุณkatoy, คุณเริงฤดีนะ, คุณtuk-tuk@korat, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณmultiple


สายหมอกและก้อนเมฆ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 159 คน [?]




เป็นคุณแม่ของ 1 ลูกสาว และ 1 ลูกชายค่ะ
อาชีพ ขสมก. (แปลว่า...ขอสามีกิน อ่านเจอที่ไหนไม่รู้ ชอบค่ะ เลยยืมมาใช้หน่อย)

เป็นแม่บ้านฟูลทาม
ไม่รับอาชีพเสริมใด ๆ ทั้งสิ้น...

เมื่อไหร่ที่พอจะจัดสรรเวลาได้...
จะไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัวเสมอค่ะ...

โลกนี้แสนกว้างใหญ่ มีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมากมาย พบเจออะไรดี ๆ ที่พอจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ไม่มากก็น้อย เลยเอามาแบ่งปันกัน

ลิขสิทธิ์...เป็นของบุคคลที่อยู่ในภาพ
ขอบคุณค่ะ

Friends' blogs
[Add สายหมอกและก้อนเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.